ระบบหรรษา กับข้าผู้บำเพ็ญเซียนปลอม - ตอนที่ 568 ผู้อาวุโสอันหลิน
การพุ่งชนของวาฬถูกขัดจังหวะ จึงมองพวกอันหลินด้วยความโมโห
ตอนแรกมันอยากจัดการศัตรูที่ลงมือทำร้ายตัวเองก่อน จากนั้นค่อยจัดการจีนมุงพวกนี้ทีหลัง
ไม่คิดว่าจีนมุงพวกนี้จะเป็นฝ่ายลงมือจู่โจมมัน จะให้มันใจเย็นได้อย่างไร
วาฬคำรามกร้าวแล้วหันไปทางพวกอันหลินแล้วพุ่งออกไป!
เซียวเจ๋อยื่นมือออกไปทางที่วาฬอยู่ ม่านกำบังที่ก่อตัวจากเกล็ดมังกรสีดำปรากฏตรงหน้าทุกคนพร้อมกับแผ่อานุภาพมังกรอันมหาศาล
กำแพงมังกร!
ครืน เกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหวอีกครั้ง พลังงานที่ประสานงากันแพร่กระจายอย่างไม่กลัวเกรง มิติเริ่มสั่นสะเทือนและปริแตก แต่กำแพงที่เกิดจากเกล็ดมังกรกลับนิ่งไม่ไหวติง
วาฬกรีดร้องโหยหวน ร่างกายโอนเอนแล้วล้มลงเป็นครั้งแรก ใบหน้าฉายความเจ็บปวด
“ขวางไว้แล้วหรือ” เหอเซียนกูอุทาน
นางเป็นคนที่รู้ดีที่สุดว่าการโจมตีของวาฬน่ากลัวขนาดไหน มันเป็นการโจมตีที่แม้แต่ผู้ยิ่งใหญ่หวนสู่ความว่างเปล่าทั้งสามร่วมมือกันก็ยังต้านทานได้ยาก! แต่ทว่าการโจมตีที่น่ากลัวพรรค์นี้นี่แหละที่ถูกชายหนุ่มรูปลักษณ์ธรรมดาคนนั้นรับมือได้อย่างง่ายดาย ชายหนุ่มคนนั้นแข็งแกร่งปานใดกันนะ
“เขาเป็นผู้ยิ่งใหญ่เผ่ามังกรบรรพกาลกระมัง…” หมอกดำของเทพท่องราตรีกระเพื่อม ใจสั่นระรัวและเคารพนับถือ
เซียวเจ๋อเป็นบุคคลที่มีพลังป้องกันไร้เทียมทานอยู่แล้ว ตอนนี้เมื่อเผชิญหน้ากับการโจมตีอันป่าเถื่อนของวาฬจึงไม่หย็องเลยสักนิด พาทุกคนเข้าใกล้เหอเซียนกูอย่างต่อเนื่อง
ร่างฮุ่นตุ้นภายนอกวาฬพุ่งใส่เซียวเจ๋ออีกครั้งด้วยความไม่พอใจ เซียวเจ๋อเสกกำแพงมังกรอีกครั้ง…
ครืน ครั้งนี้พุ่งชนน่ากลัวยิ่งกว่า พื้นดินทั้งพสุธาสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
จากนั้นวาฬก็ถอยหลังด้วยความเจ็บปวดอีกครั้ง นัยน์ตาสีทองกะพริบวิบวับ มีความหวาดกลัวเจืออยู่รางๆ
พวกอันหลินมาหาพวกเหอเซียนกูอย่างรอดปลอดภัย
คนสองกลุ่มรวมตัวกัน พวกเหอเซียนกูตะลึงกับความสามารถอันแข็งแกร่งของเซียวเจ๋อ ทว่ายังคงหวาดกลัวผีดูดเลือดอยู่บ้าง
“เจ้า…สหายอันหลิน ไม่ทราบว่าผีดูดเลือดพวกนี้เป็น…” ตอนแรกเหอเซียนกูจะพูดว่าเจ้าอันหลิน แต่จู่ๆ ก็รู้สึกว่าไม่เหมาะสม จึงแก้เป็นสหาย มองเขาเป็นบุคคลระดับเดียวกัน
“อ้อ อย่ากังวลไปเลย พวกเขาเป็นทาสของข้า ทำพันธะสัญญาทาสแล้ว ไม่ทำร้ายพวกท่านหรอก” อันหลินปลอบใจยิ้มๆ
“เฮือก…”
เหอเซียนกู เทพเจ้าท่องราตรี ฉางเหอ หรือแม้แต่ฉางจ้านที่นอนแผ่บนพื้นด้วยอาการบาดเจ็บสาหัสต่างก็หายใจเข้าดังเฮือก มองอันหลินด้วยความตกใจ
ดวงหน้าที่งดงามของเหอเซียนกระตุกน้อยๆ มองผีดูดเลือดสลับกับมองอันหลิน พบว่าทั้งสองฝ่ายต่างก็ทำหน้าไม่ยี่หระ อืม เหมือนจะเป็นความจริง…
“แล้วผู้อาวุโสท่านนี้คือ…” เทพท่องราตรีพยายามสงบสติอารมณ์ก่อนจะเอ่ยถาม
อันหลินเหลือบมองลูกศิษย์ผู้เสียเปรียบของตนแวบหนึ่งแล้วเอ่ยปากแนะนำว่า “อ้อ เขาชื่อเซียวเจ๋อ เป็นลูกศิษย์ของข้า”
“ข้าเป็นลูกศิษย์คนแรกของอาจารย์เชียวนะ แถมตอนนี้ยังเป็นลูกศิษย์คนเดียวด้วย” รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้าเซียวเจ๋อ ท่าทางกระหยิ่มยิ้มย่องและภาคภูมิใจ
“เฮือก…” ทุกคนหายใจเข้าดังเฮือกอีกครั้ง สูดลมหายใจจนแทบจะเป็นหวัดมีไข้แล้ว!
ผู้ยิ่งใหญ่เผ่ามังกรบรรพกาลตนนี้เป็นลูกศิษย์ของอันหลินงั้นหรือ แถมยังทำท่าภาคภูมิใจเสียด้วย! เป็นศิษย์ของอันหลินเป็นเรื่องที่มีเกียรติขนาดนี้เลยหรือ!
ดวงตางามของเหอเซียนกูเบิกกว้าง ริมฝีปากนุ่มหยุ่นเผยอน้อยๆ แต่กลับพูดอะไรไม่ออกเลยสักคำ
เทพท่องราตรีนิ่งอึ้งกับที่ เมื่อครู่เขาเรียกเซียวเจ๋อว่าผู้อาวุโส ผลลัพธ์มันช่าง เซียวเจ๋อเป็นลูกศิษย์ของอันหลินงั้นหรือ! เขาต้องเรียกอันหลินว่า ‘ผู้อาวุโสใหญ่’ หรือไม่
“ฮ่าๆ ๆ ผู้อาวุโสอันหลิน บังเอิญนัก ชิงจือลูกศิษย์ข้าก็รู้จักสหายคนหนึ่งในสรวงสวรรค์ชื่ออันหลินเหมือนกัน” ฉางเหอเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
อันหลินเกาหัว พูดอย่างสุภาพว่า “เหมือนว่าสรวงสวรรค์จะมีข้าอันหลินผู้นี้เพียงคนเดียว ท่านอย่าเรียกข้าว่าผู้อาวุโสเลย ไม่ชินเลย”
ฉางเหอ “…”
ที่แท้ไม่ใช่ชื่อเหมือนกันหรือ ที่แท้ก็เป็นอันหลินคนนั้นจริงๆ งั้นหรือ!
คุณพระ! อันหลินเพิ่งประมือกับอัจฉริยะของแต่ละกลุ่มอิทธิพลไปเมื่อปีกราย เพียงพริบตาก็รับผู้ยิ่งใหญ่ผีดูดเลือดเป็นทาส รับผู้ยิ่งใหญ่หวนสู่ความว่างเปล่าเผ่ามังกรเป็นลูกศิษย์แล้วหรือ โลกใบนี้บ้าไปแล้ว!
ฉางเหอมมองอันหลินที่อยู่ตรงหน้าด้วยความตะลึง เขาสรรหาคำไหนมานิยายคนคนนี้ไม่ได้แล้ว
วิปริต ไม่สิ อันหลินเหลือเชื่อยิ่งกว่าวิปริตเสียอีก!
ครืนๆ ๆ…
วาฬพุ่งชนพวกอันหลินอีกหลายครั้ง แต่ถูกกำแพงมังกรของเซียวเจ๋อขวางไว้ทั้งหมด การป้องกันขั้นสุดยอดน่ะไม่ใช่เรื่องหลอกลวง มันไร้เทียมทานจริงๆ!
“ผู้…สหายอันหลิน พวกเจ้ามีวิธีหนีไปจากที่นี่ออกหรือยัง” เหอเซียนกูรู้ว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลามาพร่ำรำพัน จึงรีบสงบสติอารมณ์แล้วเอ่ยถามอันหลิน
ตอนนี้ตำแหน่งของอันหลินอยู่กลางทุกคน สูงส่งอย่างไม่มีขีดจำกัด เพราะนั่นเป็นบุคคลที่มีลูกศิษย์เป็นถึงผู้ยิ่งใหญ่ระดับเผ่ามังกรบรรพกาล ต้องสุดยอดสุดๆ แน่นอน
และเป็นเพราะเหตุนี้ เหอเซียนกูถึงเลือกอันหลินเป็นเป้าหมายแรกในการสอบถาม นางคาดเดาในใจว่า หากอันหลินไม่ใช่ผู้ยิ่งใหญ่เทียมฟ้าสักคนกลับชาติมาเกิด ก็คงเป็นผู้ยิ่งใหญ่สักคนจำแลงกายมาหาประสบการณ์ที่แดนมนุษย์!
อันหลินได้ฟังก็ส่ายหน้า “นอกจากรอให้สัตว์มิติเขมือบวัตถุภายนอกอีกครั้งแล้วฉวยโอกาสออกไป ข้าก็นึกวิธีอื่นไม่ออกแล้ว”
พวกเหอเซียนกูผิดหวังนิดหน่อยเมื่อได้ฟัง แต่เห็นว่าอันหลินอยู่ข้างกายก็รู้สึกสบายใจอยู่หน่อยๆ
ใช่แล้ว อารมณ์สิ้นหวังของพวกเขาถูกการปรากฏกายของอันหลินชะล้าง ในใจของพวกเขา มีเพียงคำว่าสุดแท้หยั่งถึงเท่านั้นที่จะนิยามอันหลินได้!
“เสี่ยวเจ๋อ กายฮุ่นตุ้นจู่โจมตลอดเวลาแบบนี้ เจ้าต้านได้นานแค่ไหน” อันหลินถาม
เซียวเจ๋อยิ้ม “หากข้าตัวคนเดียวต้านทานได้ตราบนานเท่านาน…แต่หากเอาแต่คุ้มกันพวกท่านแล้วกายฮุ่นตุ้นโจมตีไม่หยุด จะผลาญพลังค่อนข้างมาก ต้านทานได้ราวๆ สามชั่วยาม”
สามชั่วยาม…เวลาเท่านี้ก็นานมากแล้ว!
ขอแค่สัตว์มิติเขมือบวัตถุภายนอกอีกครั้งภายในเวลาสามชั่วยาม พวกเขาก็จะหนีไปจากที่นี่ได้สำเร็จ
“ทำไมพวกเราต้องนั่งดูรอด้วยเล่า เป็นบุรุษจำต้องผงาดง้ำค้ำฟ้า องอาจไม่กลัวเกรง ให้วาฬตัวนั้นลงนรกเสีย!” จู่ๆ เสียงที่ไพเราะไม่เข้ากับสถานการณ์ก็ดังขึ้น ทำให้ทุกคนต่างก็สั่นสะท้าน
อันหลินและพวกโคโค่สตีฟมองร่างสีขาวด้วยความตกตะลึงยิ่งกว่า
ผู้ที่พูด…คือเสวี่ยจ่านเทียนจอมหย็องตัวนั้น!
“เสี่ยวเทียน เจ้าไม่เป็นไรใช่ไหม”
อันหลินตกใจ นิสัยแบบนี้ไม่เหมือนมันนี่นา คงไม่ได้ตกใจจนเสียสติไปหรอกนะ!
หรือว่าหลังรับตำแหน่งน้องสี่ น้องหกก็จะเผชิญกับจุดจบอันน่าเศร้าจึงเป็นบ้าไปแล้ว!
“ไม่สิ คงเพราะในร่างกายของวาฬตัวนี้กำลังตัดขาดกฎเกณฑ์ของภายนอกด้วยขีดจำกัดขนานใหญ่ อารมณ์จึงกลับมาเป็นปกติแล้ว!” เซียวเจ๋อโพล่งขึ้นมา
พวกอันหลินโล่งใจไปเปลาะหนึ่ง มองเสวี่ยจ่านเทียนด้วยความดีใจ
เสวี่ยจ่านเทียนอายจนหน้าแดงก่ำ คล้ายว่าจะนึกถึงความทรงจำไม่ดีขึ้นมาบ้าง จึงพูดอย่างโมโหว่า “อย่ามองข้าแบบนี้! ข้าเป็นแค่ลูกผู้ชายพ่ายสวรรค์ ถูกอารมณ์ครอบงำเท่านั้น นี่ต่างหากธาตุแท้หาญกล้าของข้า! แค้นนองเลือดครั้งนี้ข้าจะต้องชำระให้ได้!”
ทุกคนต่างก็ขำกับท่าทางของเสวี่ยจ่านเทียน บรรยากาศตึงเครียดผ่อนคลายลงไม่น้อย
เหอเซียนกูมองเสวี่ยจ่านเทียนด้วยสายตาแวววาว การมีสัตว์เลี้ยงที่น่ารักขนาดนี้เป็นความฝันของสตรีทุกคน เสียดายที่นางไปเขตเทพโบราณไม่ได้ ไม่อย่างนั้นจะพยายามแสวงหาโชคสุดความสามารถแน่ๆ!
“คือว่า…อันหลิน ให้ข้าอุ้มอสูรวิญญาณเหมันต์ตัวนั้นหน่อยได้หรือไม่” เหอเซียนกูหน้าแดงเรื่อ พูดอย่างเก้อเขิน
นางคิดว่าตอนนี้ติดแหง็กอยู่ที่นี่ หากว่าออกไปไม่ได้จริงๆ ทำความฝันเล็กๆ ของชีวิตนี้ให้เป็นจริงก็ถือว่ามีความเสียดายลดไปข้อหนึ่ง
“ได้อยู่แล้ว” อันหลินอนุญาตยิ้มๆ โยนเสวี่ยจ่านเทียนในอกให้เหอเซียนกู
เหอเซียนกูอุ้มเสวี่ยจ่านเทียนอย่างสุขใจ ใบหน้าถูไถบนขนขาวสะอาดนุ่มนิ่มของเสวี่ยจ่านเทียนอย่างอดไม่ได้ แล้วเอ่ยชมว่า “นุ่มจังเลย อุ่นมากเลย…”
“นี่! แม่นาง หน้าอกเจ้าใหญ่เกินไป มันเบียดข้า!” เสวี่ยจ่านเทียนประท้วงเสียงดัง
เหอเซียนกูได้ฟังประโยคนี้ไม่โกรธไม่พอ กลับดีอกดีใจ ยิ่งกอดรัดไปกันใหญ่
อันหลินมองเสวี่ยจ่านเทียนที่แสดงอาการขัดขืนด้วยความอิจฉา บางทีนี่คงเป็นมีของดีอยู่กับตัวแต่ไม่รู้จักรักษาละมั้ง…ถ้าเป็นไปได้ ฉันก็อยากจะทรมานแทนแกเหมือนกัน…