ระบบหรรษา กับข้าผู้บำเพ็ญเซียนปลอม - ตอนที่ 569 สู้กับกายฮุ่นตุ้น
บรรยากาศที่ตึงเครียดผ่อนคลายลงไปบ้างแล้ว วิญญาณแห่งมิติของวาฬยังคงโจมตีไม่หยุด ผลาญพลังของเซียวเจ๋อครั้งแล้วครั้งเล่า
ความจริงแล้วคำพูดของเสวี่ยจ่านเทียน อันหลินก็ค่อนข้างเห็นด้วย เทียบกับการตั้งรับเพียงอย่างเดียว ไม่สู้เสี่ยงอันตรายลองสู้กับวิญญาณแห่งมิตินั่นดูสักตั้ง
แม้ว่าการเอาชนะวิญญาณมิติอาจจะทำให้สัตว์มิติอ้าปากไม่ได้ แต่ก็คงจะทำให้ทุกคนต้านได้นานกว่านี้!
สิ่งที่สำคัญในตอนนี้คือ จะชนะวาฬตัวนี้ได้ด้วยวิธีไหนกันแน่
ใช้วิธีปกติจะมีความยากมากไปหน่อย เพราะจุดจบของฉางจ้านทุกคนก็เห็นตำตาแล้ว แค่พลาดท่าเพียงนิดก็จบเห่แล้ว! วาฬตัวนั้นเป็นสิ่งมีชีวิตที่ทำให้ผู้ยิ่งใหญ่หวนสู่ความว่างเปล่าขั้นกลางเจ็บหนักได้
การโจมตีของเซียวเจ๋อก็ไม่ได้วิปริตเฉกเช่นการป้องกัน และพลังโจมตีของคนอื่นๆ ในที่นี้ก็ไม่ได้เหนือกว่าฉางจ้านมากนัก หากจะเปลี่ยนจากตั้งรับเป็นจู่โจมจริง เกิดถูกวาฬทลายได้คงจะจบเห่แล้วจริงๆ
หลังหารือกันครู่หนึ่ง ทุกคนก็ได้มติที่ค่อนข้างเป็นเอกฉันท์นั่นก็คือ ให้เซียวเจ๋อรับผิดชอบคุ้มกันทุกคนโดยเฉพาะ คนที่เหลือทำหน้าที่โจมตีวาฬ ถ้าเป็นแบบนี้ ต่อให้ขาดกำลังสำคัญในการโจมตีไปหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตรึงสถานการณ์ หลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่คาดการณ์ไม่ถึงได้
พูดปุ๊บทำปั๊บ วิญญาณมิติรูปร่างวาฬกระแทกกำแพงมังกรของเซียวเจ๋อดังโครม ถูกแรงสะท้อนสะเทือนถอยหลังอีกครั้ง ในที่สุดพวกอันหลินก็เริ่มลงมือแล้ว!
วิญญาณนับรบสิบหมื่นกรูกันออกจากธงแล้วก่อตัวเป็นค่ายกลพันธนาการโลหิต จองจำวาฬไว้ภายใน ขณะเดียวกันพลังวิญญาณสีแดงนับไม่ถ้วนก็ม้วนตัวไปหาวาฬดุจดาบดั่งกระบี่
ดอกบัวพันจั้งดอกหนึ่งลอยลงจากฟ้าแล้วพันธนาการมิติ ทำให้ร่างวาฬที่รวดเร็วยวดยิ่งชะงักทันใด
และชั่วขณะที่หยุดชะงัก โซ่สีดำเหลือคณานับของเทพท่องราตรีก็ได้โอกาสรัดร่างของวาฬไว้
ขณะเดียวกัน สามคนที่รับหน้าที่ตัดหัวก็เริ่มใช้ท่าที่ทรงพลังที่สุดของตัวเอง
คทาของฉางเหอมีอักขระสีทองห้อมล้อมอย่างล้นหลาน พลังที่แฝงด้วยมหากรุณาและมหาอิทธิฤทธิ์ก็ทะยานลงจากฟ้า ก่อตัวเป็นเสาแสงที่มีรัศมีหลายร้อยเมตร ก่อนจะโจมตีวาฬ
แผ่นดินสั่นสะเทือนทันใด ทุกสรรพสิ่งที่อยู่ในอาณาเขตของเสาแสงกลายเป็นผุยผงในพริบตา อานุภาพอันน่ากลัวที่แฝงเร้นคล้ายว่าจะทะลวงแผ่นดินทั้งผืน!
วาฬหวีดร้องหนึ่งเสียง
ในตอนนี้ทาเบอร์พุ่งไปอยู่ตรงหน้าวาฬแล้ว สองหมัดปล่อยออกไปพร้อมกัน มิติในรัศมีสิบลี้บิดเบี้ยวปริแตกเหมือนใยแมงมุม มวลอากาศก็ถูกหมัดกดอัดจนแบนราบ
ฟ้าถล่มดินทลายในบัดดล!
ร่างของวิญญาณมิติรูปวาฬที่ดำขลับก็มีแนวโน้มว่าจะแหลกสลายในชั่ววินาทีนั้นเช่นกัน!
แต่เหมือนว่ามันจะถูกโจมตีจนพิโรธแล้ว ร่างกายแปรเปลี่ยนดำสนิทลึกล้ำยิ่งแล้ว คาดไม่ถึงว่าจะหลุดจากการพันธนาการของโซ่และดอกบัวในเสี้ยววินาทีที่เทเบอร์ลงมือ กลายเป็นเส้นสีดำพุ่งไปหาทาเบอร์ทันใด
ทาเบอร์ถูกพุ่งชนอย่างน่าสะพรึง เล่นเอาร่างกายที่กำยำบิดเบี้ยวผิดรูป เกือบจะระเบิดกลายเป็นหมอกสีเลือด
หากไม่ใช่เพราะผีดูดเลือดมีพลังชีวิตที่ยิ่งใหญ่ เปลี่ยนเป็นฉางเหอหรือเหอเซียนกูก็อาจจะตายที่นี่ก็ได้
ลำแสงกระบี่สีแดงเส้นหนึ่งทะยานลงจากนภาหลังวาฬพุ่งชนทาเบอร์ แหวกมิติด้วยความเร็วที่เหนือว่าสายฟ้าฟาด ทะลวงร่างของวาฬในชั่วอึดใจ
ร่างของวาฬแทบจะถูกลำแสงกระบี่เส้นนั้นตัดเป็นสองซีก เริ่มคำรามกร้าวอย่างคลุ้มคลั่งแล้ว
“ไม่ไหว…รวมพลังโจมตียังไม่พอจะสังหารมัน รีบกลับมา!” สีหน้าของเซียวเจ๋อเปลี่ยนไป พูดกับทุกคนอย่างร้อนรน
ทุกคนต่างก็ใช้วิชาอาคมไพ่ตาย จึงผลาญพลังอย่างใหญ่หลวง ไม่อาจใช้เป็นครั้งที่สองได้อีก เมื่อเห็นว่าวิชาอาคมระดับนี้สังหารวาฬไม่ได้ พวกเขาจึงรีบเข้าไปใกล้เซียวเจ๋อ
วาฬไหนเลยจะปล่อยพวกเขาไปง่ายๆ ร่างกายระเบิดพลังมวลมหาศาลดุจท้องทะเล แรงดันอันไม่สิ้นสุดประหนึ่งพลังจูงฟ้าดินดุนดันเบียดเสียดทุกคน
โคโค่สตีฟกำลังลากทาเบอร์ที่บาดเจ็บสาหัสเหาะไปหาเซียวเจ๋อ ชั่วอึดใจต่อมา วิกฤติมรณะอันน่ากลัวก็แผ่คลุมไปทั่วร่างของนาง มันเป็นความน่าสะพรึงที่ร่างกายจวนจะแหลกลาญ!
โชคดีที่เซียวเจ๋อก็คาดเดาเป้าหมายถึงวาฬจะโจมตีได้ จึงระดมพลังแล้วก่อกำแพงมังกรด้านหลังโคโค่สตีฟในช่วงเวลานั้น
ครืน เกิดเสียงดังสะเทือนเลือนลั่น การพุ่งชนที่น่ากลัวกว่าครั้งไหนๆ ทำให้มิติแตกละเอียด พายุคลั่งม้วนตัว แผ่นดินทรุดตัวแตกทลาย
แกรก… กำแพงมังกรเกิดรอยร้าวเล็กน้อย
การป้องกันที่เรียกได้ว่าไร้พ่ายของเซียวเจ๋อกลับมีทีท่าว่าจะต้านทานไม่ไหวภายใต้การปล่อยพลังอย่างฉุกละหุก ขณะเดียวกันเขาก็ถูกพลังที่น่ากลัวแว้งกัด สะเทือนจนเลือดลมในร่างกายปั่นป่วน เลือดไหลออกจากมุมปาก
จู่ๆ ดอกบัวเหนือนภาก็ระเบิดแสงสว่างโชติช่วง พลังพันธนาการมิติทำงานอีกครั้ง!
วิญญาณนักรบสิบหมื่นคำรามกร้าว พลังกำราบของค่ายกลสีเลือดบรรลุถึงขีดสุด
โซ่สีดำทะลวงมิติแล้วพุ่งไปรัดพันวาฬ!
ทุกคนต่างก็เลือกจะถ่ายทอดพลังกันในวินาทีนี้อย่างรู้ใจกัน สำแดงพลังพันธนาการที่ทรงพลังที่สุดใส่วาฬอีกครั้ง
นี่เป็นแผนสำรองของพวกเขา หลังตัดสินใจโจมตีวิญญาณมิติสุดกำลังแล้วจะเคลื่อนไหวในช่วงเวลาหยุดพักระยะสั้นของพลัง เพื่อสร้างโอกาสเพียงเสี้ยววินาทีให้กับใครบางคน
แสงสีขาวกะพริบวาบ ภูตที่รูปร่างอรชร ใบหน้างดงามก็ปรากฏกายในรัศมีร้อยเมตรของวาฬ สองมือที่ขาวผ่องเรียวยาวของนางกดไหล่ของอันหลิน พลังที่วิเศษแผ่คลุมอันหลิน
ลวดลายสีทองปรากฏบนหน้าผากอันหลินแล้วก่อตัวเป็นดวงตาวงใหญ่ คลื่นสีทองเริ่มแผ่กระจาย
วิชาจิตละโมบ!
เขาไม่รู้ว่ากระบวนท่านี้จะช่วงชิงสิ่งใดจากวิญญาณมิติได้ และไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรถึงจะเอาชนะวิญญาณมิติที่มีความสามารถที่น่ากลัวตัวนี้ได้
แต่เขารู้ว่าตัวเองควรจะทำอะไรสักหน่อย แม้จะเป็นการเสี่ยงดวงก็ต้องลองดูว่าจะช่วงชิงพลังที่สำคัญได้หรือไม่ เพื่อทลายทางตันอย่างสิ้นเชิง!
นี่เป็นสิ่งที่เดียวที่เขาทำได้ในตอนนี้
ทุกคนต่างก็เบนสายตามองอันหลิน บัดนี้เขาก็คือคนที่สำคัญที่สุด เมื่อสังหารวาฬไม่ได้ อุบายของอันหลินจึงเป็นความหวังเดียวของพวกเขา
หลังอันหลินใช้วิชาจิตละโมบก็ต้องออกอาการประหลาดใจ เพราะเขาสัมผัสพลังพรสวรรค์หรือพลังที่สามารถช่วงชิงในระหว่างที่ทำการสะท้อนพลังไม่ได้เลย
ขณะที่เขานึกว่าตัวเองจะล้มเหลว จู่ๆ แรงดึงดูดอันน่าหลัวก็ทะลักออกจากดวงตาสีทองของเขาแล้วก่อตัวเป็นกระแสวนมิติ
วิญญาณมิติรูปวาฬกรีดร้อง ก่อนจะเริ่มดิ้นพล่านแล้วถูกดูดเข้าไปในดวงตาสีทอง ไม่มีเวลาต่อต้านสักนิดเลยด้วยซ้ำ
อันหลินกะพริบตาปริบๆ ด้วยความงุนงง บัดนี้วิชาจิตละโมบสิ้นสุดการทำงานและเริ่มสลายหายไปแล้ว
ทุกคนต่างก็เห็นฉากนี้ ต่างก็ตะลึงพรึงเพริดถึงกับลืมหายใจ
นานทีเดียวกว่าเหอเซียนกูจะพึมพำว่า “วิญญาณมิติถูกอันหลินดูดไปแล้วหรือ”
เซียวเจ๋อได้สติ มองอันหลินด้วยใบหน้าที่เคารพนับถือและบ้าคลั่ง “ข้าคิดว่าอาวุธเทวะที่บรรพชนสกุลเซียวหลอมจากกายฮุ่นตุ้นสุดยอดมากแล้วแท้ๆ ไม่คิดว่าอาจารย์จะสุดยอดยิ่งกว่า ถึงกับดูดมันเข้าไปในร่างกายได้โดยตรง! มันช่างอหังการยิ่งนัก มันช่างน่าชื่นชมเหลือเกิน!”
คนที่เหลือมองอันหลินอย่างเคารพนับถือ รูปลักษณะอันเหนือกว่าอนัตตายิ่งสูงส่งไปกันใหญ่…
แม้อันหลินจะงุนงง แต่ไม่นานก็เข้าใจว่ามันเป็นเพราะอะไร
วิชาจิตละโมบของเขามีความสามารถในการชิงวิชาอาคมและพลังพรสวรรค์ของเป้าหมาย แต่ทว่าเขาอยู่ภายในร่างกายของสัตว์มิติ เช่นนั้นเป้าหมายที่แท้จริงหลังเขาใช้วิชาจิตละโมบ หรือว่าจะ…ไม่ใช่วิญญาณมิติที่อยู่ตรงหน้า แต่เป็นสัตว์มิติที่มีปฏิสัมพันธ์กับเขา
จากนั้นวิญญาณมิติเป็นกายฮุ่นตุ้นที่ถือกำเนิดในร่างของสัตว์มิติ สามารถพูดได้ว่าเป็นกายพลังพิเศษอย่างหนึ่งของสัตว์มิติ เป็นพลังงานบางอย่างของมัน แถมระยะห่างของอันหลินกับกายฮุ่นตุ้นก็ใกล้กันขนาดนี้ วิชาจิตละโมบจะคิดว่าการช่วงชิงพลังของสัตว์มิติเท่ากับกายฮุ่นตุ้นหรือเปล่านะ
นี่เป็นข้อสันนิษฐานหนึ่งเดียวที่อันหลินคิดออก
แต่มีปัญหาอีกประการที่อยู่ตรงหน้า ในเมื่อเขาช่วงชิงกายฮุ่นตุ้นแล้ว ทำไมเขาถึงไม่มีความรู้สึกว่าใช้กายฮุ่นตุ้นได้เลยล่ะ กายฮุ่นตุ้นไปไหนแล้ว
เขาไม่รู้สึกถึงวิชาอาคมและพลังพรสวรรค์เลยสักนิด
คงไม่ได้อันตรธานหายไปหรอกนะ
ด้วยความจนใจ เขาจึงทำได้แค่สัมผัสสภาพร่างกาย สภาพจิตและสภาพของทะเลปราณ…
สุดท้ายจิตของเขาก็หยุดอยู่ที่ทะเลปราณ ดวงตาเบิกกว้าง หายใจเข้าดังเฮือก!