ราชันย์มังกรอสูรกลืนสวรรค์ - ตอนที่ 12: ปรมาจารย์คุกเข่า
ตอนที่ 12: ปรมาจารย์คุกเข่า
บรรยากาศภายในโถงชั้นล่างของหอการค้าหมื่นโอสถเงียบกริบจนได้ยินเสียงหัวใจเต้น สายตานับร้อยคู่จับจ้องไปที่จุดศูนย์กลางของเหตุการณ์ โดยมีชายชราผมขาวผู้สูงส่งกำลังยืนตัวสั่นเทิ้มต่อหน้าเด็กหนุ่มในชุดเก่าซอมซ่อ
“ข้าขอดู… ข้าขอดูหน่อยเถิด!”
เสียงของ “ปรมาจารย์กู่” สั่นเครือด้วยความกระหายใคร่รู้ มือที่เหี่ยวย่นยื่นออกมาข้างหน้า ราวกับขอทานที่กำลังขอเศษเงิน แต่แววตาของเขากลับเต็มไปด้วยความศรัทธาแรงกล้าต่อสิ่งที่อยู่ในขวดกระเบื้องนั้น
หลงเฉินมองชายชราตรงหน้าด้วยสายตาเรียบนิ่ง ก่อนจะยื่นขวดกระเบื้องให้ด้วยท่าทีไม่แยแส
“ระวังหน่อย… หากทำตกแตก ทั้งชีวิตของเจ้าก็ชดใช้ไม่พอ”
คำพูดที่ดูอวดดีและสามหาวต่อปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ ทำให้ฝูงชนรอบข้างแทบหยุดหายใจ หลายคนเตรียมจะตะโกนด่าทอหลงเฉินที่บังอาจล่วงเกินท่านกู่ แต่ทว่า…
ทันทีที่ปรมาจารย์กู่เปิดจุกขวดออกและเทเม็ดยาสีเหลืองนวลลงบนฝ่ามือ ร่างกายของเขาก็แข็งทื่อราวกับถูกสาป ดวงตาฝ้าฟางเบิกโพลงจนแทบถลนออกมา
“สะ… สีเหลืองดุจทองคำเนื้อดี… ผิวเรียบเนียนไร้รูพรุน... และนี่มัน! ลวดลายเมฆา!”
ปรมาจารย์กู่กรีดร้องออกมาเสียงหลง มือที่ถือเม็ดยาสั่นระริกจนน่ากลัวว่าจะทำมันหล่น
“ลายเมฆา! สัญลักษณ์ของโอสถระดับสมบูรณ์แบบ! ความบริสุทธิ์สิบส่วน! สวรรค์! ข้าปรุงยามาห้าสิบปี ยังทำได้สูงสุดแค่เจ็ดส่วน… แต่นี่มันสิบส่วน! ไร้สารพิษเจือปนโดยสิ้นเชิง!”
เสียงพึมพำของท่านกู่ดังก้องไปทั่วโถง ราวกับระเบิดลูกใหญ่ที่ถูกทิ้งลงกลางวง
“อะไรนะ! ระดับสมบูรณ์แบบ?”
“เป็นไปไม่ได้! แม้แต่นักปรุงยาในเมืองหลวงยังแทบจะทำไม่ได้!”
“นายน้อยหลงเฉิน… เขาไปเอาของวิเศษนี้มาจากไหน?”
หลิวซานที่นอนกองอยู่กับพื้นหน้าซีดเผือดจนไร้สีเลือด มันรู้ดีว่าความหายนะที่แท้จริงได้มาเยือนแล้ว
ปรมาจารย์กู่สูดดมกลิ่นหอมของเม็ดยาเข้าเต็มปอด ใบหน้าอิ่มเอิบราวกับคนหนุ่ม เขาเงยหน้ามองหลงเฉินด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากความสงสัยกลายเป็นความเคารพยำเกรง
“คุณชาย… ไม่สิ ท่านผู้ยิ่งใหญ่! โอสถเม็ดนี้… ท่านได้แต่ใดมา? ใครเป็นผู้ปรุงมัน?”
หลงเฉินแค่นเสียงในลำคอ “ข้าจำเป็นต้องตอบเจ้าด้วยรึ? เมื่อครู่คนของเจ้าเพิ่งจะไล่ข้าเหมือนหมูเหมือนหมา บอกว่าข้าเป็นขอทานเอาขยะมาขาย”
ปรมาจารย์กู่สะดุ้งเฮือก เขาหันขวับไปมองหลิวซานที่นอนตัวสั่นอยู่ที่พื้น แววตาของชายชราเปลี่ยนเป็นเกรี้ยวกราดดุดัน
“หลิวซาน! เจ้าบังอาจนัก!”
“ท่านกู่! ข้าผิดไปแล้ว! ข้ามีตาหามีแววไม่! ท่านโปรดเมตตา…” หลิวซานโขกศีรษะลงกับพื้นจนเลือดอาบ ร้องขอชีวิต
“เมตตา? เจ้าเกือบทำให้หอการค้าเราสูญเสียลูกค้าระดับปรมาจารย์ไปเพราะความโง่เขลาของเจ้า!” ปรมาจารย์กู่ตวาดลั่น “ยาม! ลากตัวมันออกไป! หักขามันทั้งสองข้าง แล้วโยนทิ้งไปซะ! นับจากนี้ห้ามมันเหยียบเข้ามาในเขตหอการค้าหมื่นโอสถอีก!”
“ไม่! ไม่นะ! อ๊ากกกกก!”
เสียงกรีดร้องของหลิวซานดังโหยหวนขณะถูกยามร่างยักษ์ลากตัวออกไป แล้วตามมาด้วยเสียง “กร๊อบ!” ที่ดังมาจากหน้าประตู ทุกคนในร้านต่างกลืนน้ำลายลงคอด้วยความหวาดกลัว ไม่มีใครกล้าสบตาหลงเฉินอีกต่อไป
เมื่อจัดการขยะเรียบร้อย ปรมาจารย์กู่รีบหันมาโค้งคำนับหลงเฉินอย่างนอบน้อม
“ขออภัยที่เสียมารยาท… เชิญท่านขึ้นไปสนทนาที่ห้องรับรองชั้นบนเถิด ข้ามีชาชั้นดีและข้อเสนอที่ท่านไม่อาจปฏิเสธได้”
…
ห้องรับรองชั้นบนสุดของหอการค้า ตกแต่งอย่างหรูหราด้วยไม้หอมและเครื่องลายคราม กลิ่นสมุนไพรจางๆ ลอยมาจากห้องปรุงยาที่อยู่ติดกัน
หลงเฉินนั่งลงบนเก้าอี้ไม้สักอย่างถือวิสาสะ จิบชา “ยอดน้ำค้าง” ราคาแพงที่สาวใช้ยกมาเสิร์ฟด้วยท่าทีผ่อนคลาย ขณะที่ปรมาจารย์กู่ยืนประสานมืออยู่ตรงหน้า ไม่กล้านั่ง
“คุณชายหลง… ข้าขอกล่าวตามตรง ยาขัดกายหยกทองคำเม็ดนี้ เป็นของล้ำค่าที่เมืองหมอกเมฆาไม่เคยมีมาก่อน ข้ายินดีรับซื้อในราคาสูงที่สุด เม็ดละ 500 เหรียญทอง!”
500 เหรียญทอง! ราคาตลาดของยาระดับนี้อยู่ที่ 100-200 เหรียญเท่านั้น นี่คือราคาที่สูงจนน่าตกใจ
“500 เหรียญทอง…” หลงเฉินวางถ้วยชาลง “ราคายุติธรรมดี แต่ข้าไม่ได้มาที่นี่เพียงเพื่อขายยา 3 เม็ดนี้แล้วจากไป”
“ท่านหมายความว่าอย่างไร?” ท่านกู่ถาม
“ข้าต้องการวัตถุดิบสมุนไพรจำนวนมาก และสิทธิ์ในการใช้ห้องปรุงยาของที่นี่” หลงเฉินกล่าวเสียงเรียบ
ท่านกู่ขมวดคิ้ว “เรื่องนั้นไม่มีปัญหา แต่ข้าใคร่ขอทราบนามของ ‘อาจารย์’ ผู้ปรุงยานี้ได้หรือไม่? ข้าอยากจะขอฝากตัว…”
“ข้าเป็นคนปรุงเอง” หลงเฉินตอบสวนทันควัน
“ท่าน… ปรุงเอง?” ท่านกู่อ้าปากค้าง ก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ “คุณชายหลง ท่านล้อข้าเล่นแล้ว ท่านอายุเพียงสิบห้า แถมชีพจรเพิ่งฟื้นตัว จะมีเพลิงปราณและทักษะควบคุมระดับนี้ได้อย่างไร? การปรุงยาระดับสมบูรณ์แบบต้องใช้ประสบการณ์นับสิบปี…”
“ประสบการณ์งั้นรึ?”
หลงเฉินลุกขึ้นยืน เดินตรงไปที่ประตูห้องปรุงยาที่เปิดแง้มอยู่ กลิ่นไหม้จางๆ ลอยออกมาจากเตาหลอมยาขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางห้อง
“เจ้ากำลังพยายามปรุง ‘โอสถระเบิดเพลิง’ ระดับ 2 อยู่สินะ” หลงเฉินพูดโดยไม่ต้องมอง
“ท… ท่านรู้ได้อย่างไร?” ท่านกู่ตกใจ “ใช่ ข้าพยายามมาสามเดือนแล้ว แต่ล้มเหลวทุกครั้ง หม้อระเบิดจนข้าแทบถอดใจ”
“ที่มันระเบิด ไม่ใช่เพราะเจ้าคุมไฟไม่ดี แต่เพราะเจ้าโง่”
“เจ้า!” ท่านกู่หน้าแดงด้วยความโกรธ การถูกเด็กเมื่อวานซืนด่าว่าโง่ในศาสตร์ที่ตนถนัดที่สุด เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้
หลงเฉินเดินเข้าไปหยิบสมุนไพรที่วางอยู่บนโต๊ะปรุงยาขึ้นมาสองชนิด
“เจ้าใส่ ‘หญ้าเกล็ดน้ำค้าง’ ลงไปก่อน ‘รากอัคคี’ ใช่หรือไม่?”
ท่านกู่ชะงัก “แน่นอน! ตราในตำราโบราณบอกว่าต้องใช้น้ำข่มไฟ ให้ใส่หญ้าเกล็ดน้ำค้างเพื่อลดอุณหภูมิเตาก่อนใส่รากอัคคี ไม่อย่างนั้นฤทธิ์ยาจะตีกัน”
“ตำราสุนัขไม่รับประทาน!” หลงเฉินโยนสมุนไพรลงบนโต๊ะ “หญ้าเกล็ดน้ำค้างมีฤทธิ์เย็นก็จริง แต่เมื่อโดนความร้อนสูงฉับพลัน มันจะคาย ‘ไอกระด้าง’ ออกมา เมื่อไอระเหยนั้นไปเจอกับรากอัคคีที่ใส่ตามลงไป มันก็ไม่ต่างอะไรกับเอาน้ำมันราดกองไฟ! มันถึงได้ระเบิดทุกครั้งไงเล่า!”
“แล้ว… แล้วต้องทำอย่างไร?” ท่านกู่เริ่มเสียงอ่อนลง ความมั่นใจเริ่มสั่นคลอน
“โง่เขลา! เจ้าต้องบด ‘เปลือกส้มจี๊ด’ แห้ง ผสมลงไปกับหญ้าเกล็ดน้ำค้างก่อน! กรดในเปลือกส้มจะไปทำลายโครงสร้างของไอกระด้าง ทำให้ฤทธิ์เย็นผสานกับฤทธิ์ร้อนได้อย่างสมดุล จากนั้นค่อยใส่รากอัคคีลงไป… ง่ายเพียงแค่นี้ เจ้ากลับคิดไม่ได้มาสามเดือน?”
คำพูดของหลงเฉินเปรียบเสมือนสายฟ้าที่ผ่าลงกลางสมองของปรมาจารย์กู่
ภาพกระบวนการปรุงยาแล่นเข้ามาในหัวของเขา ทฤษฎีเรื่องกรดและด่าง เรื่องสมดุลร้อนเย็น… ทุกอย่างมันลงล็อก! มันเป็นวิธีที่ฉีกกฎตำราเดิมๆ แต่กลับดูสมเหตุสมผลอย่างน่าประหลาด!
“เปลือกส้มจี๊ด… เปลือกส้มจี๊ด! ใช่แล้ว! ทำไมข้าถึงนึกไม่ถึง! ตัวประสาน! ข้าขาดตัวประสาน!”
ท่านกู่พึมพำเหมือนคนบ้า มือไม้สั่นเทาด้วยความตื่นเต้นยิ่งกว่าตอนเห็นยาเม็ดเมื่อครู่ นี่ไม่ใช่แค่ความรู้ธรรมดา แต่มันคือ “แก่นแท้แห่งวิถีโอสถ” ที่มีแต่ระดับปรมาจารย์ในตำนานเท่านั้นที่จะมองออก
เขามองเด็กหนุ่มตรงหน้าอีกครั้ง คราวนี้ภาพของ “นายน้อยขยะ” หายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงภาพเงาของ “ปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่” ที่ยืนตระหง่านค้ำฟ้า
ตุบ!
เสียงเข่ากระทบพื้นดังสนั่น
ปรมาจารย์กู่ ผู้ที่คนทั้งเมืองหมอกเมฆาเคารพบูชา ทรุดตัวลงคุกเข่าต่อหน้าหลงเฉินอย่างไม่ห่วงศักดิ์ศรี น้ำตาไหลอาบแก้มด้วยความปิติ
“ท่านอาจารย์! ข้ากู่เหยียน ช่างมีตาหามีแววไม่! บังอาจอวดรู้ต่อหน้าผู้เชี่ยวชาญ!”
ท่านกู่โขกศีรษะลงกับพื้นสามครั้งซ้อน เสียงดังตึงๆๆ
“ได้โปรด… รับข้าเป็นศิษย์ด้วยเถิด! ข้ายินดีเป็นวัวเป็นม้า รับใช้ท่านไปจนวันตาย ขอเพียงท่านชี้แนะวิถีแห่งโอสถให้ข้าเพียงเล็กน้อย!”
หลงเฉินมองชายชราที่คุกเข่าอยู่แทบเท้าด้วยสายตาเรียบนิ่ง มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย
“ศิษย์งั้นรึ? พรสวรรค์ของเจ้ายังต่ำต้อยนัก… อายุมากป่านนี้ยังติดอยู่ที่ระดับ 2 ข้ารับเจ้าเป็นศิษย์ไม่ได้หรอก มันจะทำให้ชื่อเสียงข้าด่างพร้อย”
ท่านกู่หน้าซีดเผือด รู้สึกเหมือนฟ้าถล่ม
“แต่…” หลงเฉินกล่าวต่อ “ข้ากำลังขาดคนรับใช้ที่พอจะรู้เรื่องยาอยู่บ้าง… หากเจ้าเต็มใจจะเป็น ‘เด็กยกยา’ ให้ข้า ข้าก็อาจจะพิจารณาสอนเศษเสี้ยวความรู้ให้เจ้าบ้างยามข้าอารมณ์ดี”
เด็กยกยา!
ให้หัวหน้าสาขาหอการค้าหมื่นโอสถไปเป็นเด็กยกยา! หากคนภายนอกได้ยินคงกระอักเลือดตาย แต่ท่านกู่กลับเบิกตากว้างด้วยความดีใจ รีบโขกศีรษะอีกครั้ง
“ขอบคุณท่านอาจารย์! ขอบคุณท่านอาจารย์ที่เมตตา! เด็กยกยากู่เหยียน ยินดีรับใช้ขอรับ!”
หลงเฉินพยักหน้าเบาๆ
“ดี… ลุกขึ้นได้ ตอนนี้ข้ามีรายการสมุนไพรที่ต้องการ ไปจัดหามาให้ข้าเดี๋ยวนี้… และจำไว้ เรื่องความสามารถของข้า ห้ามแพร่งพรายให้ใครรู้เด็ดขาด ข้าชอบความสงบ”
“รับทราบขอรับ!” ท่านกู่ลุกขึ้นอย่างกระฉับกระเฉง ราวกับหนุ่มขึ้นสิบปี เขารีบรับใบรายการยาจากหลงเฉินแล้ววิ่งออกไปสั่งการลูกน้องด้วยตัวเอง
หลงเฉินเดินไปที่หน้าต่าง มองลงไปที่ตัวเมืองเบื้องล่าง รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้น
“เงินทุน... มีแล้ว ฐานการผลิตยา… มีแล้ว สมุนไพร... กำลังจะมา”
“ตระกูลจ้าว… อีกเจ็ดวัน พวกเจ้าจะได้รู้ว่า ‘นรก’ สะกดว่าอย่างไร”
(จบบทที่ 12)