ราชันย์มังกรอสูรกลืนสวรรค์ - ตอนที่ 2: บทลงโทษของคนรับใช้
ตอนที่ 2: บทลงโทษของคนรับใช้
แสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านรอยแตกของหน้าต่างไม้ผุๆ เข้ามากระทบเปลือกตา หลงเฉินลืมตาตื่นขึ้นจากภวังค์แห่งการปรับลมหายใจ แม้ตลอดทั้งคืนเขาจะไม่ได้นอนหลับพักผ่อน แต่ด้วยเทคนิคการเดินลมปราณระดับจักรพรรดิที่หลงเหลืออยู่ในความทรงจำ ทำให้ความเจ็บปวดตามร่างกายทุเลาลงไปได้บ้างราวสามส่วน
ทว่า… ความหิวโหยกลับเป็นสิ่งที่เทคนิคเดินลมปราณไม่อาจแก้ไขได้
“ท้องร้องเหมือนกลองศึก…” หลงเฉินแค่นเสียงในลำคอ พลางก้มมองสภาพตัวเอง เสื้อผ้าเนื้อหยาบที่เปื้อนคราบเลือดแห้งกรัง และห้องนอนที่แทบจะไม่มีของมีค่าใดๆ หลงเหลืออยู่
ตามความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม วันนี้เป็นวันที่ทางตระกูลหลงจะจ่ายเบี้ยเลี้ยงรายเดือนให้กับทายาทในตระกูล แม้หลงเฉินจะได้ชื่อว่าเป็น “ขยะ” ที่บำเพ็ญเพียรไม่ได้ แต่ในฐานะบุตรชายเพียงคนเดียวของผู้นำตระกูลหลงจ้าน เขาย่อมได้รับเบี้ยเลี้ยงจำนวนไม่น้อย
แต่ความจริงกลับโหดร้าย เงินเบี้ยเลี้ยงเหล่านั้นมักจะ “หายไประหว่างทาง” หรือถูกหักด้วยข้ออ้างสารพัดจากพ่อบ้านที่ดูแลคลัง
“ปัง!”
เสียงถีบประตูห้องดังสนั่นจนฝุ่นร่วงกราวจากขื่อเพดาน บานประตูไม้เก่าๆ แทบจะหลุดออกจากบานพับ ร่างท้วมของชายวัยกลางคนในชุดพ่อบ้านสีกรมท่าเดินอาดๆ เข้ามาในห้อง ใบหน้าของมันเต็มไปด้วยความหยิ่งยโสและรังเกียจ ราวกับว่าการเหยียบย่างเข้ามาในห้องนี้จะทำให้รองเท้าของมันแปดเปื้อน
“นายน้อยหลง! ตื่นสายตะวันโด่งป่านนี้ ยังคิดว่าเป็นนายน้อยผู้ยิ่งใหญ่อยู่อีกรึ?”
ชายผู้นี้คือ “หม่าลิ่ว” หัวหน้าคนรับใช้เรือนตะวันตก ผู้ที่คอยกลั่นแกล้งและยักยอกเงินของหลงเฉินมาตลอดหลายปี มันมองหลงเฉินที่นั่งอยู่บนเตียงด้วยสายตาเหยียดหยาม พลางโยนถุงผ้าใบเล็กๆ ลงบนโต๊ะไม้เก่าๆ เสียงเหรียญกระทบกันดังแกรกเบาๆ ฟังดูแล้วข้างในคงมีไม่ถึงสิบเหรียญทองแดง
“นี่คือเบี้ยเลี้ยงของเดือนนี้” หม่าลิ่วพูดพลางแคะขี้ฟัน “ท่านประมุขสั่งให้ประหยัดงบประมาณ ส่วนที่เหลือข้าเอาไปช่วย ‘จัดการ’ ค่ารักษาพยาบาลให้เจ้าหมดแล้ว ขอบใจข้าซะสิ”
หลงเฉินมองถุงเงินบนโต๊ะด้วยสายตาเรียบนิ่ง ก่อนจะค่อยๆ เลื่อนสายตากลับมามองหน้าหม่าลิ่ว แววตาของเขาว่างเปล่าไร้อารมณ์จนน่าขนลุก
“ค่ารักษา?” หลงเฉินเอ่ยถามเสียงเรียบ “ข้าจำไม่เห็นได้ว่าเจ้าเคยตามหมอคนไหนมารักษาข้า”
หม่าลิ่วชะงักไปครู่หนึ่ง มันไม่คุ้นเคยกับน้ำเสียงเช่นนี้ ปกติแล้วนายน้อยขยะผู้นี้จะต้องก้มหน้าตัวสั่น หรือไม่ก็ร้องไห้อ้อนวอนขอเงินเพิ่ม แต่วันนี้… แววตาคู่นั้นกลับดูสงบนิ่งราวกับบ่อน้ำลึก
“อย่ามาปากดีนะโว้ย!” หม่าลิ่วตวาดกลบเกลื่อนความรู้สึกประหลาดในใจ มันเดินดุ่มๆ เข้ามาประชิดเตียง “ข้าอุตส่าห์แบ่งเศษเงินให้เจ้ากินข้าว ก็บุญหัวแค่ไหนแล้ว หรือเจ้าอยากจะโดนซ้อมเหมือนเมื่อวานอีก? ได้ข่าวว่าไอ้หวังอี้มันซ้อมเจ้าจนปางตาย ข้าช่วยซ้ำให้อีกสักแผลดีไหม?”
หม่าลิ่วเงื้อมือขึ้น หมายจะตบหน้าสั่งสอนนายน้อยตกอับผู้นี้ให้รู้สำนึก มันมั่นใจเต็มร้อยว่าขยะที่ไม่มีแม้แต่พลังลมปราณขั้นหนึ่งอย่างหลงเฉิน ไม่มีทางหลบฝ่ามือของมันพ้น
“เพี้ยะ!”
เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังสนั่น แต่ไม่ใช่เสียงฝ่ามือกระทบหน้า…
มันเป็นเสียงมือของหลงเฉินที่พุ่งออกไปคว้าข้อมืออวบอ้วนของหม่าลิ่วเอาไว้กลางอากาศ รวดเร็วและแม่นยำดั่งงูฉก!
“จะ… เจ้า!” หม่าลิ่วเบิกตากว้าง พยายามกระชากมือกลับแต่กลับพบว่ามือของหลงเฉินที่ดูผอมแห้งนั้น บีบรัดข้อมือของมันแน่นราวกับคีมเหล็ก “ปล่อยข้านะเว้ย ไอ้นายน้อยสวะ!”
“สวะงั้นรึ?”
มุมปากของหลงเฉินยกขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่ดูอำมหิตจนหม่าลิ่วรู้สึกเย็นวาบไปถึงสันหลัง
“ข้าจำได้ว่า… มือข้างนี้สินะ ที่เจ้าชอบใช้ตบหน้าข้าในอดีต”
“กร๊อบ!”
สิ้นเสียงเย็นเยียบ เสียงกระดูกแตกหักก็ดังขึ้นชัดเจน หลงเฉินไม่ได้ใช้แรงกายมหาศาล แต่เขาใช้นิ้วกดลงไปที่จุดอ่อนข้อต่อบริเวณข้อมือแล้วบิดในองศาที่ผิดธรรมชาติ ข้อมือของหม่าลิ่วหักพับไปด้านหลังทันที
“อ๊ากกกกกก!”
หม่าลิ่วกรีดร้องโหยหวน ร่างกายทรุดลงตามแรงบิดเพื่อลดความเจ็บปวด แต่นรกของมันเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น หลงเฉินไม่ปล่อยให้มันได้ตั้งตัว เขาตวัดขาเตะเข้าที่ข้อพับเข่าของหม่าลิ่วอย่างแรง
“ปึก!”
เสียงเอ็นฉีกขาดดังลั่น ร่างท้วมของหม่าลิ่วร่วงลงกระแทกพื้นในท่าคุกเข่าต่อหน้าหลงเฉิน
“จะ… เจ้ากล้า… ข้าเป็นคนของฮูหยินรอง… อ๊ากก!”
คำขู่ของหม่าลิ่วยังไม่ทันจบประโยค หลงเฉินก็คว้าตะเกียบไม้ไผ่เก่าๆ ที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียงขึ้นมา ในมือของจอมยุทธ์ทั่วไป ตะเกียบอาจเป็นแค่อาวุธธรรมดา แต่ในมือของอดีตจักรพรรดิโอสถผู้เชี่ยวชาญโครงสร้างร่างกายมนุษย์ทุกตารางนิ้ว… มันคือเครื่องมือทรมานชั้นเลิศ
“ฉึก!”
หลงเฉินแทงตะเกียบลงไปที่ลำคอของหม่าลิ่วอย่างไม่ลังเล!
แต่เขาไม่ได้แทงให้ตาย… ปลายตะเกียบเฉียดหลอดลมและเส้นเลือดใหญ่ไปเพียงไม่กี่มิลลิเมตร แต่มันเจาะทะลุผ่านกล้ามเนื้อและเส้นประสาทที่ควบคุมการเปล่งเสียง ปักคาอยู่อย่างนั้นราวกับตรึงวิญญาณ
เสียงกรีดร้องของหม่าลิ่วขาดหายไปทันที เหลือเพียงเสียง “อึก... อึก...” ในลำคอ เลือดสีแดงสดไหลซึมออกมาตามรอยตะเกียบ ตาของมันเบิกโพลงแทบถลนออกมานอกเบ้าด้วยความเจ็บปวดและความหวาดกลัวสุดขีด มันพยายามจะเอามือมากุมคอ แต่ข้อมือที่หักสะบั้นทำให้มันทำอะไรไม่ได้ นอกจากดิ้นพราดๆ อยู่แทบเท้าหลงเฉินเหมือนหมูที่กำลังจะถูกเชือด
หลงเฉินลุกขึ้นยืนช้าๆ มองดูผลงานของตัวเองด้วยสายตาเฉยชา ราวกับกำลังมองดูมดปลวกตัวหนึ่ง
“ข้าไม่ฆ่าเจ้า… ไม่ใช่เพราะข้าเมตตา แต่เพราะความตายมันสบายเกินไปสำหรับสุนัขรับใช้ที่เนรคุณนายอย่างเจ้า”
หลงเฉินก้มลงไปล้วงถุงเงินใบใหญ่ที่ซ่อนอยู่ในอกเสื้อของหม่าลิ่วออกมา ภายในบรรจุเหรียญเงินและเหรียญทองจำนวนมาก ซึ่งเป็นเงินที่มันยักยอกมาจากเขานั่นเอง
“กลับไปบอกเจ้านายของเจ้า… ไม่สิ เจ้าคงพูดไม่ได้แล้ว” หลงเฉินแสยะยิ้มมองดูตะเกียบที่ปักคาคอ “เอาเป็นว่า ให้สภาพของเจ้าเป็นคำเตือนก็แล้วกัน ใครก็ตามที่กล้าขโมยของของข้า หรือคิดลองดีกับข้า จุดจบของมันจะไม่ใช่แค่ความตาย แต่มันจะทรมานยิ่งกว่าตกนรกทั้งเป็น”
“ไสหัวไป!”
หลงเฉินเตะเข้าที่สีข้างของหม่าลิ่วเต็มแรง ร่างท้วมกลิ้งหลุนๆ ออกไปนอกประตูห้องราวกับลูกบอล หม่าลิ่วตะเกียกตะกายลุกขึ้นด้วยความทุลักทุเล มือข้างดีกุมตะเกียบที่คอไว้ น้ำตาและน้ำมูกไหลพราก มันมองหลงเฉินด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสยดสยอง ก่อนจะรีบวิ่งหนีออกไปอย่างไม่คิดชีวิต ทิ้งรอยเลือดหยดเป็นทางยาว
เมื่อความเงียบกลับคืนมาสู่ห้องอีกครั้ง หลงเฉินโยนถุงเงินในมือเล่น น้ำหนักของมันทำให้เขารู้สึกพอใจขึ้นมาเล็กน้อย
“เงินพวกนี้คงพอให้ข้าซื้อสมุนไพรมาทำยาชำระไขกระดูกได้…”
เขามองออกไปนอกประตู แววตาเปลี่ยนจากความอำมหิตเป็นความมุ่งมั่น
“การเชือดไก่ให้ลิงดูจบลงแล้ว ต่อไป… คือการเตรียมตัวล่าเสือ”
หลงเฉินรู้ดีว่าการลงมือกับหม่าลิ่วในวันนี้ เท่ากับการประกาศสงครามกับ “ฮูหยินรอง” และขั้วอำนาจฝ่ายตรงข้ามในตระกูลอย่างเปิดเผย พวกมันจะไม่ปล่อยเขาไว้แน่ แต่ก็นั่นแหละคือสิ่งที่เขาต้องการ
ยิ่งศัตรูเข้ามามากเท่าไหร่… วัตถุดิบในการฝึกวิชา “มังกรอสูรกลืนโลหิต” ก็จะยิ่งมากตามไปด้วย
“เข้ามาเลย…” หลงเฉินกำหมัดแน่น พลังจิตสังหารแผ่ซ่านออกมาจากร่างผอมแห้ง “ข้ากำลังหิวอยู่พอดี”
(จบบทที่ 2)