ราชันย์มังกรอสูรกลืนสวรรค์ - ตอนที่ 72: โถงสมบัติชั้นนอก
ตอนที่ 72: โถงสมบัติชั้นนอก
เบื้องหลังประตูบานยักษ์ที่แกะสลักจากหินอัคนีสีดำทมิฬ สูงตระหง่านเสียดฟ้า คือความเงียบสงัดที่ถูกปิดตายมายาวนานนับศตวรรษ กลิ่นอายของโลหะเก่าแก่ผสมผสานกับฝุ่นละอองแห่งกาลเวลาลอยคละคลุ้งอยู่ในอากาศ ทันทีที่ หลงเฉิน และ องค์หญิงสาม เยี่ยนหรูอวี้ ก้าวเท้าผ่านธรณีประตูเข้ามา ภาพเบื้องหน้าก็ทำให้ทั้งคู่ต้องหยุดชะงัก
นี่คือ “วิหารพันศาสตรา”
โถงกว้างขนาดมหึมาที่สามารถจุคนได้นับหมื่น ถูกจัดวางด้วยชั้นวางอาวุธทำจากไม้จันทน์หอมเรียงรายสุดลูกหูลูกตา บนชั้นวางเหล่านั้น… ไม่ว่างเปล่า!
แสงสว่างหลากสีสันระยิบระยับแยงตา มันคือแสงสะท้อนจากศาสตราวุธนับพันชิ้นที่ยังคงสภาพสมบูรณ์!
ดาบยาวที่แผ่ไอเย็นเยือกแข็ง… กระบี่คู่ที่เปล่งประกายดุจดวงดาว… หอกทวนที่หนักอึ้งและดุดัน… ขวานยักษ์ที่ดูเหมือนจะผ่าภูเขาได้ในทีเดียว…
“สวรรค์…” องค์หญิงสามอุทานเสียงแผ่ว ดวงตาเบิกกว้างจนแทบถลน มือที่จับชายเสื้อของหลงเฉินสั่นระริก “นี่มัน… คลังแสงของเทพเจ้าหรือไร? อาวุธพวกนี้… อย่างน้อยที่สุดก็ระดับ ‘มนุษย์ขั้นสูง’ และส่วนใหญ่เป็นระดับ ‘ปฐพีขั้นต้น’!”
ในโลกภายนอก อาวุธระดับปฐพีเพียงชิ้นเดียวก็เพียงพอที่จะทำให้สำนักเล็กๆ ก่อสงครามแย่งชิงกันจนเลือดนองแผ่นดิน แต่ที่นี่… มันวางกองกันเกลื่อนกลาดเหมือนผักปลาในตลาดสด!
“เยอะใช้ได้…” หลงเฉินกวาดสายตามองไปรอบๆ ด้วยแววตาประเมินมูลค่า “ถ้าเอาไปขายให้หอการค้าต้าเยี่ยน น่าจะได้ราคาดีพอสมควร”
“ขาย?” องค์หญิงสามหันขวับ “เจ้าบ้าไปแล้ว! ของวิเศษพวกนี้ควรนำไปแจกจ่ายให้แม่ทัพนายกองเพื่อสร้างกองทัพที่แข็งแกร่งต่างหาก!”
“เรื่องของเจ้าสิ…” หลงเฉินยักไหล่ “แต่ตอนนี้… ใครมือยาวสาวได้สาวเอา”
หลงเฉินสะบัดมือ แหวนมิติที่นิ้วของเขา (ซึ่งมีสวมอยู่เกือบสิบนิ้วจากการปล้น) เปล่งแสงวาบ
“เสี่ยวเฮย… ลุย!”
“อาหาร! อาหาร! บุฟเฟต์เปิดแล้วโว้ย!”
เสี่ยวเฮย กระโดดผึงออกจากไหล่หลงเฉิน ร่างกายขยายขนาดขึ้นเท่าสุนัขตัวโต มันวิ่งตรงดิ่งไปที่ชั้นวางอาวุธที่ใกล้ที่สุด ซึ่งมี ‘ดาบโค้งจันทร์เสี้ยว’ สีเงินยวางอยู่
ดาบเล่มนั้นแผ่รังสีคมกริบระดับปฐพีขั้นต้น ออกมา ใครเข้าใกล้อาจโดนบาดผิวได้ แต่เสี่ยวเฮยกลับอ้าปากกว้าง เผยให้เห็นฟันที่เรียงตัวสวยและแข็งแกร่งยิ่งกว่าเพชร
งับ!
เสี่ยวเฮยงับเข้าที่ใบดาบเหล็กกล้าเต็มแรง!
กร๊อบบบบบ!
เสียงโลหะแตกหักดังสนั่นแสบแก้วหู องค์หญิงสามยกมือปิดปากด้วยความสยดสยอง ภาพที่นางเห็นคือเจ้าเต่าน้อยกำลังเคี้ยวดาบระดับปฐพีอย่างเอร็ดอร่อยราวกับเคี้ยวข้าวเกรียบกุ้ง!
“อืม… กรุบกรอบ! รสสัมผัสของเหล็กเย็นพันปีนี่มันช่างสดชื่น!” เสี่ยวเฮยเคี้ยวตุ้ยๆ ประกายไฟแลบออกจากปาก “แต่อันนี้จืดไปหน่อย… ขออันที่มีธาตุไฟสิ!”
ว่าแล้วมันก็กระโดดไปงับ ‘ทวนอัคคี’ อีกเล่มที่วางอยู่ข้างๆ กร๊อบ! หักครึ่งท่อนแล้วกลืนลงท้องไปหน้าตาเฉย
“ปะ… ปีศาจ…” องค์หญิงสามพูดไม่ออก ”เต่าของเจ้า… กินอาวุธระดับปฐพี?”
“มันกำลังโตน่ะ ต้องกินแคลเซียมเยอะๆ” หลงเฉินตอบหน้าตาย ขณะที่มือของเขาก็ไม่ได้หยุดนิ่ง
หลงเฉินเดินผ่านชั้นวางอาวุธราวกับพายุไต้ฝุ่น เขาไม่ได้เลือกหยิบทีละชิ้น แต่เขาใช้พลังปราณดูดอาวุธทั้งชั้นวางให้ลอยขึ้น แล้วกวาดลงแหวนมิติรวดเดียว!
วูบ! วูบ! วูบ!
ชั้นวางแถวที่หนึ่ง… ว่างเปล่า!
ชั้นวางแถวที่สอง… เกลี้ยง!
ชั้นวางแถวที่สาม… เหลือแต่ฝุ่น!
“เดี๋ยว! หยุดนะ!” องค์หญิงสามรีบวิ่งเข้าไปพยายามจะหยิบ ‘กระบี่แสงจันทร์’ เล่มงามที่นางหมายตาไว้ “อย่างน้อยก็เหลือให้ข้าสักเล่มเถอะ!”
แต่มือของนางคว้าได้เพียงอากาศ
ฟุ่บ!
หลงเฉินคว้ากระบี่เล่มนั้นตัดหน้านางไปในเสี้ยววินาที แล้วโยนใส่แหวนมิติ
“เจ้า!” องค์หญิงสามกระทืบเท้าเร่าๆ “เจ้ามันคนขี้งก! จะเอาไปทำไมนักหนา! เจ้าใช้หมดหรือไงพันเล่มเนี่ย!”
“ข้าไม่ใช้… แต่ข้าขาย” หลงเฉินหันมาแสยะยิ้ม “กฎของข้าคือ… ‘กวาดเรียบ’ ไม่เหลือให้ศัตรูแม้แต่ชิ้นเดียว”
“ลองคิดดูสิ… ถ้าพวกจางหมาน หรือพวกสำนักอัสนีบาต เข้ามาถึงที่นี่แล้วพบว่าวิหารว่างเปล่า… สีหน้าพวกมันจะตลกแค่ไหน?”
องค์หญิงสามจินตนาการตาม แล้วก็อดขนลุกไม่ได้ หลงเฉินไม่ได้แค่โลภ แต่เขาเจ้าคิดเจ้าแค้นและวางแผนตัดกำลังศัตรูอย่างเลือดเย็น (<a href=”https://novel-lucky.com/”>อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky</a>)
“อันนี้อร่อย! อันนี้รสนม!”
เสียงเคี้ยว กรุบๆ กร้วมๆ ของเสี่ยวเฮยดังไม่หยุดหย่อน เจ้าเต่าตัวแสบกินอาวุธไปแล้วกว่ายี่สิบชิ้น พุงกะทิของมันเริ่มป่องออกมา และกระดองสีดำเริ่มมีแสงสีทองเรืองรองขึ้น ลวดลายอักขระบนกระดองดูชัดเจนและซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ
“พอได้แล้วไอ้อ้วน!” หลงเฉินเดินไปเขกหัวเสี่ยวเฮย โป๊ก! “อาวุธระดับปฐพีเล่มละเป็นพันหินปราณ เจ้ากินไปสองหมื่นแล้วนะ! เก็บไว้ขายบ้าง!”
“โธ่… ก็มันหิวนี่นา” เสี่ยวเฮยลูบหัวป้อยๆ “งั้นข้าขอกินเศษๆ ที่มันตกพื้นก็ได้”
หลงเฉินส่ายหน้า แล้วหันกลับมามองผลงานของตัวเอง
ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งก้านธูป โถงวิหารพันศาสตราที่เคยเต็มไปด้วยสมบัติล้ำค่า… บัดนี้โล่งเตียนราวกับถูกฝูงตั๊กแตนลงลง ไม่มีแม้อาวุธหลงเหลือสักชิ้น แม้แต่แท่นวางดาบสวยๆ หลงเฉินก็กวาดไปหมด
“สะอาดเอี่ยม” หลงเฉินปัดมืออย่างพึงพอใจ
เขาเดินไปที่มุมห้อง หยิบ ‘กริชสั้น’ เล่มหนึ่งที่ดูธรรมดาๆ (แต่ความจริงเป็นระดับปฐพีขั้นกลางที่คมกริบ) โยนให้องค์หญิงสาม
“เอ้า… ค่าปิดปาก”
องค์หญิงสามรับกริชมาอย่างงุนงง นางชักออกมาดู แสงสีเงินยวบยาบไหลผ่านใบมีด
“ระดับปฐพีขั้นกลาง!” นางอุทาน “ให้ข้าเหรอ?”
“ถือว่าเป็นส่วนแบ่งของลูกจ้าง” หลงเฉินเดินนำหน้าไปทางประตูบานถัดไปที่อยู่ลึกเข้าไปในวิหาร
“รีบไปกันเถอะ… ข้าสัมผัสได้ว่าพวกข้างนอกเริ่มแก้ค่ายกลได้แล้ว เราต้องทิ้งระยะห่าง”
องค์หญิงสามมองกริชในมือ แล้วมองแผ่นหลังของหลงเฉิน ความรู้สึกของนางที่มีต่อชายหนุ่มผู้นี้เริ่มเปลี่ยนไปอีกครั้ง จากความหมั่นไส้กลายเป็นความทึ่ง… และเริ่มมีความเชื่อมั่นลึกๆ ว่าถ้าอยู่กับผู้ชายคนนี้ นางอาจจะได้เห็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าแค่สมบัติในวิหารนี้
“รอข้าด้วย!” นางรีบเก็บกริชแล้ววิ่งตามไป
ทิ้งไว้เพียงวิหารที่ว่างเปล่า และรอยเท้าของเต่าตัวน้อยที่ทิ้งเศษเหล็กไว้เป็นหลักฐานต่างหน้าให้ผู้มาทีหลังได้ดูต่างหน้าและเจ็บใจเล่น
...
ณ ทางเข้าวิหารพันศาสตรา (ครึ่งชั่วยามต่อมา)
“แฮ่ก... แฮ่ก... ในที่สุด!”
จางหมาน แห่งสำนักดาบคลั่ง โซซัดโซเซพ้นจากหมอกมายาออกมาเป็นคนแรกในกลุ่มผู้ตาม ตามมาด้วย เล่ยหม่าง แห่งสำนักอัสนีบาต และอัจฉริยะคนอื่นๆ สภาพของทุกคนดูสะบักสะบอมจากการฝ่าค่ายกล
“นั่น! วิหาร!” จางหมานตาเป็นประกายเมื่อเห็นประตูวิหารที่เปิดอ้าอยู่ “สมบัติ! สมบัติมหาศาลต้องอยู่ในนั้น!”
“ใครดีใครได้โว้ย!” เล่ยหม่างตะโกนลั่น วิ่งแซงหน้าจางหมานเข้าไป
เหล่าอัจฉริยะนับร้อยคนกรูเข้าไปในวิหารด้วยความโลภโมโทสัน หวังจะได้ครอบครองอาวุธวิเศษเพื่อเปลี่ยนชะตาชีวิต
แต่เมื่อพวกเขาก้าวเท้าเข้ามา…
“..…”
ความเงียบสงัดเข้าครอบงำทันที
ไม่มีแสงระยิบระยับ… ไม่มีศาสตราวุธ... ไม่มีแม้แต่ชั้นวางของไม้จันทน์หอม
มีเพียงโถงกว้างๆ ที่ว่างเปล่า และฝุ่นที่ยังฟุ้งกระจายจางๆ พร้อมกับรอยเท้าและรอยลากของหนักๆ เต็มพื้น
“นะ… นี่มันอะไรกัน?” จางหมานเสียงสั่น “สมบัติล่ะ? อาวุธล่ะ?”
“ว่างเปล่า… ไม่มีอะไรเลย!” ศิษย์คนหนึ่งทรุดลงกับพื้น “ใครมันเอาไปหมด!”
สายตาของเล่ยหม่างไปสะดุดกับข้อความบางอย่างที่เขียนด้วยถ่านดำๆ บนกำแพงฝั่งตรงข้าม
ตัวอักษรหวัดๆ แต่กวนประสาทเขียนไว้ว่า:
“ขอบคุณสำหรับสมบัติ… อร่อยมาก”
– ลงชื่อ: แก๊งหน้ากากเต่าทมิฬ –
“อ๊ากกกกก!!!!” จางหมานและเล่ยหม่างตะโกนประสานเสียงพร้อมกันด้วยความแค้น “หลงเฉิน! ต้องเป็นฝีมือมัน! ข้าจะฆ่าแก!”
แรงอาฆาตพุ่งทะลุเพดานวิหาร สัญญาณแห่งสงครามแย่งชิงและการไล่ล่าได้ปะทุขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว!