ราชันย์มังกรอสูรกลืนสวรรค์ - ตอนที่ 8: หนังสือหย่า
ตอนที่ 8: หนังสือหย่า
ปลายพู่กันขนสัตว์อสูรตวัดลงบนกระดาษสาเนื้อหยาบอย่างรวดเร็วและรุนแรง ราวกับคมดาบที่กำลังกวัดแกว่งในสนามรบ ทุกตัวอักษรที่ปรากฏขึ้นไม่ได้มีความอ่อนช้อยงดงามตามแบบฉบับบัณฑิต แต่กลับเต็มไปด้วยจิตสังหารและความดุดันที่ทะลุออกมาจากน้ำหมึก
“หนังสือหย่า”
สามคำใหญ่ๆ ถูกจารึกไว้กลางหน้ากระดาษ ตามด้วยเนื้อความที่เขียนด้วยถ้อยคำเชือดเฉือน บาดลึกเข้าไปถึงกระดูกดำ
“ข้า หลงเฉิน บุตรแห่งหลงจ้าน ขอประกาศตัดขาดวาสนากับ นาหลันเสวี่ย สตรีตระกูลนาหลัน เนื่องด้วยนางเป็นหญิงจิตใจคับแคบ หลงลืมกำพืด เนรคุณต่อผู้มีพระคุณ และไร้ซึ่งคุณธรรมจริยธรรม ไม่คู่ควรจะเป็นสะใภ้ตระกูลหลง หรือแม้แต่จะเป็นคนอุ่นเตียงก็ยังต่ำช้อยเกินไป นับจากนี้ไป ต่างคนต่างอยู่ หากพบเจอกันถือเป็นคนแปลกหน้า ตายไม่เผาผี!”
เมื่อตัวอักษรสุดท้ายถูกเขียนจบ หลงเฉินกระแทกพู่กันลงกับโต๊ะจนด้ามหักสะบั้น เสียงดัง “ปัง!” เรียกสติของทุกคนในห้องโถงให้กลับคืนมา
“เอาไป!”
หลงเฉินสะบัดข้อมือวูบเดียว กระดาษแผ่นนั้นก็พุ่งแหวกอากาศราวกับใบมีดบิน ตรงเข้าใส่ใบหน้าของนาหลันเฟิงอย่างแม่นยำ
“เพี้ยะ!”
กระดาษกระแทกเข้าที่ใบหน้าของนางเต็มแรงก่อนจะร่วงลงสู่พื้น นาหลันเฟิงยกมือขึ้นกุมแก้มด้วยความตกตะลึง นางเป็นถึงผู้อาวุโสตระกูลใหญ่และยอดฝีมือระดับก่อรากฐานขั้นสูง กลับถูกเด็กเมื่อวานซืนปากระดาษใส่หน้าโดยที่นางหลบไม่ทัน!
“เจ้า… เจ้าเขียนบ้าอะไรลงไป!”
นาหลันเฟิงก้มลงมองกระดาษที่พื้น เมื่อนางอ่านเนื้อความจบ ร่างกายของนางก็สั่นเทิ้มดั่งเจ้าเข้า ใบหน้าที่เคยเชิดสูงบัดนี้บิดเบี้ยวจนน่าเกลียดน่ากลัว
“หนังสือหย่า? เจ้า… เจ้ากล้าหย่าหลานสาวข้า!?” นางกรีดร้องเสียงหลง “หลานสาวข้าคือหงส์ฟ้า! เจ้ามันเป็นแค่คางคก! เจ้าไม่มีสิทธิ์! มีแต่ฝ่ายเราเท่านั้นที่มีสิทธิ์ประกาศถอนหมั้น!”
ในโลกของผู้ฝึกยุทธ์ การถูกฝ่ายชายเขียนหนังสือหย่าถือเป็นความอัปยศสูงสุดของฝ่ายหญิง มันหมายความว่าฝ่ายหญิงมีความผิดร้ายแรงหรือบกพร่องจนสามีไม่ต้องการ หากข่าวนี้แพร่งพรายออกไป ชื่อเสียงของนาหลันเสวี่ยในเมืองหลวงย่อมต้องมัวหมอง
“สิทธิ์งั้นรึ?” หลงเฉินก้าวเดินออกมาจากโต๊ะ แสยะยิ้มเย็นชา “สิทธิ์อยู่ที่กำปั้น และตอนนี้… ข้าคือผู้กำหนดกฎกติกาในบ้านหลังนี้”
“ฆ่ามัน! ฆ่ามันเดี๋ยวนี้!” นาหลันเฟิงชี้หน้าหลงเฉิน ตะโกนสั่งเด็กหนุ่มข้างกายที่ชื่อ “นาหลันเย่”
“รับทราบขอรับท่านป้า!” นาหลันเย่รอจังหวะนี้มานานแล้ว เขาแสยะยิ้มเหี้ยมเกรียม ชักกระบี่สั้นที่เอวออกมา “ไอ้สวะหลงเฉิน วันนี้ข้าจะตัดลิ้นเน่าๆ ของเจ้า แล้วให้เจ้ากลืนหนังสือหย่านี่ลงท้องไปซะ!”
ฟึ่บ!
นาหลันเย่พุ่งทะยานเข้าหาหลงเฉินด้วยความเร็วสูง สมกับที่เป็นศิษย์จากตระกูลใหญ่ พลังปราณก่อรากฐานขั้นสูงสุดถูกรีดเร้นออกมาที่ปลายกระบี่จนเกิดเสียงหวีดหวิว พุ่งเป้าไปที่ปากของหลงเฉิน
“เฉินเอ๋อ ระวัง!” หลงจ้านตะโกนลั่น เตรียมจะกระโดดเข้าไปช่วย
แต่หลงเฉินกลับยืนนิ่งไม่ไหวติง ดวงตาจับจ้องไปที่คมกระบี่ที่พุ่งเข้ามา ในสายตาของคนทั่วไป มันอาจจะรวดเร็ว แต่ในสายตาของอดีตจักรพรรดิโอสถ… มันช้าไม่ต่างจากเต่าคลาน
“เพลงกระบี่พื้นฐาน… ช่องโหว่เต็มไปหมด”
ในเสี้ยววินาทีที่ปลายกระบี่ห่างจากปากเพียงคืบ หลงเฉินเบี่ยงตัวหลบเล็กน้อยอย่างนุ่มนวล คมกระบี่เฉียดแก้มไปเพียงเส้นยาแดง
หมับ!
มือขวาของหลงเฉินยื่นออกไปคว้าข้อมือของนาหลันเย่ที่จับกระบี่เอาไว้แน่น ราวกับคีมเหล็กกล้า
“อะไรกัน!” นาหลันเย่เบิกตากว้าง พยายามจะดึงมือกลับแต่ไม่สามารถขยับเขยื้อนได้เลยแม้แต่น้อย “แรงบ้าอะไรเนี่ย! เจ้าไม่มีพลังปราณไม่ใช่หรือ!”
“ใครบอกเจ้าว่าข้าไม่มี?”
หลงเฉินยิ้มมุมปาก ก่อนจะบิดข้อมือของนาหลันเย่ไปในทิศทางตรงกันข้าม
กร๊อบบบ!
“อ๊ากกกกกก!”
เสียงกระดูกข้อมือแตกละเอียดดังสนั่นห้องโถง นาหลันเย่ร้องโหยหวน กระบี่ร่วงลงพื้น หลงเฉินไม่หยุดแค่นั้น เขาปล่อยหมัดซ้ายกระแทกเข้าที่หน้าท้องน้อยของอีกฝ่ายเต็มแรง
ปึก!
ร่างของนาหลันเย่ตัวงอเป็นกุ้ง ลอยละลิ่วกระเด็นกลับไปกระแทกแทบเท้าของนาหลันเฟิง กระอักเลือดออกมาคำโต นอนชักกระตุกด้วยความเจ็บปวด
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องโถงอีกครั้ง
เหล่าผู้อาวุโสตระกูลหลงอ้าปากค้าง ตาถลนแทบหลุดจากเบ้า นายน้อยขยะที่พวกเขาดูถูกมาตลอด… เอาชนะยอดฝีมือจากเมืองหลวงได้ในกระบวนท่าเดียว?
“เจ้า…” นาหลันเฟิงมองดูหลานชายที่นอนจมกองเลือด แล้วเงยหน้ามองหลงเฉินด้วยความหวาดกลัวเป็นครั้งแรก “เจ้า… เจ้าปกปิดฝีมือ!”
“ข้าไม่เคยปกปิด พวกเจ้ามันตาบอดเอง” หลงเฉินเดินเข้าไปหานาหลันเฟิงช้าๆ ทุกย่างก้าวแผ่แรงกดดันที่ทำให้นางรู้สึกหายใจไม่ออก
“จะ… เจ้าจะทำอะไร? ข้าเป็นคนของตระกูลนาหลัน ถ้าเจ้าแตะต้องข้า…” นางถอยหลังกรูดจนชนกำแพง
หลงเฉินหยุดยืนตรงหน้านาง ห่างเพียงหนึ่งช่วงแขน
“ข้าไม่ฆ่าเจ้าหรอก... การฆ่าสุนัขแก่มันจะทำให้มือข้าสกปรก” หลงเฉินกล่าวเสียงเรียบ “แต่พวกเจ้ามาที่นี่ ทำลายข้าวของ ดูถูกพ่อข้า และทำให้ข้าเสียเวลาอันมีค่าในการฝึกยุทธ์… พวกเจ้าคิดว่าจะเดินออกไปเฉยๆ ได้งั้นรึ?”
“เจ้า… เจ้าต้องการอะไร?” นาหลันเฟิงถามเสียงสั่น
หลงเฉินแบมือขวาออกไปตรงหน้า
“หินปราณระดับกลาง 500 ก้อน”
“อะไรนะ!!” นาหลันเฟิงหวีดร้อง “500 ก้อน! เจ้าจะปล้นกันรึไง! นั่นมันรายได้ของตระกูลข้าตั้งครึ่งปี!”
“อ้อ… งั้นหรือ?” หลงเฉินเลิกคิ้ว “งั้นแขนของหลานชายเจ้าข้างหนึ่ง กับชีวิตของเจ้า… น่าจะมีค่าไม่ถึง 500 ก้อนสินะ? งั้นข้าเอาชีวิตพวกเจ้าแทนก็ได้”
พูดจบ หลงเฉินก็แผ่จิตสังหารเข้มข้นออกมา พร้อมกับหยิบมีดสั้นสนิมเขรอะที่เหน็บเอวออกมาหมุนเล่น
นาหลันเฟิงหน้าซีดเผือด นางสัมผัสได้จริงๆ ว่าเด็กคนนี้ไม่ได้ขู่ แววตาของเขาคือแววตาของนักฆ่าที่ผ่านการนองเลือดมานับไม่ถ้วน หากนางปฏิเสธ เขาจะลงมือจริงๆ!
“ก็ได้! ก็ได้! ข้ายอมแล้ว!”
นาหลันเฟิงกัดฟันกรอดด้วยความเคียดแค้น นางปลดถุงมิติที่เอวออกมา แล้วเทหินปราณกองหนึ่งลงบนพื้น แสงสีขาวนวลของหินปราณส่องสว่างไปทั่วห้อง
“ในนี้มีหินปราณระดับกลาง 300 ก้อน และระดับต่ำอีก 2,000 ก้อน… นี่คือทั้งหมดที่ข้าพกมา!”
หลงเฉินกวาดตามองประเมินมูลค่า แล้วพยักหน้าเบาๆ “ถือว่าพอถูไถ… เป็นค่าทำขวัญให้พ่อข้า และค่าหมึกพู่กันที่ข้าเสียไป”
เขาหันไปพยักหน้าให้พ่อบ้าน (คนใหม่ที่เพิ่งเข้ามาแทนหม่าลิ่ว) ให้รีบมาโกยหินปราณไปเก็บ
“เอาล่ะ หมดธุระแล้ว” หลงเฉินชี้มือไปที่ประตู “ไสหัวไปซะ! แล้วอย่าลืมเอากระดาษแผ่นนั้นกลับไปใส่กรอบให้หลานสาวเจ้าดูต่างหน้าด้วย!”
นาหลันเฟิงรีบพยุงร่างของนาหลันเย่ขึ้นมา นางหันมามองหลงเฉินด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความอาฆาตพยาบาทถึงขีดสุด
“หลงเฉิน… เจ้าจำวันนี้ไว้ให้ดี! ตระกูลนาหลันจะไม่ปล่อยเรื่องนี้ไปแน่! อีกสามปี… จะมีการประลองคัดเลือกศิษย์ของสำนักราชันย์ยุทธ์ เสวี่ยเอ๋อจะรอเจ้าที่นั่น! นางจะฉีกเจ้าเป็นชิ้นๆ ต่อหน้าคนทั้งแผ่นดิน!”
“สามปี?” หลงเฉินหัวเราะร่า “นานไป… ฝากบอกนางด้วยว่า ไม่ต้องถึงสามปีหรอก อีกหนึ่งปีข้าจะไปเมืองหลวงด้วยตัวเอง และเมื่อถึงเวลานั้น… ข้าหวังว่าตระกูลนาหลันจะยังมีความกล้าพอที่จะสบตาข้า!”
“ไป!”
นาหลันเฟิงกัดฟันพานาหลันเย่เดินโซซัดโซเซออกจากห้องโถงไป ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของคนตระกูลหลง
เมื่อรถม้าของตระกูลนาหลันจากไป ความเงียบก็กลับมาอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นความเงียบที่เต็มไปด้วยความศรัทธาและความยำเกรง
หลงจ้านลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินตรงเข้ามาหาลูกชาย เขามองหน้าหลงเฉินด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก ทั้งภูมิใจ ทั้งกังวล และทึ่งในความเปลี่ยนแปลง
“เฉินเอ๋อ... เจ้า… เจ้าไปเอาความกล้าและฝีมือขนาดนี้มาจากไหน?”
หลงเฉินหันมาส่งยิ้มบางๆ ให้บิดา รอยยิ้มที่ดูผ่อนคลายลง ไม่เหมือนปีศาจร้ายเมื่อครู่
“ท่านพ่อ… คนเราเมื่อเฉียดความตายมาแล้วครั้งหนึ่ง ย่อมมองเห็นโลกเปลี่ยนไป” เขาตอบเลี่ยงๆ ก่อนจะชี้ไปที่กองหินปราณ
“หินพวกนี้ ท่านพ่อเอาไปใช้ฟื้นฟูตระกูลครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกครึ่งหนึ่ง… ข้าขอเอาไปใช้”
“เจ้าเอาไปเถอะ! เอาไปให้หมดเลย!” หลงจ้านหัวเราะเสียงดัง “วันนี้เจ้ากู้ศักดิ์ศรีตระกูลหลงคืนมาได้ มันมีค่ามากกว่าหินพวกนี้ร้อยเท่า!”
หลงเฉินส่ายหัว “ไม่ ข้าใช้ไม่หมดหรอก... และอีกอย่าง ข้ามีเรื่องต้องทำ”
เขาหยิบถุงใส่หินปราณส่วนของเขาขึ้นมา แววตาเป็นประกายวาวโรจน์
“มีหินปราณมากขนาดนี้… เจ้า ‘เสี่ยวเฮย’ ในอกเสื้อข้าคงจะอิ่มหนำสำราญ และข้าเองก็พร้อมจะทะลวงเข้าสู่ขั้นก่อรากฐานระดับกลางแล้ว”
ศึกนอกเพิ่งจบ แต่ศึกในกำลังจะเริ่ม ตระกูลจ้าวยังคงจับจ้องอยู่ และฮูหยินรองคงไม่ยอมอยู่เฉยแน่
“คืนนี้จะเป็นคืนที่ยาวนาน...” หลงเฉินพึมพำ ก่อนจะขอตัวกลับเรือนพัก ทิ้งให้เหล่าผู้อาวุโสนั่งมองหน้ากันตาปริบๆ ด้วยความรู้สึกว่า… มังกรตัวจริงได้ตื่นขึ้นแล้ว ณ ตระกูลหลงแห่งนี้
(จบบทที่ 8)