ราชันย์มังกรอสูรกลืนสวรรค์ - ตอนที่ 7: คณะทูตถอนหมั้น
ตอนที่ 7: คณะทูตถอนหมั้น
หลังจากการปะทะคารมและลงไม้ลงมือเล็กน้อยที่ตลาดสมุนไพร หลงเฉินไม่ได้ใส่ใจพวกมดปลวกอย่างหลงจ้าวหยิงหรือหลี่เฟิงให้รกสมอง เขาอาศัยจังหวะชุลมุนหลบฉากออกมาได้อย่างง่ายดาย พร้อมกับ “ของดี” เต็มอกเสื้อ ทั้งสมุนไพรและหินไข่มังกรดำ
ทว่า เมื่อเท้าของเขาเหยียบย่างเข้าสู่เขตธรณีประตูตระกูลหลง บรรยากาศที่คุ้นเคยกลับแปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
ความกดดันหนักอึ้งลอยคละคลุ้งอยู่ในอากาศ ราวกับมีพายุฝนฟ้าคะนองกำลังก่อตัวเหนือคฤหาสน์ตระกูลหลง
บริเวณลานกว้างหน้าตึกรับรองแขก มีขบวนรถม้าหรูหราจอดเรียงรายอยู่สามคัน ตัวรถทำจากไม้จันทน์หอมราคาแพงแกะสลักลวดลายวิจิตรตระการตา ประดับประดาด้วยม่านผ้าไหมสีทองที่ปลิวไสวตามแรงลม ที่สำคัญคือสัตว์อสูรที่ใช้ลากรถม้าเหล่านั้นหาใช่ม้าศึกธรรมดา แต่เป็น “อาชาเหยียบเมฆา” สัตว์อสูรระดับสองที่มีฝีเท้าจัดจ้านและมีราคาสูงลิบลิ่ว เพียงแค่ตัวเดียวก็มีมูลค่ามากกว่าทรัพย์สินทั้งหมดของตระกูลหลงรวมกันเสียอีก
“คนจากเมืองหลวง?”
หลงเฉินหรี่ตามองตราสัญลักษณ์รูป “หงส์เหิน” ที่ประทับอยู่ข้างรถม้า ความทรงจำในร่างเดิมผุดขึ้นมาทันที
“ตระกูลนาหลัน”
หนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่แห่งเมืองหลวง ตระกูลของผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็น “คู่หมั้น” ของเขา… “นาหลันเสวี่ย”
หลงเฉินเดินผ่านลานกว้าง เห็นข้ารับใช้ตระกูลหลงหลายคนยืนก้มหน้าตัวสั่น บางคนมีรอยฟกช้ำตามใบหน้า ขณะที่กลุ่มองครักษ์สวมชุดเกราะเงินของตระกูลนาหลันยืนวางก้าม หัวเราะร่าและมองเหยียดหยามคนของตระกูลหลงราวกับมองดูขอทาน
“ดูสภาพบ้านช่องสิ ผุพังซอมซ่อขนาดนี้ คุณหนูของเราเคยมีสัญญาหมั้นหมายกับคนตระกูลนี้จริงหรือ? ช่างน่าขบขันสิ้นดี” องครักษ์คนหนึ่งถ่มน้ำลายลงพื้น
“ได้ยินว่านายน้อยตระกูลนี้เป็นขยะที่ฝึกยุทธ์ไม่ได้ คงเป็นได้แค่คางคกที่อยากกินเนื้อหงส์นั่นแหละ ฮ่าๆๆ!”
หลงเฉินเดินผ่านพวกมันไปโดยไม่หยุดฝีเท้า ใบหน้าเรียบเฉยแต่แววตาเริ่มทอประกายเย็นเยียบ เขาจดจำใบหน้าขององครักษ์ปากดีพวกนี้ไว้ทุกตัว… ในบัญชีหนังสัตว์ที่ชื่อว่า ‘คนตาย’
เมื่อมาถึงหน้าประตูห้องโถงใหญ่ เสียงสนทนาที่เต็มไปด้วยความตึงเครียดก็ดังลอดออกมา
“ผู้อาวุโสหญิง… ท่านทำเช่นนี้มันไม่ให้เกียรติตระกูลหลงเกินไปหน่อยหรือ!”
เสียงของหลงจ้าน บิดาของเขา สั่นเครือด้วยความโกรธเกรี้ยวที่พยายามข่มกลั้น
“ให้เกียรติ?” เสียงสตรีวัยกลางคนตอบกลับด้วยน้ำเสียงแหลมสูงและเย่อหยิ่ง “หลงจ้าน ข้าอุตส่าห์เดินทางไกลจากเมืองหลวงมาเหยียบเมืองบ้านนอกกันดารแห่งนี้ด้วยตัวเอง ก็ถือว่าให้เกียรติพวกเจ้ามากพอแล้ว! เจ้าควรจะสำนึกในบุญคุณเสียด้วยซ้ำ!”
หลงเฉินผลักประตูบานใหญ่เข้าไปโดยไม่รอให้ใครประกาศชื่อ
ปัง!
เสียงประตูเปิดดังสนั่นเรียกสายตาของทุกคนในห้องให้หันมามองเป็นตาเดียว
ภายในห้องโถง ผู้นำตระกูลหลงจ้านนั่งอยู่บนเก้าอี้ประมุข ใบหน้าแดงก่ำ เส้นเลือดที่ขมับปูดโปน มือทั้งสองข้างกำพนักเก้าอี้แน่นจนไม้เนื้อแข็งเริ่มมีรอยร้าว ด้านข้างมีเหล่าผู้อาวุโสของตระกูลหลงนั่งก้มหน้า ไม่กล้าแม้แต่จะสบตาแขกผู้มาเยือน
และที่นั่งฝั่งตรงข้าม คือสตรีวัยกลางคนในชุดผ้าไหมหรูหรา แต่งหน้าจัดจ้าน ใบหน้าเชิดสูงตลอดเวลา นางคือ “นาหลันเฟิง” ผู้อาวุโสหญิงจากตระกูลนาหลัน ข้างกายของนางมีเด็กหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาแต่แววตาโอหังนั่งไขว่ห้าง จิบชาด้วยท่าทีเบื่อหน่าย
“โอ้? นี่น่ะหรือนายน้อยหลงเฉิน?” นาหลันเฟิงปรายตามองหลงเฉินตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วแค่นเสียง “หึ… สภาพดูไม่ได้ยิ่งกว่าที่ลือกันเสียอีก ผอมแห้ง ไร้ราศี พลังปราณก็อ่อนด้อย… ช่างเป็นขยะโดยสมบูรณ์แบบจริงๆ”
หลงเฉินเดินอาดๆ เข้าไปกลางห้องโถง ไม่ได้ทำความเคารพใครทั้งสิ้น เขาจ้องหน้านาหลันเฟิงกลับด้วยสายตาที่แข็งกร้าวยิ่งกว่า
“นี่คือมารยาทของผู้ดีจากเมืองหลวงงั้นรึ?” หลงเฉินเอ่ยเสียงเรียบ “บุกรุกบ้านคนอื่น ดูถูกเจ้าบ้าน และเห่าหอนเสียงดังรบกวนความสงบ... ข้านึกว่ามีสุนัขบ้าหลุดเข้ามาเสียอีก”
“สามหาว!!”
เด็กหนุ่มข้างกายนาหลันเฟิงตบโต๊ะลุกขึ้นยืนทันที พลังปราณระดับ “ก่อรากฐาน ขั้นสูงสุด” ระเบิดออกมา กดดันไปทั่วห้องโถงจนถ้วยชาบนโต๊ะสั่นระริก
“ไอ้เศษสวะ! เจ้ากล้าเปรียบเทียบผู้อาวุโสเฟิงเป็นสุนัขรึ? รู้หรือไม่ว่านางเป็นใคร นางคือป้าแท้ๆ ของคุณหนูนาหลันเสวี่ย! วันนี้พวกเรามาเพื่อมอบโอกาสรอดให้ตระกูลเจ้า อย่าได้รนหาที่ตาย!”
หลงเฉินปัดมือเบาๆ ราวกับไล่แมลงวัน แรงกดดันทางวิญญาณที่เด็กหนุ่มปล่อยมานั้น เมื่อเทียบกับจิตวิญญาณจักรพรรดิโอสถของเขาแล้ว มันก็เหมือนลมพัดผ่านหน้าผา ไม่ระคายเคืองแม้แต่น้อย
“ข้าไม่สนว่านางจะเป็นป้าหรือเป็นยายใคร” หลงเฉินตอบกลับอย่างเย็นชา “ข้าสนแค่ว่า พวกเจ้ามาที่นี่ทำไม? ถ้ามาเพื่อเห่า ก็เชิญออกไปเห่าข้างนอก แต่ถ้ามีธุระ… ก็รีบพูดมา แล้วไสหัวไปซะ!”
“เฉินเอ๋อ...” หลงจ้านพยายามจะห้ามปราม แต่ในใจลึกๆ กลับรู้สึกสะใจกับวาจาของลูกชาย
นาหลันเฟิงหน้าเขียวคล้ำ นางยกมือห้ามเด็กหนุ่ม แล้วหันมาจ้องหลงเฉินด้วยสายตาอำมหิต
“ปากเก่งดีนี่… หวังว่าฝีมือเจ้าจะเก่งเหมือนปากนะ” นางหยิบม้วนกระดาษสีทองออกมาจากแขนเสื้อแล้วโยนลงบนโต๊ะตรงหน้าหลงจ้านเสียงดังปึก
“เข้าเรื่องเลยแล้วกัน! ข้ามาในนามของตระกูลนาหลัน เพื่อแจ้งให้ทราบว่า ‘สัญญาหมั้นหมาย’ ระหว่างหลงเฉินกับนาหลันเสวี่ย ให้ถือเป็นโมฆะนับตั้งแต่บัดนี้!”
คำประกาศนั้นดังก้องไปทั่วห้องโถง แม้ทุกคนจะพอเดาได้อยู่แล้ว แต่เมื่อได้ยินชัดๆ ก็ยังอดรู้สึกเจ็บปวดแทนตระกูลหลงไม่ได้ นี่คือการตบหน้าฉาดใหญ่ที่สุดเท่าที่ตระกูลเคยได้รับ
“นาหลันเสวี่ยหลานสาวของข้า บัดนี้นางได้ปลุกชีพจร ‘หงส์เพลิงศักดิ์สิทธิ์’ ระดับ 5 และได้รับการคัดเลือกให้เป็นศิษย์สายตรงของสำนักราชันย์ยุทธ์ในเมืองหลวง อนาคตของนางอยู่บนฟากฟ้า นางคือหงส์ที่จะผงาดเหนือมังกร!”
นาหลันเฟิงเชิดหน้าขึ้น เอ่ยวาจาเหยียดหยามอย่างไม่ไว้หน้า
“ส่วนลูกชายของเจ้า… เป็นแค่คางคกในบ่อโคลน เป็นแค่ขยะที่ฝึกยุทธ์ไม่ได้ การคงสัญญาหมั้นหมายไว้รังแต่จะเป็นจุดด่างพร้อยในชีวิตของเสวี่ยเอ๋อ พวกเขาอยู่คนละโลกกัน!”
หลงจ้านกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ เลือดไหลซึมออกมา “สัญญาหมั้นหมายนี้ ปู่ของนางเป็นคนขอร้องท่านพ่อของข้าเองในอดีต ยามที่ตระกูลนาหลันตกต่ำ ตระกูลหลงเราช่วยเหลือไปไม่น้อย บัดนี้พวกเจ้าได้ดีแล้วคิดจะถีบหัวส่งพวกเรางั้นรึ!”
“โลกของผู้ฝึกยุทธ์ ปลาใหญ่กินปลาเล็ก ผู้แข็งแกร่งคือความถูกต้อง!” นาหลันเฟิงแสยะยิ้ม “บุญคุณในอดีต ข้าไม่ลืมหรอกนะ…”
นางโบกมือเบาๆ เด็กหนุ่มคนนั้นก็หยิบกล่องไม้จันทน์ใบเล็กออกมาวางบนโต๊ะ ข้างๆ ม้วนสัญญา
“ในกล่องนี้มี ‘ยาเม็ดรวมปราณ’ ระดับต่ำ 3 เม็ด” นาหลันเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงราวกับกำลังบริจาคทานให้ขอทาน “มันมีมูลค่ามหาศาลสำหรับตระกูลบ้านนอกอย่างพวกเจ้า ถือซะว่าเป็นค่าชดเชย และค่าปิดปาก... รับไปซะ แล้วส่งคืนป้ายหยกหมั้นหมายมา”
ยาเม็ดรวมปราณ 3 เม็ดแลกกับศักดิ์ศรีของตระกูล!
นี่ไม่ใช่การเจรจา แต่มันคือการดูถูกเหยียดหยามที่รุนแรงที่สุดเท่าที่จะจินตนาการได้ เหล่าผู้อาวุโสตระกูลหลงต่างก้มหน้าด้วยความอัปยศ ไม่มีใครกล้าปริปาก เพราะเกรงกลัวอำนาจของตระกูลนาหลัน
หลงจ้านตัวสั่นเทิ้ม เขาอยากจะลุกขึ้นไปอาละวาด แต่เขาก็รู้ดีว่าหากทำเช่นนั้น ตระกูลหลงอาจจะถูกลบชื่อออกจากแผนที่ในชั่วข้ามคืน
บรรยากาศในห้องเงียบกริบจนได้ยินเสียงเข็มตก ความอึดอัดกดทับหัวใจทุกคนจนแทบหยุดเต้น
ทันใดนั้น… เสียงหัวเราะแผ่วเบาก็ดังขึ้นทำลายความเงียบ
“หึ… หึหึ…”
หลงเฉินเดินเข้าไปที่โต๊ะ หยิบกล่องยาเม็ดรวมปราณขึ้นมาเปิดดู กลิ่นหอมจางๆ ลอยออกมา นาหลันเฟิงยิ้มมุมปาก นึกว่าไอ้ขยะนี่คงจะตื่นเต้นกับยาวิเศษจนตัวสั่น
“ยาขยะ…” หลงเฉินเอ่ยขึ้นเบาๆ
“เจ้าว่าอะไรนะ?” นาหลันเฟิงขมวดคิ้ว
“ข้าบอกว่า… นี่มันยาขยะ!”
เพล้ง!
หลงเฉินบีบเม็ดยาในมือจนแตกละเอียดเป็นผงแป้ง แล้วเทมันทิ้งลงพื้นราวกับเทเศษทราย
“ยาคุณภาพต่ำที่มีสิ่งเจือปนถึงสี่ส่วน ปรุงโดยนักปรุงยามือสมัครเล่นที่คงจะใช้เท้าคน… ของพรรค์นี้พวกเจ้ากล้าเอามาเสนอหน้าว่าเป็น ‘ค่าชดเชย’ งั้นรึ? ตระกูลนาหลันช่างยากจนข้นแค้นเสียจริง ถึงได้เห็นขยะเป็นของวิเศษ”
“เจ้า!!!” นาหลันเฟิงลุกพรวดขึ้นชี้หน้าด่าด้วยความโกรธจัดจนหน้าสั่น “ไอ้เด็กสารเลว! เจ้ากล้าทำลายยาวิเศษ! เจ้ากล้าดูหมิ่นตระกูลนาหลัน!”
“ดูหมิ่น?” หลงเฉินเงยหน้าขึ้น ดวงตาของเขาเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานวูบหนึ่ง แรงกดดันมหาศาลจากจิตวิญญาณมังกรบรรพกาลแผ่ออกมาจางๆ ทำให้นาหลันเฟิงรู้สึกหายใจติดขัดไปชั่วขณะ
“ข้าไม่ได้ดูหมิ่น… ข้าแค่พูดความจริง”
หลงเฉินก้าวเข้าไปประชิดโต๊ะ หยิบพู่กันจุ่มหมึก แล้วตวัดลงบนกระดาษเปล่าที่วางอยู่ข้างๆ
“พวกเจ้าต้องการยกเลิกสัญญาหมั้นหมายใช่ไหม? ดี! ข้าจัดให้!”
“แต่จำใส่กะลาหัวของพวกเจ้าเอาไว้… วันนี้ไม่ใช่ตระกูลนาหลันที่มาถอนหมั้นข้า… แต่เป็นข้า หลงเฉิน! ที่เป็นฝ่าย ‘ปลด’ หลานสาวของเจ้าออกจากการเป็นคู่หมั้น!”
“เพราะผู้หญิงที่เห็นแก่ตัว เนรคุณ และมีดีแค่สายเลือดกะโหลกกะลาอย่างนาง… ไม่มีคุณสมบัติพอที่จะเป็นคนรับใช้ล้างเท้าให้ข้าด้วยซ้ำ!”
(จบบทที่ 7)