ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 1000 เฝ้ามอง
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 1000 เฝ้ามอง
ตอนที่ 1000 เฝ้ามอง
เมื่อจินนามองรอยยิ้มบนใบหน้าฟรังก้า พลางได้ยินน้ำเสียงสงบแฝงการจิกกัดตัวเองเบาๆ ของอีกฝ่าย จมูกก็เริ่มรู้สึกแสบร้อน
สายตาของเธอกวาดมองสัตว์ประหลาดทารกที่กำลังจะทะลุผ่านกำแพงน้ำแข็งแผ่นล่าสุด กวาดมองซากพังทลายที่กลืนกินเตียงเคลื่อนย้ายกับเจ้าหน้าที่ไปแล้ว
หญิงสาวกัดริมฝีปากแน่นแล้วเอ่ยปาก
“ได้…”
คำพูดที่เหลือติดอยู่ในลำคอ ราวกับก้อนน้ำแข็งละลายกลายเป็นน้ำร้อน
เธอได้แต่พร่ำบอกกับตัวเอง ว่าเรื่องในอนาคตค่อยแก้ไขในอนาคต จะต้องหาทางแก้ไขได้แน่นอน!
ฟรังก้าประเมินเวลา แล้วเริ่มผสมโอสถ ‘สิ้นหวัง’ จากลูกตาสีดำของซากศพหญิงคืนชีพ กับวัตถุดิบเสริมที่เกี่ยวข้อง
จินนาปล่อยให้ความชื้นไหลจากหางตาไปถึงขอบใบหน้า ขณะที่จดจ่อกับการสกัดกั้นสัตว์ประหลาดทารกไม่ให้เข้าใกล้
เธอไม่สร้าง ‘โรค’ ของตัวเองอีกต่อไป ปล่อยให้เป้าหมายพิสดารเหล่านี้เป็นของฟรังก้าทั้งหมด
หลังจากสัตว์ประหลาดทารกกำเนิดขึ้น เธอก็แพร่กระจายจุลชีพก่อโรคอย่างเงียบๆ มาตลอด
โรแซนที่งุนงงและตกใจกับบทสนทนาของทั้งสอง เริ่มรวบรวมสมาธิ เพิ่มลวดลายต่างๆ ที่ช่วยเสริมการป้องกันให้กับกำแพงน้ำแข็งของจินนา
ท่ามกลางแสงสว่างที่พุ่งออกมา ฝูงสัตว์ประหลาดทารกไม่อาจทำลายกำแพงน้ำแข็งได้ในเวลาอันสั้น ไม่อาจก้าวไปข้างหน้าได้อีก
เบื้องหลังพวกมัน กระเบื้องพื้นบนโถงทางเดิน บนผนังทั้งสองด้าน และบนเพดานด้านบน ทยอยพังทลายอย่างต่อเนื่อง ห้วงลึกอันมืดมิดที่มองไม่เห็นก้นบึ้งขยับใกล้เข้ามาทุกขณะ
ผ่านไปสักพัก สัตว์ประหลาดทารกบางส่วนเริ่มไออย่างรุนแรง ไอจนตัวเองลื่นหล่นจากผิวกำแพงน้ำแข็ง แต่ก็มีบางส่วนที่ร่างกายแข็งเกร็ง แค่ไม่อาจเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่วอีกต่อไป
ท้ายที่สุด พวกที่แออัดอยู่นอกกำแพงน้ำแข็ง ห่างจากพวกจินนาไปหลายเมตร ต่างก็ถูกความพังทลายไล่ตามทัน
พวกมันเบียดเสียดไปข้างหน้าเหมือนคลื่น แต่ไม่อาจข้ามร่างของพรรคพวกตัวเองมาได้
พวกมันเริ่มร่วงหล่นสู่ความมืดมิดที่ซ่อนความน่าสะพรึงกลัวอันไม่อาจหยั่งถึง
อารมณ์สิ้นหวังอย่างรุนแรงแผ่ซ่านออกมาจากร่างของพวกมัน แพร่กระจายอย่างรวดเร็วไปยังพวกพ้องที่ป่วยหนักขึ้นทุกที ซึ่งยังคงเกาะอยู่บนผิวกำแพงน้ำแข็ง
ตอนนี้แหละ! ฟรังก้ายกขวดขึ้น นำโอสถสีม่วงเข้มที่มีฟองสีชมพูอมแดงเดือดปุดๆ แนบริมฝีปาก
เธอดื่มมันลงไปโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
โอสถไม่มีรสชาติ หรือพูดได้ว่าฟรังก้าไม่อาจแยกแยะรสชาติได้อีกต่อไป
เธอรู้สึกเพียงว่า จิตวิญญาณและความคิดของตัวเองกำลังดิ่งลงกะทันหัน สู่ความมืดมิดอันปิดตายไร้แสง ร่วงลงสู่ห้วงลึกที่ไม่รู้ว่าจะนำไปยังแห่งหนไหน
ณ ที่นั่น ดูเหมือนมีบางสิ่งกำลังเรียกหาเธอ
กรุงทรีอาร์ ภายในคฤหาสน์หรู
ฟรังก้าที่นอนอยู่บนเตียงยังคงหลับตาสนิท แต่เส้นผมของเธอกลับลอยตัวอย่างประหลาด ยาวขึ้นทีละนิด ดำขึ้น และหนาขึ้นเรื่อยๆ
มาดามจัดจ์เมนต์ที่เฝ้าอยู่ในห้องรับแขกของคฤหาสน์ ตระหนักถึงบางสิ่งได้ทันที จึง ‘แฟลช’ เข้ามาในห้องของฟรังก้า
มองดูฟรังก้าที่กำลังเกิดการเปลี่ยนแปลง มาดามจัดจ์เมนต์ไม่รีบร้อนลงมือ เพียงหยิบยันต์ที่ทำจากเกล็ดมังกรสีเทาขาวออกมา กระตุ้นให้มันทำงานอย่างพร่ามัว
“แดนฝันเกิดเหตุไม่คาดฝัน…‘สองถ้วย’ ถูกบีบให้เลื่อนลำดับเป็น ‘นางมารสิ้นหวัง’ ในความฝัน” คำพูดของมาดามจัดจ์เมนต์ผสานกับยันต์ที่เป็นภาพลวงตา กลายเป็นโปร่งใสกะทันหัน แล้วละลายเข้าสู่ท้องฟ้ายามราตรี
ในช่วงเวลานั้นเอง มาดามจัดจ์เมนต์รู้สึกถึงการจ้องมองบางอย่าง การจ้องมองอันมาจาก ‘กระเป๋านักเดินทาง’ จากที่ใดสักแห่งซึ่งไม่อาจรู้ได้
การจ้องมองที่มุ่งตรงมายังฟรังก้า
ณ เมืองแดนฝัน ชั้นใต้ดิน 2 ของโรงพยาบาลมู่ซู
จิตสำนึกและวิญญาณของฟรังก้าเริ่มล่องลอย แล้วดิ่งลงในความมืดมิดที่ปิดตาย เธอรู้สึกถึงเส้นใยล่องหนซึ่งแฝงความสิ้นหวังอย่างแรงกล้า ยื่นมาจากโลกภายนอก ไต่ตามความเชื่อมโยงของศาสตร์เร้นลับระหว่างกัน แล้วดึงรั้งร่างกายของเธอเอาไว้
ในขณะเดียวกัน เธอยังเห็นแสงประกายสองจุด
ฟรังก้าที่สับสนมึนงง เริ่มกลับมามีสติ พลางตระหนักได้อย่างเลือนรางว่า ที่ใดสักแห่งในความมืดมิดลึกล้ำ มีสายตาที่เต็มไปด้วยความแค้น ความเกลียดชัง และความคาดหวังกำลังจ้องมองตนอยู่
ทันใดนั้น ‘กระเป๋านักเดินทาง’ ของเธอที่อยู่นอกโลกวิญญาณ เกิดการสั่นสะเทือนในบัดดล เป็นการสั่นสะเทือนที่เธอรับรู้ได้ชัดเจน
ต้นตอมาจากเทวรูป ‘นางมารต้นกำเนิด’ ที่แกะสลักจากกระดูกสีขาว โดยมันกำลังสั่นไหวอย่างชัดแจ้ง
ในขณะเดียวกัน ฟรังก้าพบว่ามีสายตาที่ยากจะบรรยายจากเบื้องบน ทอดมองมายังตน สายตาที่ทะลุผ่านโลกกระจกชั้นแล้วชั้นเล่ามายังตน!
เส้นผมของเธอกลายเป็นสีดำสนิททันที ล่องลอยในอากาศเหมือนหนวดปลาหมึก ปลายผมพองตัวขึ้นเป็นทรงกลม ราวกับกำลังจะเปิดเป็นดวงตานับร้อย
ใบหน้าของฟรังก้ายิ่งทวีความงดงาม แผ่รังสีเปี่ยมเสน่หาที่แม้แต่โรแซน หญิงสาวที่ชอบเพศตรงข้าม ยังไม่อาจละสายตา หัวใจเต้นระรัว อยากโถมตัวเข้าหาเหมือนผีเสื้อบินเข้ากองไฟ
ฟรังก้าพยายามลืมตาอย่างยากลำบาก เปล่งเสียงที่ราวกับดีดสายใยในหัวใจ
“ได้แล้ว…”
จินนาไม่รักษากำแพงน้ำแข็งอีกต่อไป เธอกระตุ้น ‘ยันต์กระจกน้ำแข็ง’ ที่กำอยู่ในมือ
ท่ามกลางแสงระยิบระยับ เธอรู้สึกได้ว่า พื้นผิวของกระจกในมืออีกข้างเริ่มระลอกเป็นประกาย สูญเสียความแข็งดุจหิน
สามารถมุดผ่านไปได้จริงๆ หนีออกไปข้างนอกผ่านโลกในกระจกได้!
การ ‘ถูกตัดขาด’ ถือเป็นอันยุติแล้ว!
นอกจากนี้จินนายังพบว่า อันตรายที่ซ่อนอยู่ในโลกในกระจก ซึ่งตนสัมผัสได้ก่อนหน้านี้ ถึงคราวอันตรธานหายไปด้วยเช่นกัน
สิ่งนี้เกินความคาดหมายของเธอมาก
เดิมที หญิงสาวคิดว่าการที่สายตาของ ‘นางมารต้นกำเนิด’ สามารถทำลายอุปสรรคและเชื่อมต่อโลกในกระจก ก็นับว่าดีเกินพอแล้ว
แต่ไม่เคยคิดเลยว่า มันจะสามารถขับไล่อันตรายซ่อนเร้นได้จริงๆ
เรื่องนี้ก็เป็นข้อสงสัยของฟรังก้าเช่นกัน
เธอฝืนพูดกับจินนาและโรแซนอย่างยากลำบาก
“พวกคุณ…ไปก่อน…”
เธอยังคงต่อสู้กับแรงกระแทกของโอสถ ร่างกายกำลังเปลี่ยนแปลง ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ชั่วคราว
หากไม่ใช่เพราะโลกแดนฝันกดพลังไว้ที่ลำดับ 7 ในช่วงเวลาแบบนี้เธอแทบจะพูดไม่ได้ด้วยซ้ำ!
จินนาไม่มัวลังเล หันไปมองฟรังก้าอย่างลึกซึ้งอีกครั้ง แล้วคว้าแขนของโรแซน พาเข้าไปในกระจกแต่งหน้าบนฝ่ามือ
กระจกบานดังกล่าวร่วงลงสู่พื้น กำแพงน้ำแข็งโดยรอบพังทลายลงอย่างสิ้นเชิง
ทว่าพวกสัตว์ประหลาดทารกที่อยู่ใกล้ฟรังก้าที่สุด ต่างติดเชื้อป่วยหนักแล้ว ไม่เหลือเรี่ยวแรงจะเข้าใกล้หรือโจมตีอีกต่อไป
ในโลกในกระจก จินนาพาโรแซนเดินทางผ่านอุโมงค์เสมือนไปยังกระจกบานที่พลังวิญญาณของเธอชี้นำ
เพียงชั่วพริบตา ทั้งสองก็มาถึงมิติหลังกระจกแห่งใหม่ สามารถหลุดพ้นจากโลกก่อนหน้าได้แล้ว
จินนาตระหนักถึงบางสิ่งในทันที จึงหันศีรษะไปมองห้วงลึกของโลกในกระจก
ราวกับว่า…มีตัวอันตรายสักตัวตื่นขึ้นจากที่นั่น จนโลกในกระจกทั้งหมดเต็มไปด้วยความรู้สึกหวาดกลัวในชั่วพริบตา
เงียบสนิท โลกในกระจกพังทลายลงอย่างสิ้นเชิง
“ฟรังก้า…” ม่านตาของจินนาขยายออก พลางเรียกชื่อเพื่อนอย่างแผ่วเบา
ภาพตรงหน้าเธอบ่งบอกว่า ฟรังก้าจะไม่อาจใช้โลกในกระจกหลบหนีได้ชั่วคราว และเมื่อโลกในกระจกฟื้นคืน การจ้องมองของ ‘นางมารต้นกำเนิด’ ก็อาจสิ้นสุดลงแล้ว พลังที่แยกด้านในและด้านนอกจะปรากฏอีกครั้ง!
ริมฝีปากของจินนามีเลือดไหลซึมเล็กน้อย เธออดทนต่อความเจ็บปวดที่รุกรานจิตใจ ดึงโรแซนและมุดออกจากผิวกระจกก่อนที่ความพินาศอันน่าสะพรึงกลัวของโลกในกระจกจะแผ่ขยายมาถึง
เธอรู้ว่าการกลับไปอย่างไร้จุดหมายจะทำให้ตนหลงทางในห้วงกาลอวกาศอันวุ่นวาย หรือไม่ก็ในห้วงลึกของโลกในกระจก ไม่เป็นประโยชน์ต่อการช่วยเหลือฟรังก้าเลย
เธอวางแผนจะไปยังชั้น 1 ของโรงพยาบาลมู่ซู แล้วใช้ลิฟต์กลับลงไปยังส่วนใต้ดิน!
ในเวลาเดียวกัน ฟรังก้าที่ยังอยู่ในกระบวนการเลื่อนลำดับ ก็พบว่าโลกในกระจกกำลังพังทลาย
เธอรู้สึกถึงการสั่นสะเทือนอย่างแรงกล้า ดุจดังแผ่นดินไหว ณ ก้นบึ้งของห้วงลึก
จนกระทั่ง คล้ายว่ามีบางสิ่งที่ซ่อนอยู่ในนรก ถูกกระตุ้นจากการพังทลายของโลกในกระจก จึงแสดงปฏิกิริยาตอบสนองบางอย่าง
พร้อมกับการสั่นสะเทือนนั้น โถงทางเดินใต้เท้าของฟรังก้าที่ยังไม่ได้รับผลกระทบจากคลื่นการพังทลายก็พังครืนลงมา พาเธอและสัตว์ประหลาดทารกหลายร้อยคนตกลงสู่นรกที่มองไม่เห็นก้นบึ้ง
บัดซบ! ฟรังก้าไม่คิดว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้
ความสิ้นหวังของฝูงสัตว์ประหลาดทารกเหล่านั้น บัดนี้เข้มข้นจนกลายเป็นรูปธรรม ฟรังก้าก็ถูกห่อหุ้มด้วยความรู้สึกดังกล่าวอย่างห้ามไม่ได้
สิ่งนี้ช่วยให้เธอผ่านขั้นตอนสุดท้ายของการเลื่อนลำดับ จนเส้นผมสีดำหยาบยาว ซึ่งล่องลอยกลับมาอยู่ข้างกายเธอ ไม่แปรเปลี่ยนอีกต่อไป และฟื้นคืนสีเมล็ดฝ้ายบางส่วน
ฟรังก้ากัดฟัน ใช้วิชาร่อนขนนกของ ‘นางมาร’ ช่วยให้การตกของเธอช้าลง ทั้งยังสามารถควบคุมได้ในระดับหนึ่ง
เธอเลือกที่จะอยู่ห่างจากเงาทางใจที่รุนแรง ที่เธอรับรู้ได้เองก่อนหน้านี้ ซึ่งก็คือสิ่งที่คล้ายเสื้อคลุมขนาดมหึมานั่น ที่นั่นจะทำให้เธอมีชีวิตที่แย่กว่าความตายอย่างแน่นอน
เธอล่องลอยไปยังมิติอื่น ใจหนึ่งก็อยากเสี่ยงโชคดูสักตั้ง
มิติอื่นของห้วงลึกมีเงาทางใจอันแรงกล้าแล้วไง? แต่ไม่มีอันตรายถึงชีวิต!?
เกิดเป็นคนเนี่ย ก็ต้องมีความหวังบ้าง ห้ามยอมแพ้หรือสิ้นหวังจนสุดหัวใจ!
………..
จินนาพาโรแซนมุดออกมาจากผิวกระจกโลหะของประตูโถงลิฟต์ พอมองไปก็เห็นลูเมี่ยนร่างสตรีที่เพิ่งละสายตาจากมิติสั่นไหว
เธอไม่แปลกใจที่ลูเมี่ยนอยู่ที่นี่เช่นกัน เอ่ยปากออกไปทันที
“ฟรังก้าอยู่ข้างล่าง ไม่ใช่ชั้นใต้ดินหนึ่ง!”
“โลกในกระจกพังทลายแล้ว!”
ดวงตาของลูเมี่ยนหรี่ลงทันที
เขาไม่ได้ถามถึงรายละเอียดเหตุการณ์ เพียงพูดออกไปตามตรง
“พวกคุณไปที่ศูนย์ฉุกเฉินหาโจวหมิงรุ่ย ดูว่าจะขอความช่วยเหลือจากเขาได้หรือไม่ ให้เขาไปที่พื้นที่ใต้ดินสักครั้ง”
“ส่วนเรื่องอื่นๆ ฝากไว้กับฉัน ฉันจะจัดการเอง”
โจวหมิงรุ่ยอยู่ที่โรงพยาบาลมู่ซูด้วยเหรอ? ทั้งจินนาและโรแซนต่างตกใจ
ก่อนที่จินนาจะทันเอ่ยปาก ลูเมี่ยนเสริมด้วยน้ำเสียงทุ้มว่า
“ฉันคาดการณ์ไว้แล้วว่าอาจจำเป็นต้องเข้าไปในใต้ดินของโรงพยาบาลมู่ซูเพื่อพยายามทำลาย ฉันได้เตรียมการบางอย่างไว้แล้ว”
“ทุกคนมีภารกิจของตัวเอง การหาโจวหมิงรุ่ยก็สำคัญเช่นกัน!”
ระหว่างพูด ลูเมี่ยนได้มาอยู่ตรงหน้าลิฟต์แล้ว ตามด้วยกดปุ่มลูกศรลง
สายตาของจินนาพร่าเลือนอย่างกะทันหัน
เธอไม่ได้ยืนกรานอย่างดื้อรั้น เพียงตอบว่า ‘อืม’ แล้วจูงโรแซนวิ่งไปยังศูนย์ฉุกเฉิน
นอกจากนั้นเธอยังตระหนักได้ว่า ไม่ควรนำไข่ทุกใบใส่ตะกร้าใบเดียว เธอรู้ว่า ตอนนี้ไม่ใช่เวลาเอาแต่ใจ เธอรู้ว่า ตัวเธอที่ไร้เทวบารมีแม้จะลงใต้ดินของโรงพยาบาลมู่ซู ก็คงช่วยอะไรไม่ได้มากนัก มีแต่จะเป็นภาระให้ลูเมี่ยนและฟรังก้าเสียเปล่าๆ
เธอยอมไม่รับรู้สิ่งเหล่านี้ยังดีเสียกว่า
ขณะเดียวกัน หญิงสาวรู้สึกถึงความอ่อนแอของตัวเอง ความอ่อนแอจากความเจ็บปวด และยิ่งเป็นทุกข์มากขึ้นเพราะความอ่อนแอของตัวเอง จนเกิดความปรารถนาและแรงผลักดันอย่างที่สุดที่จะเปลี่ยนแปลงสถานการณ์นี้
โอสถ ‘ทุกข์ระทม’ ของเธอถูกย่อยอย่างสมบูรณ์แล้ว
ลูเมี่ยนเข้าไปในลิฟต์ แล้วกดปุ่ม ‘-2’
ลิฟต์เริ่มเคลื่อนตัวลงข้างล่าง ลูเมี่ยนมองใบหน้าที่งดงามเป็นเลิศบนกระจกโลหะ ตามด้วยกล่าวด้วยสีหน้าเย็นชา
เมื่อลิฟต์หยุดนิ่ง ประตูเปิดออก เขารีบออกไปและมองไปยังด้านนอกห้องลิฟต์
สิ่งที่ปรากฏต่อสายตาเขาคือ ความมืดมิดซึ่งมองไม่เห็นก้นบึ้ง ราวกับนรก
แววตาของลูเมี่ยนพลันแข็งค้างในบัดดล
ทันใดนั้น เสียงหนึ่งได้ดังขึ้นจากมุมมืดของห้องลิฟต์
‘บุตรแห่งเทพ’
ลูเมี่ยนหันศีรษะไปอย่างรวดเร็ว พบว่ามีใครบางคนยืนอยู่ในเงามืดที่ทางออกประตูฉุกเฉิน
อีกฝ่ายไม่ใช่ใครนอกจากหลู่หย่งอัน หัวหน้าแผนกสูตินรีเวชของโรงพยาบาลมู่ซู ผู้มอบพรแห่ง ‘องค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่’ หลู่หย่งอัน
ใบหน้าของหลู่หย่งอันถูกปกคลุมด้วยความสลัว เธอมองลูเมี่ยน พูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า
“หากต้องการช่วยคนจากที่นั่น ทำได้เพียงวิงวอนขอความช่วยเหลือจากองค์มารดาเท่านั้น”
……………………………………………………..