ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 1001 ทางเลือก
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 1001 ทางเลือก
ตอนที่ 1001 ทางเลือก
โรงพยาบาลมู่ซู บนทางเดินจากล็อบบีชั้นหนึ่งไปยังศูนย์ฉุกเฉิน
โรแซนลดฝีเท้าลงเพื่อให้จินนาสะดวกในการนำทาง
ตึกๆๆ จินนาเร่งฝีเท้าวิ่ง ในที่สุดก็เห็นโจวหมิงรุ่ยในเสื้อยืดสีฟ้าหลวมๆ
ขณะเดียวกัน สายตาของเธอกวาดมองไปยังด้านนอกศูนย์ฉุกเฉิน กวาดมองไปยังความมืดมิดยามราตรี
จินนาหยุดฝีเท้าลงทันที พร้อมกับเอียงตัวไปทางผนัง
ด้วยวิธีนี้ เธอมองไม่เห็นโจวหมิงรุ่ย และโจวหมิงรุ่ยก็มองไม่เห็นเธอเช่นกัน
“เกิดอะไรขึ้น?” โรแซนที่หยุดตาม เอ่ยถามอย่างงุนงง
“ตอนนี้เป็นเวลากลางคืน” จินนาตอบเสียงเบา
“แล้วมันมีปัญหาอะไร?” โรแซนยิ่งงุนงง
มันก็กลางคืนมาตลอดไม่ใช่หรือ? ไม่อย่างนั้นจะฝันได้ยังไง?
จินนาไม่มีเวลาอธิบายให้โรแซนเข้าใจว่า โจวหมิงรุ่ยในยามค่ำคืนอาจซ่อนความพิเศษไว้ ซึ่งพวกเธอยังไม่ทันได้ทดลองว่า การพบกับโจวหมิงรุ่ยในยามค่ำคืนแบบปกติ จะถูกเตะออกจากแดนฝันหรือไม่
เธอพูดกับโรแซนไปตรงๆ
“ฉันไม่สะดวกที่จะสื่อสารกับโจวหมิงรุ่ยตอนกลางคืน คุณช่วยไปขอความช่วยเหลือให้ลั่วฝูแทนได้ไหม? ไม่ต้องกังวล ฉันจะซ่อนตัวในเงามืด คอยจับตามองอย่างใกล้ชิด หากมีอะไรผิดปกติ จะรีบออกมาช่วยคุณทันที”
โรแซนก็ทราบดีว่า ตอนนี้ไม่ใช่โอกาสที่ดีในการถาม จึงพยักหน้าหนักแน่นพลางกล่าว
“ตกลง!”
เมื่อร่างของจินนาหายเข้าไปในเงามืดริมผนัง โรแซนก็รีบวิ่งเข้าไปในศูนย์ฉุกเฉิน
เธอพบโจวหมิงรุ่ยอยู่ใกล้ทางออก ดูเหมือนกำลังจะออกไปแล้ว
โรแซนรู้สึกร้อนใจ จึงตะโกนไล่หลังทันที
โจวหมิงรุ่ยหันหลังกลับมาอย่างตกตะลึง เห็นโรแซนในชุดนอนแขนสั้นกับกางเกงนอนตัวบาง
เธอมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง? ปฏิกิริยาแรกของโจวหมิงรุ่ยคือ คิดว่าโรแซนคงบังเอิญมาที่ห้องฉุกเฉินเช่นกัน ชุดนอนในศูนย์ฉุกเฉินไม่ได้ดูแปลกตานัก กลับดูเข้ากับสถานการณ์เสียอีก
แต่ในเวลาต่อมา โจวหมิงรุ่ยนึกได้ว่า โรแซนน่าจะเป็นผู้วิเศษเช่นกัน และเกี่ยวพันกับคำว่า ‘นักข่าว’ ‘ภาพวาด’ ซึ่งปกติแล้วไม่น่าจะเกิดภาวะฉุกเฉินได้ง่ายนัก
ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ? ท่ามกลางความสงสัย โจวหมิงรุ่ยบรรจงย่างกรายเข้าหาโรแซน
เมื่อเข้าใกล้โจวหมิงรุ่ย โรแซนไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายถาม รีบชิงหายใจเฮือกหนึ่ง แล้วกดเสียงพูดว่า
“ช่วยลั่วฝูด้วย เธอติดอยู่ใต้โรงพยาบาล”
ขณะพูด โรแซนมองซ้ายมองขวา เผื่อว่ามีคนแอบฟัง
ลั่วฝู? ใต้โรงพยาบาล? โจวหมิงรุ่ยจับประเด็นสำคัญที่สุดสองอย่างได้
เขายังจำได้ว่า เมื่อครู่ตอนสังเกตลิฟต์ที่เคลื่อนตัวลงไป เขาสัมผัสถึงความกลัวอย่างแรงกล้า จึงสงสัยว่าที่นั่นอาจเชื่อมต่อกับนรก เชื่อมต่อกับวันสิ้นโลก
หากยังมีข้อมูลไม่มากพอ เขาจะไม่กล้าลงลิฟต์โดยเด็ดขาด!
ลั่วฝูลงไปใต้ดิน และออกมาไม่ได้? โจวหมิงรุ่ยถามโรแซนกลับไป
“ผม? ให้ผมไปช่วยลั่วฝู?”
มีอะไรผิดพลาดหรือเปล่า ผมเป็นแค่ ‘นักลอบสังหาร’ ที่มีพลังวิเศษเพียงกระผีกเดียว ไม่ว่าจะเป็นลั่วฝู หรือโรแซน ก็น่าจะแข็งแกร่งกว่าทั้งสิ้น แต่กลับบอกให้ผมลงไปช่วยลั่วฝูใต้โรงพยาบาลมู่ซู?
หลังจากได้ฟังบทสนทนาระหว่างฟรังก้าก่อนดื่มโอสถ ‘สิ้นหวัง’ กับจินนา โรแซนก็มั่นใจแล้วว่า โลกปัจจุบันคือแดนฝันอย่างแน่นอน ดังนั้น เธอเชื่อว่าเจ้าของแดนฝันอย่างโจวหมิงรุ่ย สามารถทำทุกอย่างได้ดังใจ ขอเพียงเขา ‘ต้องการ’!
โรแซนไม่อาจเริ่มอธิบายจากประเด็นเกี่ยวกับแดนฝัน ด้วยเกรงว่ามันจะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงอันเหนือคาด รวมถึงเสียเวลาอันมีค่าไป
เธอได้แต่ชั่งใจอยู่สองวินาทีแล้วเอ่ยปาก
“ไม่จำเป็นต้องไปช่วยตรงๆ ก็ได้…คุณแค่ลงไปยังชั้นใต้ดิน 2 …ยืนอยู่ตรงนั้น ก็น่าจะเพียงพอแล้ว”
“แค่นั้นก็พอ?” โจวหมิงรุ่ยชะงักไป
วิธีช่วยคนแบบนี้ จะไม่ดูเด็กน้อยเกินไปหรือ?
แค่เรายืนอยู่บนโถงทางเดินชั้นใต้ดิน 2 ของโรงพยาบาลมู่ซู ก็ทำให้ลั่วฝูไม่ติดอยู่อีกต่อไป สามารถหลบหนีออกจากดินแดนที่ทำให้เรารู้สึกเหมือนนรกได้?
หลักการคืออะไร?
หาผู้ชายที่เป็น ‘นักลอบสังหาร’ สักคน มาเป็นจุดศูนย์กลางพลังงาน?
หรือว่า…
ไตร่ตรองมาถึงตรงนี้ โจวหมิงรุ่ยพลันเกิดความคิดวูบหนึ่ง
อย่าบอกนะว่าตัวเรามีความพิเศษ?
……………
ภายในลิฟต์ชั้นใต้ดิน 2
“ถ้าต้องการช่วยคนที่นั่น มีแต่ต้องวิงวอนขอความช่วยเหลือจากองค์มารดาเท่านั้น?”
ลูเมี่ยนเคี้ยวคำพูดที่เพิ่งได้ยิน สายตาตกลงบนใบหน้าของหลู่หย่งอัน
ใบหน้ากลมดุจพระจันทร์เต็มดวงของเธอ มีแสงเงาสลับกันไปมา มืดมัวไม่แน่นอน
ลูเมี่ยนเพ่งมองหลู่หย่งอันอยู่หลายวินาที แล้วพูดด้วยน้ำเสียงสงบ
“ฉันยังมีวิธีอื่น ตอนนี้ยังไม่จำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากองค์มารดา”
“คุณกลับไปที่แผนกสูตินรีเวชเถอะ เมื่อจำเป็นต้องวิงวอนขอความช่วยเหลือจากองค์มารดาจริงๆ ฉันรู้เองว่าต้องทำอย่างไร”
หลู่หย่งอันไม่พยายามเกลี้ยกล่อม เพียงก้มศีรษะลงแล้วกล่าว
“ค่ะ ท่านบุตรแห่งเทพ”
วินาทีถัดมา เธอเลี้ยวเข้าไปในทางหนีไฟ ขึ้นบันไดไปข้างบน
ลูเมี่ยนไม่รอให้หลู่หย่งอันเดินขึ้นบันไดจนครบขั้น ก็รีบหันตัวกลับ เดินเพียงไม่กี่ก้าวก็มาถึงริมห้องลิฟต์ จ้องมองห้วงลึกอันมืดมิดที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม
เขาล้วงมือเข้าไปใน ‘กระเป๋านักเดินทาง’ แล้วหยิบสิ่งหนึ่งออกมา
มันคือเทียนกึ่งแข็ง สีเหลืองอ่อนปนแดง บรรจุอยู่ในขวดแก้ว
เทียนน้ำมันศพ!
เมื่อครู่ลูเมี่ยนไม่ได้โกหกจินนากับหลู่หย่งอัน เขาคิดไว้แล้วจริงๆ ว่า หากจำเป็นต้องบุกเข้าไปใต้โรงพยาบาลมู่ซูเพื่ออาละวาด ตนควรทำอย่างไร ซึ่งเขาก็มีแผนการคร่าวๆ ที่ยังไม่ค่อยมั่นใจนัก
แผนนี้มีแกนหลักคือ เทียนน้ำมันศพที่ได้มาจากคลังสมบัติทูดอร์บนเรือ ‘โทสะสีคราม’
ลูเมี่ยนเคยใช้เทียนน้ำมันศพมาแล้วหนึ่งครั้ง ช่วยให้สำเร็จพันธลับ จนได้ ‘เห็น’ เมืองประหลาดแห่งหนึ่ง รับรู้ถึงความน่าสะพรึงกลัวที่ไม่อาจบรรยายได้
เขาสัมผัสได้ว่า เมืองอันน่าสะพรึงกลัวดังกล่าว ควรจะเป็นสิ่งของบางอย่าง เจตจำนงบางอย่าง หรือการดำรงอยู่บางอย่าง ที่ทำให้อลิสต้า·ทูดอร์สามารถลากเทพแท้จริงทุกองค์ ลงสู่ความดับสูญไปด้วยกัน จนกระทั่งตัวเองได้ครอบครองตำแหน่งสูงสุดบนเส้นทาง ‘นักล่า’ และ ‘นางมาร’
กล่าวคือ สิ่งนั้นควรจะอยู่ในระดับเดียวกับ ‘มิสเตอร์ฟูล’ ‘องค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่’ ‘มารดาพฤกษาแห่งแรงกระหาย’ และ ‘ราชันสวรรค์ฟ้าดินประทานโชค’ โดยประมาณ
ลูเมี่ยนวางแผนจะจุดเทียนน้ำมันศพที่นี่ ชั้นใต้ดิน 2 ของโรงพยาบาลมู่ซู
โดยจะจุดมันใกล้กับความมืดไร้ก้นบึ้ง ซึ่งผสมผสานระหว่างเงาในจิตใต้สำนึกของแดนฝัน กับสัญลักษณ์แห่งห้วงลึกของมารดาพฤกษาแห่งแรงกระหาย เพื่อทำพันธลับให้สำเร็จ สร้างความเชื่อมโยงเมืองประหลาดหรือเจตจำนงอันน่าสะพรึงกลัวนั้น
เมื่อถึงเวลา เจตจำนงดังกล่าวคงหันมาสนใจแดนฝันใต้โรงพยาบาลมู่ซู ซึ่งเป็นจุดสำคัญที่พลังของผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลายได้แทรกซึมเข้ามา
ลูเมี่ยนเริ่มคลี่ยิ้ม
เขารู้สึกตื่นเต้นกับความวุ่นวายที่กำลังจะเกิด
ส่วนสิ่งที่อาจเกิดขึ้นกับตัวเขาเอง เขาไม่สนใจเท่าไรนัก
ลูเมี่ยนขยำนิ้วมือ เกิดเป็นเพลิงทมิฬที่กดข่มความบ้าคลั่งและความรุนแรงเอาไว้
คราวนี้เขาไม่ได้เลือกใช้เปลวไฟ ‘นักล่า’ มาจุดเทียนน้ำมันศพเหมือนคราวก่อน และไม่ได้พึ่งพาเพลิงทมิฬของ ‘นางมาร’ หรือไฟพิธีอันเกิดจากการเสียดสีของพลังวิญญาณ
ครั้งนี้ เขาใช้ ‘ไฟประลัยกัลป์’ ซึ่งเกิดจากการผสมผสานระหว่างเส้นทาง ‘นักล่า’ และ ‘นางมาร’!
สิ่งนี้มีแก่นแท้ใกล้เคียงกับเทียนน้ำมันศพอย่างมาก
เทียนน้ำมันศพผลิตจากน้ำมันศพของ ‘อัศวินเลือดเหล็ก’ ครึ่งเทพเส้นทางนักล่า กับ ‘นางมารสิ้นหวัง’ ครึ่งเทพเส้นทางนางมาร ผสมผสานกับวัตถุอื่นๆ
อาศัยการช่วยเหลือจากการเผาไหม้ของ ‘ไฟประลัยกัลป์’ ลูเมี่ยนจุดไส้เทียนสีดำของเทียนน้ำมันศพสำเร็จ
เขาชำเลืองมองเปลวเทียนสีดำที่ไหววูบ แล้วเหลือบตามองห้วงลึกเสมือนอันเข้มข้น มืดมิด จนทำให้ผู้คนรู้สึกหวาดหวั่นจากส่วนลึกของจิตใจ
ใบหน้าของเขาฉายแววยิ้มสดใสชวนหลงใหล พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง
“ฉันไม่ได้มาเพื่อเข้าร่วมกับพวกแก…แต่มาเพื่อทำลายที่นี่”
…………
ฟรังก้าดิ่งลึกลงไปในความมืดลึกล้ำอันไร้ขอบเขต ไม่สามารถหาหลักยืนได้เลย
อารมณ์และจิตใจของเธอ คล้ายร่วงหล่นลงไปในห้วงลึกอีกแห่ง ยิ่งตกต่ำ ยิ่งหดหู่ ยิ่งสิ้นหวัง จนค่อยๆ ก่อเกิดความรู้สึกชั่วร้ายบางอย่าง
ทันใดนั้น ด้านล่างของเธอปรากฏกลุ่มหมอกสีเทาขาวที่แพร่กระจาย
หมอกนี้อยู่ในสภาพกึ่งผสานกับความมืดเข้มข้น แสดงให้เห็นว่า มันคงเป็นเงาทางใจมากกว่าวัตถุที่มีอยู่จริง
ฟรังก้ามองซ้ายมองขวา รู้สึกว่าไม่สามารถดิ่งลงไปอีกต่อไปได้แล้ว เพราะเธอรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะถูกผูกมัด กลายเป็นทาสของนรก เหมือนกับพวกผู้ดูแลเหล่านั้น
เธอหยุดหนี แล้วตกลงไปยังกลุ่มหมอกสีเทาขาว กึ่งมืดกึ่งสว่าง พลางพึมพำไม่หยุดปาก
“ถ้านี่เป็นวาสนา มันก็คงไม่เลวร้าย แต่ถ้าเลวร้าย ยังไงก็หนีไม่พ้นอยู่ดี…ถ้านี่เป็นวาสนา มันก็คงไม่เลวร้าย…”
ขณะที่พึมพำกับตัวเอง ฟรังก้าได้สัมผัสกับหมอกสีเทาขาว แล้วทะลุผ่านมันเข้าไป
เพียงครู่เดียว เท้าสองข้างของเธอก็เหยียบลงบนก้อนเมฆอ่อนนุ่ม ความตกตะลึงแล่นไปทั่วร่างทันที ปะปนกับความเศร้า สิ้นหวัง และทุกข์ทรมาน
เธอทราบดี นี่ไม่ใช่ความรู้สึกจากใจตัวเอง แต่เป็นอารมณ์อันรุนแรงที่แผ่ซ่านอยู่ในบรรยากาศ ซึ่งกำลังกัดกร่อนจิตใจของเธอ จนรู้สึกเหมือนได้รับมลทิน
จากนั้น ฟรังก้าก็เห็นประตูแสงเรืองรองอันพร่ามัว แต้มด้วยสีเขียวคล้ำ
ประตูแสงบานดังกล่าวดูคล้ายประกอบจากลูกแก้วแสงนับไม่ถ้วน ซ้อนทับกันหลายชั้น
ลูกแก้วแต่ละลูกดูราวกับมีชีวิต เคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้า บางลูกใส บางลูกโปร่งแสง
ฟรังก้ายังเห็นเส้นสายสีดำ ห้อยลงมาจากประตูแสง โดยเส้นสายเหล่านั้นแขวน ‘รังไหม’ ที่เกือบจะโปร่งใสไว้หลายอัน
บรรดา ‘รังไหม’ ถูกลมที่ไม่ทราบแหล่งกำเนิด พัดจนแกว่งไกวแผ่วเบา บางครั้งก็หมุนเปลี่ยนทิศทาง
ฟรังก้าพินิจพิเคราะห์อยู่ครู่หนึ่ง พบว่า ‘รังไหม’ แต่ละอันห่อหุ้มคนที่แตกต่างกัน มีทั้งคนผิวดำ ผิวเหลือง ผิวขาว มีคนที่สวมกางเกงยีน หรือเสื้อผ้าสีสันสดใสและหรูหรา คนที่แต่งกายเหมือนตัวการ์ตูน คนที่ถือโทรศัพท์มือถือ
พวกเขาล้วนหลับตาแน่น ราวกับว่ายังไม่ตายสนิท
“นี่เหมือนกับเงาทางใจอันแรกที่เราเจอในโถงทางเดิน…ต่างแค่ว่า ตอนนั้นไม่มีประตูแสงและไม่มี ‘รังไหม’ …” ฟรังก้าที่ถูกอารมณ์โดยรอบรุกราน หวนนึกถึงห้องโถงที่ฮวงเจียเจียและพวกเอย์นานาถูกแขวนไว้
ในระหว่างที่กระจ่างกับบางสิ่ง เธอก็รู้สึกสงสัยด้วย
เธอพินิจพิเคราะห์อีกครู่หนึ่ง จนสังเกตเห็นว่ามี ‘รังไหม’ ว่างอยู่สามอัน โดยพวกมันแตกออกแล้ว ไม่มีใครทราบว่าบุคคลด้านในหายไปไหน
“พวกเขาถูกส่งออกไปแล้วหรือ?”
“ส่งไปที่ไหน?”
ฟรังก้าระแวดระวังทุกเหตุไม่คาดฝันที่อาจเกิด พลางเคลื่อนตัวไปด้านข้างสองสามก้าว
สายลมล่องหนพัดผ่านมา จนบรรดา ‘รังไหม’ แกว่งไกวอีกครั้ง บางส่วนหันมาทางฟรังก้า
ฟรังก้ากวาดตามอง ม่านตาพลันขยายกว้างทันที
เธอเห็นร่างที่คุ้นเคย
นั่นคือชายที่ยืนตรงอยู่ใน ‘รังไหม’ โปร่งใส ศีรษะก้มต่ำลงเล็กน้อย สวมเครื่องแต่งกายที่เป็นของตัวเอกในเกม ‘อัสแซสซินครีด’ ภาค 2
นั่นคือตัวเธอเอง!
นั่นคือเขาก่อนที่จะข้ามมิติ!
……………………………………………………..