ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 1002 คำตอบของปัญหา
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 1002 คำตอบของปัญหา
ตอนที่ 1002 คำตอบของปัญหา
เมื่อมองเห็นตัวเองในอดีตที่ถูกแขวนอยู่ใน ‘รังไหม’ โปร่งใส ฟรังก้ารู้สึกเหมือนในสมองมีเสียงหึ่งๆ ความคิดมากมายแล่นผ่านเข้ามา เดือดพล่านราวกับข้าวโอ๊ตในหม้อ
“ที่นี่คือที่ไหน?”
“เป็นเงาทางใจของ ‘มิสเตอร์ฟูล’ หรือราชันสวรรค์กันแน่?”
“เหตุที่เราสูญเสียความทรงจำจนกระทั่งข้ามมิติสำเร็จ เป็นเพราะถูกบรรจุใน ‘รังไหม’ แล้วแขวนไว้ที่ประตูแสงแบบนี้หรือ?”
“คนอื่นใน ‘รังไหม’ ก็คือสมาชิกคนอื่นๆ ของสมาคมวิจัย?”
“แล้วรังไหมว่างสามอันนั้น…หมายถึงอะไร?”
“ใครเป็นคนแขวนพวกเราไว้?”
“นี่ดูเหมือนคุณสมบัติของลำดับสูงเส้นทาง ‘นักทำนาย’…”
“เป็นฝีมือของราชันสวรรค์?”
“ดังนั้น นี่คือเงาทางใจของ ‘มิสเตอร์ฟูล’ ?”
“เขา…”
เมื่อความคิดที่กำลังแล่นผ่านสมองของฟรังก้า เพิ่งวาบมาถึงตรงนี้ หลังประตูแสงอันเจิดจ้า หมอกสีเทาส่วนหนึ่งเริ่มสลายตัว เผยให้เห็นทรงกลมหนึ่ง
เป็นภาพที่มองลงมาจากดวงจันทร์ จากนภาดาว มองลงมายังดาวเคราะห์
ฟรังก้าจึงมองเห็นทวีปเหนือใต้ เห็นทวีปตะวันตกที่ปกคลุมด้วยหมอกสีเทาขาว และเห็นทวีปตะวันออกที่จมอยู่ในความมืด
ในขณะเดียวกัน ข้างหูของเธอก็กังวานด้วยเสียงที่แฝงไว้ด้วยมนตร์ขลัง
“ที่นี่มีชื่อโบราณยิ่ง มันถูกเรียกว่า…”
“เชอร์โนบิล!”
“ที่นี่มีชื่อโบราณยิ่ง มันถูกเรียกว่า…”
“เชอร์โนบิล!”
“…”
ท่ามกลางเสียงก้องกังวาน ฟรังก้ามองดูดาวเคราะห์ในห้วงลึกของหมอกสีเทาอย่างเหม่อลอย
ดาวที่ทั้งคุ้นเคยและแปลกตา เธอจ้องมองทวีปทั้งสี่ทิศ เหนือ ใต้ ออก ตก ซึ่งเกิดการเปลี่ยนแปลงไปบ้างแต่ยังพอมองออก พลางเกิดความรู้สึกราวกับถูกฟ้าผ่า
ทันใดนั้น เธอพลันกระจ่างในปัญหาที่ผ่านมา ปัญหาที่เธอไม่เคยคิดหาคำตอบได้ หรือหลบเลี่ยงคำตอบหนึ่งแล้วหันไปหาคำอธิบายอื่นแทน
“ทำไมโลกนี้จึงมีปีละ 365 วัน และเพิ่มอีกหนึ่งวันทุกๆ สี่ปี…”
“ทำไมโลกนี้จึงมีวันละ 24 ชั่วโมง แต่ละชั่วโมงมี 60 นาที และแต่ละนาทีมี 60 วินาที…”
“ทำไมร่างกายของมนุษย์ในโลกนี้ จึงมีโครงสร้างเหมือนกับโลกแบบเดียวกันทุกประการ และธาตุส่วนใหญ่ก็สามารถหาความสัมพันธ์ที่ตรงกันได้…”
“ทำไมแดนฝันของ ‘มิสเตอร์ฟูล’ จึงเป็นเมืองสมัยใหม่…”
“ทำไมเมืองหุ่นเชิดของ ‘มิสเตอร์ฟูล’ จึงมีชื่อว่ายูโทเปีย…”
“ทำไมร่างอวตารของ ‘มิสเตอร์ฟูล’ จึงชื่อว่าเกอร์มัน·สแปร์โรว์ และเมอร์ลิน·เฮอร์มิส…”
“…”
ฟรังก้ามองดูดาวเคราะห์ที่ทั้งแปลกและคุ้นเคยอย่างเหม่อลอย มองดูทวีปทั้งสี่ทิศ เหนือใต้ออกตกในความทรงจำ มองดูมหาสมุทรสีครามอันเหมือนความฝัน
ใบหน้าของเธอปรากฏหยดน้ำตาเค็มๆ เปียกๆ ไหลลงมา
สมองของเธอกำลังบอกคำตอบ แต่จิตใจกลับปฏิเสธที่จะยอมรับ
โลกใบนี้ บางทีอาจเป็นดาวเคราะห์โลก…
สายตาของฟรังก้าพร่าเลือนไปแล้ว แต่เธอก็ไม่กล้าหลับตา กลัวจะเห็นภาพเหล่านั้น ซึ่งมักปรากฏต่อหน้าเธอในยามฝันกลางดึก
ในใจของเธอระเบิดความตกใจเป็นล้นพ้น ระเบิดความเศร้า ความสิ้นหวังอันยิ่งใหญ่ และความทุกข์ระทม ซึ่งเกือบจะเหมือนกับอารมณ์อันเข้มข้นที่แผ่ซ่านอยู่ในบรรยากาศปัจจุบัน ยากจะแยกแยะ ดูเหมือนจะหลอมรวมกัน
บางทีเราอาจไม่เคยจากไป แต่ก็ไม่มีวันได้กลับไปอีกแล้ว
……………
กรุงทรีอาร์ ในคฤหาสน์หรูหรา
ในห้องของฟรังก้า มาดามจัดจ์เมนต์ มาดามเมจิกเชี่ยน และมาดามจัสติส ได้มารวมตัวกันอยู่ข้างเตียงแล้ว
“เธอร้องไห้…” มาดามจัดจ์เมนต์ที่คอยสังเกตสภาพของฟรังก้าอยู่ตลอด เอ่ยปากอย่างฉับพลัน
ฟรังก้าที่กำลังหลับใหล มีหยาดน้ำตาปรากฏตรงหางตาอย่างน่าประหลาด รอยน้ำตาทอดยาวไปทั้งสองข้าง ก่อนจะหายไปในเส้นผมสีเชือกป่านที่เข้มกว่าเดิมมาก
ราวกับว่าเธอกำลังฝันถึงเรื่องที่เศร้าโศกผิดวิสัย
ขณะนี้ทั้งมาดามจัดจ์เมนต์และมาดามเมจิกเชี่ยน ต่างรู้สึกไม่เข้าใจว่าทำไม ‘สองถ้วย’ ถึงได้ร้องไห้เงียบงันขณะหลับฝัน
ใช่ว่าพวกเธอจะไม่เคยคาดการณ์เรื่องที่ สีหน้าของฟรังก้าในโลกจริงจะเปลี่ยนไประหว่างปฏิบัติภารกิจ
ไม่ว่าจะเป็นบิดเบี้ยวอย่างทุกข์ระทม หรือบ้าคลั่งจนเกินจริง หรือแม้กระทั่งจมจ่อมอยู่ในความสุขสมสุดขีด ล้วนอยู่ในการคาดเดาทั้งสิ้น
แต่ทำไมถึงร้องไห้?
แถมยังเป็นน้ำตาที่เปี่ยมความเศร้าเคล้าสิ้นหวังเป็นหลัก
หรือว่าหนึ่งในพวกพ้องของเธอ ประสบเคราะห์กรรมเข้าแล้ว?
มาดามเมจิกเชี่ยนมองไปยังห้องอื่นๆ ทันที พบว่าลูเมี่ยน จินนา อ็องโตนี และลุดวิก ล้วนยังมีชีวิตอยู่ เพียงแต่สองคนแรก คนหนึ่งมีสีหน้าเย็นชา อีกคนแม้อยู่ในความฝันก็ยังซ่อนความเจ็บปวดและร้อนรนไม่มิด
“ไม่ ‘ปลอบโยน’ หรือ?” มาดามจัดจ์เมนต์ถามมาดามจัสติสผู้กำลังวิเคราะห์ทางจิตวิทยาและจิตใจ
เมื่อมลทินทางจิต และการโจมตีทางจิตที่ได้รับในแดนฝัน ส่งผลมาถึงความเป็นจริง การรักษาปัญหาทางจิตกับโรคทางใจบนโลกแห่งความจริง ก็จะส่งผลต่อคนบุคคลในแดนฝันเช่นกัน
แดนฝันที่สร้างโดยมีแกนหลักเป็นจิตวิญญาณและจิตใจ ในแง่นี้ยากจะแยกแยะระหว่างภายนอกกับภายใน ความจริงกับความลวงปะปนกัน
ดวงตาสีเขียวมรกตของมาดามจัสติสแสดงความครุ่นคิด
“อารมณ์ปัจจุบันของ ‘สองถ้วย’ แฝงไปด้วยความสิ้นหวังอันยิ่งใหญ่…เป็นการสะท้อนสภาวะแท้จริงของเธอ”
“และสิ่งที่เธอต้องการตอนนี้คือ…ความสิ้นหวัง ความสิ้นหวังถึงขีดสุด”
เมื่อได้ยินประโยคดังกล่าว มาดามเมจิกเชี่ยนเอียงศีรษะไปยังท้องฟ้ายามค่ำคืนทางทิศตะวันออก
เธอพูดด้วยเสียงที่ค่อนข้างต่ำ
“ใช่…‘สองถ้วย’ อาศัยความพิเศษของแดนฝัน ฝืนตัวเองเลื่อนลำดับ…สิ่งที่เธอต้องการมากที่สุดตอนนี้คือความสิ้นหวัง ความสิ้นหวังอันแรงกล้าและยิ่งใหญ่”
“แบบนี้ถึงจะช่วยให้เธอย่อยโอสถได้รวดเร็ว”
“ฉันไม่รู้ว่าตอนนี้เธอเห็นอะไร เผชิญกับอะไร แต่จากสถานการณ์ปัจจุบัน ส่วนของ ‘ทำให้ตัวเองสิ้นหวัง’ น่าจะเพียงพอแล้ว หลังจากนี้ต้องหาโอกาส ‘ทำให้คนอื่นสิ้นหวัง’ ด้วย”
มาดามจัสติสพยักหน้ารับ
“รอให้ความสิ้นหวังปัจจุบันของ ‘สองถ้วย’ บรรเทาลงก่อน ฉันค่อยให้การรักษาทางจิตวิทยา”
“ตอนนี้ เธออาจจะต้องการความช่วยเหลืออื่นด้วย”
ขณะที่อาร์คาน่าใหญ่ในชุดกระโปรงยาวสีเขียวลายขาวกำลังพูด มาดามเมจิกเชี่ยนก็แบแขนออก
เบื้องหน้าเธอ แสงดาวเล็กๆ ทยอยมารวมตัว ก่อร่างเป็นประตูบานคู่อันเลือนรางแต่เปล่งประกาย
ประตูนี้เปิดออกอย่างเชื่องช้า ข้างในเต็มไปด้วยหมอกบางสีเทาขาว
นั่นคือตัวแทนของแดนฝัน
สำหรับเทวทูตเส้นทาง ‘ประตู’ อย่างมาดามเมจิกเชี่ยน หากต้องการจะเปิดประตูสักบาน บุกเข้าไปในแดนฝันของมิสเตอร์ฟูลโดยใช้กำลัง ก็ไม่มีปัญหาอะไรเลยทั้งสิ้น
แต่แน่นอน การบุกรุกเช่นนี้จะทำให้เธอถูกจับจ้องทันที กลายเป็นคลุ้มคลั่งในพริบตา หรือกลายเป็นหุ่นเชิดของราชันสวรรค์โดยไม่รู้ตัว ก็เป็นเรื่องที่ไม่อาจรู้ได้
ในเรื่องนี้ คำว่า ‘ไม่อาจรู้ได้’ หมายถึงไม่รู้ว่า จะเกิดผลลัพธ์ใดในสองผลลัพธ์ข้างต้น ไม่ใช่ไม่รู้ว่าสองผลลัพธ์นั้นจะเกิดขึ้นหรือไม่
ตามผลการพยากรณ์โหราศาสตร์ของมาดามเมจิกเชี่ยน มีโอกาสน้อยมากที่เธอจะอยู่รอดปลอดภัย ซึ่งนั่นยังต้องอยู่บนเงื่อนไขว่า มิสเตอร์ฟูลมีความได้เปรียบพอสมควร หรือสองผู้ยิ่งใหญ่กำลังอยู่ระหว่างการต่อสู้อย่างดุเดือดพอดี
สิ่งที่เธอต้องทำตอนนี้ไม่ใช่บุกเข้าไปช่วยคน แต่เป็นการเปิดประตู สร้างช่องทางเชื่อมต่อ เพื่ออำนวยความสะดวกให้มาดามจัสติสผู้เป็นนักสานฝัน
แต่ไหนแต่ไร มาดามจัสติสสามารถติดตามความเปลี่ยนแปลงในแดนฝันได้เพียงเล็กน้อย แถมยังเป็นการรับรู้แบบคลุมเครือ แต่เมื่อมีประตูนี้ เธอสามารถส่งอิทธิพลโดยตรงต่อบางส่วนของแดนฝัน หรือต่อบุคคลที่กำหนด
ในสถานการณ์ดังกล่าว ตัวเธอที่ถูกเตะออกจากแดนฝันไปแล้วสามครั้ง ก็ไม่อาจทำอะไรได้มากนัก แต่สิ่งที่พวกเธอต้องการส่งถึงฟรังก้ามีเพียงประโยคสั้นๆ
เมื่อประตูที่นำไปสู่เมืองแดนฝันเปิดออก มาดามจัสติสก็หลับตาสีเขียวมรกต ซึ่งดูเหมือนสามารถสะท้อนจิตใจของมนุษย์ พลางยกมือขวาขึ้น วาดสัญลักษณ์ที่ดูเหมือนความฝันและไม่เป็นจริงในอากาศ
…………
โรงพยาบาลมู่ซู ชั้นใต้ดิน 2 ริมห้องลิฟต์
ลูเมี่ยนจ้องมองนรกอันเลือนรางอันมืดมิด สูดกลิ่นหอมที่หวานปนอบอุ่น อดทนต่อความปั่นป่วนในไขกระดูกและแรงกระหาย
ทั้งร่างรู้สึกเหมือนกำลังจะลุกเป็นไฟ เข้าสู่สภาวะสงบนิ่งว่างเปล่า
ความคิดของเขาค่อยๆ แผ่ขยาย จิตใจรู้สึกชาชินต่อความเร็วของกาลเวลาที่แล่นผ่าน
ในที่สุดเขาก็ ‘เห็น’ หมอกที่ย้อมด้วยสีดำมืด พลางรู้สึกว่าตัวเองกำลังเดินอยู่ในหมอกดังกล่าว
เหมือนกับครั้งก่อน เขาเห็นเค้าโครงของทิวแถวอาคารอีกครั้ง เห็นสิ่งที่คล้ายกับรถไฟ วิ่งอยู่บนถนนอันเลือนราง เห็นสตรีที่ใช้พัดกลมลายนกและดอกไม้บังใบหน้า นั่งอยู่บนรถลากสองล้อมีหลังคา ซึ่งมีคนกำลังลากเข้ามาใกล้ตัวเขา
เขาลอยขึ้นไป บินเข้าไปในความลึกของหมอกหนา บินไปยังสถานที่หนึ่งในเมืองประหลาดนี้
ที่นั่นมีหอคอยแปลกประหลาด ซึ่งเหลือเพียงเงาดำทิ้งไว้ ส่วนฐานของหอคอยแผ่ความน่าขนลุกขนพอง แผ่ความหวาดกลัวอันยากจะบรรยาย
ลูเมี่ยนฝืนความกลัวในใจ ข่มอาการสั่นเทา ดำดิ่งลงไป เข้าไปในหอคอย มุ่งตรงไปยังฐานราก
เขามองเห็นบ่อโบราณที่กลืนไปกับความมืด เห็นผนังทั้งสี่ด้านของบ่อโบราณ ซึ่งก่อด้วยหินก้อนที่มีตะไคร่น้ำปกคลุมหนา เห็นโซ่สีดำเหล็กนับไม่ถ้วนถูกล็อกไว้บนก้อนหิน ห้อยลงไปในความลึกของบ่อโบราณ
โซ่เหล่านี้มีภาพนูนต่ำมากมายบนพื้นผิว แต่เลือนรางยิ่ง จนลูเมี่ยนยากที่จะจำแนกแยกแยะ
ลูเมี่ยนชะโงกศีรษะตามสัญชาตญาณ พยายามมองลงไปยังก้นบ่อโบราณ
สิ่งที่ปรากฏในดวงตาของเขาคือ สีเลือดอันเข้มข้นและผิดธรรมชาติ
ดูราวกับว่า มันถูกผสมผสานจากเลือดจำนวนมาก ซึ่งไม่รู้ว่ามากแค่ไหน
ทันใดนั้น ลูเมี่ยนได้กลิ่นคาวผสมกลิ่นสนิมเหล็ก
เขากลอกดวงตามองจมูกของตัวเองอย่างเหม่อลอย พบว่าปลายจมูกมีเลือดไหลออกมาได้สักพักแล้ว
ทันใดนั้น สายตาด้านข้างของลูเมี่ยนเหลือบไปเห็นว่า น้ำในบ่อสีเลือดสะท้อนภาพศีรษะกับใบหน้าของตนชัดเจน
ฝ่ามือขวาของเขาร้อนผ่าวทันที ลมหายใจอันบ้าคลั่งและดุดัน ทะลักออกสู่ภายนอกราวกับน้ำท่วม
แต่มันถูกขัดขวางด้วยความรู้สึกเย็นยะเยือกและเงียบสงัด
นอกกระบวนการพันธลับทางวิญญาณ ร่างกายของลูเมี่ยนซึ่งอยู่ชั้นใต้ดิน 2 ของโรงพยาบาลมู่ซู เริ่มสั่นเทาอย่างชัดเจน
เส้นผมของเขาลอยขึ้น ใบหน้าบางครั้งเป็นลูเมียนนาผู้เลอโฉม บางครั้งเป็นหลี่หมิง ‘ยามรักษาความปลอดภัย’ ผู้หล่อเหลายิ่งกว่าเก่า หน้าอกของเขาบางครั้งพองตัว บางครั้งราบลง บรรยากาศโดยรอบบางครั้งอ่อนช้อยเย้ายวน บางครั้งแข็งกร้าวดุดัน…
เขาสลับไปมาระหว่างสองสถานะนี้ไม่หยุด หากร่างกายเดิมขาดสภาวะใดสภาวะหนึ่งไป ร่างกายอาจจะทนไม่ไหว แตกสลายในพริบตา กลายเป็นสัตว์ประหลาดคลุ้มคลั่ง
ลูเมี่ยนซึ่งอยู่ริมบ่อโบราณ สัมผัสถึงเจตจำนงอันน่าสะพรึงกลัวที่สามารถทำลายทุกสิ่ง ราวกับว่าพระองค์ได้ทอดสายตาขึ้นจากก้นบ่อโบราณ จ้องมองมายังตัวเขา
แม้จะมีน้ำอดน้ำทนของ ‘นักพรต’ แม้จะพยายามควบคุมตัวเองอย่างสุดกำลัง ลูเมี่ยนก็ยังหลุดออกจากพิธีพันธลับอย่างไม่อาจฝืน จำใจต้องลืมตาขึ้น
ฝ่ามือขวาของเขายังคงปวดแสบ รุนแรงกว่าครั้งใดที่เคยมีมา ดวงตาของเขาเป็นสีดำสนิท ดำลึกปราศจากชีวิตชีวา แม้แต่ความตายก็ไม่ปรากฏ
เบื้องหน้าเขา ห้วงลึกอันว่างเปล่าและมืดมิด ปรากฏวังวนในบัดดล วังวนที่หมุนลงไปสู่ก้นบ่อ
……………………………………………………..