ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 1010 ตีความสัญลักษณ์
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 1010 ตีความสัญลักษณ์
ตอนที่ 1010 ตีความสัญลักษณ์
ลูเมี่ยนเรียบเรียงความคิดก่อนพูด โดยเล่าเรื่องทั้งหมดออกมา ทั้งความเป็นไปได้ที่อวตารอาจเป็นอัตลักษณ์ ทั้งการที่อัตลักษณ์ ‘โจวหมิงรุ่ย’ มีความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลไม่ครบถ้วน การมีอยู่ของเผิงเติงและจางอวี่เจียที่ดูพิเศษ และการปรากฏตัวของกรีชา ผู้เช่าห้องร่วมกับเผิงเติง ในศูนย์ฉุกเฉินของโรงพยาบาลมู่ซู
“ถ้ามองจากมุมของคนข้ามมิติ รายละเอียดพวกนี้ก็ดูมีปัญหาจริงๆ โจวหมิงรุ่ยดูเหมือนจะเป็นแค่ชื่อ ทั้งการที่เช่าห้องร่วมกับเซียถาซือ หรือความสัมพันธ์กับเพื่อนคนอื่นในบริษัทอินทิส และการมีพี่ชายชื่อปันเซิน กับน้องสาวชื่อซาซา ก็ดูใกล้เคียงกับไคลน์·โมเร็ตติมากกว่า” มาดามจัสติสพยักหน้าช้าๆ “นอกจากเมืองแดนฝันนี้ กับเผิงเติงและจางอวี่เจีย ตัวละครสำคัญอื่นๆ ล้วนไม่ได้มาจากยุคที่หนึ่ง หรือก่อนยุคที่หนึ่ง”
สำหรับตอนนี้ เธอถือว่าประวัติศาสตร์โบราณเกินกว่ายุคที่ ‘สองถ้วย’ กล่าวถึง คือประวัติศาสตร์ยุคที่หนึ่งหรือก่อนหน้านั้น
จวบจนปัจจุบัน ‘ชุมนุมทาโรต์’ แทบไม่มีความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องราวก่อนยุคที่สองเลย
พูดจบ มาดามจัสติสก็เงียบไป ราวกับจมอยู่ในห้วงความคิด
มาดามเมจิกเชี่ยนมองเธอแวบหนึ่ง แล้วหันไปพูดกับลูเมี่ยน
“เมื่อเผิงเติงกับกรีชาอาจเกี่ยวข้องกับเทพสุริยันบรรพกาล ฉันจะเล่าข้อมูลที่ทางเรารวบรวมมาได้ให้เธอทราบ แต่แน่นอน จำกัดเฉพาะส่วนที่พวกเธอสามารถเข้าถึงในปัจจุบัน”
ขณะเดียวกัน จินนาได้ยินเสียงเคลื่อนไหวในห้องรับแขก จึงเดินลงมาจากชั้น 2
เธอมองไปรอบๆ แล้วหาที่นั่งโดยไม่พูดไม่จา นั่งฟังมาดามเมจิกเชี่ยนเล่าเรื่องของเทพสุริยันบรรพกาลพร้อมกับลูเมี่ยน
มาดามเมจิกเชี่ยนคิดใคร่ครวญสักครู่แล้วพูดต่อ
“ฉันเคยบอกพวกเธอแล้วว่า ต้นกำเนิดของพลังวิเศษทั้งปวง ล้วนสืบย้อนไปถึงพระผู้สร้างต้นกำเนิด”
ลูเมี่ยนและจินนาพยักหน้าพร้อมกัน
มาดามเมจิกเชี่ยนพูดต่อไป
“พระผู้สร้างต้นกำเนิดได้สร้างโลกนี้ขึ้นมา แต่แล้วในช่วงเวลาหนึ่งก็แตกสลาย แยกออกเป็นตะกอนพลังของเส้นทางต่างๆ อา…เป็นไปได้ว่าเพราะการแตกสลายของพระองค์ ซึ่งก่อให้เกิดแรงกระแทกอันน่าสะพรึงกลัว ส่งผลให้อารยธรรมโบราณเหนือกาลที่มิสเตอร์ฟูลและสองถ้วยอาศัยอยู่ ถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง มีเพียงมนุษย์บางส่วนที่รอดชีวิต และเริ่มต้นยุคที่เราเรียกว่า ‘ยุคปฐมกาล’ หรือยุคที่หนึ่ง”
“ตอนนั้นราชันสวรรค์ถือกำเนิดแล้วหรือ? มิสเตอร์ฟูลและฟรังก้า รวมถึงคนอื่นๆ น่าจะถูกแขวนไว้บนประตูแสงก่อนที่อารยธรรมโบราณเหนือกาลจะล่มสลาย” ลูเมี่ยนพูดด้วยถ้อยคำที่จินนาในปัจจุบันยังไม่สามารถทำความเข้าใจได้มากนัก
มาดามเมจิกเชี่ยนครุ่นคิดอยู่สองสามวินาทีแล้วเอ่ยตอบ
“ตามความรู้ที่พวกเรามีอยู่ พระผู้สร้างต้นกำเนิดมีแนวโน้มทั้งการแยกตัวและการรวมตัว ก่อนที่พระองค์จะแตกสลายโดยสิ้นเชิง คงเกิดการแยกตัวในด้านบุคลิกภาพ หรือพูดได้ว่า เป็นการแตกแยกในระดับบารมีเทพ ราชันสวรรค์อาจเป็นหนึ่งในบารมีเทพที่แยกออกมา ดังนั้น ตราประทับทางจิตของราชันสวรรค์จึงอยู่ยงคงกระพันเฉกเช่นพระผู้สร้างต้นกำเนิด ซึ่งคงอยู่ในตะกอนพลังตลอดไป”
จินนาเข้าใจประโยคนี้ จึงเผลอโพล่งออกมา
“งั้นมิสเตอร์ฟูลก็ไม่มีทางเอาชนะราชันสวรรค์ได้อย่างแท้จริงเลยสิ?”
“เขาทำได้แค่ ทั้งหลอมรวมและต่อต้าน แล้วครองความได้เปรียบอยู่บ้าง ด้วยช่วงเวลาอันยาวนาน” มาดามเมจิกเชี่ยนยิ้มขมขื่นพลางกล่าว “ในเมืองแดนฝันมีประโยคหนึ่งที่กล่าวไว้อย่างสมเหตุสมผล: ในระยะยาวแล้ว พวกเราทุกคนล้วนต้องตาย”
ลูเมี่ยนกับจินนา รวมถึงคนอื่นๆ ต่างเงียบไป
มาดามเมจิกเชี่ยนเก็บรอยยิ้มขมขื่นแล้วกล่าวต่อ
“ตอนนั้นยังมีบารมีเทพอื่นๆ แยกออกมาด้วย หนึ่งในนั้นคือ…พวกเธอสามารถเรียกพระองค์ว่า ‘พระเจ้า’”
“ประวัติศาสตร์ยุคที่หนึ่งอาจเป็นประวัติศาสตร์การต่อสู้ระหว่าง ‘พระเจ้า’ กับราชันสวรรค์ นี่ก็คือความเข้าใจเดียวที่พวกเรามีต่อประวัติศาสตร์ช่วงดังกล่าว ไม่รับประกันความถูกต้อง”
“โดยสรุปแล้ว ในช่วงปลายยุคที่หนึ่ง ด้วยเหตุผลบางประการ ทั้งสองร่วงหล่นในเวลาเดียวกัน ตะกอนพลังแตกแยกอย่างถึงที่สุด พร้อมกับทิ้งศิลาเย้ยเทพแผ่นแรกไว้ในสถานที่เร้นลับแห่งหนึ่ง”
ศิลาเย้ยเทพแผ่นแรก ซึ่งบันทึกเส้นทางสู่เทพทั้งยี่สิบสองเส้นทางเอาไว้
“พระเจ้าครอบครองเส้นทาง ‘ผู้ชม’ กับ ‘ผู้วิงวอนความลับ’ หรือ?” ลูเมี่ยนเข้าใจเบื้องต้นแล้วว่า มาดามเมจิกเชี่ยนต้องการจะสื่อถึงเรื่องใด
มาดามเมจิกเชี่ยนพยักหน้ารับ
“เส้นทาง ‘ผู้ชม’, ‘ผู้วิงวอนความลับ’, ‘นักอ่าน’, ‘ลูกเรือ’ และ ‘นักขับขาน’…ห้าเส้นทางนี้คือ สัญลักษณ์แห่งความรอบรู้และทรงพลัง”
“ห้าเส้นทาง…” ผู้ที่รู้สึกทึ่งไม่ใช่ลูเมี่ยนและจินนา แต่เป็นมาดามจัสติส
แน่นอนว่า ลูเมี่ยนกับจินนาก็รู้สึกตกตะลึงไม่แพ้กัน ราชันสวรรค์และมิสเตอร์ฟูลยังครอบครองเพียงสามเส้นทางเท่านั้น!
“จำนวนเส้นทางไม่ใช่เครื่องบ่งชี้ว่า ผู้ยิ่งใหญ่คนใดมีพลังมากกว่าใคร” มาดามเมจิกเชี่ยนอธิบายรวบรัด โดยไม่ได้ลงลึกรายละเอียด “เทพสุริยันบรรพกาลใช้ ‘นักขับขาน’ เป็นพื้นฐานสำหรับบรรลุความเป็นเทพ โดยรวบรวมเอกลักษณ์ของเส้นทางต่างๆ กับตะกอนพลังลำดับ 1 ตามข้อกำหนดขั้นต่ำ หลังจากนั้น พระองค์ถูกทรยศ ร่วงหล่นและแตกแยก แต่ร่องรอยต่างๆ บ่งชี้ว่า ก่อนที่จะร่วงหล่น พระองค์ได้ประสบกับเหตุการณ์เดียวกับที่มิสเตอร์ฟูลเคยประสบ ‘พระเจ้า’ ฟื้นคืนชีพในร่างของพระองค์”
“หลังจากเทพสุริยันบรรพกาลร่วงหล่น มรดกของพระองค์ถูกแบ่งออกเป็นห้าส่วน ส่วนหนึ่งพระองค์แบ่งให้กับ ‘เทวทูตจินตภาพ’ ล่วงหน้า ส่วนหนึ่งเกิดเป็น ‘พระผู้สร้างแท้จริง’ และ ‘ศิลาเย้ยเทพ’ แผ่นที่สองบนซากศพของพระองค์ ส่วนที่เหลืออีกสาม ถูกแบ่งกันโดยสามราชาเทวทูต ณ เวลานั้น”
มาดามเมจิกเชี่ยนไม่ได้เล่าว่า เกิดอะไรขึ้นกับทั้งสามราชาเทวทูตในภายหลัง แต่ลูเมี่ยนและจินนาพอจะเดาได้
“เมื่อไม่กี่ปีก่อน ‘เทวทูตจินตภาพ’ นั้นได้บรรลุเป็นเทพ และได้รับ อืม ฉันไม่รู้ว่าเป็นศิลาเย้ยเทพแผ่นที่หนึ่งหรือแผ่นที่สอง แต่ไม่ว่าอย่างไร พระองค์ใช้มันเดินทางไปยัง ‘ดินแดนเทพทอดทิ้ง’ และรวมเป็นหนึ่งเดียวกับ ‘พระผู้สร้างแท้จริง’”
“เรื่องราวก็ประมาณนี้แหละ ฉันไม่กล้ารับประกันว่า รายละเอียดต่างๆ จะถูกต้องทั้งหมด” มาดามเมจิกเชี่ยนกล่าวทิ้งท้าย
เมื่อเธอพูดจบ มาดามจัสติสก็ออกจากภวังค์ความคิด มองมายังลูเมี่ยนและจินนาแล้วเอ่ยปาก
“ฉันมีข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับตัวตนและสัญลักษณ์ของเผิงเติง กรีชา และจางอวี่เจีย”
……………
ในร้านกาแฟแห่งหนึ่งในเมืองแดนฝัน
หลังจากอ็องโตนีฝากลุดวิกไว้กับฟรังก้า เขาก็นัดเผิงเติงออกมา โดยอ้างว่าจะปรึกษาเรื่องเดิมต่อ
เขาเตรียมตัวจะเช่าห้องเปล่า รวมถึงจ่ายเงินมัดจำการตกแต่งแล้ว เพราะอย่างไรเสีย อีกสองวันโจวซาซาก็จะมาถึงเมืองหยาง เงินที่พวกเขาเหลืออยู่อาจไม่มีโอกาสได้ใช้อีกเลย!
เมื่อเห็นเผิงเติงวางกระเป๋าโน้ตบุ๊กสะพายหลังสีดำลง แล้วนั่งลงตรงข้ามตัวเอง อ็องโตนีก็ยิ้มทักทาย
“ผมมีเพื่อนอยู่คนนึง รู้จักกับโจวหมิงรุ่ย ได้ยินมาว่าคุณเป็นเพื่อนสมัยเด็กของโจวหมิงรุ่ยหรือครับ?”
อ็องโตนีไม่กังวลว่าประโยคนี้จะแหวกหญ้าให้งูตื่น เพราะมันคือกลยุทธ์การเจรจาต่อรองทั่วไป การสร้างความสนิทชิดเชื้อเพื่อให้ได้ราคาพิเศษ
หลังจากวางโทรศัพท์ไว้ทางขวามือ เผิงเติงก็เงยหน้ามอง
ใบหน้าที่ดูไม่มีอะไรโดดเด่นของเขา ปรากฏรอยยิ้มจางๆ
“ใช่ครับ ผมไม่ได้เป็นแค่เพื่อนสมัยเด็กของโจวหมิงรุ่ย แต่ยังเป็นเพื่อนสมัยเด็กของคนอื่นๆ ด้วย”
เพื่อนสมัยเด็กของคนอื่นๆ…ทำไมต้องเน้นย้ำประโยคนี้เป็นพิเศษล่ะ? เขายังเป็นเพื่อนสมัยเด็กของใครอีก? จิตใจของอ็องโตนีตึงเครียดขึ้นทันที
……………
กรุงทรีอาร์ ในคฤหาสน์หรูหรา
มาดามจัสติสลุกขึ้นยืน ใช้มือขวาวาดแผ่นไม้กึ่งโปร่งใส ซึ่งดูราวกับความฝัน
“เผิงเติง เคยทำให้ ‘สี่ดาบ’ เกิดภาพหลอนจากความกลัวของตัวเอง จนต้องออกจากแดนฝันโดยสมัครใจ” มาดามจัสติสพูดพลางทำให้รูปถ่ายของเผิงเติงและประโยคดังกล่าว ปรากฏเป็นภาพเสมือนติดอยู่บนแผ่นไม้
จากนั้น เธอร่างภาพเหมือนของกรีชา
“นี่คือผู้เช่าร่วมของเผิงเติง ซึ่งเมื่อคืนนี้ปรากฏตัวที่ศูนย์ฉุกเฉินของโรงพยาบาลมู่ซู”
“นี่คือเนี่ยเจิน แฟนสาวของเผิงเติง”
หลังจากเพิ่มภาพเสมือนของเนี่ยเจินแล้ว มาดามจัสติสเว้นวรรคชั่วครู่แล้วเอ่ยต่อ
“นี่คือเถ้าแก่ของบริษัทแสงเหนือ ซึ่งบริษัทแสงเหนือบนโลกความจริงก็คือ ‘ชุมนุมแสงเหนือ’”
“เถ้าแก่ของพวกเขาน่าจะเป็นสัญลักษณ์ของ ‘พระผู้สร้างแท้จริง’ ซึ่งเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับเทพสุริยันบรรพกาล”
พูดไปพลาง มาดามจัสติสก็ติดภาพเถ้าแก่บริษัทแสงเหนือ ผู้เปลือยกายท่อนบน ลงบนแผ่นไม้เสมือนนั่นด้วย
ผ่านไปสองวินาที มาดามจัสติสพูดต่อด้วยน้ำเสียงไม่รีบร้อน
“จางอวี่เจียเคยส่งไปรษณียบัตรให้โจวหมิงรุ่ย บนนั้นมีลวดลายเป็นวิหารกระดูกขาว”
“และแต่ไหนแต่ไรมา วิหารกระดูกขาวคือสัญลักษณ์ของ ‘เทวทูตจินตภาพ’”
เมื่อภาพเอกสารของจางอวี่เจียถูกติดลงบนแผ่นไม้เสมือน มาดามจัสติสยิ้มพลางกล่าวต่อไป
“เส้นทาง ‘ผู้ชม’ เมื่อถึงลำดับ ‘นักสานฝัน’ จะสามารถแยกอัตลักษณ์หรือบุคลิกในอดีตออกมา กลายเป็นคนที่ดูเหมือนจริงมาก สามารถนอนหลับ กินข้าว เข้าสังคม และทำกิจกรรมได้ตามปกติ”
“ตอนนี้บนกระดานมีห้าคน ซึ่งเส้นทางที่เกี่ยวข้องกับความรอบรู้และทรงพลังมีห้าเส้นทาง…”
มาดามจัสติสยังไม่ทันได้พูดข้อสรุป อ็องโตนีก็รีบร้อนลงมาจากชั้นบน
เมื่อเห็นพวกมาดามเมจิกเชี่ยนกับลูเมี่ยน เขาก็เริ่มเปิดปากอธิบาย
“วันนี้หลังจากพบกับเผิงเติง ผมก็ถูกเตะออกจากแดนฝัน แต่คราวนี้ไม่ได้เกิดจากความกลัว”
“…ผมได้ฟังข้อมูลบางอย่างจากนัยที่เผิงเติงบอกใบ้”
เมื่อเห็นว่าทุกคนจ้องมองมาทางตน อ็องโตนีก็เว้นวรรคชั่วครู่ แล้วพูดเสียงหนักแน่นว่า
“เผิงเติงไม่ได้เป็นเพียงเพื่อนสมัยเด็กของโจวหมิงรุ่ย แต่น่าจะเป็นเพื่อนสมัยเด็กของราชันสวรรค์ด้วย!”
เมื่อได้ยินดังนั้น มุมปากของมาดามจัสติสก็ยกขึ้น แสดงรอยยิ้ม
เธอชี้ไปยังภาพเสมือนบนกระดานโปร่งใสพลางกล่าว
“เผิงเติงเป็นแบบนั้น จางอวี่เจียก็เช่นกัน”
“แฟนสาวของเผิงเติง เนี่ยเจิน และผู้เช่าร่วม กรีชา รวมทั้งเถ้าแก่บริษัทแสงเหนือ ก็ล้วนชี้ไปยังสัญลักษณ์เดียวกัน”
“เพื่อนสมัยเด็กของราชันสวรรค์คือ ‘พระเจ้า’ หรือ?” ลูเมี่ยนพอจะเข้าใจแล้วว่า เผิงเติงเป็นสัญลักษณ์ของสิ่งใด
ซึ่งสัญลักษณ์นี้ได้รับอิทธิพลจากคุณสมบัติของเส้นทาง ‘ผู้ชม’ จนเกิดการแบ่งแยก ไม่เพียงแต่อยู่ในตัวเผิงเติง แต่ยังอยู่ในตัวอีกสี่คนด้วย
“หนึ่งในคนที่ไม่อยากให้ราชันสวรรค์คืนชีพมากที่สุด อาจจะเป็น ‘พระเจ้า’ องค์นั้น…”
“พระองค์จึงได้ลงมือจัดแจง ชักนำพวกเธอไปพบเงาทางใจในส่วนใต้ดินของโรงพยาบาลมู่ซู” มาดามเมจิกเชี่ยนพูดด้วยน้ำเสียงเหมือนเพิ่งเข้าใจ
มาดามจัสติสคิดสักครู่ แล้วพูดเสียงต่ำลง
“หากผู้ที่ ‘ชุมนุมแสงเหนือ’ เคารพบูชาอยู่ตอนนี้เข้าสู่แดนฝัน ก็คงสามารถเลือกหนึ่งในร่างทั้งห้านี้เป็นวรกายของพระองค์ เผิงเติงอาจเป็นพระองค์ เนี่ยเจินอาจเป็นพระองค์ กรีชาอาจเป็นพระองค์ จางอวี่เจียอาจเป็นพระองค์ เถ้าแก่บริษัทแสงเหนือก็อาจเป็นพระองค์”
มาดามเมจิกเชี่ยนพลันผุดความคิดใหม่
“เผิงเติงและกรีชาเช่าอยู่ด้วยกัน เนี่ยเจินกำลังจะย้ายไปอยู่กับพวกเขา หรือนี่คือสัญลักษณ์ว่าทั้งสามกำลังหลอมรวมกัน?”
“การย้ายออกไปหมายถึง การแยกตัวและการเผชิญหน้าหรือเปล่า?”
……………………………………………………..