ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 1027 อะไรคือความจริง
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 1027 อะไรคือความจริง
ตอนที่ 1027 อะไรคือความจริง
ในขณะที่จินนากำลังคิดอย่างรวดเร็วว่าจะ ‘ชิง’ นาฬิกาพกสีเงินจากมือของโจวหมิงรุ่ยได้อย่างไร โรแซนก็เอ่ยปากขึ้นมา
“ฉันไปเอง”
เอ่อ…จินนาและลูเมี่ยนหันไปมองโรแซนพร้อมกัน
โรแซนยิ้มแบบ ‘ไม่ต้องกลัวน่า’
“ฉันรู้จักกับโจวหมิงรุ่ย มีความสัมพันธ์อันดี เป็นเพื่อนร่วมงานที่ดี เข้าใกล้เขาได้ง่ายกว่าพวกคุณ”
“ถึงแม้ว่าตอนนี้เขาจะสงสัยฉันอยู่บ้าง รู้ว่าฉันมีพลังวิเศษ เคยรับการชี้แนะจากฉัน แต่โดยรวมแล้ว เขาน่าจะยังคิดว่าฉันอยู่ฝ่ายเดียวกัน ยืนอยู่ในจุดที่ช่วยเหลือเขา…ใช่ไหม? การวิเคราะห์ของฉันไม่มีปัญหาใช่ไหม?”
พอเป็นด้านนี้ โรแซนแสดงออกถึงความไม่มั่นใจนัก
โดยไม่รอให้ลูเมี่ยนและจินนาตอบ เธอหัวเราะเยาะตัวเองแล้วเอ่ยต่อ
“โจวหมิงรุ่ยอาจจะระวังตัว อาจจะป้องกันตัว แต่เขาคงคิดไม่ถึงแน่ๆ ว่าเป้าหมายของฉันคือนาฬิกาพกเรือนนั้น”
“และอีกอย่าง…”
โรแซนหยุดไปครู่หนึ่งแล้วพูด
“และอีกอย่าง พวกคุณเป็นคนนอก แค่ทำให้โจวหมิงรุ่ยรู้สึกไม่ดี ถูกเขาสงสัย ก็อาจจะถูกเตะออกไปได้ แต่ฉันไม่เป็นแบบนั้น ฉันเป็นคนที่นี่ อย่างมากก็แค่ระวังตัวหน่อยหลังจากนี้!”
“ไม่…นี่ก็อันตรายเหมือนกัน” จินนาเตือนโรแซนด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “พวกเราไม่เคยลองให้คนแบบคุณไปเตือนโจวหมิงรุ่ยต่อหน้า หรือทำอะไรกับเขามาก่อน ไม่อาจคาดเดาผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้น แต่ถ้าอิงจากเหตุการณ์คล้ายๆ กันที่ผ่านมา บางที…โคมไฟบนเพดานอาจจะตกลงมากะทันหัน ทับใส่หัวคุณจนตายคาที่ หรือไม่ก็ พอคุณแตะนาฬิกาพกเรือนนั้นเข้า ก็อาจจะเสียชีวิตคาที่ไปเลย”
สีหน้าของโรแซนเคร่งขรึมลง
เธอค่อยๆ พยักหน้า
“ฉันรู้”
โดยไม่รอให้จินนาและลูเมี่ยนพูดโน้มน้าวอีก เธอพลันถามด้วยน้ำเสียงที่เบาลง
“ตัวฉันในโลกความจริงเป็นคนแบบไหน?”
ระหว่างที่ลูเมี่ยนคอยจับตาดูโจวหมิงรุ่ยกับโจวซาซา จินนาก็เงียบไปสองวินาทีแล้วเอ่ยตอบ
“เป็นเจ้าหน้าที่ธุรการของสถานีตำรวจ พ่อของคุณก็เป็นผู้วิเศษทางการ เสียชีวิตในคดีเหนือธรรมชาติ”
“คุณมีนิสัยร่าเริง ถึงจะขี้เกียจไปบ้าง แต่เป็นที่ชื่นชอบของเพื่อนร่วมงาน ทุกคนมองเป็นน้องสาว ตอนนี้คุณแต่งงานแล้ว มีลูกน่ารักด้วย”
โรแซนฟังอย่างตั้งใจ ผ่านไปสองสามวินาทีจึงกล่าวออกมา
“นั่นคือตัวฉันอีกคนสินะ…”
“มีตัวฉันอีกคนอยู่จริงๆ…”
เธอมองจินนาด้วยดวงตาที่เป็นประกาย แล้วทำทีเหมือนพูดเล่น
“ถ้ามีโอกาสได้เจอเธอ ช่วยบอกเธอแทนฉันหน่อยว่า…”
“ฉันอิจฉาเธอมากเลย…”
เมื่อฟังถึงตรงนี้ จมูกจินนาก็แสบร้อนทันที ความรู้สึกในลำคอพลุ่งพล่าน พูดอะไรไม่ออกอยู่นาน
โรแซนค่อยๆ ยืดหลังตรง
“และช่วยบอกเธอด้วยว่า ฉันก็ภูมิใจในตัวเองเหมือนกัน มีประสบการณ์ที่บางที เธออาจจะอิจฉาฉันก็ได้”
สีหน้าที่ค่อนข้างหนักของโรแซน เริ่มบรรเทาลงบ้าง แล้วพูดเหมือนพูดกับตัวเอง
“พักหลังมานี้ ฉันมักจะนึกย้อนกลับไป นึกถึงอดีตของฉัน”
“แม่ของฉันดูสมจริงมาก การได้ใช้เวลาร่วมกับแม่ดูสมจริงมาก พ่อของฉันก็สมจริงเหมือนกัน การพลีชีพของเขาก็สมจริงเหมือนกัน วัยเด็กของฉัน ชีวิตมัธยมต้นของฉัน ชีวิตมัธยมปลายของฉัน ชีวิตมหาวิทยาลัยของฉัน ประสบการณ์หลังจากไปทำงานของฉัน ทุกรายละเอียด ทุกช่วงเวลาล้วนสมจริงเหลือเกิน”
“ฉันจำได้…กลิ่นตัวของแม่ฉัน กลิ่นของเมนูมะเขือผัดเนื้อที่แม่ทำอร่อยที่สุด ฉันจำได้…เครื่องแบบตำรวจของพ่อมีรูก้นบุหรี่เผาตรงไหน ซ่อนขนมที่ซื้อให้ฉันไว้ตรงไหน…”
“ในสายตาของพวกคุณ สิ่งเหล่านี้เป็นแค่แดนฝัน แต่สำหรับฉัน มันคือความจริงที่สุด เป็นความหมายของการมีตัวตนของฉัน”
“ก็เพราะมีความทรงจำเหล่านี้ มีอดีตเหล่านี้ ฉันถึงรู้สึกว่าตัวเองมีตัวตนจริงๆ ไม่ว่าพวกคุณจะมองยังไงก็ตาม”
“ตอนนี้ ฉันจะไปทำสิ่งที่ตัวเองอยากทำที่สุดอย่างหนึ่ง มันจะช่วยให้ฉันสมจริงมากขึ้น ช่วยให้ชีวิตฉันมีความหมายมากขึ้น ไม่ได้หลอกลวงอีกต่อไป ไม่ใช่แค่ความฝันของคนอื่น!”
จินนายังไม่ทันได้เอ่ยปาก ลูเมี่ยนก็ชิงพูดตัดหน้า
“ตกลง คุณเข้าไปใกล้โจวหมิงรุ่ย หาโอกาสขโมยนาฬิกาพกเรือนนั้นมา”
โรแซนอึ้งไปทันที ไม่คิดว่าลูเมี่ยนจะตกลงเร็วขนาดนี้
เพียงพริบตา รอยยิ้มก็ปรากฏบนใบหน้าหญิงสาว
เป็นรอยยิ้มแฝงความภาคภูมิใจระคนอาลัยอาวรณ์
เธอมองหน้าจินนา ถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า
“ถ…ถ้าหลังจากนี้แดนฝันแตกสลาย และพวกคุณรอดชีวิตออกไปได้ จะยังจดจำฉันได้ไหม จะจำได้ไหมว่าเคยมีโรแซนคนหนึ่ง จำสิ่งที่ฉันเคยทำไว้ได้ไหม?”
สายตาของจินนาพร่ามัวในทันที เธอพูดด้วยน้ำเสียงสะอื้นไห้
“จำได้แน่นอน…ฉันจะจดจำไปตลอดว่า ฉันเคยมีเพื่อนชื่อโรแซน เธอร่าเริงและใจดี แม้จะขี้เกียจไปบ้าง เป็นเด็กสาวที่คิดถึงแม่เสมอ แต่เต็มไปด้วยความยุติธรรม เหมือนกับพ่อของเธอ…”
โรแซนยิ้ม รู้สึกปลาบปลื้มเป็นอย่างยิ่ง
“นั่นก็แสดงว่า ฉันมีตัวตนอยู่จริงๆ…ชีวิตของฉันเป็นเรื่องจริง”
เธอสูดหายใจลึก ชี้ไปทางโจวหมิงรุ่ยและโจวซาซาพลางเอ่ยต่อ
“ฉันต้องรีบแล้ว พวกเขากำลังจะถึงทางเข้าลานจอดรถแท็กซี่ออนไลน์”
“ตกลง” ลูเมี่ยนและจินนาได้แต่ตอบสั้นๆ
โรแซนก้าวเท้าออกไป ทันใดนั้นก็หันกลับมา ยิ้มอย่างสดใสให้กับจินนาและลูเมี่ยน
เธอกล่าวด้วยความตื่นเต้นแต่แฝงความคาดหวัง
“ฉันก็เป็นผู้พิทักษ์ได้เหมือนกัน”
โดยไม่รอให้ลูเมี่ยนและจินนาตอบ เธอในชุดเชิ้ตกับกระโปรงทรงสอบ หันกลับไป วิ่งไปทางโจวหมิงรุ่ยและโจวซาซาที่อยู่ไกลออกไป
เธอใช้พลังของ ‘นักข่าว’ เพียงเล็กน้อย ก็เคลื่อนที่ได้รวดเร็ว ราวกับกวางน้อยตัวเบาว่องไว
ลูเมี่ยนมองเงาด้านหลังของโรแซน พึมพำทวนคำพูดล่าสุดของเธอแผ่วเบา
“ผู้พิทักษ์…”
…………
โรงพยาบาลหงเยว่
ในห้องผู้ป่วยที่ปิดม่านหน้าต่าง แม้จะเป็นช่วงเที่ยงวัน แต่ก็ยังดูมืดสลัวอยู่บ้าง
อ็องโตนีใช้ ‘ยันต์กระจกน้ำแข็ง’ ที่ยังเหลือผล ‘ข้ามกระจก’ อีกหนึ่งครั้งจากคราวก่อน พาลุดวิกมุดออกมาจากกระจกในห้องน้ำ
เดินเข้าไปใกล้เตียงคนไข้ พิจารณาอันเสี่ยวเทียนที่มีรอยเย็บเหมือนตะขาบหลายแนวบนศีรษะ พิจารณาใบหน้าที่เต็มไปด้วยเคราหยาบดำอยู่สักพัก อ็องโตนีถามลุดวิก
“รักษาได้ไหม?”
“ไม่รู้สิ ต้องลองดูถึงจะตอบได้” ลุดวิกดึงเห็ดสีทองอร่ามออกจากหางตาที่แตก ยัดเข้าปาก เคี้ยวแล้วกลืนลงไป
สำหรับเรื่องที่ว่า พลังรักษาจากสปอร์ที่ดูดซึมจากเห็ด จะปลุกอันเสี่ยวเทียนให้ตื่นขึ้นมาได้หรือไม่ ตอนนี้เขายังไม่แน่ใจ มันไม่อยู่ในคลังความรู้ของนักชิม
อ็องโตนีกวาดตามองรอบตัว หยิบสมุดวาดภาพเปล่ากับดินสอแท่งสั้นออกมา แล้วเริ่มร่างภาพสเก็ตช์บนโต๊ะทีวีในห้องผู้ป่วย
ไม่นานนัก เขาวาดภาพเสร็จหนึ่งชิ้น
เนื้อหาในภาพเป็นเขาวงกตซับซ้อน แต่ดูเหมือนทุกเส้นทางในเขาวงกตจะเดินไม่ทะลุ
ฉีกภาพสเก็ตช์ออกมา เก็บสมุดวาดที่ยังเหลือกระดาษเปล่าอีกห้าแผ่นเข้าที่เดิม อ็องโตนีเดินอย่างระวังไปทางประตูห้องผู้ป่วย อาศัยพลัง ‘ล่องหนทางใจ’ เปิดประตูแง้มเป็นช่องเล็กๆ แล้วแปะภาพนั้นไว้ด้านนอกประตู
ภาพดังกล่าวพลันเลือนราง เริ่มยุบตัวลงไป กลายเป็นส่วนหนึ่งกับประตูห้องผู้ป่วย
เมื่อจัดการเสร็จ อ็องโตนีสังเกตพยาบาลที่เดินผ่านไปมา สังเกตคนไข้ที่เดินเล่น แล้วย่อตัวกลับเข้าห้องผู้ป่วย ปิดประตูให้เรียบร้อย
เขาหันไปพูดกับลุดวิก
“เริ่มรักษาเลย”
ลุดวิกลังเลเล็กน้อย ก้าวด้วยฝีเท้าแผ่วเบา เดินไปยืนข้างเตียงของอันเสี่ยวเทียน วางสองมือลงบนศีรษะที่โกนเกลี้ยง มีอุปกรณ์การแพทย์มากมายเสียบอยู่ และมีแผลน่ากลัวหลายแห่ง
วินาทีถัดมา ผิวกายของลุดวิกแผ่ความรู้สึกชุ่มชื้นสดชื่นออกมา จนบริเวณโดยรอบเหมือนกลายเป็นป่าหลังฝนตก
อ็องโตนีรอคอยอย่างอดทน ปล่อยให้เวลาผ่านไปทีละวินาที
ทันใดนั้น เขาเห็นใต้ผิวหนังบนใบหน้าของอันเสี่ยวเทียนมีตุ่มเล็กๆ พยายามมุดออกมาด้านนอก แล้วหดกลับเข้าไปในทันที บางครั้งก็เคลื่อนไปทางด้านข้างสองสามเซนติเมตร
บนหน้าจอเครื่องติดตามสัญญาณชีพ ข้อมูลต่างๆ อาทิ อัตราการเต้นของหัวใจ ความดันโลหิต ระดับออกซิเจนในเลือด ฯลฯ เกิดการเปลี่ยนแปลงในทันที
มีผล แต่ไม่รู้ว่าผลจะมากพอไหม…อ็องโตนีกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว
จากนั้น เขาใช้ ‘ปลอบโยน’ กับตัวเอง ทำให้จิตใจสงบลง
อีกสิบกว่ายี่สิบวินาทีผ่านไป อ็องโตนีไม่แน่ใจว่าตัวเองเกิดภาพหลอนหรือไม่ แต่รู้สึกว่าความมืดสลัวในห้องผู้ป่วยทวีความเข้มขึ้นเล็กน้อย
ในตอนนั้นเอง เขาพบว่าบนใบหน้าและศีรษะของอันเสี่ยวเทียน ตุ่มเล็กๆ มากมายแหวกขึ้นมากะทันหัน ดันทะลุผิวหนังและเนื้อออกมา
พวกมันคือเห็ดหลากชนิด ขนาดเท่าหัวแม่มือ มีทั้งแบบที่มีลายเส้นเหมือนเนื้อเยื่อ แบบฟูนุ่มสีขาวอ่อน แบบที่มีของเหลวสีขาวไหลออกมา และอีกหลายแบบ
เห็ดเหล่านี้งอกเงยฉับพลัน ขยายใหญ่ไม่หยุดยั้ง จนในที่สุดทำให้ศีรษะของอันเสี่ยวเทียนกลายเป็นกลุ่มเห็ด เหลือเพียงดวงตา รูจมูก และปากที่ไม่ถูกปกคลุม
ปี๊บ! ปี๊บ! ปี๊บ!
ข้อมูลบนเครื่องติดตามสัญญาณชีพ เกิดความผันผวนรุนแรง ส่งเสียงร้องเตือน
พยาบาลในแผนกหลายคนรีบวิ่งมาทันที บางคนนำหน้า บางคนเข็นรถเครื่องมือแพทย์มาด้วย
หลังจากที่พวกเธอเปิดประตูห้องผู้ป่วย ฉากตรงหน้ากลับไม่ใช่ห้องน้ำที่อยู่ด้านข้าง และไม่ใช่ปลายเตียงคนไข้ แต่เป็นโถงทางเดินยาว โถงทางเดินที่นำไปสู่ปลายทางปริศนา
บนโถงทางเดินยังมีประตูหลายบานที่ไม่มีป้ายกำกับ
โดยปกติแล้ว พยาบาลควรจะถอยออกไปนอกประตู ตรวจสอบว่าตัวเองเดินผิดหรือไม่ แต่พวกเธอกลับไม่สนใจสิ่งใด วิ่งไปข้างหน้าอย่างบ้าคลั่ง เปิดประตูบานแล้วบานเล่าเรื่อยไป พยายามค้นหาทางเข้าห้องผู้ป่วย
ท่ามกลางเสียงเตือนของเครื่องมือแพทย์ อ็องโตนีรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่า ห้องผู้ป่วยมืดลงกว่าเดิม บรรยากาศที่ซ่อนเร้น อันตราย และมืดหม่นเริ่มกระจายอยู่ในห้อง
ลุดวิกหดมือกลับ ถอยมาอยู่ข้างอ็องโตนี มองอันเสี่ยวเทียนที่เต็มไปด้วยเห็ดหนาแน่น เลียริมฝีปากแล้วพูดว่า
“ได้ผล”
พูดจบ อันเสี่ยวเทียนที่อยู่ในสภาพหมดสติ ก็ลุกพรวดพราดนั่งหลังตรง
เปรี้ยะๆๆ อุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชิ้นในห้องผู้ป่วย ทั้งหลอดไฟ โทรทัศน์ เครื่องติดตามสัญญาณชีพ ต่างส่งเสียงกระแสไฟฟ้าโดยพร้อมเพรียง จนแม้แต่เสียงเตือน ‘ปี๊บๆๆ’ ก็ไม่สามารถกลบได้
บัดนี้อันเสี่ยวเทียนที่นั่งหลังตรง ถึงคราวลืมตาขึ้น เผยให้เห็นดวงตาสีดำลึก ผ่านโลกมามาก และเจือความว่างเปล่า
เมื่อเทียบกับเห็ดที่เต็มไปทั่วศีรษะของอันเสี่ยวเทียน ดวงตาคู่นี้ดูปกติและมีสติสัมปชัญญะอย่างยิ่ง
อันเสี่ยวเทียนอ้าปาก พ่นสปอร์เม็ดเล็กออกมานับไม่ถ้วน พร้อมกับเปล่งเสียงแหบพร่า
“ระวัง…”
พร้อมกับที่ได้ยินคำพูดดังกล่าว อ็องโตนีกับลุดวิกสัมผัสได้ทันทีว่า บรรยากาศรอบตัวกลายเป็นหดหู่ผิดวิสัย ความมืดสลัวค่อยๆ เหมือนมีตัวตน กลืนกินและบีบอัดพวกเขาอย่างจับต้องได้
แม้จะมีสภาพจิตใจและระดับการคุมอารมณ์อย่างอ็องโตนี แต่เขาก็ยังสั่นเทาอย่างไม่อาจหักห้าม อยากหนีออกจากห้องผู้ป่วย
วินาทีถัดมา เสียงของอันเสี่ยวเทียนเปลี่ยนเป็นแหลมเล็กน่าสะพรึงกลัว
“ระวังโจวหมิงรุ่ย!”
……………………………………………………..