ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 1029 ความมืดลึกล้ำ
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 1029 ความมืดลึกล้ำ
ตอนที่ 1029 ความมืดลึกล้ำ
………………..
เสียงฟ้าร้องดังกึกก้อง ท้องฟ้ากลายเป็นสีมืดครึ้ม สภาพแวดล้อมบีบคั้นเป็นอย่างยิ่ง
‘ราชินีเงื่อนงำ’ ที่ยังคงรักษาภาพลวงของลูเมียนนา หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วกดหมายเลขหนึ่ง
เป็นเบอร์ส่วนตัวของอธิบดีย่าเก่อคี
หลังจากต่อสายได้แล้ว แบร์นาแดตพูดเข้าประเด็น
“ฉันกำลังถูกคุกคาม ต้องการการคุ้มครองที่ดีที่สุด”
นี่คือการแจ้งความของเธอ
หญิงสาวรีบอธิบายต่อทันที
“อาจเป็นเพราะเรื่องที่พ่อฉันมอบอำนาจให้ฉัน ทางนี้กำลังต้องการการคุ้มครอง!”
แบร์นาแดตเน้นเสียงหนักที่คำว่า ‘คุ้มครอง’
อธิบดีย่านิ่งเงียบไปสองสามวินาทีแล้วเอ่ยปาก
“ตกลง”
…………
ในความมืดที่บีบคั้น ผู้คนส่วนใหญ่ในเมืองแดนฝันต่างกลายเป็นภาพพร่าเลือน
แต่นั่นไม่ได้ขัดขวางพวกเขาจากการใช้อินเทอร์เน็ต หรือขัดขวางจากการใช้โทรศัพท์มือถือตรวจสอบข้อมูล
ในตอนนั้นเอง ไม่ว่าจะเป็นวิดีโอ หนังสือ หรือนิยาย ข่าวสาร ทุกสิ่งพลันแตกสลายกลายเป็นจุดขาวโพลน
จุดนับไม่ถ้วนเหล่านี้แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว รวมตัวกันเป็นวังวนข้อมูลมหึมา
โลกออนไลน์เกิดความแปรปรวนในทันใด
…………
ภายในโรงพยาบาลมู่ซู
คนไข้ หมอ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ซึ่งกำลังพร่าเลือนบิดเบี้ยว รวมถึงกลุ่มคนที่ยังค่อนข้างชัดเจน พร้อมใจกันแหงนหน้ามองไปยังตำแหน่งสูงซึ่งถูกเพดานบดบัง
ท้องฟ้าอันมืดหม่นพลันแยกออกเป็นช่อง แสงอาทิตย์บริสุทธิ์สดใสพรั่งพรูลงมากะทันหัน ส่องลงบนอาคารหลักของโรงพยาบาลมู่ซู แทงทะลุทุกซอกมุมมืดมิด ทุกชั้นใต้ดิน
ในเมฆสีตะกั่วที่ลอยต่ำ งูไฟสีขาวเงินนับไม่ถ้วนถักทอกันเป็นสายฟ้าเส้นใหญ่อันเจิดจ้า
สายฟ้านี้ไล่ตามเส้นทางที่แสงอาทิตย์เปิดไว้ ฟาดลงมายังตึกหลักของโรงพยาบาลมู่ซู จนที่นี่จมอยู่ในทะเลสายฟ้าอันเจิดจ้า
…………
ภายในสถานีรถไฟความเร็วสูงเมืองหยาง ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นโลกในกระจก
ลูเมี่ยนที่ตอบคำถามของกระจกวิเศษอาโรเดสเสร็จ ยังไม่รีบลงมือขั้นต่อไป ราวกับกำลังรอบางสิ่งอยู่ เพียงเอ่ยถามอย่างไม่ร้อนไม่รน
“คำถามที่สาม จะทำอย่างไรให้เจ้าของร้านชำซิงเมิ่ง มอบความช่วยเหลือแก่ฟรังก้า?”
บนผิวกระจกวิเศษ ตัวอักษรสีขาวซีดไม่ได้เปลี่ยนสี แต่จัดเรียงตัวใหม่เป็นเนื้อหาใหม่
“ส่ง ‘กระจกตัวแทน’ ของฟรังก้าผ่านข้า ผ่านโลกในกระจกไปหาพระองค์”
จากนั้น กระจกวิเศษอาโรเดสถามกลับว่า
“เจ้าไม่มีหรือ?”
“มี” ลูเมี่ยนหัวเราะในลำคอ พลางหยิบ ‘กระจกตัวแทน’ ของฟรังก้าออกมา แล้วกดมันลงบนผิวของกระจกวิเศษอาโรเดส
ในช่วงเวลาพิเศษนี้ ท่ามกลางการสั่นไหวของเมืองแดนฝัน ท่ามกลางภาพบุคคลพร่าเลือน ข้อจำกัดด้านพลังพิเศษของเขาก็ลดลงตามไปด้วย บัดนี้ฟื้นฟูจนใกล้เคียงลำดับ 4 แล้ว จึงสามารถอาศัยโลกในกระจกส่งวัตถุไปยังร้านขายของชำซิงเมิ่ง ซึ่งอยู่ไกลเกินสิบกิโลเมตรได้ในพริบตา
เมื่อจัดการเสร็จ ลูเมี่ยนมองโจวหมิงรุ่ยที่มีสีหน้าเคร่งเครียด ซึ่งกำลังถอยห่างจากกระจกมืด ถอยห่างจากเหล่าบุคคลในกระจก
แล้วเขาก็เปลี่ยนมาใช้มือซ้ายถือกระจกวิเศษอาโรเดส
ถึงเวลาแล้ว!
ลูเมี่ยนกระตุ้นออร่าตกค้างของ ‘จักรพรรดิโลหิต’ ในฝ่ามือขวาโดยไม่ลังเล
ตราประทับที่กลายเป็นสีแดงเข้มเพราะหลอมรวมกับพรที่ไม่รู้จัก เริ่มปรากฏอย่างเด่นชัด ราวกับมีร่องรอยของการละลายกลับเป็นโลหิตอีกครั้ง
แต่ออร่าอันคลั่งคลุ้ม รุนแรง และเลือดพล่าน กลับไม่แพร่กระจายออกมา โดยถูกความขาวซีดอันเปี่ยมด้วยออร่าความตายกดทับไว้แน่น
แน่นอนว่า หลังจากลูเมี่ยนใช้เทียนน้ำมันศพครั้งล่าสุด ความขาวซีดและสีแดงเข้มก็เริ่มเผยร่องรอยเล็กๆ ของการหลอมรวม
บัดนี้ ณ ร่องรอยเล็กๆ ดังกล่าวเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างประหลาด กลายเป็นสีคล้ำ บุ๋มเข้าด้านในอย่างผิดวิสัย
ลูเมี่ยนสอดมือขวาใส่ ‘กระเป๋านักเดินทาง’ หยิบไพ่เย้ยเทพที่ได้จากจักรพรรดิโรซายล์ในกระจกออกมา
ไพ่ ‘นางมาร’!
เขากดไพ่ ‘นางมาร’ ใบนี้แนบติดกับฝ่ามืออย่างแน่นหนา แนบติดกับออร่าตกค้างของ ‘จักรพรรดิโลหิต’ อันผิดแผก แนบติดกับตราผนึกของนักพรตโลกแห่งความตาย แนบติดกับรอยบุ๋มเล็กๆ อันเกิดจากการหลอมรวมเล็กๆ ระหว่างความขาวซีดกับสีแดงเข้ม
เกือบจะในเวลาเดียวกัน ลูเมี่ยนพบว่าฝ่ามือขวาของตน เริ่มเกิดอาการเย็นเฉียบ พร้อมกับแผ่ความน่าสะพรึงกลัวที่แทงทะลุถึงไขกระดูก
ไม่จำเป็นต้องเหลือบตามอง ในสมองของเขาก็เกิดภาพหนึ่งเองโดยปริยาย
ฝ่ามือของเขามี ‘รูเข็ม’ เพิ่มขึ้นหนึ่งรู เป็น ‘รูเข็ม’ อันเกิดจากการกัดกร่อนของความมืดบริสุทธิ์
อย่างที่คิด ไพ่ ‘นางมาร’ ต้องใช้ที่นี่…ถ้าไม่มีมัน เราก็ต้องจุดเทียนน้ำมันศพ ซึ่งไม่เพียงต้องแข่งกับเวลา แต่ยังต้องจัดพิธีกรรมล่วงหน้า เพิ่มความเสี่ยงไม่น้อย แถมผลลัพธ์ก็อาจจะไม่ดีขนาดนี้…ลูเมี่ยนเร่งสมองคิด พลางยื่นมือขวาที่กำไพ่ ‘นางมาร’ ไปหากระจกวิเศษอาโรเดส
มือของเขาทะลุผ่านผิวกระจกของกระจกเงินโบราณ ยื่นเข้าไปในมิติหลังกระจก
แต่ตัวเขาไม่ได้เข้าไปด้วย ดูเหมือนจะใช้กระจกวิเศษเป็นสื่อกลางในการ ‘ร่ายเวท’ มากกว่า
วินาทีถัดมา ในห้วงความคิดของลูเมี่ยนปรากฏภาพเหตุการณ์หนึ่ง
บริเวณที่ว่างเปล่ามืดมิดรอบๆ มิติหลังกระจก ดูราวกับมีม่านที่มองไม่เห็นคลุมอยู่ เบื้องหลังม่านมีดวงตาหลายคู่กำลังจ้องมองโลกภายนอก มีสิ่งลี้ลับบางอย่างกำลังไหลเวียนอย่างไร้เสียง
นี่คือมิติหลังกระจกของกระจกวิเศษอาโรเดส ย่อมต้องพิเศษเมื่อเทียบกับกระจกบานอื่น
ต่อมา ลูเมี่ยน ‘เห็น’ ม่านที่คลุมบริเวณว่างเปล่ามืดมิดนั่น ทยอยพังทลายไร้เสียงตามการยื่นมือขวาเข้าไป ทยอยหลุดลอกออกมาทีละแผ่น
ความมืดทุกส่วนกำลังพังทลาย
สิ่งที่ปรากฏในห้วงความคิดของลูเมี่ยนหาใช่ดวงตาหลายคู่อย่างที่เขาคาดไว้ หาใช่สายน้ำเชี่ยวกราก หากแต่เป็นของเหลวข้นหนืดอันยากจะอธิบายด้วยวาจา ราวกับมันบรรจุทุกสีสันเอาไว้
ของเหลวเหล่านี้ ราวกับประกอบกันเป็นมหาสมุทรเหนือจริง ลูเมี่ยนแม้ไม่ได้ ‘มอง’ เห็นหรือสัมผัสโดยตรง แต่เพียงแค่รับรู้ถึงมัน ก็ทำให้เขาตระหนักได้ว่า จิตใจและร่างกายกำลังเสื่อมทราม จิตวิญญาณค่อยๆ ผิดปกติไป
จากนั้น มหาสมุทรเหนือจริงดังกล่าวก็ถูกพลังล่องหนผลักดัน แยกออกไปสองข้าง จนกระทั่งห่างไกลจาก ‘ห้วงความคิด’ ของลูเมี่ยน
ตามเส้นทางในมหาสมุทรนั่น จิตสำนึกของลูเมี่ยนล่องลอยไปข้างหน้ารวดเร็ว ‘มองเห็น’ กำแพงหินสีเทาทึม ‘มองเห็น’ เลือดที่ไหลอาบบนกำแพงหิน
เลือดสีแดงฉานประกอบกันเป็นประโยคต่างๆ
“เพื่อทดสอบหาแผนการที่ถูกต้อง พระองค์ตัดสินใจให้ ‘นักบวชสีชาด’ กับ ‘นางมาร’ ที่อยู่ในยุคเดียวกันได้พบกัน นำพาพวกเขาให้มารวมเป็นหนึ่ง…”
“สิ่งนี้จะนำมาซึ่งเหตุไม่คาดฝันอันถูกกำหนดไว้แล้ว…”
ภาพหยุดนิ่งอยู่ตรงนี้ กระจกวิเศษอาโรเดสในมือของลูเมี่ยนพลันแผ่รัศมีเก่าแก่แห่งปฐมกาลออกมา
ณ สถานีรถไฟความเร็วสูงเมืองหยาง ภายในห้องโถงผู้โดยสารขาเข้า
โจวหมิงรุ่ยหันตัวกลับ แล้วเริ่มวิ่งอย่างบ้าคลั่ง แต่ไม่ว่าเขาจะวิ่งไปทางใด เสา ผนัง พื้น เพดาน ก็ล้วนกลายเป็นกระจกสะท้อนเงาของตัวเอง
และเงาในกระจกของเขา ต่างก็ล้วนมีรอยยิ้มเย็นชาที่ชวนขนลุก
วิ่งไปได้สักพัก โจวหมิงรุ่ยก็หยุดกึก เพราะทั้งเหนือศีรษะ ใต้ฝ่าเท้า และรอบด้านของเขา ล้วนกลายเป็นกระจกมืดทึม ทุกที่เต็มไปด้วยเงาของตัวเองในกระจก
“ยอมแพ้เถอะ…”
“ยอมแพ้เถอะ…”
โจวหมิงรุ่ยในกระจกทุกคนต่างก็พูดเกลี้ยกล่อม
พวกเขาไม่เพียงแค่เกลี้ยกล่อม แต่ยังยื่นมือออกมาจากกระจก คว้าหาโจวหมิงรุ่ย จนเขาไม่มีที่ให้หลบ ไม่มีทางให้หนี
โจวหมิงรุ่ยไม่ยอมแพ้ง่ายนัก พยายามหลบซ้ายหลีกขวาในบริเวณอันคับแคบ เลี่ยงการคว้าจับระลอกแรกได้อย่างทุลักทุเล
ทันใดนั้นเอง บนกระจกทุกบานปรากฏภาพความมืดสนิท ปกคลุมด้วยหมอกสีเทาขาว ซึ่งซ่อนเมืองอันกว้างใหญ่เอาไว้
เพียงพริบตา หมอกสีเทาขาวและเมืองอันกว้างใหญ่ ทรุดตัวลงสู่ห้วงลึกของความมืด
ความมืดดังกล่าว ‘มีชีวิต’ ขึ้นมา พุ่งทะยานไปยังผิวกระจก พุ่งทะยานไปยังโจวหมิงรุ่ยในกระจกที่อยู่หลังกระจกทุกบาน
โจวหมิงรุ่ยในกระจกพยายามคว้าหาโจวหมิงรุ่ยตัวจริง หวังจะใช้โอกาสนี้หลุดพ้นจากกระจก แต่ยากที่จะสำเร็จในช่วงเวลาสั้นๆ
ไม่นานนัก ความมืดไหลทะลักเข้าสู่มิติหลังกระจก กลืนกินโจวหมิงรุ่ยในกระจกทีละคนสองคน ทำให้รอยยิ้มเย็นชาชวนขนลุกบนใบหน้าของพวกเขาแข็งค้างไปสิ้น
ความมืดที่ท่วมท้นทุกสิ่งนี้ ไม่มีสิ่งใดต้านทานได้เลย ด้วยกำลังมหาศาลดั่งภูเขาถล่มทะเลป่วน มันท่วมท้นทุกอณูของมิติหลังกระจก
โจวหมิงรุ่ยในกระจกหายไปหมดสิ้น
ความมืดยังคงเคลื่อนตัวไปข้างหน้า ทะลุผ่านกระจกแผ่นแล้วแผ่นเล่า ไหลทะลักเข้าสู่สถานีรถไฟความเร็วสูงเมืองหยาง
สถานีรถไฟความเร็วสูงแห่งนี้เริ่มพังทลาย ทีละนิ้วสองนิ้ว ราวกับว่าแดนฝันกำลังแตกสลายทีละน้อย เศษซากร่วงหล่นลงสู่ความมืดอันลึกล้ำ
ในขณะนั้น จินนาพบว่าพลังต่อต้านของแดนฝัน รวมถึงพลังที่เปลี่ยนให้เป็นหุ่นเชิด เริ่มอ่อนแอลงอย่างมาก จึงรีบปรี่ไปหาโรแซนที่เลือนราง พยายามพาเธอออกจากสถานีรถไฟความเร็วสูง
ส่วนคำถามที่ว่า หลังออกจากสถานีรถไฟความเร็วสูงแล้ว การแตกสลายของแดนฝันจะยังคงดำเนินต่อไปหรือไม่ แล้วโรแซนจะทำอย่างไร จินนายังไม่ได้คิดหาคำตอบ และถึงคิดไปก็คงไม่ได้คำตอบ
น่าเสียดาย ทั้งสองอยู่ห่างกันเกินไป จินนายังไม่ทันได้เข้าใกล้โรแซน ก็เห็นความมืดลึกล้ำนั่น กลืนกินรอบๆ ตัวโรแซนไปแล้ว
ร่างเลือนรางของโรแซนจางหายไปในพริบตา แตกสลายเหมือนฟองสบู่
ภาพสุดท้ายที่เธอเห็นคือ ใบหน้าอันร้อนรนของจินนาที่กำลังวิ่งมาหาตน
เธอยิ้มอย่างสบายใจ
เธออ้าปาก แต่พูดอะไรไม่ออก
เธอหายไปทั้งอย่างนั้น
หายไปโดยสิ้นเชิง
ในขณะเดียวกัน จินนาเหมือนได้ยินโรแซนพูดว่า
“จำฉันไว้นะ อย่าลืมฉันล่ะ!”
จินนาหยุดฝีเท้า ก่อนที่ความมืดอันลึกล้ำจะกล้ำกรายมาถึง เธออาศัยพลังต่อต้านของแดนฝันที่ยังหลงเหลืออยู่ รีบหลบหนีออกจากเมืองนี้
เธอตอบคำพูดของโรแซนในใจ
“ฉันจะจำเธอไว้ตลอดไป!”
ลูเมี่ยนที่อยู่ห่างไกลจากความมืดอันลึกล้ำ สังเกตเห็นว่าสีหน้าของจินนาเปลี่ยนเป็นสับสนปนงุนงง จึงถอนหายใจอย่างโล่งอกแต่ไร้เสียง
ถัดมา เขามองจินนาในแดนฝันถูกความมืดอันลึกล้ำ กลืนกินด้วยสีหน้าเรียบเฉย มองโจวหมิงรุ่ยวิ่งอย่างบ้าคลั่งในสถานีรถไฟความเร็วสูง พยายามหนีห่างจากความมืดที่ทะลักมาเหมือนคลื่นทะเล
การทะลักของความมืดค่อยๆ ช้าลง ราวกับถูกกดทับ ราวกับถูกทำให้อ่อนแรงลงโดยจิตสำนึกหลักของแดนฝัน
ในที่สุด หลังจากกลืนกินสถานีรถไฟความเร็วสูงไปกว่าครึ่ง ความมืดอันลึกล้ำหยุดอยู่ห่างจากโจวหมิงรุ่ยเพียงไม่กี่สิบเซนติเมตร
เมืองแดนฝันกลับมามั่นคงอีกครั้ง แม้แต่ผู้โดยสารและผู้มารอรับ ต่างก็ทยอยชัดเจนขึ้น
โจวหมิงรุ่ยวิ่งต่ออีกสองสามก้าว เพื่อยืนยันว่าอันตรายบรรเทาลงแล้วจริงๆ
ทันใดนั้น เขาเห็นหลี่หมิง ยามรักษาความปลอดภัยหน้าตาหล่อเหลา เดินออกมาจากมุมไม่ไกล เดินตรงมาหาตน
“ความผิดปกติครั้งนี้จบลงแล้วหรือ?” โจวหมิงรุ่ยถามอย่างร้อนรน
บัดนี้ลูเมี่ยนเก็บกระจกวิเศษอาโรเดสและไพ่ ‘นางมาร’ กลับเข้าไปใน ‘กระเป๋านักเดินทาง’ แล้ว
เขามองโจวหมิงรุ่ย เมื่อระยะห่างระหว่างทั้งสองเหลือเพียงไม่กี่เมตร จึงตอบอย่างสงบ
“ผมก็อยากจะบอกว่ามันจบแล้ว…”
“แต่น่าเสียดาย มันยังไม่จบ”
โจวหมิงรุ่ยชะงักไปครู่หนึ่ง หลังและเอวค่อยๆ ตั้งตรง มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย สีหน้าไม่เหมือนเมื่อครู่อีกต่อไป
เขาหัวเราะเบาๆ พลางเอ่ยตอบ
“ใช่แล้ว ยังไม่จบ”
……………………………………………………..