ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 1041 คำกล่าวที่แตกต่าง ....................
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 1041 คำกล่าวที่แตกต่าง ....................
ตอนที่ 1041 คำกล่าวที่แตกต่าง
………………..
“ไม่ว่านางมารดำจะมอบความรู้ศาสตร์เร้นลับในหัวข้อนี้หรือไม่ก็ตาม พวกคุณก็ประกอบพิธีในอีกสองวันนี้เถอะ ฉันจะช่วยระบุตำแหน่งและล็อกเป้า ‘คนในกระจก’ เอาไว้”
“หลังจากจัดการเรื่องนี้เสร็จ ฉันก็ต้องตั้งใจเร่งเขียนต้นฉบับแล้ว” มาดามเมจิกเชี่ยนที่ลอยตัวอยู่ในป่าโลเนส์บูรพาของเมืองชาโย พูดกับลูเมี่ยนซึ่งอยู่ข้างกาย
คุณยังไม่ได้เริ่มลงมือเขียนเลยสินะ? แม้แต่คำเดียวก็ไม่ได้เริ่ม? แล้วคุณบอกบนหมอกสีเทาว่า คิดคำโปรยไว้เสร็จสรรพแล้ว นั่นคือการด้นสดหรือ?
ถ้าอย่างนั้น การเขียน ‘นักผจญภัยผู้ยิ่งใหญ่ 7’ ให้เสร็จภายในสองสัปดาห์ ก็คงเป็นเรื่องยาก เว้นแต่จะไม่สนใจคุณภาพ…ลูเมี่ยนครุ่นคิดระคนพร่ำบ่นอยู่ในใจ
เมื่อวานในช่วงท้ายของชุมนุมย่อย มาดามเมจิกเชี่ยนได้สัญญาต่อหน้าเหล่าอาร์คาน่าใหญ่ว่าจะส่งต้นฉบับ ‘นักผจญภัยผู้ยิ่งใหญ่ 7’ ภายในสองสัปดาห์
ส่วนอาร์คาน่าใหญ่อื่นๆ ต่างก็แสดงความเห็นว่า จะปรับภาพลักษณ์ของเกอร์มัน·สแปร์โรว์ภายในขอบเขตอิทธิพลของตนโดยเร็ว
สำคัญสุดคือการเริ่มจากศาสนจักรเดอะฟูล
มิสเตอร์ซันจะเรียกบิชอปจากทุกเขตมาประชุม ให้พวกเขาได้รับการอบรมเข้มข้นทางด้านศาสนศาสตร์ โดยเพิ่มการตีความและคำอธิบายระหว่างการเทศนา ภายใต้เงื่อนไขว่า ต้องไม่ดัดแปลงพระคัมภีร์มากเกินไป
ก่อนที่ลูเมี่ยนจะตอบสนอง มาดามเมจิกเชี่ยนก็เสริมอีกประโยค
“ถ้าพวกคุณยังไม่พร้อมจัดพิธี จะรอไปอีกสองสัปดาห์ก็ได้นะ”
“ฉันพร้อมแล้ว” ลูเมี่ยนซึ่งยืนอยู่บนยอดไม้ใหญ่ ซ่อนตัวใต้เงาของพุ่มไม้ ตอบอย่างสงบนิ่ง
ในเวลาเดียวกัน ฟรังก้าก็มาถึงคฤหาสน์ที่ปลูกองุ่นเป็นหลัก
เธอได้พบกับบราวส์·เซารอน เจ้าของเรือนผมยาวสีส้มแดง ใบหน้าสะอาดบริสุทธิ์ แฝงความป่าเถื่อนอยู่บ้าง
“ไม่ได้เจอกันนาน” ฟรังก้ายิ้มทักทาย
บราวส์มองเธอแวบหนึ่ง แล้วพลันอึ้งไป
“คุณก็สวยกว่าเดิมเหมือนกัน” ฟรังก้าพินิจมองบราวส์ รู้สึกว่าสีผมส้มแดงของเธอเข้มขึ้นเล็กน้อย ใบหน้าดูประณีตกว่าเดิม กอปรกับบรรยากาศป่าเถื่อนเล็กๆ นั่น ทำให้ผู้คนอดไม่ได้ที่จะนึกถึงหญิงสาวในเผ่าดั้งเดิมที่เข้าร่วมการล่าสัตว์กับบุรุษ
บราวส์ละสายตา แล้วหัวเราะในลำคออย่างภาคภูมิใจ
“ฉันเป็นนางมารทุกข์ระทมแล้ว”
“ถ้าอยู่ในทะเล ก็มีสิทธิ์ถูกเรียกว่าพลเรือแล้วนะ” ฟรังก้ากล่าวชมอย่างสุภาพ
นี่เรียกว่าอะไร? นี่เรียกว่ามีน้ำใจ!
บราวส์เห็นด้วยอย่างยิ่งกับเรื่องนี้ แต่กลับพูดว่า
“ฉันรู้สึกว่าในช่วงไม่กี่ปีหลัง ลำดับ 5 ดูจะมีค่าน้อยลงเรื่อยๆ”
เมื่อวันสิ้นโลกมาถึง นอกจากนักบุญพิเศษบางคน ฉันเกรงว่าต้องเป็นเทวทูตเท่านั้นจึงจะพอทำอะไรได้บ้าง…ฟรังก้าพลันรู้สึกหดหู่
สองนางมารคุยเล่นไปพลางเดินลึกเข้าไปในคฤหาสน์ จนมาถึงซุ้มทรงกลมซึ่งอยู่ท่ามกลางต้นองุ่นและดงเถาวัลย์
นางมารดำสวมหมวกสีน้ำเงินเข้ม กำลังนั่งอยู่ข้างใน ใบหน้าปรากฏเลือนรางหลังผ้าคลุมหน้า กลับยิ่งทำให้ดูยั่วยวน
“ท่านอาจารย์ ฟรังก้ามาแล้ว” บราวส์ก้าวไปข้างหน้าพร้อมกับเอ่ยเสียงเบา
นางมารดำหันกายมา แล้วทอดสายตามองฟรังก้า
“อรุณสวัสดิ์ มาดาม” ฟรังก้ายิ้มทักทาย จากนั้นจึงพูดอย่างจริงจังปนเคารพว่า “ฉันกลายเป็นนางมารสิ้นหวังแล้ว ภายใต้การจับตามองของพระองค์”
นางมารสิ้นหวัง? ครึ่งเทพลำดับ 4? เธอกลายเป็นครึ่งเทพแล้วหรือ? ดวงตาสวยของบราวส์เบิกกว้างทันที
ตอนเธอรู้จักกับฟรังก้า ทั้งสองยังเป็นเพียง ‘นางมารสุขสม’ แต่เพียงเวลาไม่ถึงปี อีกฝ่ายก็มาถึงลำดับ 4 แล้ว?
นี่เป็นจุดเปลี่ยนเชิงคุณภาพ เป็นประตูสู่เทวบารมี เป็นเส้นแรกซึ่งแบ่งแยกมนุษย์และเทพ จะข้ามผ่านและเปิดออกได้ง่ายขนาดนั้นเชียว?
ลำดับ 4 ‘นางมารสิ้นหวัง’ แม้แต่ในนิกายนางมาร จำนวนก็มีจำกัดจำเขี่ยมาก สามารถเรียกได้ว่าเป็นชนชั้นสูง แต่ก็ยังเข้าไม่ถึงชั้นแกนหลัก!
เราเคยคิดว่า ความเร็วในการเลื่อนลำดับของตัวเองถือว่าสูงมากแล้ว…บราวส์รู้สึกงุนงงชั่วขณะ อดไม่ได้ที่จะสงสัยชีวิตของตัวเอง
อารมณ์ของนางมารดำดูไม่แปรปรวน หลังจากฟรังก้าพูดจบ เธอเพียงพยักหน้าเบาๆ แล้วเอ่ยปาก
“ขอบคุณความเอ็นดูของพระองค์ ขอบคุณพรของนางมารต้นกำเนิด”
ยอมรับแล้วหรือ? ‘นางมารต้นกำเนิด’ ได้มอบวิวรณ์แล้วหรือ? ฟรังก้าพร้อมหนีออกจากนิกายนางมารได้ทุกเมื่อ มีทัศนคติว่าหยิบฉวยได้เท่าไรก็เท่านั้น
“หลังจากกลายเป็น ‘นางมารสิ้นหวัง’ ฉันพบว่าความเชื่อมโยงระหว่างตัวเองกับ ‘คนในกระจก’ ลึกซึ้งกว่าเดิม แถมยังมาพร้อมการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง”
“ไม่ทราบว่า คุณพอจะช่วยสอนความรู้ศาสตร์เร้นลับเกี่ยวกับ ‘คนในกระจก’ ให้ฟังโดยละเอียดได้ไหม?”
นางมารดำมองฟรังก้าแวบหนึ่ง แล้วกล่าวติดรอยยิ้ม
“หลังจากได้ครอบครองเทวบารมี ก็ควรให้ความสนใจกับเรื่องนี้จริงๆ”
เธอกวาดตามองบราวส์ แล้วพูดต่อไปว่า
“คนในกระจกของนางมารมักจะคิดว่าตัวเองเป็นร่างแท้ เป็นสิ่งที่ถูกแยกออกไปหลังจากดื่มโอสถ ‘แม่มด’ และถูกจองจำในโลกกระจก เป็นกระจกตัวแทน เป็นสื่อกลางกระจกวิเศษของร่างแท้”
“หากเธอซึ่งมีเทวบารมีเผลอเชื่อเรื่องนี้เข้า ดวงวิญญาณ บุคลิกภาพ และจิตวิญญาณของเธอจะไม่สมบูรณ์”
“ไม่เพียงแต่จะไม่มีทางไปถึงลำดับสูงกว่า แต่ในชีวิตประจำวันก็จะเกิดปัญหานับไม่ถ้วน ความเสี่ยงจะคลุ้มคลั่งก็สูงเช่นกัน”
“คนในกระจกของนางมารโดยแก่นแท้แล้ว เป็นผลผลิตจากการรวมกันของพลังโอสถกับกฎของโลกในกระจก ใกล้เคียงกับ ‘ตราประทับวิญญาณ’ และ ‘ภาพฉายวิญญาณ’ มากกว่า”
นี่แตกต่างจากคำพูดของโมรัน·อาวินีที่บอกว่า ‘ตัวตนแท้จริงที่สุดของนางมารอยู่ในกระจก’…ถึงเราจะชอบแบบนี้มากกว่า และเต็มใจยอมรับมัน แต่ ‘นางมารดำ’ น่าจะไม่ได้พูดความจริงทั้งหมด…
อาทิ ทำไมตราประทับวิญญาณกับภาพฉายวิญญาณจึงมีสถานะเป็นผู้ชาย?
เมื่อกลายเป็น ‘แม่มด’ แล้ว ทั้งกายใจและวิญญาณก็เปลี่ยนไปแล้วไม่ใช่หรือ? อา…คนในกระจกอย่างโมรัน·อาวินี ก็คงมีมุมมองและความคิดเห็นไม่เป็นกลางเหมือนกัน…เราต้องผสมผสานทั้งสองนิยามเข้าด้วยกัน? ฟรังก้าเงียบฟังพลางครุ่นคิดตามสัญชาตญาณ โดยไม่ได้ขัดจังหวะการบรรยายของ ‘นางมารดำ’
น้ำเสียงของ ‘นางมารดำ’ แฝงความซับซ้อนหลายอารมณ์ ยากที่จะแยกแยะได้
“นี่ก็เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ว่า ผู้ชายเหมาะกับเส้นทาง ‘นางมาร’ มากกว่า”
“หากต้องการอาศัยประโยชน์จากโลกในกระจกให้มากกว่าเดิม จำเป็นต้องเผชิญหน้ากับ ‘คนในกระจก’ ของตัวเอง และ ‘คนในกระจก’ ของนางมารชายก็คือผู้ชาย เป็นผู้ชายสุดโต่ง เดือดดาล โกรธแค้น และทุกข์โศก ย่อมถูกดึงดูดด้วยเสน่ห์ของนางมารได้ดีกว่า จนหลงใหลในตัวพวกเรา ทั้งเกลียดชังและเชื่อฟังในเวลาเดียวกัน”
“คนในกระจกของนางมารหญิงจะมีความต้องการแทนที่แรงกล้ากว่า และควบคุมได้ยากกว่า”
นี่ก็เป็นหนึ่งในเหตุผล? คุณสามารถกลายเป็น ‘นางมารยุพนิรันดร์’ ได้เพราะยั่วยวน ‘คนในกระจก’ ของตัวเอง จนเขาหลงคุณหัวปักหัวปำ? รสชาติของตัวเองเป็นยังไงบ้างล่ะ? ฟรังก้าจิกกัดอยู่ในใจ
พวกนางมารนี่ช่างบิดเบี้ยวเกินไปแล้ว!
เธอคิดสักครู่ แล้วพูดอย่างจริงใจ
“ไม่ช้าก็เร็ว ฉันต้องเผชิญหน้ากับ ‘คนในกระจก’ ของตัวเองใช่ไหม?”
“เขาจะยินดีพบฉันหรือเปล่า? เพราะทางนี้รู้สึกว่า อีกฝ่ายจะอาศัยการเชื่อมโยงทางศาสตร์เร้นลับระหว่างเรา เพื่อหลีกเลี่ยงการพบหน้ากัน”
นางมารดำมอบคำตอบ
“ก็คงจะหลีกเลี่ยงจริงๆ…แม้ ‘คนในกระจก’ ของพวกเราจะแข็งแกร่งขึ้นตามพลังของเรา ในแง่ความสามารถก็เหมือนกับการคัดลอกตัวเรา”
“แต่ ‘คนในกระจกของนางมาร’ อย่างพวกเขา โดยธรรมชาติจะถูกตีกรอบ ถูกผูกมัด และถูกทำให้อ่อนแอลงโดยโลกในกระจก เปรียบเสมือนนักโทษที่ถูกล่ามโซ่ตรวน จนไม่อาจแสดงศักยภาพแท้จริง ไม่น่าจะเป็นคู่ต่อสู้ของพวกเราได้ ดังนั้น พวกเขาย่อมเลือกหลบหนี”
“เฉพาะเมื่อเธออ่อนแอพอ และรอบข้างไม่มีกับดัก เธอถึงจะเห็นเขา เผชิญหน้ากับเขา”
“จงจำไว้ว่า เธอรู้อะไร เขาก็รู้ด้วย”
ให้ ‘คนในกระจก’ รู้สึกว่ามีโอกาสสินะ? นอกจากนั้น…พวกเราแบ่งปันความทรงจำและพลังกันอยู่หรือ? ฟรังก้าครุ่นคิดอยู่สองสามอึดใจแล้วเอ่ยต่อ
“ฉันเคยลงไปทรีอาร์ใต้ดิน เข้าไปยังโลกในกระจกพิเศษแห่งหนึ่ง และได้พบกับ ‘คนในกระจก’ ของตัวเอง เมื่อครั้งนั้น เขาเผชิญหน้ากับฉัน ไม่ได้พยายามหลบหนี”
“คนในกระจกของโลกกระจกพิเศษกับ ‘คนในกระจก’ ของนางมารในโลกในกระจกทั่วไป ถือว่าไม่เหมือนกัน”
“สิ่งมีประโยชน์สำหรับพวกเราคืออย่างหลัง” นางมารดำอธิบายรวบรัด
ฟรังก้าถามรายละเอียดอื่นๆ อีก จนกระทั่งนางมารดำไม่ตอบอย่างละเอียดอีกต่อไป
เธอจึงจำใจต้องรายงานเรื่องอื่นแทน
“ทางด้านหลุยส์แห่งพรรคจักรพรรดิ ก่อนหน้านี้มีช่วงหงุดหงิดมาก ดูเหมือนจะติดต่อกับบุคคลสำคัญบางคนไม่ได้ แต่ในพักหลัง เขากลับมาเป็นปกติแล้ว ไม่มีอาการคล้ายเดิมอีก”
“ดีมาก จงจับตาดูพวกเขาต่อไป” นางมารดำพยักหน้ารับ
ฟรังก้าขออนุญาตลา และได้รับอนุญาต
นางมารดำเงียบมองแผ่นหลังของเธอ จนกระทั่งเธอกับบราวส์หายไปในสวนองุ่น
……………
ภายในคฤหาสน์หรู
ฟรังก้าถ่ายทอดความรู้ศาสตร์เร้นลับที่นางมารดำสอน ให้กับลูเมี่ยนและจินนาอย่างละเอียด
“จะประกอบพิธีวันนี้เลยไหม?” หลังจากพวกเขาสื่อสารกันเสร็จ มาดามเมจิกเชี่ยนก็เอ่ยปากถาม
“ลองดูก็ได้ มีแต่ต้องลองดู จึงจะพบปัญหาระหว่างทาง” ลูเมี่ยนปล่อยผมดำสยายพร้อมกับลุกยืน
มาดามเมจิกเชี่ยนยิ้มพลางเอ่ยปาก
“ไม่ต้องรีบ รอฉันสักครู่”
แทบจะทันทีที่พูดจบ อาร์คาน่าใหญ่รายนี้ก็เปิดประตูดาราเสมือนจริงบานหนึ่ง แล้วเดินเข้าไป
ไม่นานนัก เธอกลับมายังคฤหาสน์หรูอีกครั้ง
เสื้อผ้าของเธอเปลี่ยนไป สวมเสื้อคลุมจอมเวทสีดำเข้ม มีดาวสีเงินปักอยู่ดวงแล้วดวงเล่า
“ส่องกระจก แล้วใช้ ‘กระจกตัวแทน’” มาดามเมจิกเชี่ยนพูดเร็วกว่าเดิมเล็กน้อย ดูเหมือนจะไม่อาจรักษาสภาวะปัจจุบันได้นานนัก
ภายใต้สายตาของฟรังก้าและจินนา ลูเมี่ยนเดินไปทางกระจกเงาเต็มตัวในห้องนอน
มองนางมารสวยสะพรั่ง ซึ่งสะท้อนออกจากในกระจก เขาเผยสีหน้าเย็นชา พร้อมกับใช้ ‘กระจกตัวแทน’ อย่างตั้งใจ
ขณะเสียงแตกร้าวดังเกรียวกราว ดาวสีเงินบนเสื้อคลุมจอมเวทของมาดามเมจิกเชี่ยนก็เปล่งประกายสว่างวาบ และยิ่งเจิดจ้าเมื่อเวลาผ่านไป
ความมืดรอบข้างก็แผ่ขยายตามไปด้วย จนกระทั่งนภาดาวเสมือนจริงปรากฏภายในห้อง
ดวงดาวระยิบระยับเคลื่อนไหวเร็วรี่ ก่อตัวเป็นกุญแจที่มีทิศทาง และซับซ้อนอย่างผิดวิสัย
เป็นการอาศัยความเชื่อมโยงทางศาสตร์เร้นลับระหว่างลูเมี่ยนกับ ‘คนในกระจก’ ของเขา
อาศัยคุณสมบัติหลักที่ ‘คนในกระจก’ เป็นสื่อกลางกับกระจกวิเศษ เพื่อบังคับระบุพิกัด!
เพียงแค่หนึ่งหรือสองอึดใจ เสียงของมาดามเมจิกเชี่ยนก็แผ่กระจายออกไปอย่างเลือนราง
“เจอแล้ว”
แสงดาวพราวพรายนับไม่ถ้วนโปรยปรายลงมาพร้อมกัน แล้วหายไปในกระจกเงาเต็มตัว
“ฉันขังเป้าหมายไว้ชั่วคราวแล้ว เธอไปได้” มาดามเมจิกเชี่ยนพูดกับลูเมี่ยน
น้ำเสียงของเธอกลับมาเป็นปกติแล้ว
ลูเมี่ยนพยักหน้ารับ ก้าวเข้าไปในกระจกเงาเต็มตัว ตามร่องรอยของแสงดาวไปสู่ส่วนลึกของโลกในกระจก
……………………………………………………..