ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 1044 ความปรารถนา
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 1044 ความปรารถนา
ตอนที่ 1044 ความปรารถนา
เมื่อมาดามเมจิกเชี่ยนกลับมา ฟรังก้าก็ทำเหมือนที่ลูเมี่ยนเคยทำ อาศัยการระบุตำแหน่งและการกักขังของเทวทูตเส้นทาง ‘ประตู’ แล้วเข้าสู่ส่วนลึกของโลกในกระจก จนพบตัวเองในกระจกซึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้น
คนในกระจกมีใบหน้าของเจ้าของร่างเดิม มีคราบเลือดเปื้อนเปราะบนใบหน้า แววตาฉาบล้นด้วยความเหยียดหยาม ดูแคลน และเคียดแค้น
“เธอยังมีหน้ามาพบฉันอีกหรือ?” ก่อนฟรังก้าจะทันได้พูด ‘คนในกระจก’ ก็ชิงด่าตัดหน้า
ฟรังก้าอ้าปากค้าง พูดอย่างขุ่นเคืองพร้อมรอยยิ้มขบขัน
“ฉันมีอะไรให้ต้องอายล่ะ?”
“ฉันไม่ใช่ต้นเหตุของเรื่องพรรค์นี้สักหน่อย นายเป็นส่วนหนึ่งของฉัน แยกออกจากดวงวิญญาณของฉัน…”
“ตอนดื่มโอสถ ‘แม่มด’ นั่น นายกล้าสาบานไหมว่าตัวเองไม่ยินดี?”
เรื่องนี้ไม่มีใครดีกว่าใคร แล้วไฉนเลยจะไม่โยนความผิดให้อีกฝ่าย?
‘คนในกระจก’ เงียบไปสองวินาที
“เรื่องนี้ฉันยอมรับ”
“แต่เธอมีโอกาสกลับไปเป็นผู้ชายแล้ว แต่ดันปฏิเสธ เธอติดใจการเป็นผู้หญิงหรือไง? แล้วยังจะมีหน้ามาพบฉันอีก?”
“เธอลืมรูปลักษณ์ดั้งเดิมและความมุ่งมั่นของเธอไปแล้วหรือ?”
ฟรังก้าพูดไม่ออกไปชั่วขณะ ผ่านไปสิบกว่าวินาทีจึงพูดว่า
“ฉันรู้สึกว่าเพศไม่สำคัญหรอก สิ่งสำคัญคือตัวตน บุคลิกภาพ จิตวิญญาณ คุณธรรมของคนคนนั้น…”
“อย่าเอาวาทกรรมแบบ ‘นักกระตุ้น’ มาปัดฉันไป ฉันไม่รู้จักเธอหรือ? พวกเราเป็นคนเดียวกันนะ!” ‘คนในกระจก’ ตัดบทฟรังก้า
สื่อสารกันได้ก็ดีแล้ว สื่อสารกันได้ก็ดีแล้ว สื่อสารได้ก็มีทางเจรจา… ฟรังก้าถอนหายใจแล้วพูดว่า
“หลังจากรู้ว่ากลับไปไม่ได้แล้ว สิ่งสำคัญในชีวิตฉันก็เหลือแค่ไม่กี่อย่าง ฉันไม่อยากสูญเสียอีก ไม่อยากเจอความปั่นป่วนใหญ่โตอีก…”
“แล้วก็ เธอพูดถูก ไม่ได้ผิด! บางทีฉันอาจเป็นผู้หญิงมานานเกินไปแล้ว ฉันเองก็เริ่มชิน เมื่อกลัวการเปลี่ยนแปลง การไม่เปลี่ยนก็ยอมรับได้”
‘คนในกระจก’ หัวเราะเย้ยหยันเบาๆ
“ยอมรับแล้วใช่ไหม? หลอกคนอื่นได้ แต่หลอกตัวเองไม่ได้!”
ฟรังก้าพูดเย้ยตัวเองว่า
“แล้วอีกอย่าง ใกล้วันสิ้นโลกแล้ว ทั้งเทพแท้จริงและเทวทูตต่างก็คิดแบบนี้ ทำเรื่องมีความหมายก่อนเถอะ เรื่องอื่นค่อยว่ากันหลังผ่านวันสิ้นโลกไปแล้ว ค่อยวุ่นวายทีหลัง ตอนนั้นอาจมีความคิดใหม่ๆ ก็ได้ ถ้าผ่านวันสิ้นโลกไปไม่ได้ ทุกคนก็จบหมด คิดอะไรพวกนี้ก็ไร้ความหมาย”
เธอหยุดไปครู่หนึ่ง แล้วพูดเบาๆ ว่า
“เรื่องของนิกายนางมารก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ ต้องมีคนช่วยเขาสักคนสิ”
‘คนในกระจก’ ชำเลืองมองฟรังก้าทีหนึ่ง
“เธอไม่รู้หรือว่ามันอันตรายแค่ไหน?”
“รู้สิ แต่มีแค่ฉันที่เหมาะสม” ฟรังก้าพลันอมยิ้ม “ถ้าฉันอยู่ในสถานการณ์คล้ายๆ กัน ต้องการให้มีคนเสี่ยงอันตรายไปทำอะไรสักอย่าง ฉันเชื่อว่า ไม่ว่าจะลูเมี่ยนหรือจินนา ต่างก็จะไปทำแน่นอน”
เสียงของเธอเบามาก แต่ไม่มีความลังเลเลย
‘คนในกระจก’ มองฟรังก้าด้วยแววตาเจอความอิจฉา
ผ่านไปสักพัก เขาที่นั่งขัดสมาธิอยู่ ก็พลันระเบิดเสียงหัวเราะ
“ไม่สำคัญหรอก เธอจะเป็นผู้ชายหรือไม่ จะไปตายหรือเปล่า ก็ไม่สำคัญอะไรแล้ว ไม่เกี่ยวกับฉันแล้ว”
พูดจบ ดวงตาของเขาก็หมองลง ทั้งตัวดูเหี่ยวเฉา
“ในเมื่อกลับไปไม่ได้แล้ว ก็ไม่มีอะไรสำคัญอีกแล้ว”
ฟรังก้านึกถึงอารมณ์ตอนรู้ความจริง จึงกล่าวด้วยความเห็นอกเห็นใจ
“คงทำอะไรไม่ได้แล้ว นอกจากค่อยๆ ยอมรับชีวิตในปัจจุบัน ยอมรับว่ามันคือสัจธรรม”
“อย่างน้อย ก็ยังมีคนที่เราให้ความสำคัญ ยังมีคนที่ให้ความสำคัญกับเรา ชีวิตก็ยังพอมีความหมายอยู่บ้าง”
“นั่นมันเธอคนเดียว!” คนในกระจกด่าทอ “มันเกี่ยวอะไรกับฉัน? ถ้าฉันพลิกสถานการณ์ได้ แทนที่เธอออกไป คิดว่าจินนากับลูเมี่ยนจะยังรักษาความสัมพันธ์แบบเดิมไว้ หรือจะฆ่าฉันทิ้งทันทีล่ะ?”
‘คนในกระจก’ เงยหน้ามองฟรังก้า สีหน้าเปลี่ยนเป็นเศร้าสร้อย
“ฉันไม่เหลืออะไรแล้ว”
ฟรังก้าเงียบลงทันที หุบปาก ไม่ต่อปากต่อคำ
‘คนในกระจก’ ถอนหายใจแล้วกล่าวต่อ
“ความปรารถนาสูงสุดของฉัน แต่เดิมคือการหาโอกาสแทนที่เธอ ให้เธอถูกขังอยู่ในคุกมืดนี้ ขณะที่ฉันกินดีอยู่ดีในโลกความจริง มองหาความหวังจะกลับไปเป็นผู้ชายและกลับบ้านเกิด”
“สุดท้าย ฉันจะกลับบ้านพร้อมใบหน้าหล่อเหลา รูปร่างสูงใหญ่แข็งแรง และพลังพิเศษมากมาย เป็นฮีโร่ในเมืองแบบแบทแมน มีผู้คนนับหน้าถือตา มีสาวที่ฉันชอบมาตามจีบ…”
พูดไปพูดมา เสียงของ ‘คนในกระจก’ ก็ค่อยๆ เบาลง
ผ่านไปหลายวินาที เขาเปรยกับตัวเองเสียงแผ่ว
“แต่ตอนนี้ ฉันไม่เหลืออะไรแล้ว…”
ฟรังก้าฟัง ‘คนในกระจก’ เล่าความฝันของตน จนตระหนักอย่างชัดเจนว่า อีกฝ่ายคือส่วนหนึ่งของเธอจริงๆ
ความเพ้อฝันเหล่านั้น ยกเว้นเรื่องที่สลับตัวระหว่างในและนอกกระจก ส่วนที่เหลือล้วนเป็นสิ่งที่เธอเคยคิด เป็นความปรารถนาที่ช่วยให้เธอยืนหยัดอยู่บนโลกนี้ได้
บัดนี้ฟรังก้าพลันเกิดความเข้าใจอย่างประหลาด
เงื่อนไขของการปรองดองที่ลูเมี่ยนไม่ได้สรุปไว้ ยังมีอีกข้อหนึ่งคือ ร่างต้นต้องยอมรับอย่างแท้จริงว่า ‘คนในกระจก’ เป็นส่วนหนึ่งของตัวเอง เป็นอีกด้านหนึ่งของตัวเอง ไม่ใช่มีทัศนคติแบบหลอกลวง ใช้พลังของ ‘นักกระตุ้น’ มาโน้มน้าว
การยอมรับควรเป็นแบบสองทาง แล้วถึงจะปรองดองกันได้ จิตสำนึกจึงจะรวมเป็นหนึ่งเดียว
เธอฉุกคิดบางสิ่งได้ จึงพูดออกมาทันที
“นายคือฉัน ฉันก็คือนาย”
“สิ่งที่ฉันมี ก็คือสิ่งที่นายมี พวกเรามาปรองดองกันเถอะ หลอมรวมกันเถอะ”
‘คนในกระจก’ ที่นั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้นตลอด อึ้งไปเล็กน้อย แล้วเปล่งเสียงเยาะหยันอีกครั้ง
“เลิกเถอะน่า ในเมื่อกลับไปไม่ได้แล้ว ของแบบนี้ยังจะมีความหมายอะไรอีก?”
ฟรังก้าเดินเข้าไปหา ‘คนในกระจก’ พร้อมกับย่อตัวลงต่อหน้าเขาแล้วยื่นมือตัวเองออกไป
เธอพูดยิ้มๆ
“ฉันจะช่วยดึงนายออกมา”
‘คนในกระจก’ จ้องมองเธอแน่นิ่ง ผ่านไปนานกว่าจะยิ้ม
“ฉันนึกว่าเธอจะ ‘หว่านเสน่ห์’ ทำให้ฉันหลงรักหัวปักหัวปำเสียอีก…”
“เธอก็รู้อยู่แก่ใจดี อย่างฉันน่ะทนเสน่ห์ของสาวสวยไม่ได้หรอก”
“ให้ตายเถอะ…พอลองมาคิดดู ถ้าฉันแทนที่เธอจริงๆ ยังไม่ต้องพูดถึงว่า จินนากับลูเมี่ยนจะยอมรับได้หรือเปล่า ฉันคงทนเป็นผู้หญิงต่อไปไม่ไหว ต้องเปลี่ยนไปเป็น ‘นักบวชสงคราม’ แน่นอน แล้วก็เที่ยวเตร่ นอนกับผู้หญิงไปทั่ว”
“พอวันสิ้นโลกมาถึง ฉันก็ด่าทอไปด้วย แล้วก็ไปเสียสละตัวเองหรือ?”
“คิดแล้วก็ไม่สนุกเท่าไร…”
‘คนในกระจก’ เงียบไปอีกสองสามวินาที แล้วก็ยื่นมือขวาออกมา คว้ามือของฟรังก้า ลุกยืนตามแรงดึงของฝ่ายหลัง
เขามองดวงตาสีทะเลสาบอันงดงาม มองผมสีเชือกป่านซึ่งเข้มนิดหน่อยของฟรังก้า แล้วทำเสียง ‘จุ๊ๆ’ พลางหัวเราะ
“ฉันไม่ได้ให้อภัยเธอนะ”
“แล้วก็ไม่ได้ยอมรับคำพูดของเธอด้วย”
ทันใดนั้น ทั้งตัวของเขาก็ผ่อนคลายลง พลางเอ่ยด้วยเสียงต่ำในจังหวะไม่เร็ว
“แค่ฉันไม่เหลือความปรารถนาอะไรแล้ว…”
“ฉันยังพอมีอยู่” ฟรังก้ายิ้มอย่างขมขื่น
‘คนในกระจก’ ก็ยิ้มเช่นกัน
“งั้นเธอก็ทำต่อไปเถอะ ฉันขอตัวละ”
เมื่อได้ยินประโยคนี้ ฟรังก้าตระหนักได้อย่างแท้จริงว่า ระยะห่างระหว่างทั้งสองกำลังลดลง การเชื่อมโยงทางศาสตร์เร้นลับเริ่มเปลี่ยนเป็นรูปธรรม
ในสมองของเธอมีประโยคหนึ่งแวบขึ้นมาทันที
“สิ่งที่เป็นเมื่อวาน ตายไปพร้อมวันวาน สิ่งที่เป็นวันนี้ เกิดใหม่ในวันนี้”
นี่ก็เป็นวิธีหนึ่งในการปรองดองกับตัวเอง
…………
“พิธีประสบความสำเร็จแล้ว ‘นางมารต้นกำเนิด’ ก็แค่มองดู ไม่รู้ว่ากำลังรออะไรอยู่” ในห้องนอนของคฤหาสน์หรู มาดามเมจิกเชี่ยนพูดกับลูเมี่ยนและจินนา “ฉันขอไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน เดี๋ยวจะกลับมา”
พูดจบ เธอก็เปิดประตูลวงตาบานหนึ่งแล้วเดินเข้าไป
เมื่อเธอเปลี่ยนกลับเป็นชุดกระโปรงยาวสีส้มเหลือง กลับมาอยู่ข้างลูเมี่ยนและจินนา ฟรังก้าซึ่งตรวจสอบสภาพของตัวเองเสร็จแล้ว ก็เดินออกมาจากกระจกเต็มตัว
เห็นดวงตาของฟรังก้าเปลี่ยนเป็นสีฟ้ากว่าเดิม ผมก็เข้มและหนาขึ้นนิดหน่อย จินนาถามอย่างตื่นเต้น
“เธอก็ย่อยโอสถ ‘นางมารยุพนิรันดร์’ เสร็จแล้วเหมือนกันหรือ?”
ฟรังก้ายิ้ม ส่งผลให้ทั้งห้องดูสว่างขึ้น
“อา…การวิเคราะห์ของลูเมี่ยนเกี่ยวกับกฎการสวมบทบาท ‘นางมารยุพนิรันดร์’ น่าจะถูกต้อง”
บุคลิกของเธอตอนนี้ ดูเหมือนคนอายุยี่สิบเจ็ดยี่สิบแปด แบบมีประสบการณ์ชีวิต
มาดามเมจิกเชี่ยนหัวเราะในลำคอ
“ความเร็วในการเลื่อนลำดับและย่อยโอสถของพวกเธอ ทำเอาอาร์คาน่าใหญ่หลายคนอิจฉาได้เลย”
แต่ไม่รวมคุณใช่ไหม? ลูเมี่ยนรำพันในใจ
มาดามเมจิกเชี่ยนพูดต่อ
“แต่ตอนนี้อย่าเพิ่งคิดถึงเรื่องการไล่ตามตำแหน่งเทวทูต ในลำดับ 3 พวกเธอยังมีอีกหลายเรื่องต้องทำ”
“สิ่งสำคัญที่สุดคือ หลักยึดเหนี่ยว…หลักยึดเหนี่ยวศรัทธา”
“ถ้าไม่เตรียมตัวด้านนี้ให้ดี ต่อให้พวกเธอจะมีสูตรโอสถ และโชคดีพอรวบรวมวัตถุดิบจำเป็นได้ โอกาสคลุ้มคลั่งตอนเลื่อนลำดับก็ยังสูงกว่าโอกาสไม่คลุ้มคลั่งอยู่มาก”
“วันสิ้นโลกกำลังจะมาถึง หลายลำดับข้างหน้าอาจง่ายขึ้น แต่การเป็นสัตว์ในตำนานแท้จริงยังคงเป็นเรื่องยาก ยังคงเป็นอันตราย”
“หลักยึดเหนี่ยวศรัทธา? พวกเราต้องสร้างความเชื่อของตัวเอง และเผยแพร่ออกไป?” ฟรังก้าอ่านหนังสือมามาก จึงเข้าใจความหมายของมาดามเมจิกเชี่ยนทันที
ทว่าการตั้ง ‘ความเชื่อใหม่’ ในดินแดนซึ่งนับถือเทพแท้จริง ก็ทำได้แค่แอบๆ หรือไม่ก็ต้องไปทวีปใต้
มาดามเมจิกเชี่ยนเห็นลูเมี่ยนมองตนเช่นกัน จึงครุ่นคิดเล็กน้อยแล้วอธิบาย
“ถ้าพวกเธอไม่ติดขัดอะไร ศาสนจักรเดอะฟูลสามารถจัดให้พวกเธอเป็นนักบุญ จัดสรรเขตศาสนาเหมาะสม ให้พวกเธอเป็นนักบุญปกครองมุขมณฑล”
“ด้วยวิธีนี้ พวกเธอจะสามารถใช้ประโยชน์จากอิทธิพลของศาสนจักรเดอะฟูล อาศัยความน่าเชื่อถือของมิสเตอร์ฟูล สะสมศาสนิกชนจำนวนหนึ่งได้รวดเร็ว เป็นสาวกที่ขึ้นกับมิสเตอร์ฟูล”
“ศาสนาจารีตทุกศาสนาล้วนช่วยเหลือเทวทูตและนักบุญของตนเองในลักษณะนี้”
ลูเมี่ยนและฟรังก้าสบตากันแล้วพูด
“พวกเราไม่ติดขัดอะไร”
มาดามเมจิกเชี่ยนยิ้มอีกครั้ง
“งั้นพวกเธอรีบออกแบบนามเรียกขาน ซึ่งชี้เฉพาะถึงพวกเธอ ห้าท่อน ส่งผ่านผู้ส่งสารไปให้ ‘จัดจ์เมนต์’”
“อีกอย่าง พวกเธอคงอาศัยอยู่ทรีอาร์เป็นประจำใช่ไหม? ฉันจะให้ศาสนจักรเดอะฟูลจัดสรรในเขตทรีอาร์ให้สองแห่ง”
“อา…สร้างเพิ่มมาอีกแห่งนึง อยู่ค่อนไปทางชานเมือง ให้กับพวกเธอโดยเฉพาะ ด้วยวิธีนี้ เมื่อศาสนิกชนสวดภาวนา พวกเธอจะสามารถตอบสนองได้ ยิ่งมีปาฏิหาริย์มาก คนศรัทธาก็ยิ่งมาก”
“นั่นเป็นด้านหนึ่ง พวกเธอเองก็ต้องทำอะไรบางอย่างที่เพิ่มหลักยึดเหนี่ยวของตัวเองด้วย”
“เอาเถอะ เพิ่งเลื่อนลำดับ ตอนนี้พักผ่อนกันก่อน พรุ่งนี้ค่อยคิดจริงจัง”
พูดจบ มาดามเมจิกเชี่ยนก็รีบร้อนจากไป
“พักผ่อนกันก่อนเถอะ” ลูเมี่ยนหันไปพูดกับฟรังก้า
แม้ว่าโอสถจะย่อยสมบูรณ์แล้ว แต่การเลื่อนลำดับถือเป็นการต่อสู้ ร่างกายและจิตใจของเขายังคงเหนื่อยล้า
“ตกลง” ฟรังก้าก็คิดเช่นเดียวกัน
ทั้งสองไม่รอจนถึงกลางคืน ก็เข้านอนในห้องของตัวเอง
ลูเมี่ยนฝัน
ฝันว่าตัวเองกลับไปหมู่บ้านกอร์ตู ในบ้านหลังนั้นที่หมู่บ้านกอร์ตู โอลัวร์กำลังรออยู่ และยังจัดห้องรับแขกไว้หนึ่งห้อง ให้ฟรังก้าและจินนาพัก
ทุ่งหญ้าบนภูเขาเขียวชอุ่มเหมือนพรมผืนใหญ่ แสงแดดสว่างสดใส ลูเมี่ยนไม่อยากตื่นเป็นเวลานาน
เมื่อเขาลืมตา ท้องฟ้าก็ค่อนข้างสลัว ทำให้เขาไม่แน่ใจว่าขณะนี้เป็นยามเช้าตรู่หรือเย็นย่ำ
ลูเมี่ยนพลิกตัวลงจากเตียง เดินไปทางประตู
ทันใดนั้น เขาเห็นกระดาษขาวแผ่นหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะ มุมของกระดาษมีขวดหมึกทับไว้
“จำไม่เห็นได้เลยว่าเราเคยทำอะไรแบบนี้ก่อนนอน…” ลูเมี่ยนอึ้งไป มองดูอย่างละเอียด
แววตาของเขาแข็งค้างทันที
บนกระดาษขาวแผ่นนั้นมีข้อความหนึ่งบรรทัด ลายมือซึ่งเขาคุ้นเคยอย่างมาก
ลายมือของโอลัวร์!
ลายมือของโอลัวร์…ในขณะที่เราหลับ เธอก็มีชีวิตขึ้นมา?
เธอเขียนโน้ตนี้เพื่อเตือนอะไร? ลูเมี่ยนเดินมาที่โต๊ะด้วยม่านตาเบิกกว้าง แล้วอ่านข้อความบนกระดาษ
มันเป็นข้อความสั้นๆ ในภาษาอินทิส
“อัญเชิญเจ้ากระดาษขาว!”
……………………………………………………..