ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 1049 นักบุญผู้พิทักษ์
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 1049 นักบุญผู้พิทักษ์
ตอนที่ 1049 นักบุญผู้พิทักษ์
………………..
หลังจากฟรังก้าตกตะลึง ปฏิกิริยาแรกของเธอคือ
เธอรู้เรื่องนี้ได้ยังไง?
แม้ฟรังก้าจะเดาได้ตั้งนานแล้วว่า คนในร้านชำซิงเมิ่งคือ ‘เทพธิดารัตติกาล’ และเชื่อว่ามาดามเฮล่าได้รับความสำคัญจากเทพองค์นี้อย่างมาก หากไม่แล้ว พระราชวังเก่าแก่ในอาณาจักรราตรีคงไม่ถูกนำมาใช้เป็นสถานที่ชุมนุมของ ‘สมาคมวิจัยลิงบาบูนขนหยิก’
แต่เธอไม่เคยคิดเลยว่า ‘เทพธิดารัตติกาล’ จะบอกเรื่องเล็กน้อยอย่างการที่พวกตนเข้าไปในความฝันของ ‘มิสเตอร์ฟูล’ ให้เฮล่าทราบด้วย
ไม่ใช่ว่าควรพูดแค่เรื่องที่ ‘มิสเตอร์ฟูล’ เริ่มตื่นจากบรรทมก็พอหรือ?
เฮล่าพูดต่อไป
“อันที่จริง ฉันรู้ความจริงเรื่องการข้ามมิติมานานแล้ว”
ฟรังก้าซึ่งเตรียมคำพูดไว้อย่างพิถีพิถัน วางแผนจะค่อยๆ เล่าเรื่องการข้ามมิติให้มาดามเฮล่าฟังทีละน้อย เพื่อป้องกันไม่ให้เธอช็อกมากเกินไป ถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก
ตั้งแต่เมื่อไรกัน?
ก่อนพวกเราจะรู้อีกหรือ?
รู้ได้ยังไง?
ตอนนั้นเอง บริกรนำอัปแซ็งต์สีเขียวชวนฝันมาหนึ่งแก้ว กับกาแฟรีมูเข้มข้นสามเท่าอีกหนึ่งแก้วมาเสิร์ฟ
หลังจากเฮล่าดื่มอัปแซ็งต์หมดในอึกเดียว ใบหน้าขาวซีดเย็นชาของเธอก็มีสีหน้าชัดเจนยิ่งขึ้น
“หลังพิธีบูชาทะเลที่เมืองท่าซานตา”
“หลังจากเห็นผู้ช่วยที่พวกเธอเชิญมา ใช้เวทมนตร์ต่างๆ ซึ่งดูเหมือนมาจากนิทาน”
“ซินเดอเรลล่า แจ็คผู้ฆ่ายักษ์ เจ้าหญิงนิทรา?” ฟรังก้านึกถึงอิทธิฤทธิ์ของมาดามเฮอร์มิทในเวลานั้น พลางพึมพำว่า “ฉันนึกว่ามันมาจากนิทานที่จักรพรรดิโรซายล์เล่าเสียอีก…”
เฮล่าจ้องมองฟรังก้าด้วยดวงตาสีดำมืด
“มันเรียกว่า ‘ฉายซ้ำความลับ’ สามารถดึงพลังจากความรู้ด้านศาสตร์เร้นลับที่ครอบครอง มาสร้างเป็นเวทมนตร์หรือคาถา”
“ยิ่งความรู้ด้านศาสตร์เร้นลับนั้น เป็นสิ่งที่น้อยคนรู้จัก ยิ่งไม่แพร่หลาย เวทที่สร้างก็จะยิ่งทรงพลัง”
ฟรังก้าเริ่มเข้าใจอยู่รางๆ
“นิทานพวกนั้นไม่ใช่แค่เรื่องเล่า แต่ยังถือเป็นความรู้ด้านศาสตร์เร้นลับด้วย?”
“นั่นแสดงว่ามันเคยเกิดจริง ในโลกปัจจุบันแห่งนี้” เฮล่าบอกข้อสรุปของเธอ “นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ฉันก็กระจ่างว่าพวกเราอยู่ในโลกเดิมมาตลอด มีแต่เวลาเท่านั้นที่ผ่านไป”
ฟรังก้าพลันนึกถึงตอนที่เธอพูดถึงแฮร์ริสัน พูดถึงความหวังจะกลับบ้านในชุมนุมของ ‘สมาคมวิจัยลิงบาบูนขนหยิก’
เธอนึกถึงแววตาและท่าทีของมาดามเฮล่าในเวลานั้น
ตอนนั้นเธอคงเดาความจริงได้แล้วสินะ…
คงจะมองพวกเราด้วยความเศร้าปนสงสาร…
เฮล่าดื่มกาแฟรีมูเข้มข้นสามเท่าจนหมด แล้วพูดต่อไป
“ฉันตั้งใจจะหาโอกาสบอกใบ้พวกเธอบ้าง แต่แล้วก็เกิดเรื่องของแฮร์ริสัน หลายคนในกลุ่มพวกเธอตื่นเต้นมาก คาดหวังมาก”
“อย่างฉันไง” ฟรังก้ายิ้มเยาะตัวเอง
เธอจิบกาแฟของตัวเอง แล้วถามอย่างลังเล
“มาดามเฮล่า พวกเราควรบอกความจริงเรื่องการข้ามมิติให้สมาชิกคนอื่นรู้ไหม?”
เฮล่ามีความคิดอยู่แล้ว
“ตอนนี้ยังไม่ต้อง ปล่อยให้คนที่ยังไม่ยอมรับความจริง มีความหวังไปก่อนเถอะ”
“รอให้ผ่านวันสิ้นโลกไปก่อน ถ้าทุกคนยังอยู่ ก็ค่อยๆ บอกความจริงกับพวกเขาทีหลัง”
“นั่นสินะ มีความหวังไว้ก็ดี” ฟรังก้าพยักหน้าเห็นด้วย ภายในใจกำลังตื้นตัน
เธอเสริมต่อทันที
“แต่ก็ไม่ควรปล่อยให้ความหวังนี้ค้างคาเกินไป หรือเร่งรีบเกินไป หากไม่แล้ว ฉันกลัวว่าบางคนในกลุ่มอาจเลือกทำอะไรสุดโต่ง หรือก่อเรื่องวุ่นวาย”
พูดจบ ฟรังก้าก็เห็นสีหน้าของมาดามเฮล่าเผยความโล่งใจอยู่บ้าง
เฮล่าพยักหน้ารับพลางเอ่ย
“แค่นี้ก็พอแล้ว อย่าไปจับแฮร์ริสันจริงๆ ล่ะ”
“จับได้ก็บอกพวกเขาไม่ได้หรอก” ฟรังก้าตอบอย่างเข้าอกเข้าใจกัน
เธอเปลี่ยนเรื่องถาม
“ส่วนเรื่องวันสิ้นโลก พวกเราควรบอกไหม?”
“บอกได้บ้าง เน้นเรื่องความหวังไว้” เฮล่าตอบ
เหมือนกับสิ่งที่เราคิดไว้…ฟรังก้าถามต่อทันที
“การชุมนุมครั้งต่อไปจะเป็นเมื่อไร?”
“อยากให้เป็นภายในสัปดาห์นี้” เฮล่าตัดสินใจ
หลังจากคุยเรื่องงานเสร็จ ฟรังก้ามองดวงตาสีดำมืด มองใบหน้าขาวซีดของเฮล่า เงียบไปสองสามวินาทีก่อนจะเอ่ยปาก
“เมื่อกี้พูดถึงความหวัง คุณมีความหวังอะไรบ้างไหม?”
นี่ไม่ใช่คำถาม เธอไม่ได้คาดหวังคำตอบ แค่รู้สึกอยากพูดออกมา
สิ่งที่เธอไม่คาดคิดคือ เฮล่ากลับตอบคำถามนี้ด้วย
หญิงสาวในชุดแม่หม้ายดำยิ้มจางๆ
“ตอนนี้ความหวังใหญ่สุดของฉันคือ การผ่านพ้นวันสิ้นโลก”
“หากวิกฤตวันสิ้นโลกคลี่คลาย และพวกเรายังมีชีวิตอยู่…”
พูดไปพูดมา เธอเหมือนจมอยู่ในห้วงความทรงจำ
“ของขวัญที่ฉันประทับใจที่สุดในชีวิตคือ กล้องดูดาวที่พ่อแม่ซื้อให้ เพราะฉันชอบดูดวงดาวมาตั้งแต่เด็ก ชอบจินตนาการว่ามีอะไรอยู่บนท้องฟ้าอันกว้างใหญ่นั่น…”
“ถ้าผ่านพ้นวันสิ้นโลกได้จริงๆ ฉันมีความฝันสองข้อ”
“หนึ่งคือ โลกนี้พัฒนาไปเหมือนกับโลกเดิมของเรา ไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทุกอย่าง แค่ใกล้เคียงก็พอ”
“สองคือ เมื่อเหล่าเทพมารจากไป และฉันสามารถปกป้องตัวเองได้แล้ว ก็อยากใช้พลังของตัวเอง หรือขอความช่วยเหลือจากสมบัติปิดผนึกบางชนิด ไปดูนภาดาวด้วยตาตัวเอง เดินทางไปยังระบบดาวต่างๆ เพื่อชมอารยธรรมที่แตกต่าง…”
ฟรังก้าฟังจนรู้สึกเคลิบเคลิ้มไปกับภาพฝันดังกล่าว
ชีวิตแบบนี้ก็ไม่เลวเหมือนกัน…
ยามปกติก็อยู่ในทรีอาร์ เพลิดเพลินกับชีวิตทันสมัย ถ้าเบื่อก็ชวนจินนา, ลูเมี่ยน, โอลัวร์, อ็องโตนี, ลุดวิก, มาดามจัดจ์เมนต์ หรือ ‘007’ มารวมกลุ่มท่องเที่ยว ไปประเทศอื่น ทวีปอื่น ดาวดวงอื่น อารยธรรมอื่นด้วยกัน…
นภาดาวอันตรายอย่างยิ่ง วันสิ้นโลกก็อาจไม่รอดพ้น แต่คนเราต้องมีความหวังบ้าง…
มองดูเฮล่าพูดเสียงเบา ฟรังก้าพลันรู้สึกว่า ภาพจำของสตรีผู้นี้ดูมีชีวิตชีวาขึ้นจากเดิมมาก
หญิงสาวโบกมือเรียกบริกรที่แอบมองอยู่ห่างๆ สั่งไวน์น้ำตาลสองแก้ว กับอัปแซ็งต์อีกสองแก้ว
ฟรังก้ายกไวน์น้ำตาลหนึ่งแก้ว ทำท่าจะชนแก้ว
เฮล่าไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่ก็ยังยกอัปแซ็งต์มาชนด้วย
“แก้วนี้เพื่อบ้านเกิด” ฟรังก้าชนแก้วแผ่วเบา ดื่มไวน์น้ำตาลของตัวเอง
รอให้เฮล่าดื่มของเหลวสีเขียวหมดแก้ว เธอก็ยกไวน์น้ำตาลอีกแก้ว พูดด้วยรอยยิ้มและความรู้สึกตื้นตัน
“แก้วนี้เพื่อดินแดนอันไกลโพ้น”
ในเสียงชนแก้วแผ่วเบา ของเหลวต่างสีในแก้วกระเพื่อมน้อยๆ
แสงที่อยู่ในแก้วทั้งสองใบกระจายออกไปรอบทิศ
…………
หลังจากกลับมาถึงคฤหาสน์หรูในเขตศิลปะ ฟรังก้าก็รายงานกับลูเมี่ยน
“มาดามเฮล่าบอกว่า จะจัดชุมนุมภายในสัปดาห์นี้ จะพยายามให้เป็นก่อนวันเสาร์”
ลูเมี่ยนพยักหน้าเบาๆ
“มาดามจัดจ์เมนต์ก็ตอบกลับมาแล้ว”
“ศาสนจักรความรู้ตกลงตามคำขอ แต่ขอเวลาเตรียมตัวเล็กน้อย การไปเยือน ‘เมืองเนรเทศ’ ถูกกำหนดให้เป็นวันจันทร์หน้า”
“พอดีเลย ยูเลียนจะกลับกรุงทรีอาร์พฤหัสฯ หน้าแล้ว” ฟรังก้ามองไปยังจินนาข้างๆ “ว่ากันตามตรง ช่วงนี้ต้องหาทางหลอกพี่ชายเธอไปก่อน อย่าให้กลับกรุงทรีอาร์ในสองปีนี้”
“ถ้าข้อมูลที่ ‘007’ รายงานมาไม่มีปัญหาอะไร กรุงทรีอาร์จะเป็นจุดสำคัญแห่งหนึ่ง ซึ่งปัญหาวันสิ้นโลกปะทุจากภายใน”
จินนาพยักหน้ารับอย่างจริงจัง
“ฉันกำลังหาทางอยู่”
“อยู่ดีๆ ก็ว่างขึ้นมาเฉยเลย” ลูเมี่ยนพลันยิ้มแย้ม พลางหยิบหมวกทรงสูงพร้อมผ้าคลุมหน้าที่วางอยู่ข้างๆ ขึ้นมา “ออกไปเดินเล่นกันเถอะ”
“สภาพจิตใจของคุณดีขึ้นแล้วจริงๆ”
“หากเป็นแต่ก่อน คุณต้องกระวนกระวายแล้ว ช่วงเวลารอคอยนี่ทรมานสุดๆ” ฟรังก้าแซวเชิงรำพึง
จินนาเอ่ยถาม
“จะไปไหนดี?”
ลูเมี่ยนยิ้ม
“ท่าเรือลาวีน ไปวิหารของมิสเตอร์ฟูล การสถาปนาและการประกาศนักบุญผู้พิทักษ์ น่าจะเริ่มวันนี้แล้ว”
“ฉันอยากไปฟังดูหน่อย”
“ไปฟังคนอื่นพูดถึงตัวเอง? มันจะไม่กระอักกระอ่วนแย่หรือ?” ฟรังก้าทำหน้าปฏิเสธ
เธอกับลูเมี่ยนไม่ได้บอกมาดามเมจิกเชี่ยนว่า อยากประจำวิหารใด เพราะทั้งคู่ต่างเกรงใจกัน อยากให้อีกฝ่ายเลือกก่อน แต่ก็คิดว่าอีกฝ่ายก็คงไม่ยอมเหมือนกัน เลยปล่อยให้ศาสนจักรเดอะฟูลตัดสินใจเอง
“ฉันไม่ถือ” ลูเมี่ยนยิ้มพูด “อีกอย่าง เราต้องไปเดินสำรวจแถวนั้นอยู่แล้ว ดูว่ามีวิธีหาหลักยึดเหนี่ยวบ้างไหม”
“ก็ได้” ฟรังก้าถอนหายใจ “ถ้าอยู่ในเมืองแดนฝัน ฉันจะประกาศตัวเป็นดารา! พวกแฟนคลับจะกลายเป็นหลักยึดเหนี่ยวชั้นยอดของฉัน!”
“แต่มันก็มีปัญหาอยู่…หลักยึดเหนี่ยวแบบนี้มีวันหมดอายุ ไม่สามารถสืบทอดต่อได้ แถมแฟนคลับมีทัศนคติและจุดสนใจต่างกัน จะทำให้การรับรู้ขัดแย้งกัน นี่อาจส่งผลต่อสภาพของฉัน”
“นั่นก็เป็นวิธีหนึ่ง” ลูเมี่ยนมองจินนา “ถ้าคุณก้าวสู่ลำดับ 3 ได้ อาจลองเป็นนักแสดงชื่อดังที่สุดในทวีปเหนือใต้ดู แน่นอนว่า ต้องได้รับพรคุ้มครองจากมิสเตอร์ฟูลก่อน หรือไม่ก็…”
ลูเมี่ยนไม่ได้พูดจนจบ
…………
เขตจัตุรัส, ท่าเรือลาวีน, ภายในวิหารเดอะฟูล ซึ่งมีหน้าต่างกว้างใหญ่ใสสะอาด
ลูเมี่ยน, ฟรังก้า และจินนา สวมหมวกพร้อมผ้าคลุมหน้าห้อยลงมา ทยอยนั่งตรงริมแถวม้านั่ง
ขณะนี้ บิชอปครึ่งคนยักษ์ ผมสีบลอนด์ทอง สูงกว่าสองเมตรครึ่ง สวมเสื้อคลุมสั่งตัดพิเศษ หมวกผ้าไหมทรงสูง กำลังเทศนาอยู่
ด้านข้างมีผนังที่แต่เดิมว่างเปล่า ปัจจุบันมีจิตรกรกำลังอาศัยนั่งร้านกับเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ วาดภาพจิตรกรรมฝาผนังใหม่
ในโลกที่ศาสนจักรมีสถานะสูงส่ง การได้วาดภาพจิตรกรรมฝาผนังให้วิหาร คือการถูกยอมรับและยกย่องอย่างสูงสุดสำหรับจิตรกรแล้ว
พวกลูเมี่ยนเพิ่งนั่งลง ถอดหมวก ก้มศีรษะไม่นาน บิชอปครึ่งคนยักษ์ก็เอ่ยด้วยเสียงทรงพลังและสง่างาม
“พวกเรามาสรรเสริญมิสเตอร์ฟูลพร้อมกัน”
“มิสเตอร์ฟูลจงเจริญ!” ศาสนิกชนทุกคน รวมทั้งบิชอป ต่างลุกยืนพร้อมกัน เลื่อนมือแตะหน้าอก
บิชอปครึ่งคนยักษ์พูดต่อ
“และจงสรรเสริญนักบุญผู้พิทักษ์ของวิหารแห่งนี้ด้วย”
“นักบุญผู้ยิ่งใหญ่ นักบุญฟรังก้า”
“วิหารของเราได้รับนามตามท่าน!”
นิ้วเท้าของฟรังก้าในรองเท้าบูตเริ่มเกร็งตัว
บิชอปครึ่งคนยักษ์ยังคงกล่าวต่อไป
“นักบุญฟรังก้าคือจอกศักดิ์สิทธิ์ของมิสเตอร์ฟูล คอยรองรับสุขทุกข์ของผู้คน ดูแลโรคภัยและภัยพิบัติ”
“ท่านคือผู้ไม่แก่เฒ่า คือนางมารผู้กระจายความขัดแย้งและหายนะแก่ศัตรู…”
“ท่านเคยท่องในความฝันของมิสเตอร์ฟูล วิ่งวุ่นเพื่อการกลับมาของพระองค์ ท่านทำลายเส้นแบ่งระหว่างจินตนาการกับความจริง นำพรของพระองค์มาสู่ผืนแผ่นดิน…”
โอ้…พูดถึงเราได้เท่จริงๆ…ฟรังก้ารู้สึกทั้งกระอักกระอ่วนและปลาบปลื้มในเวลาเดียวกัน
หลังจากเล่าเรื่องราวของนักบุญฟรังก้าจบ บิชอปครึ่งคนยักษ์ก็กล่าวว่า
“นักบุญฟรังก้าจงเจริญ!”
“สรรเสริญแด่ท่านผู้ไม่แก่เฒ่า เจ้าแห่งไข้และโรคระบาด นางมารผู้มาพร้อมความขัดแย้งและหายนะ จอกศักดิ์สิทธิ์ที่รองรับทุกข์สุข ฟรังก้า·โรลังด์ผู้ยิ่งใหญ่”
ศาสนิกชนพากันสวดภาวนาตามบิชอป
ฟรังก้าอึ้งไปทันที ก่อนจะก้มหน้างุนงง หันไปหาลูเมี่ยนและจินนา
“ฉันได้ยินเสียงประหลาดด้วยละ…เห็นจุดแสงด้วย…”
……………………………………………………..