ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 1051 ผู้พิทักษ์
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 1051 ผู้พิทักษ์
ตอนที่ 1051 ผู้พิทักษ์
หลังจากพิจารณาแนวทางต่อไปเรียบร้อยแล้ว ลูเมี่ยนก็หันไปมองนอกหน้าต่างรถม้า
ตอนนี้รถม้าเช่าแล่นมาถึงกำแพงเมืองสีเทาขาว ซึ่งรายล้อมกรุงทรีอาร์ไว้ทุกทิศ กำลังเข้าแถวรอออกจากเมือง
วิหารแห่งใหม่ของศาสนจักรเดอะฟูลในเขตทรีอาร์ตั้งอยู่ชานเมือง ใกล้กับจุดที่แม่น้ำเซอเรนโซ่คดงอ ลำน้ำกว้างขวาง การคมนาคมสะดวก มีทั้งท่าเรือและสถานีรถ เป็นเมืองเล็กที่ทิวทัศน์งดงาม
เมื่อลูเมี่ยนมาถึงเมืองเล็กที่ชื่อลองบ์ เขาก็พบว่ามันไม่ได้เล็กเลย ท่าเรือมีเรือกลไฟหลายลำ ตามถนนตรอกเต็มไปด้วยผู้คน คึกคักวุ่นวาย
หลังจากถามคนขับรถม้า ลูเมี่ยนก็เข้าใจเหตุผลคร่าวๆ
สินค้าส่วนใหญ่ที่จะเข้าทรีอาร์ต้องเสียภาษีศุลกากร แม้อัตราภาษีจะแตกต่างกัน
ดังนั้น สินค้าหลายชนิดที่ไม่จำเป็นต้องไปขายในกรุงทรีอาร์ หรือแค่ผ่านทรีอาร์ ก็ขนของลงที่ลองบ์ แล้วส่งต่อไปยังเมืองรอบๆ ทำให้เมืองเล็กแห่งนี้ค่อยๆ เจริญรุ่งเรือง และยังดึงดูดพ่อค้าทางทะเล นักผจญภัย และลูกเรืออย่างล้นหลาม พร้อมทั้งนำพาศรัทธาในเดอะฟูลมาเยือนด้วย
ลูเมี่ยนเคยได้ยินฟรังก้าพูดถึงว่า ความจริงแล้ว ศาสนจักรสุริยันเจิดจรัสอยากยกเลิกภาษีศุลกากรมาตลอด เพื่อให้การค้าเจริญรุ่งเรือง การหมุนเวียนสินค้าดีขึ้น แต่ภาษีนี้เป็นหนึ่งในแหล่งรายได้หลักของสาธารณรัฐอินทิส และภาษีศุลกากรของกรุงทรีอาร์ ก็เทียบเท่ากับภาษีศุลกากรของมหานครหลายเมืองรวมกัน รัฐบาลไม่มีทางตัดทิ้งได้เลย
ลูเมี่ยนสวมหมวกปีกกว้างทรงกลม ปล่อยให้ผ้าคลุมหน้าสีดำห้อยลง แล้วเดินเตร่ไปมาในเมืองลองบ์
ไม่นานเขาก็พบวิหารเดอะฟูลที่ตอนนี้ถูกเรียกว่า วิหารนักบุญลูเมี่ยน แต่ไม่รีบเข้าไป เพียงแค่ยืนอยู่บนถนน ชื่นชมหน้าต่างกระจกบานใหญ่ ชื่นชมผนังภายนอกที่เรียบง่ายอยู่ครู่หนึ่ง
“หวังว่าสักวัน จะไม่มีนักบวชพูดว่า ‘อดทนหน่อยนะท่านนักบุญลูเมี่ยน’…” หลังจากเหน็บแนมตัวเองติดตลก ลูเมี่ยนก็เดินต่อ
ความเชื่อหลักของเมืองเล็กแห่งนี้คือสุริยันเจิดจรัส บูชาเทวทูตผู้พิทักษ์ประจำกรุงทรีอาร์ นักบุญวีฟ
ลูเมี่ยนมองรูปปั้นเทวทูตที่แกะสลักจากหินสีขาวสองสามครั้ง แล้วเดินเข้าไปในบาร์ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามเยื้องๆ จัตุรัส
ในบาร์มีลูกค้าเนืองแน่น พอถึงสุดสัปดาห์ ยังมีคนทรีอาร์จำนวนไม่น้อยมาเยือน เพลิดเพลินกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ไม่ต้องเสียภาษีศุลกากร
ลูเมี่ยนเพิ่งผลักประตูไม้หนักของบาร์ ก็รู้สึกว่ามีสายตามากมายมองมายังตน มีทั้งประหลาดใจ ทึ่ง กระหาย ตื่นเต้น และเสมือนมีงูพิษเลื้อยช้าๆ บนร่างกาย
เขาเพิ่งนึกได้ว่า ตอนนี้ตัวเองเป็นสตรี แม้ใบหน้าจะมีผ้าคลุมหน้าบดบัง แต่ก็ยังเป็นสตรีที่เปล่งเสน่ห์รุนแรง
ตอนเป็นชายไม่ยักเคยมีแบบนี้ อย่างมากก็มีแค่โจรมองสำรวจว่าน่าขโมย และมีโอกาสขโมยได้ไหม…เฮ้อ ไม่หลงเหลือความรู้สึกกลับบ้านที่คุ้นเคยแล้ว…ลูเมี่ยนส่ายหัวช้าๆ แล้วหยิบปืนลูกโม่ออกจากกระเป๋านักเดินทาง
เขายื่นมือไปจับกรอบประตู ชี้ปืนลูกโม่ไปบนเพดาน แล้วเหนี่ยวไกโดยไม่ลังเล
ปัง!
กระสุนทำให้ฝุ่นร่วงกราวลงมาเป็นกลุ่ม คนในบาร์ราวกับนักกีฬาที่ได้ยินเสียงปืนสัญญาณ รีบวิ่งกระเจิงไปคนละทิศละทาง
นี่ทำให้ลูเมี่ยนมีทางกว้างๆ สำหรับไปยังเคาน์เตอร์บาร์
เมื่อฉากหลบหนีสุดอลหม่านสงบลง ลูเมี่ยนก็ยกเลิกขวดเสกสรร ถือปืนลูกโม่ เดินไปทางเคาน์เตอร์บาร์ พลางพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาแต่นุ่มนวล
“ฉันแค่อยากดื่มเหล้า”
จากนั้นเขาก็นั่งลงบนเก้าอี้สูง เคาะเคาน์เตอร์ แล้วพูดกับบาร์เทนเดอร์ที่มองตัวเองด้วยสายตาตกตะลึง
“นางฟ้าหยกหนึ่งแก้ว”
บาร์เทนเดอร์เพิ่งตื่นจากภวังค์ รีบรินอัปแซ็งต์ให้ลูเมี่ยน เติมน้ำมะนาวนิดหน่อย
ลูเมี่ยนไม่ถอดหมวก ไม่เปิดผ้าคลุมหน้า ค่อยๆ จิบเหล้าที่มีรสขมและกลิ่นหอม
คนอื่นๆ ในบาร์ค่อยๆ กลับเป็นปกติ ในเมืองเล็กที่มักมีโจรสลัดและนักผจญภัยแวะเวียนมา พวกเขาชาชินกับเรื่องแบบนี้แล้ว ถึงได้กระโดดหนีชำนาญขนาดนั้น
ลูเมี่ยนนั่งฟังพวกเขาคุยกันเรื่อยเปื่อย ฟังเสียงกระซิบกระซาบ พยายามค้นหาข่าวที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะเกี่ยวกับนิกายโรค
แต่น่าเสียดาย สิ่งที่เขาได้ยินส่วนใหญ่คือการพูดถึงตัวเขาเอง
ที่พูดกันมากที่สุดคือ ‘ทวิกายา’ หมายถึงอะไร
มีทั้งการตีความเชิงศิลปะ อย่างเช่น ‘มีร่างกายของบุรุษ แต่ก็มีด้านของสตรี เป็นทั้งเปลวไฟและน้ำแข็ง’ และก็มีแบบหยาบคายลามก อย่างเช่น ‘ข้างบนนูนเป่ง ข้างล่างแข็งโป๊ก’
ลูเมี่ยนหันไปมองขี้เมาที่พูดประโยคหลัง
ดวงตาที่เหมือนทะเลสาบบนที่ราบสูงของเขา เป็นราวกับกระจกสะท้อนภาพของอีกฝ่าย
ขี้เมาคนนั้นกำลังใช้ท่าทางหยาบคายประกอบคำพูดเมื่อครู่ พลันรู้สึกเจ็บปวดรุนแรงตรงหน้าอกกับช่วงล่าง เสมือนถูกเปลวไฟแผดเผาทั้งเป็น
เขาร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด ล้มลงกับพื้นทันที กลิ้งเกลือกด้วยความทุกข์ทรมาน
คนรอบข้างที่กำลังหัวเราะเห็นด้วยกับมุกตลกของเขา ต่างพากันตกตะลึงพรึงเพริด
ผ่านไปสิบกว่าวินาที ขี้เมาคนนั้นก็ฟื้นตัว แล้วจับเก้าอี้ข้างๆ ลุกขึ้นยืนอย่างโงนเงน
“เมื่อกี้เกิดอะไรขึ้น?”
“ป่วยกะทันหัน?”
“รีบไปหาหมอเถอะ!”
คนรอบข้างต่างแย่งกันพูด
ขี้เมาส่ายหัวอย่างงุนงง
“เมื่อกี้เจ็บหน่อยเดียว ตอนนี้ไม่เป็นไรแล้ว…”
เขาพูดไปพลาง ก้มลงตรวจดูสภาพร่างกายตัวเอง แล้วก็พบอย่างตกใจว่า หน้าอกของตนบวมพองอย่างประหลาด จากการถูกเผาโดยไม่ทราบสาเหตุ ส่วนช่วงล่างก็เหมือนกลายเป็นหิน ทำให้กางเกงตุงโด่
เกือบจะในเวลาเดียวกัน คนรอบข้างต่างก็เริ่มสังเกตเห็นสภาพดังกล่าว
“ข้างบนนูนเป่ง ข้างล่างแข็งโป๊ก…” ใครสักคนทวนซ้ำคำพูดของขี้เมาเมื่อครู่
นี่มัน…คนรอบข้างรีบถอยห่างจากบริเวณนี้ทันที ต่างพากันมองขี้เมานั่นด้วยสายตาระแวดระวัง
เป็นหมอนั่น! เขาดูหมิ่นนักบุญ ไม่เกี่ยวกับพวกเรา!
เราก็ไม่ได้ยืนข้างเขา ถ้าฟ้าผ่า อย่าให้ลูกหลงมาโดนพวกเรา!
ท่ามกลางความหวาดผวา ทุกคนในละแวกใกล้เคียงต่างคิดสิ่งเดียวกันโดยไม่รู้ตัว
นักบุญผู้พิทักษ์องค์ใหม่ของวิหารเดอะฟูล ศักดิ์สิทธิ์ถึงเพียงนี้เชียวหรือ?
ลูเมี่ยนหันสายตากลับ ปล่อยให้ภาพที่สะท้อนในดวงตาหายไป
นี่เป็นการลงโทษเบาๆ ไม่กระทบต่อการใช้งานจริงและสุขภาพร่างกาย
สำหรับลูเมี่ยน การดูหมิ่นตน เขาไม่สนใจเลย แค่จะหาโอกาสแกล้งกันสักหน่อย แต่ถ้าดูหมิ่นโอลัวร์คงยอมไม่ได้
อีกอย่าง นี่ก็เป็นโอกาสด้วย โอกาสที่จะใช้ความกลัวเผยแพร่ความเชื่ออย่างสมเหตุสมผล
ขณะเดียวกันก็ยังช่วยย่อยโอสถแม่มดไปในตัว
ลูเมี่ยนก้มมองอัปแซ็งต์ในมือ เห็นของเหลวสีเขียวมรกตระยิบระยับสะท้อนใบหน้าที่สวมผ้าคลุมหน้า
…………
ไวน์สีแดงฉานแกว่งไกวแผ่วเบา ด้านข้างวางตุ๊กตาไม้ใบหน้าพร่าเลือนสามตัว
ด้วยท่าทีผ่อนคลาย ฟรังก้าเอนพิงพนักเก้าอี้ มองชื่นชมเลือดที่ซึมเข้าไปในลายไม้ รวมถึงเส้นผมที่แทรกเข้าไปในรอยแยก
มองไปสองสามวินาที เธอก็หันไปมองชายสามคนที่ยืนอยู่หน้าโต๊ะ แล้วกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ฉันมีข้อเรียกร้องกับพวกคุณแค่สองข้อ”
“หนึ่งคือ ช่วยฉันรวบรวมข่าวสาร”
“สองคือ ปฏิบัติตามกฎสิบสามข้อที่ฉันกำหนด ดูแลพวกหางเครื่องและโสเภณีข้างถนนให้ดี”
หลังจากฟรังก้าพูดจบ จินนาที่ยืนข้างๆ ก็ยกกระดาษขึ้นอ่าน
“ข้อหนึ่ง ห้ามบังคับ”
“ข้อสอง รับประกันการพักผ่อนที่เพียงพอ”
“…”
“ข้อสิบสาม จัดสวัสดิการรักษาพยาบาลขั้นพื้นฐาน”
“เราเป็นแก๊ง ไม่ได้ทำการกุศลบ้าๆ!” หนึ่งในสามคนที่อารมณ์ร้อนที่สุด โพล่งออกมาทันควัน
ฟรังก้าหัวเราะ
“ใช่ ฉันก็ไม่ได้ทำการกุศล”
จากนั้น เธอดีดเพลิงทมิฬเงียบงันออกมา ปล่อยให้มันตกลงบนตุ๊กตาตัวหนึ่ง
ตุ๊กตาตัวนั้นถูกเพลิงทมิฬคลอกทันที เผาไหม้อย่างเงียบเชียบ
หัวหน้าแก๊งที่แหกปากเมื่อครู่ เริ่มร้องครวญครางอย่างเจ็บปวดทันที เพลิงทมิฬชั่วร้ายลุกโชนออกจากในร่างกาย
เขาคุกเข่าลงกับพื้นด้วยความทุกข์ทรมาน ใบหน้าบิดเบี้ยวตะโกนว่า
“ผ…ผมผิดไปแล้ว”
“ผมจะทำการกุศล!”
“ผมรับปาก! ผมรับปาก!”
ฟรังก้าและจินนาไม่ตอบ เพียงเงียบมองจนกระทั่งหัวหน้าแก๊งคนดังกล่าวทรุดลงกับพื้น ชักกระตุกแล้วตายไป
ฟรังก้าจึงหันไปมองหัวหน้าแก๊งอีกสองคน ยิ้มแล้วถามว่า
“พวกคุณมีความเห็นอะไรไหม?”
“ไม่มี” หัวหน้าแก๊งทั้งสองราวกับกำลังแข่งกันส่ายหัว
หลังจากจินนาติดกระดาษที่เขียนกฎสิบสามข้อไว้บนผนัง ฟรังก้าก็ลุกขึ้นยืน
“อย่าลืมอ่านมันทุกวันด้วยล่ะ ถ้าฝ่าฝืน…”
ฟรังก้าหยิบตุ๊กตาที่เหลืออีกสองตัว
“พวกคุณน่าจะรู้ว่ามันหมายถึงอะไร นี่คือสื่อคำสาปของแม่มด”
หลังจากกลายเป็นนางมารสุขสม จนสามารถใช้กระจก ‘สาป’ ได้โดยตรง ฟรังก้าก็ไม่พึ่งพามนตร์ดำแบบนี้ในการต่อสู้อีก แต่คำสาปกระจกเป็นแบบเรียลไทม์ ไม่สามารถตรึงไว้ถาวร ถ้าอยากควบคุมหัวหน้าแก๊งสองคนนี้ให้เชื่อฟัง ยังต้องนำเลือดกับเส้นผมของพวกเขามาทำเป็นสื่อคล้ายตุ๊กตา
สำหรับนางมารยุพนิรันดร์ การมีสื่อแบบนี้ยังสามารถส่งผลต่อญาติสายตรงของเป้าหมายได้ด้วย
“ทราบครับ…ทราบเป็นอย่างดี” หัวหน้าแก๊งทั้งสอง ตอนนี้เปลี่ยนมาแข่งกันพยักหน้า
จินนาคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพูดกับฟรังก้า
“ฉันขอเพิ่มกฎอีกข้อได้ไหม?”
“แน่นอน” ฟรังก้ายิ้มตอบ
จินนาหยิบปากกามาเขียนเพิ่มบนกระดาษที่ติดไว้แล้ว
“ข้อสิบสี่ เงินกู้ดอกเบี้ยต่อปีห้ามเกิน 36% ห้ามเก็บค่าธรรมเนียม ค่าบริการ หรือค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอื่นๆ”
“ไม่มีปัญหาใช่ไหม?” จินนาหันมายิ้มถาม
หัวหน้าแก๊งสองคนที่ถูกถามไม่กล้าออกความเห็น
ฟรังก้าเก็บตุ๊กตาคำสาปสองตัวนั่น เดินไปยังประตูพลางพูดลอยๆ
“ฉันรู้ว่ามีคนหนุนหลังพวกคุณอยู่ แต่ทางนี้ไม่สนว่าพวกเขาคิดยังไง และจะไม่ขัดขวางการแย่งชิงอาณาเขตของพวกคุณ รวมไปถึงการหาเงิน”
“สิ่งที่ฉันต้องการมีแค่ สองอย่างที่พูดไปเมื่อครู่”
“ถ้าคนที่หนุนหลังพวกคุณไม่พอใจ ก็ให้พวกเขามาดูรูปปั้นนี้”
ขณะที่เธอพูด แสงสีเทาขาวแผ่ซ่านออกมาเป็นเส้นๆ ตกลงบนร่างของหัวหน้าแก๊งที่ตายไปแล้ว
ศพกลายเป็นรูปปั้นหินอย่างรวดเร็ว
“แบบนี้ไม่มีปัญหาใช่ไหม? ถ้าพวกเขาคิดจะทำร้ายฉัน พวกคุณจะแอบบอกฉันใช่ไหม?” ฟรังก้าหันกลับมามองหัวหน้าแก๊งที่เหลืออีกสองคน ยิ้มพลางเอ่ยถาม
หัวหน้าแก๊งทั้งสองเผยสีหน้าหลงใหลอย่างห้ามไม่อยู่ก่อน แล้วรีบขานตอบ
“ใช่! ใช่!”
ออกจากห้อง ฟรังก้าเดินไปหาหางเครื่องและโสเภณีริมถนนที่รอด้วยความหวาดกลัวอยู่ตรงหัวบันได
“บอส…” เด็กสาวหลายคนร้องเรียกด้วยความยินดี
ฟรังก้าพยักหน้ารับเบาๆ
“ต่อไปนี้จะกลับไปเป็นเหมือนเดิม”
“แต่ฉันยังอยากจะบอกว่า นี่ไม่ใช่อาชีพระยะยาว”
…………
ฝั่งตรงข้ามโรงละครกรงพิราบเก่า ฟรังก้าและจินนานั่งอยู่บนม้านั่งข้างทาง มองดูผู้ชมและนักแสดงที่เข้าๆ ออกๆ อย่างสงบ
“ไม่ไปทักทายหน่อยหรือ?” จินนาถาม
ฟรังก้ายิ้มน้อยๆ
“ไม่ต้องหรอก ในเมื่อพวกเธออยู่ได้ดี ก็ไม่จำเป็นต้องแก้ไขอะไร”
“ก็จริง” จินนาพยักหน้า
ฟรังก้าเอียงศีรษะ พูดครึ่งจริงครึ่งล้อเล่นว่า
“นี่เก็บไว้ให้เธอ ต่อไปเธอต้องเป็นผู้พิทักษ์ของนักแสดงหญิง”
ดูอีกพักหนึ่ง พวกเธอก็กลับไปยังคฤหาสน์หรู
ตอนนี้ลูเมี่ยนกลับมาแล้ว กำลังพูดกับอ็องโตนีว่า
“ช่วยฉันหาข่าวเกี่ยวกับนิกายโรคหน่อย”
“นิกายโรค…” ฟรังก้าเข้าใจทันทีว่าลูเมี่ยนอยากทำอะไร รีบยิ้มแล้วเอ่ยปาก “ฉันก็มีช่องทางข่าวแล้ว จะให้พวกนั้นช่วยสอดส่องด้วย!”
……………………………………………………..