ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 1059 จีดาส
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 1059 จีดาส
ตอนที่ 1059 จีดาส
………………..
ลูเมี่ยนเลื่อนลำดับเร็วเกินไป ยังไม่เชี่ยวชาญภาษาศาสตร์เร้นลับหลายภาษา แม้แต่ภาษาคนยักษ์ก็เรียนรู้ได้เพียงบางส่วน แต่เขากับ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ มีพันธสัญญาเชื่อมโยงกัน จึงเข้าใจความหมายจากความคิดที่อีกฝ่ายส่งมาได้โดยตรง
ขณะนี้ เขาตกตะลึงกับปฏิกิริยาและคำพูดของ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ อย่างยิ่ง
เขาคาดหวังไว้ว่า พี่น้องที่พลัดพรากกันนับพันปีจะได้พบกันอีกครั้ง ทั้งเศร้าเคล้าอบอุ่น เหมือนตอนที่พี่ใหญ่ท่อนแขนเพิ่งกลายเป็นทหาร ‘0-01’ และมองเขาพลางเอ่ยชื่อ ‘โอมีเบล่า’ ด้วยความลึกซึ้ง
แต่ผลที่ได้กลับไร้ซึ่งความอบอุ่น มีเพียงความเกลียดชังที่ฝังลึกถึงกระดูก
ระหว่างที่เสียงของ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ ดังก้อง รอบตัวพระองค์ก็สว่างไสว ราวกับแสงจันทร์สีแดงเข้มหลั่งไหลจากที่ใดสักแห่ง มายังทุ่งร้างแห่งนี้
มันทั้งชั่วร้าย เย็นเยียบ บ้าเลือด
ถัดมา ภายในแสงจันทร์สีแดงเข้มก็ปริแยกเป็น ‘ประตูอัญเชิญ’ มายาซับซ้อนบานแล้วบานเล่า พวกมันเชื่อมต่อกับสถานที่ต่างๆ
ด้านหลังมีความน่าสะพรึงกลัวบางอย่างที่ไม่อาจบรรยายกำลังงอกเงย
บนพื้นทุ่งร้าง พืชพรรณนับไม่ถ้วนผุดพราย ทอดยาวไปยังลำต้นเหี่ยวเฉาที่แปรสภาพจากซากศพโอมีเบล่า
‘พรแห่งธรณี’ ถูกกระตุ้นจึงตอบสนอง ดินด้านล่างแตกระแหง หญ้าไม่อาจงอกงาม
พลังแห่งความตายและการหวนคืนอันเข้มข้นนี้ ปะทะกับภาพความเขียวชอุ่มของชีวิตใหม่
ลูเมี่ยนที่ยืนอยู่ระหว่างซากศพโอมีเบล่ากับ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ ถูกพลังกระทบทันที ถดถอยกลับเป็นกระจกอย่างไม่อาจยับยั้ง แล้วแตกร้าวกร้าวกระจาย
อิทธิพลนี้ยังคงขยายวงกว้างอย่างรวดเร็ว ไม่ให้ลูเมี่ยนที่เพิ่งร่างกายคืนรูปมีเวลาพักแม้แต่ชั่วครู่
ทันใดนั้น เปลวเพลิงที่มองไม่เห็นก็พวยพุ่งจากทุกหนแห่งของทุ่งร้าง ท้องฟ้าเหนือศีรษะแปรเป็นสีแห่งการลุกโชน เจตจำนงอันน่าสะพรึงกลัวที่สามารถพิชิตทุกสิ่งหลั่งไหลลงมาฉับพลัน
เนื้อหนังตรงหว่างคิ้วของ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ ดิ้นพล่าน ดึงรั้งผิวหนัง
ใบหน้าที่บิดเบี้ยวของพระองค์ กลับคืนสู่ปกติอย่างรวดเร็ว ส่วนรอบตัวพระองค์ ไม่ว่าจะเป็นแสงจันทร์สีแดงเข้ม ประตูอัญเชิญนับไม่ถ้วน หรือพืชพรรณที่เพิ่งผลิใบ ล้วนหายวับไปในพริบตา
สมบัติปิดผนึกนามว่า ‘พรแห่งธรณี’ ก็กลับสู่ความสงบเช่นกัน ความแห้งแล้งหยุดแผ่ขยาย
พร้อมกับเปลวเพลิงมองไม่เห็นที่ดับมอด ทุ่งร้างเปื้อนเลือดหน้าภูเขาซากศพก็ถูกความมืดปกคลุมอีกครั้ง
ลูเมี่ยนมองไปยังยอดภูเขาศพ อดรำพึงรำพันไม่ได้
“บอส คุณใจร้อนไปหน่อยกระมัง?”
เขายังอยากสังเกตการณ์อีกสักพักก่อนจะยืมพลังและอำนาจของ ‘0-01’ มาปราบ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ กับ ‘พรแห่งธรณี’ แต่ใครจะรู้ว่า ‘0-01’ จะมีปฏิกิริยาตอบสนองทันที
นี่ทำให้เขารู้สึกอับจนหนทาง
แต่ก็ช่วยไม่ได้ ใครใช้ให้ ‘0-01’ เป็นบอส ส่วนเขาเป็นแค่ ‘ผู้แทน’ ล่ะ?
อันที่จริง ‘0-01’ อยู่ในสภาพหลับใหลอย่างสิ้นชีพ ตอบสนองด้วยสัญชาตญาณล้วนๆ ไม่ใช่สิ่งที่ลูเมี่ยนอยาก ‘ชักจูง’ ก็จะ ‘ชักจูง’ ได้
“ได้ยืนยันปฏิกิริยาของพี่ใหญ่ท่อนแขน ได้ยินคำพูดเมื่อครู่ ก็เพียงพอแล้ว”
“ความคิดและการคาดเดาที่เรายังไม่ชัดเจนนัก บางอย่างถูกล้มล้าง บางอย่างก็ร้อยเรียงเข้าด้วยกัน…”
“ฮ่าๆ พี่ใหญ่ท่อนแขน ต่อไปฉันจะเรียกท่านว่าจีดาสดีไหม?”
ลูเมี่ยนบ่นพึมพำอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเก็บ ‘พรแห่งธรณี’ ที่ถูกปราบปราม กลายเป็นเงียบสงบ และจะไม่เกิดผลแบบสุ่มอีกระยะหนึ่ง
จากนั้นก็ ‘เทเลพอร์ต’ กลับไปยังลานหน้าวิหารความรู้
ที่นี่เต็มไปด้วยเสียงคร่ำครวญ เสียงครางเจ็บปวด หลายคนสิ้นชีวิตไปแล้ว
ลูเมี่ยนกวาดตามองรอบหนึ่ง รีบออกจากโมโรลา ปรากฏตัวในมิติหลังกระจกแห่งเดิม ปรากฏตัวข้างกายฟรังก้า
ตอนนี้ จินนาเพิ่งเลื่อนลำดับสำเร็จ ผมดำหนาขึ้นเล็กน้อย ดวงตาสีฟ้างดงามยิ่งกว่าเดิม
“มาดามเมจิกเชี่ยนล่ะ?” ลูเมี่ยนละสายตาจากจินนา หันไปถามฟรังก้า
ฟรังก้าหัวเราะ ‘หึๆ’
“พอยืนยันว่าจินนาเลื่อนลำดับได้อย่างราบรื่น ก็กลับไปเร่งต้นฉบับต่อแล้ว”
“เธอบอกว่า ถ้าคุณมีผลงานหรือข้อคาดเดาอะไรได้ ก็ให้อัญเชิญผู้ส่งสารของเธอ หรือไม่ก็รายงานตรงต่อ ‘มิสเตอร์ฟูล’ ได้เลย”
“คราวนี้ต้องขอหนังสือเซ็นชื่อด้วย” ลูเมี่ยนหัวเราะ แล้วพูดกับฟรังก้าและจินนา “เราไปเมืองเงินพิสุทธิ์ใหม่กันก่อน”
…………
หลังจากวาง ‘พรแห่งธรณี’ คืนที่ห้องชั้นล่างสุดของหอคอยกลมแล้ว ลูเมี่ยนมาถึงสำนักงานใหญ่ศาสนจักร ‘เดอะฟูล’ เข้าไปในห้องสารภาพบาปที่ ‘มิสเตอร์ซัน’ จัดเตรียมไว้ให้พวกตนโดยเฉพาะ
เขาบีบเปลวเพลิงสีขาวแกร่ง ปล่อยให้แสงสว่างเติมเต็มทุกตารางนิ้วภายในห้องสารภาพบาป จากนั้นเล่าให้ฟรังก้า จินนา และ ‘มิสเตอร์ซัน’ ที่มาร่วมฟัง ถึงการคาดเดาเรื่อง ‘พี่น้อง’ ชื่อโอมีเบล่าและจีดาส ปฏิกิริยาของ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ เมื่อครู่ และคำพูดที่ตะโกนออกมา
“คุณหมายความว่า โอมีเบล่าและจีดาสต่างเป็นลูกของ ‘องค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่’ คนแรกเป็นพี่สาว สืบทอดพลังเส้นทาง ‘ธรณี’ คนหลังเป็นน้องชาย อยู่ในเส้นทาง ‘จันทรา’ ที่ใกล้เคียงกัน และพวกเขาอาจเป็นฝาแฝดด้วย?” ฟรังก้าพยายามเรียบเรียงความคิด
พูดถึงตรงนี้ จินนาทำสีหน้าหนักอึ้ง
“จีดาสถูกโอมีเบล่าสังหาร ด้วยเหตุผลที่ไม่ทราบแน่ชัด?”
“สามีของโอมีเบล่า เทพบรรพกาลอย่างราชาคนยักษ์เออเมียร์ อาจมีส่วนร่วมด้วยก็ได้…”
“พวกพระองค์กังวลว่าจีดาสจะคืนชีพ จึงจงใจแยกชิ้นส่วนพระองค์ออกเป็นหลายส่วน ผนึกไว้ตามที่ต่างๆ”
“นี่คือเหตุผลที่พวกผีดูดเลือดไม่เคยได้ยินว่า มีเทวทูตเส้นทาง ‘จันทรา’ องค์นี้อยู่”
“อา…เรื่องนี้น่าจะเกิดเร็วพอสมควร คงก่อนที่บรรพชนผีดูดเลือดจะฟื้นคืนสติบางส่วนในยุคที่สอง กลายเป็นเทพบรรพกาล”
“นึกแล้วเชียว ไม่มีเหตุผลที่บรรพชนผีดูดเลือดจะถือกำเนิดช้ากว่าเผ่าอื่น ต้องรอให้ถึงยุคที่สองเสียก่อน…”
“ในเมื่อตะกอนพลังลำดับ 7 ถูกเรียกว่า ‘แวมไพร์’ งั้นในช่วงต้นยุคที่สอง หรือแม้กระทั่งยุคแรก ก็ควรมีสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า ‘แวมไพร์’ เกิดขึ้นแล้ว ส่วนจะมีสติปัญญาหรือไม่ เทียบเท่าสัตว์ประหลาดหรือเปล่า ก็ไม่กระทบกับการระบุแก่นแท้” ลูเมี่ยนพูดช้าๆ คิดไปพูดไป
‘มิสเตอร์ซัน’ ช่วยแก้ต่างให้ผีดูดเลือดประโยคหนึ่ง
“ผีดูดเลือดไม่ถือว่าสัตว์ประหลาดพวกนี้เป็นเผ่าพันธุ์เดียวกัน”
“ถึงได้เรียกว่าบรรพชนผีดูดเลือด ไม่ใช่บรรพชนแวมไพร์?” ลูเมี่ยนรู้สึกว่าถ้า ‘มิสเตอร์มูน’ อยู่ที่นี่ด้วย อาจเกิดเรื่องไม่พอใจได้
หลังจากผ่านการชุมนุมหน้าพระพักตร์หนึ่งครั้ง ชุมนุมย่อยหนึ่งครั้ง เขาเข้าใจบุคลิกและจุดที่ ‘มิสเตอร์มูน’ ใส่ใจเป็นอย่างดีแล้ว
‘มิสเตอร์ซัน’ ตอบอย่างเป็นกลาง
“พวกเขาเรียกกันแบบนั้น”
แต่พวกคุณชาวเมืองเงินพิสุทธิ์ใหม่ คิดว่าแวมไพร์กับผีดูดเลือดแก่นแท้เหมือนกันใช่ไหม? สามนางมารอย่างลูเมี่ยน ฟรังก้า และจินนา ต่างได้ยินประโยคที่ ‘มิสเตอร์ซัน’ ไม่ได้พูดออกมา
ช่างเป็นคนใจจิตดีจริงๆ…ลูเมี่ยนรู้สึกประทับใจ แล้วพูดต่อไป
“จีดาสสาปแช่งพี่สาวโอมีเบล่าก่อนตาย สาปให้เธอตายด้วยน้ำมือญาติสายตรง คำสาปนี้เป็นจริงแล้ว”
พูดถึงตรงนี้ ลูเมี่ยนพลันหยุดนิ่ง เว้นไปสองวินาทีจึงพูดเสียงเบา
“เทวทูตเส้นทาง ‘จันทรา’ อย่างจีดาส ถูกโอมีเบล่าเส้นทาง ‘ธรณี’ สังหาร อาจถูกขโมยอัตลักษณ์ไปด้วย”
“ส่วนโอมีเบล่าสุดท้ายก็ตายด้วยน้ำมือเทพบรรพกาลเส้นทาง ‘จันทรา’ บรรพชนผีดูดเลือดที่ในเวลานั้นอาจสูญเสียสถานะเทพแท้จริงไปแล้ว จากนั้นก็ถูกขโมยอัตลักษณ์ไปอีกที”
“กงกรรมกงเกวียนจริงๆ…”
ลูเมี่ยนรู้สึกสะเทือนใจอย่างยิ่ง
ตอนที่เขาขโมยพลังชะตากรรม ยังไม่มีความเข้าใจที่ชัดเจนนัก แต่ยิ่งรู้มากเท่าไร ยิ่งรู้สึกว่าชะตากรรมเป็นปัญหาที่เทวทูต เทพแท้จริง หรือแม้กระทั่งการดำรงอยู่อันยิ่งใหญ่ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้
หลังจากแลกเปลี่ยนความคิดอีกครู่ ลูเมี่ยนลุกขึ้น
“ฉันต้องรายงานต่อ ‘มิสเตอร์ฟูล’ พระองค์อาจประทานวิวรณ์ใหม่”
เขาสวดมนต์ในห้องสารภาพบาปทันที
ทันใดนั้น หมอกสีเทาขาวบางเบาก็ปรากฏต่อหน้าต่อตา ข้างหูราวกับมีเสียงน่าสะพรึงกลัวอึกทึกดังมา
เพียงชั่วกะพริบตา ลูเมี่ยนก็เห็นตัวเองนั่งอยู่ข้างโต๊ะยาวทองสัมฤทธิ์ นั่งตรงตำแหน่งของ ‘แชเรียต’ ส่วนเก้าอี้หินขนาดมหึมาที่ปลายโต๊ะด้านบน ร่างสวมหมวกทรงสูงและเสื้อโค้ทกันลมของ ‘มิสเตอร์ฟูล’ ปรากฏรางๆ ซ่อนอยู่ในหมอก
“อรุณสวัสดิ์ มิสเตอร์ฟูล” ลูเมี่ยนรีบลุกคำนับทันที
เขาตั้งใจจะรายงานต่อ ‘มิสเตอร์ฟูล’ ผ่านการสวดวิงวอน แต่กลับถูกดึงมาบนหมอกสีเทาโดยตรงเลย
‘เดอะฟูล’ พยักหน้าเบาๆ น้ำเสียงอ่อนโยนกว่าความเย็นชาในการชุมนุมครั้งก่อนหลายส่วน
“เจ้าได้คำตอบแล้วหรือ?”
ลูเมี่ยนนั่งลง
“ผมกลายเป็น ‘นางมารยุพนิรันดร์’ แล้ว และได้ยืม ‘พรแห่งธรณี’ ไปพบ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ ที่ใต้ดินโมโรลา…”
หลังจากทวนวิวรณ์ที่ ‘มิสเตอร์ฟูล’ เคยประทานให้อีกครั้ง เขาก็เล่าข้อมูลที่รวบรวมได้ รวมถึงการคาดเดาทั้งหมดของตน แล้วตบท้ายว่า
“มิสเตอร์ฟูล คุณนายปัวริสจงใจซ่อนทารกจีดาสไว้ในหมู่บ้านกอร์ตู เพื่อใช้ประโยชน์จากพิธีกรรมสุดท้ายที่ผู้ศรัทธาชะตากรรมจัดขึ้นสินะ?”
“ทารกจีดาสหายตัวไปอย่างลึกลับเพราะพิธีกรรมนั้นใช่ไหม?”
‘เดอะฟูล’ ที่ปกคลุมด้วยหมอกสีเทาบางเบาพยักหน้ารับ
“ใช่”
ลูเมี่ยนพลันหัวเราะ หัวเราะนานหลายวินาที
จากนั้นเขาถอนหายใจ เอ่ยถามด้วยสีหน้าจริงจัง
“มิสเตอร์ฟูล ชิ้นส่วนดวงวิญญาณของทารกจีดาสอยู่ในตัวฉัน…ใช่ไหม?”
ในเมื่อพระองค์ที่ชุมนุมแสงเหนือศรัทธาสามารถใช้พิธีกรรมนั่น ร่วมกับตราผนึกของ ‘มิสเตอร์ฟูล’ ให้อามุนด์กลับเข้ามาภายในบาเรียโดยไม่ถูกสังเกต ขโมยพลังและอัตลักษณ์ของเทอร์มีโพลอสได้
งั้น ‘องค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่’ ก็ทำสิ่งคล้ายกันได้เช่นกัน!
ทารกจีดาสตอนนั้นน่าจะอยู่ในความพินาศที่พิธีกรรมนำมาด้วย เหมือนชาวบ้านคนอื่นๆ ในหมู่บ้านกอร์ตู แตกกระจายเป็นชิ้นๆ เหลือเพียงชิ้นส่วนดวงวิญญาณ แล้วถูกผนึกเข้าไปในร่างกายของเรา!
เขาจึงหายตัวไปอย่างลึกลับ
‘เดอะฟูล’ วางมือขวาที่ขอบโต๊ะ เคาะเบาๆ สองสามครั้ง
“ใช่”
ลูเมี่ยนหัวเราะเยาะตนเอง
“มิน่าล่ะ พอมาถึงทรีอาร์ก็เจอเรื่องเกี่ยวกับ ‘องค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่’ พอออกทะเลก็เจอบาทหลวงที่ตั้งครรภ์โอมีเบล่า สัตว์พันธสัญญาตัวแรกที่เลือกได้ก็คือ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’…”
เขารำพึงเสียงเบาสองสามประโยค แล้วมองไปที่โต๊ะหน้า ‘เดอะฟูล’ อีกครั้ง
“มิสเตอร์ฟูล รบกวนท่านช่วยถอนตราผนึก เพื่อแยกชิ้นส่วนดวงวิญญาณของทารกจีดาสได้ไหม?”
‘เดอะฟูล’ ตอบด้วยน้ำเสียงสงบ
“ทั้งเขาและชิ้นส่วนดวงวิญญาณของโอลัวร์ ต่างก็หลอมรวมกับเจ้าแล้ว”
ลูเมี่ยนตะลึงไปครู่หนึ่ง นอกจากตกใจแล้วก็รู้สึกว่าสมเหตุสมผล
ความพิเศษที่ชิ้นส่วนดวงวิญญาณของโอลัวร์มี ชิ้นส่วนดวงวิญญาณของทารกจีดาสก็ย่อมมีเช่นกัน
พวกเขาทั้งสองแตกต่างจากชาวบ้านคนอื่นๆ คนหนึ่งหลอมรวมแล้ว อีกคนก็ต้องไม่มีข้อยกเว้นแน่นอน
“เขาจะส่งผลต่อการฟื้นคืนชีพของโอลัวร์ไหม?” ลูเมี่ยนถามปัญหาที่ห่วงใยที่สุด
‘เดอะฟูล’ ส่ายหน้าเล็กน้อย
“เขากับโอลัวร์เพศต่างกัน เขาจะแทนที่เจ้าในอนาคตเท่านั้น”
“เขาหลอมรวมกับเจ้า ตั้งแต่ตอนที่เจ้าได้รับสายเลือดโอมีเบล่าแล้ว”
“ชิ้นส่วนดวงวิญญาณของจีดาส…สายเลือดของโอมีเบล่า”
“ฮ่าๆ ฉันคนเดียวก็เทียบเท่าบุตรแห่งเทพคู่แฝดแล้ว” ลูเมี่ยนผ่อนลมหายใจ ขอคำแนะนำอย่างจริงใจ “มิสเตอร์ฟูล ปัญหานี้มีวิธีแก้ไขหรือไม่”
‘เดอะฟูล’ มองลูเมี่ยนนานหลายวินาที เสียงพลันลอยล่อง ราวกับกำลังบรรยายถึงโชคชะตา
“นี่คือภัยแฝง คืออันตราย แต่ก็เป็นตัวแปร และเป็นโอกาสด้วย”
……………………………………………………..