ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 1065 บุกทะลวง
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 1065 บุกทะลวง
ตอนที่ 1065 บุกทะลวง
………………..
ไพ่ ‘เฮอร์มิท’ ในมือแคทลียาเพิ่งถูกหยิบออกมา ก็เสมือนมีแสงชุ่มชื้นไหลผ่านไป
ขณะเดียวกัน ภายนอกหอคอยจอมเวท
ณ จุดหนึ่งในม่านหมอกที่ปกคลุมท้องฟ้าเหนือ ‘แดนมหัศจรรย์’
ดาวดวงหนึ่งส่องสว่างท่ามกลางแสงแดด สว่างจ้ายิ่งขึ้นเรื่อยๆ จนแทบแสบตา
เพียงชั่วพริบตา ร่างหนึ่งก็ก้าวออกมาจากดาวดวงนั้น
ไม่ใช่ใครนอกจาก ‘มาดามเมจิกเชี่ยน’ ในชุดคลุมจอมเวทสีดำสนิท บนผืนอาภรณ์ปักดาวนับไม่ถ้วนที่ระยิบระยับด้วยสีเงิน
อาศัยสายสัมพันธ์ทางศาสตร์เร้นลับที่ ‘เฮอร์มิท’ มอบให้ เธอบังคับระบุตำแหน่งและฉีกเปิดประตูสู่ ‘แดนมหัศจรรย์’
นับตั้งแต่ ‘เฮอร์มิท’ แคทลียาสามารถเข้าออก ‘แดนมหัศจรรย์’ ได้อย่างอิสระ ‘เมจิกเชี่ยน’ ก็พร้อมที่จะอาศัยสมบัติปิดผนึกระดับ ‘0’ ของตระกูลอับราฮัมบุกเข้ามา
อย่างไรเสีย นี่เป็นเพียงสิ่งที่ทอริโอโบสร้างด้วย ‘ฉายซ้ำความลับ’ มิใช่สิ่งที่ ‘ปราชญ์เร้นลับ’ ประทานให้ จะขวางผู้สูงส่งเส้นทาง ‘ประตู’ ที่เข้าได้ทั้งมีประตูและไม่มีประตูได้อย่างไร?
ทว่า ‘นิกายมอสส์’ ก็เป็นองค์กรเก่าแก่ที่มีเทวทูตอย่างน้อยสององค์ มีสมบัติปิดผนึกระดับ ‘0’ และ ‘1’ หลายชิ้น ในเวลานั้น ‘ชุมนุมทาโรต์’ รวมกับศาสนจักรเดอะฟูล เมืองเงินพิสุทธิ์ใหม่ เมืองจันทราใหม่ ยังมีพลังไม่เพียงพอที่จะต่อกร ยิ่งฝ่ายตรงข้ามยังมี ‘ปราชญ์เร้นลับ’ คุ้มครองด้วยแล้ว ขณะที่ ‘มิสเตอร์ฟูล’ ยังไม่ฟื้น อาร์คาน่าใหญ่ทั้งหลายจึงไม่หุนหันพลันแล่น แต่รอคอยอย่างใจเย็น
วันนี้ โอกาสมาถึงแล้ว
‘มิสเตอร์ฟูล’ และเหล่าเทพจะจัดการ ‘ปราชญ์เร้นลับ’ ส่วนที่ยากที่สุดคือ ต้องหาและล็อกเป้าหมายให้ได้ แถมยังต้องไม่ให้พระองค์หลบหนี ส่วน ‘ชุมนุมทาโรต์’ และพันธมิตรรับหน้าที่โจมตีสำนักงานใหญ่ ‘นิกายมอสส์’ กวาดล้างผู้วิเศษที่ถูก ‘ปราชญ์เร้นลับ’ ครอบงำหรือแม้แต่ปนเปื้อนมลทินให้สิ้น
แน่นอน ‘ชุมนุมทาโรต์’ และศาสนจักรเดอะฟูลไม่ได้ส่งยอดฝีมือทุกคนออกมา ต้องระวังกองกำลังศัตรูและนิกายเทพมารที่อาจฉวยโอกาสขณะ ‘มิสเตอร์ฟูล’ ออกล่าเอง บุกโจมตีเมืองเงินพิสุทธิ์ใหม่และที่อื่นๆ สำหรับเทวทูตอย่างเซียอาแห่ง ‘โรงเรียนกุหลาบ’ ชนะหรือแพ้ไม่สำคัญ ที่สำคัญคือสร้างความเสียหายได้หรือไม่ เพราะนั่นจะสั่นคลอนหลักยึดเหนี่ยวของ ‘เดอะฟูล’
“มิสผู้ส่งสารกับคุณลุงพาลีสต้องอยู่เฝ้าหมู่เกาะรอสต์…”
“วิลกับมิสเตอร์อะซิกคงไม่ยุ่งเรื่องแบบนี้…”
“มีแค่ฉันที่ออกมาได้ โชคดีที่พันธมิตรยังคอยให้ความช่วยเหลือ…”
ในชั่วพริบตา ความคิดมากมายแล่นผ่านสมองของ ‘เมจิกเชี่ยน’ ก่อนจะรวมเป็นหนึ่งเดียว
“แต่ฉันยังต้องส่งต้นฉบับอีก…”
เสียงถอนหายใจไม่ได้หยุดยั้งการกระทำของเธอ เพียงก้าวเดียวก็มาปรากฏข้างกาย ‘เฮอร์มิท’
ที่เธอปรากฏตัวคนเดียวตอนนี้ ไม่ได้หมายความว่ามีเทวทูตมาเพียงองค์เดียว เธอแค่เร็วกว่า มาถึงเป็นคนแรก
ในดวงตาของ ‘มาดามเมจิกเชี่ยน’ พลันเกิดแสงดาวจุดเล็กๆ รวมตัวกัน ดุจกลายเป็นหนังสือเล่มหนึ่ง
ตามมาด้วยดาบยักษ์ที่ถักทอจากแสงสนธยาสีส้มแดง มันปรากฏกลางอากาศ ทะลุทะลวงความว่าง ฟันสับลงบนรูปปั้นสีทองเข้มที่สวมหน้ากากในทันที
ดาบยักษ์สนธยาแตกสลาย กลายเป็นเศษแสงสีส้มแดงนับไม่ถ้วน ฉีกทึ้งทุกสิ่งรอบข้าง จนสรรพสิ่งแหลกสลาย ร่วงโรย และพังทลาย
รูปปั้นสีทองเข้มทั้งสามเป็นเป้าแรก ท่ามกลางพายุแสงสนธยา พวกมันแตกเป็นเศษเล็กๆ ในพริบตา แต่ละชิ้นมืดหม่น ขึ้นสนิม ดุจผ่านการกัดเซาะของกาลเวลายาวนาน หรือก้าวเข้าสู่ยุคสนธยาของตน
ในพระราชวัง ตามผนัง พื้น เพดานที่เต็มไปด้วยดวงตาประหลาดเย็นชา ทยอยพังทลายท่ามกลางพายุสีส้มแดง ร่วงหล่นทีละนิ้ว แล้วป่นเป็นผง
แม้แต่ความว่างเปล่าก็ยังพังครืน
‘มาดามเมจิกเชี่ยน’ เปลี่ยนตำแหน่งไปนานแล้ว แยกเป็นหลายร่าง คุ้มครองตนเองและ ‘มาดามเฮอร์มิท’ ด้วยม่านป้องกันชั้นแล้วชั้นเล่า
มีทั้งกรงขังอันศักดิ์สิทธิ์ ทั้งความมืดที่ม้วนเป็นทรงกลม เมื่อมันแตกสลาย ‘พายุแสง’ สีส้มแดงก็สงบนิ่งโดยสมบูรณ์
เมื่อพระราชวังบนยอดหอคอยจอมเวทพังทลาย ฉากใหม่ก็ปรากฏแก่สายตา ‘เฮอร์มิท’ แคทลียา
มันคืออุโมงค์ลึกลับ ยาวเหยียดอย่างไร้จุดหมาย กว้างขวางมหึมา ดุจประกอบด้วยห้องมากมายเชื่อมต่อกัน
ในห้องปัจจุบัน จอมเวทลำดับสูงสิบกว่าคนกำลังกุลีกุจอกับภารกิจของตน
มิติปัจจุบันดูเหมือนเงาสะท้อนของหอคอยจอมเวท เป็นอีกด้านหนึ่งของ ‘แดนมหัศจรรย์’
อาณาเขตลับที่ ‘เฮอร์มิท’ ไม่อาจเข้าถึง
มันถูก ‘เมจิกเชี่ยน’ ใช้ ‘พายุแสง’ จาก ‘ดาบยักษ์สนธยา’ ผนวกกับพลังในการระบุตำแหน่งของสมบัติปิดผนึกระดับ ‘0’ เปิดออกด้วยกำลัง
‘มาดามเมจิกเชี่ยน’ ไม่ชักช้า โยนกระจกบานหนึ่งทิ้งไว้ แล้วหายตัวพร้อม ‘มาดามเฮอร์มิท’ แฟลชไปยังส่วนลึกของอุโมงค์มืด
กระจกที่โยนออกมายังไม่ทันแตะพื้น ลูเมี่ยนในชุดคลุมจอมเวทสีดำที่ไม่ได้ดึงฮู้ด รวมถึงจินนา ก็ไต่ออกมาแล้ว
จอมเวทในห้องเพิ่งตื่นจากสมาธิ ต่างหันมามองพวกเขา
ลูเมี่ยนและจินนาก็เห็นสิ่งที่พวกเขากำลังทำ
บ้างแบ่งกันกินศพทารก บ้างใช้ทารกปรุงยา บ้างสกัดไขมันทารกเพื่อทาลงบนสิ่งของ และอื่นๆ อีกมาก ล้วนใช้ทารกแรกเกิดทำเวทมนตร์ ยา หรือสมบัติวิเศษ
นี่มัน…ลูเมี่ยนเลิกคิ้ว
แม้ในคำร่ำลือของชาวบ้าน จอมเวทมักเกี่ยวข้องกับการฆ่าทารกและเด็ก มีเวทมนตร์ประหลาดที่กระบวนการเตรียมโหดร้าย แต่ลูเมี่ยนรู้ว่านี่ไม่ใช่แนวทางหลักของเส้นทาง ‘จอมเวท’
มีจอมเวทที่ทำแบบนี้ไหม มีเวทมนตร์คล้ายกันไหม? ย่อมมี แต่ไม่มากแน่
ใครจะคิดว่าใน ‘นิกายมอสส์’ ที่เน้นศีลธรรมและข้อห้าม ยึดถือคติ ‘ทำตามใจปรารถนา แต่อย่าทำร้ายใคร’ จะมีจอมเวทมากมายทำเรื่องเช่นนี้ในด้านมืดของ ‘แดนมหัศจรรย์’
แน่นอน สิ่งที่ลูเมี่ยนประหลาดใจไม่ใช่ความเสื่อมของ ‘นิกายมอสส์’ นี่เป็นเรื่องที่รู้กันมานาน
ไม่งั้น ‘นิกายมอสส์’ คงไม่เปลี่ยนจากสมาคมที่ได้รับการยกย่องและเป็นมิตรกับศาสนจักรใหญ่ มาเป็นองค์กรลับชั่วร้ายที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืด
ที่เขาแปลกใจคือ ‘นิกายมอสส์’ มีธรรมเนียมใช้ศพทารกแพร่หลายเพียงนี้ ซึ่งไม่อาจเกิดขึ้นในเวลาปีสองปี
และทารกย่อมชวนให้นึกถึงการเกิดใหม่ นึกถึงมารดา
การกลายพันธุ์ของ ‘ปราชญ์เร้นลับ’ เกี่ยวข้องกับ ‘องค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่’ จริงหรือ? ธรรมเนียมนี้เริ่มตั้งแต่พระองค์นำความชั่วและความเสื่อมมาสู่ ‘นิกายมอสส์’? ใช้ประโยชน์จากการเกิดใหม่และความตาย? ลูเมี่ยนหันไปมองจินนาที่เผยสีหน้าตกใจปนโกรธจัด แล้วรีบกล่าว
“ฝากที่นี่ด้วยนะ”
จากนั้น เขาแฟลชไปยังส่วนลึกของอุโมงค์กว้าง
ภารกิจของเขาไม่ได้อยู่ที่นี่
เหตุที่จินนาเข้าร่วมปฏิบัติการ เพราะลูเมี่ยนเชื่อว่าการสวมบทบาท ‘นางมารสิ้นหวัง’ สามารถบรรลุได้จากการต่อสู้ การสังหาร การทำลายล้างเช่นกัน
นางมารผู้นำมาซึ่งความสิ้นหวัง!
จินนาจะไม่ร่วมการต่อสู้ในส่วนลึกของ ‘แดนมหัศจรรย์’ แต่รับหน้าที่กวาดล้างจอมเวทลำดับกลางและต่ำที่เสื่อมถอย มอบความสิ้นหวังให้พวกเขา หากระหว่างนั้นเจอนักบุญ หรือแม้แต่สองถึงสามท่าน ด้วยความสามารถเอาตัวรอดของนางมารครึ่งเทพ ชนะอาจไม่ชนะ แต่ตายคงไม่ตาย
จอมเวทในห้องตระหนักว่ามีศัตรูบุก บ้างเตรียมร่ายคาถา บ้างฉวยใช้วัสดุที่มี บ้างคว้าสมบัติวิเศษ ไม่มีใครถอยแม้แต่คนเดียว
นี่มันวัตถุดิบชั้นเลิศ!
นี่มันวัตถุดิบชั้นเลิศ!
สายตาที่พวกเขามองจินนา ลุกโชนด้วยความบ้าคลั่งปนละโมบ
จินนาที่กำลังโกรธจัดกลับยิ้มทันใด ราวกับมีแสงสว่างส่องเข้ามาในโลกอันมืดมน
จอมเวทลำดับต่างๆ ชะงักงันไปครู่หนึ่ง ไม่ทันได้ทำสิ่งที่ตั้งใจ
เกือบจะพร้อมกัน พวกเขารู้สึกถึงความหนาวเหน็บ
ทั่วผิวกาย บนเส้นผม รวมถึงโต๊ะที่วางศพทารกและวัสดุ ล้วนปกคลุมด้วยน้ำค้างแข็งสีขาว
ร่างของพวกเขาสั่นสะท้าน ข้อต่อแข็งทื่อ ทุกอิริยาบถดูฝืดฝืนและยากเข็ญ
จากนั้น หอกน้ำแข็งใสดุจแก้วผลึก ก็พุ่งออกจากด้านหน้าจินนาเล่มแล้วเล่มเล่า แทงทะลุร่างจอมเวททุกคนอย่างแม่นยำ ตรึงพวกเขาไว้กับผนังหรือพื้น เลือดที่ซึมออกมาพลันแข็งตัว
จอมเวทเหล่านั้นพยายามต่อสู้ แต่ร่างกายไม่เพียงแข็งทื่อจากความหนาว ยังถูกใยแมงมุมล่องหนพันรัดและรบกวน ไม่อาจเคลื่อนไหวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
จินนาไม่รีบสังหารพวกเขา ปล่อยให้โรคระบาดทางศาสตร์เร้นลับที่แผ่ซ่านไปพร้อม ‘เสน่ห์’ กัดกินผู้เสื่อมถอยเหล่านี้ ให้พวกเขารู้สึกชัดถึงปอดที่หดเกร็ง ศีรษะร้อนระอุ และชีวิตที่กำลังดับสูญ
พวกเขาเริ่มสิ้นหวัง
‘เมจิกเชี่ยน’ ไล่ตามด้วยการท่องไปมา ทิ้ง ‘เฮอร์มิท’ ไว้เบื้องหลัง
ในที่สุด เธอที่ไม่สนใจศัตรูอื่นระหว่างทาง ก็มาถึงทุ่งรกร้างไร้ขอบเขต
ทอริโอโบในฮู้ดดำ ชุดคลุมจอมเวท ดูเหมือนจะอยู่ในส่วนลึกของทุ่งร้าง
พระองค์มองมายัง ‘มาดามเมจิกเชี่ยน’ จากตำแหน่งห่างไกล แล้วยกฝ่ามือขวา
ร่างหนึ่งปรากฏอย่างรวดเร็วบนทุ่งร้างอันกว้างใหญ่ไร้สิ้นสุด
นี่คือคาถาที่สร้างจาก ‘ฉายซ้ำความลับ’
เทวทูตที่ก้าวสู่ตำแหน่งนี้ในช่วงกลางถึงปลายยุคที่สี่อย่างทอริโอโบ แม้จะไม่ใช่ผู้ก่อตั้ง ‘นิกายมอสส์’ แต่ก็ผ่านเวลามากว่าพันปี เห็นเหตุการณ์ทางศาสตร์เร้นลับนับไม่ถ้วน สั่งสมความรู้ลึกลับมหาศาล ย่อมใช้สิ่งเหล่านี้สร้างคาถาทรงพลังได้หลายชนิด
เมื่อมีพลังหลักอย่าง ‘ฉายซ้ำความลับ’ ยิ่งผู้วิเศษเส้นทาง ‘ผู้ส่องความลับ’ อายุยืน ก็ยิ่งทรงพลังเป็นเงาตามตัว
ทว่าเนื่องจากเหตุการณ์สำคัญอย่าง ‘สงครามสี่จักรพรรดิ’ ‘หายนะสีจาง’ มีผู้รับรู้มากเกิน ทอริโอโบจึงไม่อาจดึงพลังจากมันมาสร้างคาถาที่น่าพรั่นพรึงแม้ในระดับเทวทูต ได้แต่เลือกสิ่งที่รองลงมา
ร่างบนทุ่งร้างเพิ่งชัดเจน ก้อนเนื้อสีเลือดก็เริ่มหลุดร่วงจากร่างดังกล่าว
ก้อนเนื้อแต่ละชิ้นกลายเป็นดวงตาเย็นชาไร้ความรู้สึก ทุกดวงจ้องมายัง ‘มาดามเมจิกเชี่ยน’ แผ่กลิ่นอายแห่งความสับสน บ้าคลั่ง และชั่วร้าย
นี่คือคาถาที่ทอริโอโบสร้างจากเรื่องการตายอันพิลึกพิลั่นของผู้ก่อตั้ง ‘นิกายมอสส์’ คนหนึ่ง
เนตรคลุ้มคลั่ง!
……………………………………………………..