ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 1066 ใจกลางทะเลหมอก
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 1066 ใจกลางทะเลหมอก
ตอนที่ 1066 ใจกลางทะเลหมอก
………………..
‘เนตรคลุ้มคลั่ง’ เป็นคาถาที่ทำให้แม้แต่เทวทูตก็แสดงอาการคลุ้มคลั่ง ยิ่งเป้าหมายมีสภาพจิตไม่มั่นคงเท่าไร ผลลัพธ์ก็ยิ่งดีเท่านั้น
แต่ทอริโอโบเพิ่งปล่อยคาถานี้ออกมา ‘มาดามเมจิกเชี่ยน’ ณ ทางเข้าทุ่งร้างก็อันตรธานหายไปแล้ว
เธอไม่ปรากฏตัวที่ใดเลย ราวกับจากไปแล้วอย่างแท้จริง
ทอริโอโบจ้องมองอย่างตั้งใจ ดูร่างอันน่าสะพรึงกลัวที่ ‘เนตรคลุ้มคลั่ง’ สร้างค่อยๆ สลายไป
พระองค์ไม่ได้ใช้โอกาสนี้หลบหนี
ไม่ใช่ว่าพระองค์ไม่ต้องการ แต่สายเกินไปต่างหาก
ต้องรอให้ ‘ราชินีดวงดาว’ แคทลียาเข้าสู่หอคอยจอมเวท พระองค์ถึงค่อยได้รับวิวรณ์ แล้วเริ่มทำนายถาม อีกทั้งยังใช้เวลาพอสมควรเพื่อตีความ
พระองค์หนีไม่ทันแล้ว
ทำได้เพียงมายังส่วนลึกของทุ่งร้างแห่งนี้ รอคอยอย่างอดทน
รอจังหวะที่เหมาะสม
วิธีนี้ไม่เพียงมาจากการตีความคำทำนาย แต่ยังมาจากความเข้าใจที่พระองค์มีต่อทุ่งร้างด้านมืดของ ‘หอคอยจอมเวท’ มีต่อความรอบรู้เรื่องราวในอดีตของ ‘นิกายมอสส์’
เพียงหนึ่งหรือสองวินาที คาถา ‘เนตรคลุ้มคลั่ง’ ก็สิ้นสุดลงโดยสมบูรณ์
ขณะเดียวกัน ทอริโอโบก็เห็นหญิงสาวในชุดคลุมสีดำประดับดาวเงินอีกครั้ง
เธอกลับมาแล้ว
…………
บนเรือ ‘โทสะสีคราม’ ที่แล่นอย่างลำบากท่ามกลางหมอกและน้ำทะเล
‘ศาสตราจารย์’ ‘ตารางธาตุ’ และ ‘โปรโตไทป์’ ล้วนเพิ่งเคยออกทะเล จึงต่างรวมตัวที่กราบเรือ มองไปยังจุดห่างไกลซึ่งมีแสงสลัว คลื่นคำราม
“ใช่” คนตอบไม่ใช่ฟรังก้า แต่เป็นชายวัยกลางคนที่เดินออกมาจากห้องเรือ
รูปร่างสันทัด ผิวหยาบกร้าน ผมสีน้ำเงินเข้มยุ่งเหยิง สวมเสื้อเชิ้ตผ้าลินิน แจ็กเกตสีน้ำตาล กางเกงขากว้างสีเข้มกว่า ท่าทางน่าเกรงขาม มอบความรู้สึกของผู้อยู่ในตำแหน่งสูงมานาน
“นี่คือกัปตัน” ฟรังก้าไม่ได้บอกว่านี่คือ ‘มิสเตอร์แฮงแมน’ แห่ง ‘ชุมนุมทาโรต์’ เพียงแจ้งพวก ‘ตารางธาตุ’ ว่าอีกฝ่ายเป็นเจ้าของเรือใบสามเสานี้
หลังโค้งคำนับ ‘ศาสตราจารย์’ กล่าวด้วยความสงสัย
“ฉันได้ยินว่า ทางตะวันตกของทะเลหมอกอันตรายมาก มีพายุและคลื่นยักษ์บ่อย แม้แต่กองเรือสำรวจของทางการก็ไม่อาจแล่นลึกต่อเนื่อง ทำได้แค่สร้างฐานหน้าไว้ แล้วค่อยเดินหน้าทีละช่วงเส้นทาง”
“อันที่จริง อากาศที่นี่ไม่ได้แปรปรวนรุนแรงเหมือนทะเลคลั่ง” กัปตัน ‘แฮงแมน’ กล่าวด้วยเสียงนุ่มลึก “สิ่งอันตรายที่นี่คือหมอก”
‘โปรโตไทป์’ ซึ่งเป็นผู้วิเศษเส้นทาง ‘จอมเวท’ ที่มีความอยากรู้สูง ทวนตามคำกัปตัน
“หมอก?”
“หมอกอันตรายตรงไหน? ทำให้กองเรือหลงทาง หาเสบียงไม่เจอ ถอยออกมาไม่ได้?”
‘แฮงแมน’ ยิ้มน้อยๆ
“รู้ไหมว่าทำไมทะเลนี้ถึงชื่อทะเลหมอก? ทำไมพอถึงบริเวณหมู่เกาะ ก็มีหมอกบ่อย ต่างจากอากาศในทะเลโซเนียโดยสิ้นเชิง?”
หลังนึกถึงคำอธิบายของนักอุตุนิยมวิทยาตามสื่อต่างๆ ‘ตารางธาตุ’ ลูบสัญลักษณ์เคมีบนใบหน้า แล้วพูดอย่างเข้าใจทันที
“แพร่กระจายมาจากที่นี่?”
‘แฮงแมน’ พยักหน้าเบาๆ
“หมอกแถบนี้บางครั้งหดตัว บางครั้งขยายตัว เมื่อขยายตัว หมอกก็แพร่ไปทางตะวันออก ส่งผลต่ออากาศ”
“ยิ่งใกล้ที่นี่ อากาศก็ยิ่งมีหมอกมาก หมอกสลายช้า”
“แต่กับหมู่เกาะที่ห่างออกไป ต้องให้หมอกที่นี่ขยายตัวรุนแรง ถึงจะกระทบที่นั่นด้วย”
“เป็นเหตุผลทางศาสตร์เร้นลับนี่เอง…” ศาสตราจารย์พึมพำ
‘แฮงแมน’ พูดต่อ
“ในทำนองเดียวกัน ยิ่งเข้าไปในส่วนลึกของแถบนี้ ยิ่งแล่นไปทางตะวันตก หมอกก็ยิ่งหนาแน่น ยิ่งสลายได้ยาก ท้ายที่สุดจะมองไม่เห็นอะไรเลย มีเพียงหมอกสีเทาขาวหนาทึบ ไม่อาจใช้เงื่อนไขภายนอกใดระบุพิกัดตัวเองและเส้นทางเดินเรือที่ถูกต้อง”
“ไม่รู้ว่ามีนักสำรวจ นักผจญภัยกี่คนหายสาบสูญที่นี่ตลอดกาล บางทีต้องนานมาก เรือของพวกเขาถึงจะกลับจากประวัติศาสตร์ ในรูปแบบเรือผีไร้คน”
ฟรังก้าที่ยืนข้างๆ ฟังอย่างสนใจ
ชื่อทะเลหมอกมีที่มาแบบนี้เองหรือ?
หมอกมาจากตราผนึก ที่ราชันสวรรค์ใช้ผนึกทวีปตะวันตก?
“แล้วพวกเราล่ะ?” ศาสตราจารย์ถามอย่างกังวล
พวกเราก็กำลังแล่นลึกเข้าไปในน่านน้ำนี้เหมือนกัน!
เทียบกับ ‘โปรโตไทป์’ ที่ ‘คนเดียวไม่มีห่วง’ เธอกับ ‘ตารางธาตุ’ มีภาระผูกพันอย่างแรงกล้า จึงย่อมวิตกกังวลมากกว่า
‘แฮงแมน’ กวาดตารอบๆ
“วางใจเถอะ ผมเข้าออกทะเลนี้หลายครั้ง เข้าใจเส้นทางเดินเรือพอสมควร ก่อนถึงจุดหมาย เราจะไม่หลงทาง”
แหงสิ คุณเป็นถึง ‘นักเดินเรือ’ ชั้นยอด…ฟรังก้ารำพันในใจ
‘แฮงแมน’ เสริม
“นี่เป็นประสบการณ์ที่แลกมาด้วยชีวิต ผมเองก็เคยหลงทางที่นี่ เผชิญอันตราย หลายครั้งเกือบสูญหายทั้งลำ”
“โชคดีมีองค์เทพคุ้มครอง ผมสวดวิงวอนทันเวลา ได้รับพิกัดแม่นยำ จึงหาทางกลับได้สำเร็จ”
เมื่อเห็นกัปตันเล่าประสบการณ์สำรวจทะเลนี้อย่างไม่โอ้อวด ไม่หวาดกลัว พวกศาสตราจารย์ก็เริ่มสบายใจ
นี่เป็นเส้นทางเดินเรือปลอดภัยที่สำรวจมาด้วยความยากลำบาก กอปรกับการนำทางโดยองค์เทพ ไม่มีอะไรน่าเชื่อถือไปกว่านี้แล้ว
ขณะนี้พวกเขารู้สึกว่ากัปตันช่างสุขุมและไว้ใจได้
‘ตารางธาตุ’ มองลูกเรือที่ไม่พอสำหรับบังคับเรือใบสามเสานี้ แล้วถามด้วยจิตวิญญาณแห่งการสำรวจ
“นี่คือเรือผีใช่ไหม?”
“ใช่” แฮงแมนไม่ปฏิเสธ
ทันใดนั้น เรือทั้งลำพลันถูกคลื่นซัดกระเด็นลอยกลางอากาศ
ครืน! ปลาทะเลยักษ์ยาวยี่สิบถึงสามสิบเมตรพุ่งพ้นน้ำ
มันมีเกล็ดโลหะสีเงินขาวปกคลุมทั่วตัว ส่องประกายแสงรุ่งอรุณ จากรูหายใจบนหัวพ่นกระแสน้ำดุจแสงอรุณ
กระแสน้ำนั้นราวดาบยักษ์ที่เทพกวัดแกว่ง ฟาดใส่ ‘โทสะสีคราม’ อย่างดุดันเกรี้ยวกราด
ภาพตรงหน้าเต็มไปด้วยพลังทางสายตา ส่งผลให้ ‘ศาสตราจารย์’ ‘ตารางธาตุ’ และ ‘โปรโตไทป์’ ที่คุ้นเคยการต่อสู้ในเมืองและพื้นที่จำกัด ไม่รู้จะรับมืออย่างไรชั่วขณะ
อย่างเงียบงัน ‘สีเทาขาว’ เริ่มแผ่จากขอบเรือ ปะทะดาบยักษ์แสงอรุณดุจเทพใช้
แสงอรุณบนดาบยักษ์หรี่ลงทันที ย้อมด้วยสีเทาขาว
มันไม่อาจสร้างพายุแสง กลายเป็นดาบหินในพริบตา แตกเป็นท่อนๆ แล้วร่วงกราวสู่ผืนน้ำ
ขณะเดียวกัน ‘แฮงแมน’ ลอยสู่กลางอากาศ ผมสีน้ำเงินเข้มสยายปลิวไสวดุจหนวดนับไม่ถ้วน
ปะ ปะ ปะ!
‘แฮงแมน’ กำมือแน่น ชกปล่อยสายฟ้าเป็นระลอก
สายฟ้าสีเงินขาวแหวกทะลุท้องฟ้ามหาสมุทร ฟาดใส่ปลาทะเลที่มีเกล็ดสีเงินขาวทั่วตัว
ครืนนน! จนถึงตอนนี้ เสียงฟ้าร้องถึงดังก้องกังวาน
ขณะที่พวก ‘ศาสตราจารย์’ จ้องมองกัปตันส่งฟ้าผ่าดุจเทพลงทัณฑ์สัตว์ประหลาดทะเลอย่างตาค้าง บริเวณน้ำที่ ‘โทสะสีคราม’ กำลังจะตกลงไป ก็มีฟองอากาศผุดพล่านมากมาย
สิ่งมีชีวิตเน่าเปื่อยนับไม่ถ้วนลอยตามฟองอากาศที่ผุดและแตก เบียดเสียดแน่นขนัด
เสียงเรียกอันน่าสะพรึง แปลกประหลาด เสมือนมาจากดินแดนแห่งความตาย ดังจากใต้น้ำ พร้อมกับดูด ‘โทสะสีคราม’ ให้เบี่ยงเบนทิศทาง พุ่งตรงไปหา
สิ่งที่ตกลงมาก่อนเรือคือ ‘สีเทาขาว’
สิ่งมีชีวิตเน่าเปื่อยและเหล่าอันเดด กลายเป็นรูปปั้นหินในบัดดล แม้แต่น้ำทะเลสีครามก็กลายเป็นพื้นปูนซีเมนต์ ขรุขระ มีสูงมีต่ำ
‘สีเทาขาว’ แผ่ลึกลงใต้ผิวน้ำ จนกระทั่งทุกอย่างสงบลง
‘โทสะสีคราม’ ตกลงบนผืนน้ำข้างๆ อย่างนิ่มนวล พวก ‘ศาสตราจารย์’ เห็นก้อนหินสีเทาขาวจำนวนมากถูกกระแสน้ำพัดแตกกระจาย บ้างจม บ้างลอย
“สัตว์ประหลาดทะเลลำดับ 5 ‘ผู้เฝ้าประตู’…?” ฟรังก้าที่เตรียมเก็บของรางวัลพึมพำสงสัย “ฤทธิ์เดชของมันไม่อลังการไปหน่อยหรือ?”
ตัวที่โจมตี ‘โทสะสีคราม’ ก่อนหน้านี้ น่าจะเป็นปลาวาฬที่กลืนตะกอนพลังลำดับ 5 ‘การ์เดี้ยน’ เส้นทาง ‘นักรบ’
“เผ่าพันธุ์ต่างกัน สภาพแวดล้อมต่างกัน ฤทธิ์เดชก็ต่างกัน” แฮงแมนร่อนกลับมาบนดาดฟ้า สั่งให้ลูกเรือรีบเก็บเกี่ยวตะกอนพลังและส่วนที่มีค่าของสัตว์ประหลาดทะเลปลาวาฬ “อีกอย่าง คุณลืมไปว่า ลำดับ 5 ในทะเลก็มีสิทธิ์ชิงตำแหน่งพลเรือแล้ว”
ฟังการสนทนาของทั้งสอง พวก ‘ศาสตราจารย์’ ถึงเริ่มตระหนัก
กัปตันคือครึ่งเทพอีกคนที่ ‘ดาบซ่อนแขน’ พูดถึง
ความแข็งแกร่งของครึ่งเทพ ช่างสะเทือนจิตสะเทือนใจจริงๆ!
ฟรังก้าใช้ใยแมงมุม ‘นางมาร’ ลากสัตว์ประหลาดทะเล ‘ผู้เฝ้าประตู’ ที่ซ่อนอยู่ใต้น้ำขึ้นมา มันเป็นเม่นทะเลกลายพันธุ์สีดำเข้ม ตัวแบนๆ ขนาดเท่ามนุษย์ เต็มไปด้วยหนามแหลม พลางพูดลอยๆ
“ยิ่งแล่นลึกเข้าไปในทะเล สัตว์ประหลาดแบบนี้ยิ่งมากหรือ?”
“ไม่หรอก” แฮงแมนส่ายหน้า “สิ่งอันตรายที่สุดคือ ตัวสภาพแวดล้อมเอง และพวกเราต่างหาก”
“แน่นอน ตราบใดที่ยังอยู่บนเส้นทางเดินเรือถูกต้อง ก็ไม่มีความเสี่ยงมากนัก สัตว์ประหลาดทะเลพวกนี้เพิ่งปรากฏช่วงไม่กี่ปีหลัง อาจเกี่ยวข้องกับสงครามครั้งนั้น”
เห็นพวก ‘ศาสตราจารย์’ ยังไม่เข้าใจแจ่มแจ้ง ‘แฮงแมน’ จึงอธิบายง่ายๆ
“หลัง ‘เทพสงคราม’ พ่ายแพ้ ตะกอนพลังมากมายร่วงหล่นจากโลกดารามายังแผ่นดินและมหาสมุทร อาณาจักรเทพของพระองค์ก็พังทลายบางส่วน สิ่งของจำนวนมากตกลงมาสู่โลกความจริง”
อ๋อ อย่างนี้นี่เอง…ชุดเกราะแทงข้างหลัง ไม่สิ ‘ชุดเกราะอหังการ’ ก็มาแบบนี้? สัตว์ประหลาดทะเลปลาวาฬเมื่อครู่ก็น่าจะใช่…‘ผู้เฝ้าประตู’ คือลำดับ 5 ของเส้นทาง ‘มรณา’ ใกล้เคียงกับเส้นทาง ‘นักรบ’ ในอาณาจักรเทพของ ‘เทพสงคราม’ การจะมีสิ่งของที่เกี่ยวข้องบ้าง ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร…ฟรังก้าเข้าใจทันที พลางรอให้ตะกอนพลังสีซีดปนดำค่อยๆ แยกตัวออกมา
เธอและลูเมี่ยนต้องหาผู้ศรัทธาเพิ่มในอนาคต ซึ่งต้องมีนักบวชไปเผยแผ่ศาสนา ดังนั้นต้องเตรียมตะกอนพลังไว้ให้ลูกน้อง
หลังเก็บของรางวัลเสร็จ ‘โทสะสีคราม’ แล่นต่อไป
เมื่อแล่นลึกเข้าไปเรื่อยๆ หมอกสีเทาขาวรอบด้านก็ยิ่งหนาแน่น มองไม่เห็นสถานการณ์ไกลออกไปหลายสิบเมตรแล้ว
ระหว่างนี้พวก ‘ศาสตราจารย์’ มักเห็นอะไรบางอย่างลอยผ่านในหมอก บ้างเป็นยอดเขาแวบๆ บ้างเป็นเกาะมัวหมอง บ้างเป็นร่างมหึมาราวค้ำฟ้า…
‘แฮงแมน’ ไม่อธิบาย เพียงบอกกับพวกเขา
“ดูเหมือนใกล้ แต่จริงๆ ไกลมาก ไปไม่ถึงหรอก”
ผ่านไปอีกครึ่งวันกว่า เมื่อหมอกสีเทาขาวหนาแน่นถึงระดับหนึ่ง ‘แฮงแมน’ พลันหันบอกฟรังก้า
“ใกล้ถึงจุดหมายแล้ว คุณแจ้ง ‘มาดามเฮอร์มิท’ ให้ที บอกเธอว่าเข้าสำนักงานใหญ่ ‘นิกายมอสส์’ ได้เลย”
…………
ในอุโมงค์ด้านมืดของหอคอยจอมเวท
‘มาดามเฮอร์มิท’ ยังเดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ หน้าที่ของเธอคือถ่วงเวลาพวกตัวเป้งของ ‘นิกายมอสส์’ ให้นานที่สุด จนกว่ากองทัพพันธมิตรจะมาถึง
ทันใดนั้น เธอหยุดลงตรงที่มีเสาหินแตกหักหลายต้นตั้งตระหง่าน
เธอเห็นร่างที่คุ้นเคย
นั่นคือรองประธาน ‘นิกายมอสส์’
อีกหนึ่ง ‘เสาหลัก’ ที่เธอมองไม่ทะลุ
เลเทีย·ออสติน
……………………………………………………..