ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 1067 สมบัติปิดผนึกระดับ 0
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 1067 สมบัติปิดผนึกระดับ 0
ตอนที่ 1067 สมบัติปิดผนึกระดับ 0
………………..
เลเทียเป็นจอมเวทเงียบขรึมที่ทำให้ ‘เฮอร์มิท’ รู้สึกว่า มีความแปลกประหลาดซุกซ่อนอยู่ไม่น้อย
แม้อีกฝ่ายไม่เคยพูดชัดเจน แต่แคทลียาเชื่อว่าพระองค์ต้องเป็นเทวทูตแล้ว
จากข้อมูลที่แคทลียารู้ล่วงหน้า ขณะนี้ผู้บริหารระดับสูงของ ‘นิกายมอสส์’ ที่เฝ้า ‘แดนมหัศจรรย์’ มีเพียงทอริโอโบกับ ‘เสาหลัก’ อีกสองคน ซึ่งทำวิจัยอยู่ที่นี่ตลอดปี ส่วนเลเทียควรจะจากไปแล้ว
ไม่นึกเลยว่าพระองค์จะปรากฏตัวอีกครั้ง
ที่แท้ก็อยู่ในด้านมืดของ ‘แดนมหัศจรรย์’
ทุกครั้งที่พระองค์บอกว่าจะออกจาก ‘แดนมหัศจรรย์’ หากไม่นับตอนที่มีภารกิจชัดเจน ความจริงก็แค่วนรอบแล้วแอบเข้าด้านมืดหรอกหรือ?
นี่ระวังอะไร หรือทำภารกิจลับอะไรอยู่? ‘ราชินีดวงดาว’ แคทลียาแม้ประหลาดใจแต่ไม่ตื่นตระหนก
การที่เลเทียอยู่ในสำนักงานใหญ่ ‘นิกายมอสส์’ เป็นเรื่องดี
จะได้ไม่ต้องตามหาพระองค์ ถือโอกาสกำจัดทิ้งเสียตรงนี้เลย!
ขณะนี้ เลเทียเจ้าของเรือนผมยาวสลวยสีไวน์แดง สวมเสื้อคลุมหลวมๆ กำลังยืนอยู่บนยอดเสาหินต้นใหญ่ที่แตกหัก มองไปยังผู้ทรยศในคำทำนาย พลางเปล่งเสียงดังก้องไปทั่วบริเวณ
“ข้าเห็นเจ้ากลายเป็นหงส์…”
ขณะพูด ร่างกายของเลเทียพองตัวกะทันหัน เสื้อคลุมสีดำหลวมๆ ถูกฉีกขาดในพริบตา กลายเป็นเศษผ้านับไม่ถ้วนปลิวลงด้านล่างเสาหิน
เพียงไม่กี่อึดใจ รองประธาน ‘นิกายมอสส์’ ผู้นี้ก็มีคอยืดยาว ปกคลุมด้วยเกล็ดสีชมพูกุหลาบ ผิวกายก็เช่นกัน
พระองค์สูงห้าหกเมตร กระดูกหางยื่นยาวผิดวิสัย เต็มไปด้วยข้อกระดูกและหนามแหลม
เลเทียกลายเป็นมังกร มังกรสีชมพูกุหลาบที่เปี่ยมพลัง แฝงไว้ด้วยความงามอันชั่วร้าย แต่ศีรษะยังคล้ายมนุษย์
ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนแนวตั้งจับจ้องมายัง ‘เฮอร์มิท’ แคทลียาทันที
ลำดับ 2 ของเส้นทาง ‘ผู้ส่องความลับ’ เรียกว่า ‘ผู้ทรงปัญญา’ ความสามารถหลักคือ การควบคุมและใช้ประโยชน์จากข้อมูล รวมถึงการทำให้ตัวเองกลายเป็นข้อมูล
ในสถานการณ์เช่นนี้ หากเข้าใจตัวเองดีพอ ภายใต้เงื่อนไขที่ไม่ทำลายความสมดุลข้อมูลโดยรวม จะสามารถเพิ่มความรู้ศาสตร์เร้นลับที่เหมาะสม ไม่ขัดแย้ง และเชี่ยวชาญแล้วในรูปแบบข้อมูลเข้าสู่กระแสข้อมูล ลบข้อมูลที่ไม่จำเป็นออก ง่ายต่อการดัดแปลงร่างกาย ทั้งยังเร่งการตรึงคาถาบางชนิด
เลเทียเลือกค่อยๆ ดัดแปลงตัวเองเป็นมังกรจากระดับข้อมูล เพื่อยกระดับกายเนื้อและพลังชีวิตอย่างมหาศาล
เพื่อสิ่งนี้ พระองค์ใช้เวลาหลายร้อยปีศึกษาซากมังกรต่างๆ
ใน ‘นิกายมอสส์’ จึงเรียกพระองค์ว่า ‘ปราชญ์มังกร’
‘ราชินีดวงดาว’ แคทลียาเคยคิดว่าฉายานี้หมายถึง เลเทียศึกษาเผ่ามังกรลึกซึ้ง เป็นผู้เชี่ยวชาญตัวจริง
จนกระทั่ง ‘ราชินีเงื่อนงำ’ เป็น ‘ผู้ทรงปัญญา’ จึงเดาได้ว่ามีความหมายอีกชั้น
ปราชญ์ที่เหมือนมังกร!
ทันใดนั้น ตามรอยต่อเกล็ดสีชมพูกุหลาบของเลเทีย ดวงตาเย็นชาไร้ขนทยอยลืมตาทีละดวง
ร่างสัตว์ในตำนานของเส้นทาง ‘ผู้ส่องความลับ’ ที่แสดงในรูปลักษณ์มังกร!
พร้อมกันนั้น ภาพนับไม่ถ้วนแล่นผ่านสมอง ‘เฮอร์มิท’ แคทลียา
มีทั้งคำเตือนของ ‘ราชินีเงื่อนงำ’ ตอนเลือกเส้นทาง ‘ผู้ส่องความลับ’ บนเรือ ‘รุ่งอรุณ’
ทั้งการไล่ตามความรู้ไม่หยุด และการยัดเยียดซ้ำๆ ของ ‘ปราชญ์เร้นลับ’
ทั้งความทุกข์ที่เกือบคลุ้มคลั่งหลายครั้ง
ทั้งพรคุ้มครองที่ ‘มิสเตอร์ฟูล’ มอบให้
ทั้งการถูกกีดกัน ถูกระแวงตั้งแต่เป็น ‘เสาหลัก’
ทั้งฉากชั่วร้ายตกต่ำที่เห็นตลอดทางหลังเข้าด้านมืด…
ทุกอย่างกำลังจะจบแล้ว…ท่ามกลางเสียงถอนหายใจ แคทลียาโค้งหลังเล็กน้อย งอกขนนกขาวบริสุทธิ์ที่ดูไม่จริงทีละเส้น
เวทมนตร์นิทาน ‘ลูกเป็ดขี้เหร่’ !
ลูกเป็ดขี้เหร่ก็กลายเป็นหงส์ได้!
ลำดับ 3 ก็แสดงร่างสัตว์ในตำนานไม่สมบูรณ์ได้ ต้านทานการโจมตีเทวทูตได้ชั่วครู่!
พร้อมกับขนหงส์ที่งอกเงย ผิวกายแคทลียาแตกเป็นรอยปริ แต่ละรอยมีเลือดเนื้อรวมตัว ก่อเป็นลูกตาขาวดำชัดเจนเฉยเมย
ดวงตาเหล่านี้กวาดมองไปรอบๆ สบตากับดวงตานับไม่ถ้วนบนตัวมังกรสีชมพูกุหลาบ
‘เฮอร์มิท’ กับมังกรเลเทียต่างจางหายไปหลายส่วน คนหนึ่งเสมือนกลายเป็นกลุ่มเงาดำนามธรรม อีกคนร่างหม่นหมอง ไม่หลงเหลือความงามอันชั่วร้ายอีกต่อไป
…………
ลูเมี่ยนแม้มี ‘เทเลพอร์ต’ แต่คำนึงถึงอันตรายนับไม่ถ้วนที่ซ่อนในด้านมืดของ ‘แดนมหัศจรรย์’ จึงไม่กล้าตรงดิ่งเข้าไปเหมือน ‘มาดามเมจิกเชี่ยน’ แต่ทยอย ‘แฟลช’ ไปทีละช่วง
หลังผ่านไปสามสี่ครั้ง เขามาถึงจุดที่ดูเหมือนดาดฟ้าพระราชวัง
ที่นี่ปูด้วยกระเบื้องหินสีดำแผ่นใหญ่ รอบๆ มีกำแพงและหอคอย
ท้องฟ้ายามค่ำคืนเข้มลึก ดวงดาวเจิดจ้าประดับอยู่ ส่องกะพริบวูบวาบ ราวกับมีสิ่งนิรนามจำนวนมากกำลังจ้องมองมา โดยที่เหล่าดาราคือดวงตาของพวกมัน
ชายร่างผอมสูงในชุดจอมเวท ยืนอยู่บนยอดหอคอยใกล้ที่สุด สองมือประคองขวดสีน้ำเงินคอเรียวยาวอย่างระมัดระวัง
บนผิวขวดน้ำมีตุ่มนูนหนาแน่น บนตุ่มแต่ละอันมีรอยแตกลึก
ในรอยแตก ดวงตาขาวดำนับไม่ถ้วนกลอกหมุนเชื่องช้า
นี่คือสมบัติปิดผนึกระดับ ‘0’ แต่ไม่มีหมายเลข
ทั้งเพราะมันไม่ใช่ของศาสนาจารีต และเพราะบางครั้ง มันก็เป็นเทวทูต บางครั้งก็เป็นสมบัติปิดผนึก แม้รูปร่างก็ไม่คงที่
มันมาจากสมาชิกผู้ก่อตั้งคนหนึ่งของนิกายมอสส์ หลังเทวทูตองค์ดังกล่าวคลุ้มคลั่ง เสียชีวิตอย่างประหลาด ก็ทิ้งสมบัติปิดผนึกชิ้นนี้ไว้
ในช่วงเวลาอันยาวนานต่อมา นักบุญ ‘นิกายมอสส์’ สามองค์ใช้สมบัติปิดผนึกนี้เลื่อนเป็นเทวทูต แต่ท้ายที่สุด ทั้งหมดก็คลุ้มคลั่งอย่างไร้สาเหตุภายในสามร้อยปี บ้างตายทันที บ้างกลายเป็นสัตว์ประหลาด นำหายนะมาสู่ ‘นิกายมอสส์’ ไม่น้อย
ในหนึ่งพันปีมานี้ ไม่มีใครกล้าใช้สมบัติปิดผนึกระดับ ‘0’ ชิ้นนี้เลื่อนลำดับอีก มันจึงได้ชื่อว่า
มีอันต้องเสียสติ!
องค์กรลับที่มีประวัติยาวนานอย่าง ‘นิกายมอสส์’ ในช่วงรุ่งเรืองสุด นอกจากเทวทูตก็ยังมีสมบัติปิดผนึกระดับ ‘0’ หกชิ้น ในภายหลัง บางชิ้นสูญหายในการจลาจล บางชิ้นถวายให้ ‘ปราชญ์เร้นลับ’ บางชิ้นเป็นรากฐานของเทวทูต ตอนนี้เหลือเพียงสามชิ้น ‘มีอันต้องเสียสติ’ คือหนึ่งในนั้น
จอมเวทที่ประคองขวดน้ำต้องสาปนี้คือหนึ่งใน ‘เสาหลัก’ นามว่าซีดิส ผู้เฝ้าประจำ ซึ่งหมั่นศึกษาความรู้ศาสตร์เร้นลับใน ‘แดนมหัศจรรย์’ หลายปี
‘ผู้หยั่งรู้’ ลำดับ 3 เส้นทาง ‘ผู้ส่องความลับ’ อย่างเขา เลือก ‘มีอันต้องเสียสติ’ แทนสมบัติปิดผนึกระดับ ‘0’ อีกสองชิ้น เพราะสำหรับเขา ผลกระทบด้านลบในปัจจุบันยังพอรับได้ สามารถทนไหวชั่วระยะหนึ่ง
บนขวดน้ำเงินเรียวยาว การจ้องมองของดวงตานับไม่ถ้วนนำมาซึ่งภาพลวงตามากมาย
พวกมันคือความรู้อันหลากหลาย บางอันกลายเป็นรูปคน ซึ่งบ้างก็ลูกตาแตกระเบิด บ้างกุมหน้าอก บ้างหัวระเบิดกระจาย
บางอันกลายเป็นเหมือนกลุ่มงูดิ้น ลื่นไหลน่าขยะแขยง
บางอันรูปร่างประหลาด ยากจะบรรยายด้วยภาษา
ทั้งหมดพุ่งตรงมาหาลูเมี่ยน
ปัญญาไล่ล่าคน!
เบื้องหน้าลูเมี่ยน ‘สีเทาขาว’ พลันปรากฏ ไหลเป็นคลื่นเข้าหาความรู้ที่กลายเป็นรูปธรรม
ที่ใดถูก ‘สีเทาขาว’ ฉาบเคลือบ กระเบื้องหินยิ่งแข็งแกร่ง อากาศกลายเป็นแข็งตัว
เมื่อพลังแห่งการกลายเป็นหินสัมผัสกับความรู้ ภาพลวงตาต่างๆ ก็ทยอยสวมเสื้อคลุมสีเทาขาวทีละตัว
แต่วินาทีถัดมา ความรู้ด้าน ‘หิน’ ‘แข็งทื่อ’ ‘เชื่องช้า’ ‘สูญสิ้นชีวิต’ ได้หลอมรวมเข้ากับภาพลวงตา กลายเป็นส่วนหนึ่งของพวกมัน
ความรู้ที่ไล่ตามลูเมี่ยนไม่หยุด เพียงกลายเป็นรูปปั้นหินแห่งความรู้รูปทรงต่างๆ ที่หนักแต่เคลื่อนไหวได้รวดเร็ว
…………
บนมหาสมุทรสีครามที่มีหมอกสีเทาขาวหนาทึบ
เนื่องจากบริเวณปัจจุบันทำให้แม้แต่ผู้ส่งสารยังหลงทาง ฟรังก้าจึงไม่อาจติดต่อ ‘มาดามเฮอร์มิท’ ด้วยวิธีปกติ ต้องแจ้งผู้ถือไพ่อาร์คาน่าใหญ่รายนี้ว่าเริ่มปฏิบัติการได้ ผ่านการสวดวิงวอนถึง ‘มิสเตอร์ฟูล’
หลังเธอจัดการเสร็จ ‘มิสเตอร์แฮงแมน’ ก็กำชับ ‘ศาสตราจารย์’ ‘ตารางธาตุ’ และ ‘โปรโตไทป์’ ว่า
“ต่อจากนี้ พวกคุณอาจเกิดภาพหลอน เห็นภาพมายา แต่ห้ามเชื่อว่าจริงเด็ดขาด ไม่งั้นจะทำร้ายไม่เพียงตัวคุณเอง แต่ยังรวมถึงเพื่อนร่วมทางด้วย”
“แม้เห็นผมกลายเป็นสัตว์ประหลาด เห็นเพื่อนข้างๆ โจมตีตัวเอง ก็ห้ามหลบ ห้ามตอบโต้ ต้องเชื่อว่าเป็นของปลอม”
“แน่นอน อาจไม่เกิดเหตุการณ์รุนแรงขนาดนั้นก็ได้”
พวก ‘ศาสตราจารย์’ มองหน้ากัน สุดท้ายเลือกเชื่อกัปตันยอดฝีมือผู้มากประสบการณ์ อีกทั้ง ‘ดาบซ่อนแขน’ ก็อยู่ด้วย
ต่อมา ‘โทสะสีคราม’ แล่นเข้าไปในทะเลบริเวณนี้ ตามเส้นทางที่มองไม่เห็นสภาพข้างหน้า
ผ่านไปครู่หนึ่ง ‘ศาสตราจารย์’ รู้สึกว่ารอบตัวเงียบผิดปกติ
แม้นี่จะเป็น ‘เรือผี’ ที่มีคนไม่มากอยู่แล้ว แต่ก่อนหน้านี้ไม่เคยเงียบสงัดจนไร้สุ้มเสียง ได้ยินเพียงเสียงคลื่นแบบนี้
‘ศาสตราจารย์’ ค่อยๆ มองไปยังกัปตัน มองดาบซ่อนแขน และมองลูกเรือที่อยู่ไกล พบว่าพวกเขาเริ่มเคลื่อนไหวติดขัด เหมือนทำท่าสโลว์โมชัน หรือกลายเป็นหุ่นที่ถูกบงการ
‘ศาสตราจารย์’ พลันตกตะลึง สัญชาตญาณบอกให้มองไปยัง ‘ตารางธาตุ’ และ ‘โปรโตไทป์’
สมาชิก ‘สมาคมวิจัยลิงบาบูนขนหยิก’ ทั้งสองยกมุมปาก ยิ้มอย่างน่าขนลุก
รอยยิ้มของทั้งสองเหมือนกันทุกรายละเอียด
‘ศาสตราจารย์’ ถึงกับขวัญหนีดีฝ่อ แต่นึกถึงคำเตือนของกัปตัน จึงรีบหลับตา บอกตัวเองในใจซ้ำๆ
“นี่ของปลอม ทั้งหมดนี้เป็นของปลอม…”
ขณะเดียวกัน ในน้ำทะเลคล้ายกับมีหนวดยื่นมา ความรู้สึกลื่นไหลคืบคลานเข้ามาเรื่อยๆ ความคิดของ ‘ศาสตราจารย์’ เองก็เริ่มเชื่องช้า แม้กระทั่งสับสนเล็กน้อย
“ทั้งหมดนี้ของปลอม ทั้งหมดนี้ของปลอม…” เธออดทนต่อความกลัว พึมพำซ้ำๆ อย่างเข้มแข็ง
ไม่รู้ผ่านไปนานแค่ไหน ความผิดปกติทั้งหมดมลายหายไปกะทันหัน ราวกับไม่เคยปรากฏ
‘ศาสตราจารย์’ ลืมตา เห็นกัปตันกลับมาเป็นปกติ และไม่ว่าจะเป็น ‘ดาบซ่อนแขน’ ‘ตารางธาตุ’ หรือ ‘โปรโตไทป์’ ต่างมีสีหน้าสงสัยปนหวาดกลัวตกค้าง มากบ้างน้อยบ้าง
แต่พวก ‘ศาสตราจารย์’ กลับต้องขมวดคิ้วพร้อมกัน
พวกเขาต่างตระหนักว่า มีความรู้กำลังไล่ตามตัวเอง พุ่งมาจากหมอกสีเทาขาวหนาทึบ!
แน่นอนว่านี่ไม่รุนแรงเท่าการยัดเยียดของ ‘ปราชญ์เร้นลับ’ จัดเป็นแบบที่รับได้ค่อนข้างสบาย
‘แฮงแมน’ เห็นดังนั้นจึงรีบบอกฟรังก้า
“ถึงพื้นที่เป้าหมายแล้ว”
ฟรังก้าพยักหน้ารับ หยิบกระดาษสีเหลืองที่มีลวดลายละเอียดหลายแผ่นออกจาก ‘กระเป๋านักเดินทาง’
……………………………………………………..