ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 1075 โน้มน้าว ....................
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 1075 โน้มน้าว ....................
ตอนที่ 1075 โน้มน้าว
………………..
“นี่คือ?” ศาสตราจารย์สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวที่แฝงอยู่ในอัญมณีเสมือนรูปลูกตา พลางรู้สึกถึงแรงดึงดูดให้เข้าใกล้
ฟรังก้าพูดยิ้มๆ
“นี่คือค่าตอบแทนสำหรับพวกคุณ”
“ก่อนหน้านี้ไม่ได้บอกไว้ แต่เมื่อภารกิจสำเร็จ พวกเราจะช่วยให้ทุกคนเลื่อนลำดับได้หนึ่งขั้น”
‘ศาสตราจารย์’ ชะงักไปชั่วครู่ หันไปมอง ‘ตารางธาตุ’ กับ ‘โปรโตไทป์’ โดยสัญชาตญาณ แล้วพบว่าพวกเขาก็ประหลาดใจเช่นกัน
หลังจากชั่งใจอยู่สองสามวินาที ‘ศาสตราจารย์’ กล่าวอย่างจริงใจ
“พวกเราไม่ต้องการค่าตอบแทน การที่ไม่ต้องถูก ‘ปราชญ์เร้นลับ’ บังคับยัดเยียดความรู้อีกต่อไป นั่นแหละคือรางวัลที่ดีที่สุดของพวกเรา”
“ใช่เลย” ทั้ง ‘ตารางธาตุ’ และ ‘โปรโตไทป์’ ต่างเห็นด้วย
หลังจากได้ยินคำพูดของ ‘ศาสตราจารย์’ ลูเมี่ยนก็นึกถึงความคิดของตนเอง และนึกถึงประโยคที่ ‘มิสเตอร์ฟูล’ กล่าวในการชุมนุมฉุกเฉิน
ไม่ว่าจะเป็นเอกลักษณ์ สมบัติปิดผนึกระดับ ‘0’ หรือตะกอนพลังต่างๆ ล้วนไม่สำคัญ สิ่งสำคัญคือการที่ ‘ปราชญ์เร้นลับ’ ตายไปต่างหาก
ได้ยินแบบนี้แล้ว ปราชญ์เร้นลับตายไปไม่ผิดคนจริงๆ ตั้งแต่องค์เทพไปจนถึงจอมเวทธรรมดา มี ‘อาสาสมัคร’ มากมายพร้อมจะกำจัดพระองค์แม้ต้องทำงานฟรี…ลูเมี่ยนที่สวมหน้ากากสีเงินครึ่งหน้า อดยิ้มมุมปากไม่ได้
ฟรังก้าเข้าใจความคิดของ ‘ศาสตราจารย์’ และพวกเขาดี เพราะมีตัวอย่างอยู่ใกล้ตัว
เธอยิ้มพลางกล่าว
“ถึงพวกคุณไม่เอา ทางเราก็ต้องให้อยู่ดี ไม่งั้นคนอื่นจะปรามาสว่าเราขี้เหนียว ตระหนี่ ใจแคบ เนรคุณ”
“อย่ากังวลเลย ผู้มีส่วนร่วมทุกคนจะได้รับของตอบแทนอย่างงาม ในฐานะองค์กรลับที่มีประวัติยาวนานกว่าสองพันปี ‘นิกายมอสส์’ สะสมทรัพยากรไว้เหลือเฟือเลยละ”
‘ศาสตราจารย์’ งุนงงอยู่สองวินาที
“พวกคุณทำลาย ‘นิกายมอสส์’ ไปแล้ว?”
พวกเราจอมเวทหลายคนก็เป็นสมาชิก ‘นิกายมอสส์’ เหมือนกัน…
ภารกิจครั้งนี้ไม่เพียงมุ่งเป้าไปยัง ‘ปราชญ์เร้นลับ’ แต่ยังล้อมปราบ ‘นิกายมอสส์’ ด้วย?
ฟรังก้าพยักหน้ารับ
“พวกเราทำลาย ‘แดนมหัศจรรย์’ แล้ว พวกคุณน่าจะรู้ดีว่า นั่นคือสำนักงานใหญ่ของ ‘นิกายมอสส์’”
“ประธานนิกายมอสส์ ทอริโอโบ ร่วงหล่นในสนามรบ”
“ในบรรดา ‘สิบเสาหลัก’ ซีดิสและโอไฮซ์เสียชีวิต เลเทียพ่ายแพ้หลบหนี ส่วน ‘สิบเสาหลัก’ ที่เหลือ สืบเนื่องจากไม่ได้อยู่ที่สำนักงานใหญ่ บ้างก็ทรยศ บ้างก็ซ่อนตัว ‘นิกายมอสส์’ ถูกกำจัดไปแล้วในทางปฏิบัติ”
“พวกคุณไม่ใช่สมาชิก ‘นิกายมอสส์’ อีกต่อไป เพราะ ‘นิกายมอสส์’ ไม่มีอยู่แล้ว”
“หลังจากนี้ พวกคุณไม่ต้องทำภารกิจใดๆ อีก และไม่ต้องรายงานต่อใครอีก คนที่จะปกป้องพวกคุณได้มีเพียงตัวเองเท่านั้น”
“และฉันเคยพูดในชุมนุมว่า วันสิ้นโลกอาจมาถึงภายในหนึ่งถึงสองปี”
“ดังนั้น พวกคุณจะไม่ถือโอกาสนี้เลื่อนลำดับของตัวเองจริงๆ หรือ?”
‘ศาสตราจารย์’ ‘ตารางธาตุ’ และ ‘โปรโตไทป์’ ต่างนิ่งเงียบ พวกเขาถูกโน้มน้าวใจแล้ว
ฟรังก้ายิ้มน้อยๆ แล้วกล่าว
“ในสายตาฉัน ค่าตอบแทนที่ช่วยผู้ร่วมภารกิจเลื่อนลำดับหนึ่งขั้นนั้น ความจริงแล้วไม่ค่อยยุติธรรมสักเท่าไร”
“ทำไม ‘ศาสตราจารย์’ ถึงได้เป็นครึ่งเทพ แต่คุณสองคนได้แค่เป็นลำดับ 5 ล่ะ?”
“นี่จึงต้องให้ ‘ศาสตราจารย์’ รับผิดชอบงานใหญ่ หากคุณได้เป็น ‘ปราชญ์พิศวง’ ครึ่งเทพอย่างแท้จริง ในภายภาคหน้าคุณต้องช่วยเหลือ ‘ตารางธาตุ’ และ ‘โปรโตไทป์’ คอยให้การคุ้มครองที่จำเป็นแก่พวกเขา”
“อีกอย่าง ก่อนที่พวกคุณจะออกจากทรีอาร์ หากเจอปัญหาที่แก้ไขเองไม่ได้ ก็สวดวิงวอนนามอันทรงเกียรติของฉันได้ ตราบใดที่ไม่ติดธุระอื่นอยู่ ฉันจะช่วยแน่นอน”
“นามอันทรงเกียรติของฉันคือ”
“ผู้ไม่แก่เฒ่า เจ้าแห่งไข้และโรคระบาด นางมารผู้มาพร้อมความขัดแย้งและหายนะ จอกศักดิ์สิทธิ์ที่รองรับทุกข์สุข ฟรังก้า·โรลังด์ผู้ยิ่งใหญ่”
ลูเมี่ยนมองออกว่าฟรังก้าต้องการพัฒนา ‘ศาสตราจารย์’ และจอมเวทที่สูญเสียการคุ้มครองจาก ‘นิกายมอสส์’ ให้กลายเป็นหลักยึดเหนี่ยวของเธอ
หลักยึดเหนี่ยวไม่จำเป็นต้องมาจากศรัทธาเท่านั้น ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่แน่นแฟ้น ก็เป็นหลักยึดเหนี่ยวชนิดหนึ่งเหมือนกัน เพียงแต่ไม่สามารถสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นได้เหมือนศรัทธา
ตอนนี้พวก ‘ศาสตราจารย์’ กำลังอยู่ในช่วงที่อนาคตไม่แน่นอน ไม่มีองค์กรให้พึ่งพาและจัดหาทรัพยากรอีกต่อไป เหลือเพียง ‘สมาคมวิจัยลิงบาบูนขนหยิก’ ที่เป็นเหมือนแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนมากกว่า จึงเหมาะอย่างยิ่งที่จะยื่นกิ่งมะกอกให้พวกเขา
แม้ว่าพวก ‘ศาสตราจารย์’ จะออกจากทรีอาร์ในภายหลัง ฟรังก้าก็สามารถมอบกระจกสำหรับระบุตำแหน่งให้พวกเขา เพื่อสื่อสารทางไกล และอาศัยพวกเขาเผยแพร่ความเชื่อเกี่ยวกับนักบุญผู้พิทักษ์ของศาสนจักรเดอะฟูล ฟรังก้า·โรลังด์
แต่ฟรังก้ายังคงรักษาหน้าเกินไป มองว่าพวก ‘ศาสตราจารย์’ เป็นเพื่อน เป็นสหายข้ามมิติ ไม่เคยคิดจะพัฒนาพวกเขาให้เป็นสาวก หรือแม้แต่ดึงเข้ามาในนิกายโรคเพื่อเป็นอาร์ชบิชอปหรือบิชอป…ลูเมี่ยนจึงไม่ได้ถือโอกาสเปิดเผยนามอันทรงเกียรติของตน
“นามอันทรงเกียรติ…คุณเป็นนักบุญผู้พิทักษ์ลำดับ 3 แล้ว?” พวก ‘ศาสตราจารย์’ มีความรู้ด้านศาสตร์เร้นลับพอสมควร
ไม่เลื่อนลำดับเร็วไปหน่อยหรือ?
ตอนชุมนุมครั้งก่อนโน้น ‘ดาบซ่อนแขน’ ยังเป็นนางมารลำดับ 5 อยู่เลย!
ก่อนหน้านี้ เมื่อฟรังก้าบอกว่าเธอเป็นครึ่งเทพแล้ว พวกศาสตราจารย์ต่างก็รู้สึกอิจฉา พร้อมความประหลาดใจเล็กน้อย ไม่ถึงกับมากเกินไป ยังอยู่ในเกณฑ์ที่พอรับได้
แต่ตอนนี้ พวกเขารู้สึกเหมือนความเข้าใจถูกพลิกคว่ำ
ฟรังก้าส่งเสียงรับคำ
“ด้วยความบังเอิญ บวกกับความพิเศษของผู้ข้ามมิติน่ะ”
“อันที่จริง ‘มักเกิ้ล’ ก็ลำดับ 3 เหมือนกัน”
ขณะพูด เธอเหลือบมองลูเมี่ยน
เธอพอเข้าใจว่า ทำไมลูเมี่ยนถึงไม่ถือโอกาสนี้เปิดเผยนามอันทรงเกียรติของเขา เพื่อพัฒนาหลักยึดเหนี่ยวจากความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล
เขาหวังให้ ‘มักเกิ้ล’ ยังคงเป็นโอลัวร์
อะไรกัน…‘ศาสตราจารย์’ ‘ตารางธาตุ’ และ ‘โปรโตไทป์’ ต่างมองไปยัง ‘มักเกิ้ล’ ที่ยืนเงียบอยู่ข้างๆ ด้วยความตกตะลึง
เธอก็เป็นนักบุญผู้พิทักษ์ลำดับ 3 แล้วเหมือนกัน?
โลกนี้เกิดอะไรขึ้นกันแน่?
ลูเมี่ยนที่สวมฮู้ดและหน้ากากครึ่งหน้าสีเงิน กล่าวยิ้มๆ
“ถูกต้อง ฉันจะไม่บอกนามอันทรงเกียรติให้พวกคุณรู้หรอก ยังไงฉันกับ ‘ดาบซ่อนแขน’ ช่วงนี้ก็อยู่ด้วยกัน พวกคุณขอความช่วยเหลือจากเธอก็เท่ากับขอจากฉันแล้ว”
“ที่พวกเราเลื่อนลำดับได้เร็วขนาดนี้ แต่ยังคงปกติอยู่ เป็นเพราะผู้ข้ามมิติมีความพิเศษ…”
“ศาสตราจารย์ หากคุณสามารถเป็น ‘ปราชญ์พิศวง’ ได้ ลองดึงพลังจากนิทาน ตำนาน หรือเรื่องเล่าในเมืองที่เคยได้ยินก่อนข้ามมิติมาสร้างคาถาดูสิ ในจำนวนนั้นน่าจะมีบางส่วนที่เป็นเรื่องจริง”
คำใบ้ของลูเมี่ยนอาจทำให้ความลับของผู้ข้ามมิติเปิดเผยในระดับหนึ่ง แต่หาก ‘ศาสตราจารย์’ กลายเป็น ‘ปราชญ์พิศวง’ และมีความสามารถหลัก ‘ฉายซ้ำความลับ’ ไม่ช้าก็เร็วเธอก็จะค้นพบปัญหาเอง
พวก ‘ศาสตราจารย์’ มองหน้ากันด้วยความสงสัยอยู่พักหนึ่ง สัมผัสได้ถึงความลำบากใจที่ ‘ดาบซ่อนแขน’ และ ‘มักเกิ้ล’ ไม่อยากอธิบายรายละเอียด
พวกเขาจึงหันไปถามฟรังก้า
“วิหารที่คุณพิทักษ์อยู่ที่ไหน?”
“ท่าเรือลาวีนในเขตจัตุรัส วิหารนักบุญฟรังก้าของศาสนจักรเดอะฟูล” ฟรังก้าแนะนำสั้นๆ
‘ศาสตราจารย์’ พูดด้วยความเข้าใจ
“พวกคุณเป็นคนของศาสนจักรเดอะฟูล?”
“ภารกิจโจมตี ‘ปราชญ์เร้นลับ’ ครั้งนี้ ศาสนจักรเดอะฟูลเป็นผู้นำ?”
ฟรังก้าเกิดความภูมิใจทันที
“ถูกต้อง ‘มิสเตอร์ฟูล’ ลงมือเอง ‘เทพจักรกลไอน้ำ’ ให้ความช่วยเหลือที่จำเป็น…”
พูดถึงตรงนี้ เธอยิ้มละมุนมองไปทางลูเมี่ยน
“ส่วน ‘มักเกิ้ล’ คอยช่วยเหลือจากด้านข้าง”
อะไรนะ? พวก ‘ศาสตราจารย์’ พากันตกตะลึงอีกครั้ง
นักบุญลำดับ 3 ก็เข้าร่วมศึกทวยเทพได้แล้วหรือ?
ฟรังก้ารีบเสริมทันที
“ภารกิจของเธอคือทำหน้าที่เป็นเหยื่อล่อ”
“…” พวก ‘ศาสตราจารย์’ พูดไม่ออกชั่วขณะ
“เอาละๆ เก็บตะกอนพลังพร้อมวัตถุดิบกับสูตรโอสถไว้ให้ดีล่ะ พวกมันถูกผนึกมิดชิดแล้ว พวกคุณไม่ต้องรีบ ปรับสภาพให้ดีก่อนค่อยประกอบพิธีกรรม” ฟรังก้าแจกจ่ายของที่ได้มา “นี่คือหยดเลือดของสัตว์ในตำนาน ต้องใช้ในพิธีกรรมด้วย”
สุดท้าย เธอหยิบหยดเลือดที่ถูกขังอยู่ในลูกกลมมืดหม่นแต่เปล่งประกายดาวระยิบระยับออกจาก ‘กระเป๋านักเดินทาง’
หลังจากฉลองการตายของ ‘ปราชญ์เร้นลับ’ ด้วยการดื่มแชมเปญกับพวก ‘ศาสตราจารย์’ แล้ว ฟรังก้าและลูเมี่ยนก็กลับคฤหาสน์หรู โดยฟรังก้าอาสาสวดวิงวอนถึง ‘มิสเตอร์ฟูล’
ก็คนบ้านเดียวกันนี่นา!
ฟรังก้าจัดแท่นบูชาและประกอบพิธีกรรม ท่องนามอันทรงเกียรติอย่างชำนาญ จนหมอกสีเทาจางๆ ปรากฏรางๆ ตรงหน้า
“มิสเตอร์ฟูลที่เคารพ ดิฉันต้องการใช้ตะกอนพลังระดับกลางและต่ำ พร้อมด้วยสมบัติวิเศษที่วางอยู่ตรงหน้าเหล่านี้ แลกกับสมบัติปิดผนึกระดับ 1 หนึ่งชิ้น”
“ท่านคิดว่าในฐานะผู้วิเศษเส้นทาง ‘นางมาร’ และมิตรสนิทของ ‘แชเรียต’ ฉันเหมาะที่จะเลือกสมบัติปิดผนึกที่สอดคล้องกับ ‘คนแบกโลง’ หรือไม่?” ฟรังก้าพูดสิ่งที่อยากจะสื่อออกมารวดเดียว
ไม่นานเธอก็ได้ยินเสียงอ่อนโยนของ ‘มิสเตอร์ฟูล’
“มีความเสี่ยงบ้าง แต่ยังพอรับได้”
งั้นไม่เอาดีกว่า ไม่ได้จำเป็นเร่งด่วนอะไร…ฟรังก้ารีบพูดทันที
“มิสเตอร์ฟูลที่เคารพ ฉันขอเปลี่ยนเป็นชิ้นที่สอดคล้องกับ ‘ผู้บรรลุความลับ’”
เสียงเธอเพิ่งจบ ก็เห็นกองสิ่งของที่วางบนแท่นบูชาหายไปจนหมด สูญหายไปกลางอากาศ
ต่อมา สิ่งหนึ่งบินออกมาจากเปลวเทียนที่ขยายใหญ่ ตกลงบนแท่นบูชา
นั่นคือหน้ากากที่มีเพียงครึ่งเดียว ด้านซ้าย
มันประกอบด้วยชิ้นส่วนเครื่องจักรกล ทั้งเฟือง หมุด ลูกปืน สปริง ท่อเหล็กอันเล็ก ตำแหน่งดวงตาเว้นว่างไว้ ปิดด้วยเลนส์คล้ายแก้วหรือคริสตัล โดยรวมแล้ว ความซับซ้อนทำให้เกิดความงามอันแปลกประหลาด
ขณะเดียวกัน ฟรังก้าได้รับข้อมูลมากมาย
“ชื่อ: ใบหน้าแห่งความลับ”
“0: มาจากการตายของ ‘ผู้บรรลุความลับ’ คนหนึ่งในยุคที่สี่”
“1: รูปลักษณ์เป็นหน้ากากใบหน้าด้านซ้ายที่สร้างจากจักรกล มีคุณสมบัติเหมือนมีสัญญาณชีพ”
“2: เมื่อสวมหน้ากากนี้ สามารถยิงลำแสงจากแผ่นปิดตา แสงนี้ทำลายโครงสร้างของวัตถุเกือบทุกชนิด ทำให้เป้าหมายถูกแยกสลายอย่างสมบูรณ์”
“ผู้สวมหน้ากากจะมีพลังในการประดิษฐ์อันเหนือธรรมชาติ สามารถสร้างสมบัติวิเศษ หรือประดิษฐ์อุปกรณ์กลไกซับซ้อน หรือรวมทั้งสองอย่างเข้าด้วยกัน โปรดจำไว้ว่าเมื่อทำสิ่งเหล่านี้ ผู้ควบคุมคือหน้ากาก ไม่ใช่ผู้สวมใส่ มันมักทำให้ผลงานของตนมีผลข้างเคียงเชิงลบที่ตลกร้ายจนน่ากลัวหนึ่งถึงสองอย่างเสมอ”
“การสวมหน้ากากนี้จะช่วยให้สามารถดึงข้อมูลสภาพแวดล้อมรอบข้างได้ และจากข้อมูลเหล่านั้น ผู้สวมสามารถย้อนมันกลับ เพื่อสืบหาเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นได้”
“เมื่อผู้สวมหน้ากากใช้สมบัติวิเศษอื่นๆ จะเรียนรู้ข้อมูลของสมบัติชิ้นนั้นได้รวดเร็ว หลีกเลี่ยงผลกระทบด้านลบได้ดี แต่ไม่รวมถึงผลกระทบจากตัวหน้ากากเอง”
“ผู้สวมหน้ากากสามารถบรรจุวิญญาณให้กับสิ่งของที่ตนประดิษฐ์ มอบสัญญาณชีพในระดับหนึ่ง โปรดจำไว้ว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ถูกสร้างจากความว่างเปล่า แต่มาจากเศษวิญญาณในโลกวิญญาณ มาจากการดูดกลืนชีวิตรอบข้าง”
……………………………………………………..