ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 1079 ศิลาจารึก
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 1079 ศิลาจารึก
ตอนที่ 1079 ศิลาจารึก
………………..
ทะเลโซเนีย ท่าเรือแบนชี
หลังจากลูเมี่ยน ฟรังก้า และจินนามาถึง สิ่งที่พวกเขาเห็นคือซากปรักหักพังที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา
ทุกอาคารเบื้องหน้าพังทลายหมดแล้ว เต็มไปด้วยร่องรอยไหม้เกรียม สัตว์ป่าอาศัยอยู่เนืองแน่น บางครั้งก็ได้ยินเสียงอีกา ‘ก้า ก้า ก้า’ ดังแว่วมา
ลูเมี่ยนเคยได้ยินมาดามเมจิกเชี่ยนเล่าเรื่องท่าเรือแบนชีถูกทำลาย แต่จนถึงวันนี้เพิ่งเคยเห็นของจริงกับตาตัวเอง
“จากข้อมูลที่รวบรวมมา แบนชีเคยเป็นถิ่นของตระกูลเมดีซี นับถือ ‘เทพสภาพอากาศ’ มีความเป็นไปได้ว่าจะมีตะกอนพลัง ‘จอมอาคมลมฟ้าอากาศ’ อยู่จริง แต่ภายหลังน่าจะถูก ‘เทวทูตสีชาด’ เอาไปแล้ว” ฟรังก้ากล่าวพลางมองไปรอบๆ
เมื่อมองซากปรักหักพังแบนชีที่อยู่ตรงหน้า ลูเมี่ยนรู้สึกเสมือนได้กลับไปยังหมู่บ้านกอร์ตูหลังภัยพิบัติ
เขาเหม่อลอยไปสองสามวินาทีก่อนจะพูดว่า
“นั่นก็จุดประสงค์หนึ่ง ลองหาดูก็ไม่เสียหายอะไร”
“จุดประสงค์อื่นคือ ค้นหาสถานที่พิเศษที่มาดามเมจิกเชี่ยนบอก ใช้เทียนน้ำมันศพ ทำพิธีพันธลับให้สำเร็จ”
พูดถึงตรงนี้ ลูเมี่ยนก็หัวเราะในลำคอ
“ในเมื่อ ‘ปรมาจารย์สวรรค์’ สามารถใช้พวก ‘ศาสตราจารย์’ เป็นสื่อระบุตำแหน่ง ‘ปราชญ์เร้นลับ’ เพื่อช่วยมิสเตอร์ฟูลล็อกเป้าได้ พระองค์ที่พิธีพันธลับ ‘จักรพรรดิโลหิต’ ชี้ไปหา ก็น่าจะหาได้ว่าตะกอนพลัง ‘จอมอาคมลมฟ้าอากาศ’ ที่เหลืออยู่ที่ไหนบ้าง”
“และฉันก็พอจะนับเป็นข้ารับใช้ของพระองค์ ขอให้พระองค์ช่วยสักเรื่องคงไม่น่าเกลียดกระมัง?”
“ตามทฤษฎีแล้วทำได้ แต่มันอันตรายเกินไป ยังไม่ดีเท่าสะสมคุณูปการ ขอให้มิสเตอร์ฟูลประทานวิวรณ์ พระองค์เป็นผู้ยิ่งใหญ่อยู่บนจุดสูงสุดของเส้นทาง ‘นักทำนาย’ น่าจะทำนายเบาะแสตะกอนพลัง ‘จอมอาคมลมฟ้าอากาศ’ ที่เหลือได้” ฟรังก้าไม่ค่อยเห็นด้วยที่ลูเมี่ยนจะเสี่ยงโดยไม่จำเป็น
แม้นี่จะเป็นสไตล์ของเขา แต่เดินริมน้ำบ่อยๆ ย่อมเปียกรองเท้า ต้องพยายามควบคุมจำนวนครั้งที่บุ่มบ่าม
จินนาพยักหน้าสนับสนุนคำพูดของฟรังก้า
“คุณคิดว่าฉันไม่เคยขอวิวรณ์จากมิสเตอร์ฟูลหรือ?”
“ลองเดาสิว่าพระองค์ประทานวิวรณ์อะไรมา?” ลูเมี่ยนหัวเราะในลำคอ “แบนชียังไงล่ะ!”
“ก็ได้” ฟรังก้าบ่นพึมพำ
“ช่วยฉันระวังเหตุการณ์ไม่คาดฝันด้วย” ลูเมี่ยนพูดประโยคหนึ่ง แล้วนำมือแตะหน้าอก ก้มศีรษะ สวดวิงวอนต่อมิสเตอร์ฟูล
หลังสวดมนต์เสร็จ เขากระตุ้นออร่าตกค้างของ ‘จักรพรรดิโลหิต’ ตราประทับ ‘นักพรตโลกแห่งความตาย’ และรูเข็มสีดำบนฝ่ามือขวา อาศัยเพียงการชี้นำของลางสังหรณ์ทางพลังวิญญาณ ค่อยๆ เดินลึกเข้าไปในซากปรักหักพังทีละก้าว
ฟรังก้ากับจินนาห่างจากเขาหลายสิบเมตร ตามไปทางซ้ายและขวา
เดินไปอย่างนี้ได้เกือบสิบห้านาที ลูเมี่ยนก็หยุดอยู่หน้าอาคารพังทลายแห่งหนึ่ง
กำแพงของอาคารแตกกระจายเป็นชิ้นๆ ประตูเหลือเพียงไม้ไหม้เกรียมสองสามชิ้น พื้นด้านในคล้ายถูกฟ้าผ่า มีรอยคนสีแดงเข้มที่ยังค่อนข้างชัดอยู่สองร่าง
ข้างรอยทั้งสอง ตรงมุมห้องยังมีภาพวาดหยาบๆ ของปีศาจหัวหมึกยักษ์
“อิงจากข้อมูลที่มิสเตอร์แฮงแมนให้มา ที่นี่คือสถานีโทรเลขท่าเรือแบนชี…”
“เป็นที่นี่จริงๆ…”
ท่ามกลางเสียงพึมพำ ลูเมี่ยนเดินไปหน้ารอยเงาคนสีเลือดทั้งสอง แล้วหยิบเทียนกึ่งแข็งสีเหลืองอมแดงที่บรรจุในขวดแก้วออกมา
จากนั้น เขาวางเทียนน้ำมันศพไว้บนกำแพงที่พังทลายซ้อนกัน และจุดมันด้วยการเสียดสีพลังวิญญาณ
จินนากับฟรังก้าเห็นดังนั้นจึงหยุดเดิน ไม่เข้าไปใกล้อีก
พวกเธอกังวลว่า ตัวเองจะได้รับผลกระทบจากกลิ่นเทียนน้ำมันศพด้วย เข้าสู่สถานะพันธลับโดยไม่ได้ตั้งใจ ไม่สามารถคอยดูลาดเลารอบๆ ได้อีก
ลูเมี่ยนนั่งขัดสมาธิลง เริ่มเข้าฌาน
กลิ่นหอมอมหวานอ่อนๆ แพร่กระจายในความเงียบสงบ ไชเข้าสู่ปลายจมูกของเขา จนไขกระดูกค่อยๆ คันยุบยิบ เส้นเลือดพองตัว
ทันใดนั้นก็มีหมอกสีดำทึบปรากฏต่อหน้า
ต่างจากประสบการณ์ขณะประกอบพิธีพันธลับครั้งก่อนๆ วิญญาณที่ล่องลอยของลูเมี่ยน ถูกพลังล่องหนคว้าไว้ในอึดใจถัดมา แล้วกระชากเข้าไปในส่วนลึกของหมอก
ฟ้าหมุน ดินคว้าง
ลูเมี่ยนฟื้นสติได้ในเวลาอันสั้น พบว่าตัวเองกำลังยืนอยู่ในห้องกว้างขวางสว่างไสว สองข้างมีเก้าอี้เรียงเป็นแถว คนจำนวนไม่น้อยนั่งราวกับกำลังรอบางสิ่ง
คนเหล่านั้นบ้างแต่งกายปกติ บ้างก็แปลกประหลาดยิ่ง ลูเมี่ยนยังไม่ทันได้พินิจพิเคราะห์ให้ละเอียด ก็ได้ยินเสียงด่าดังข้างหู
“เฉอหน่า เหนียงข่าย!”
ลูเมี่ยนฟังไม่เข้าใจ หันตัวไปมองชายคนหนึ่งที่เดินเข้ามาจากประตูด้วยความงุนงง
ชายคนนั้นสวมเชิ้ตสีขาว คลุมเสื้อกั๊กสีดำ สวมหมวกทรงสูงบนศีรษะ ลักษณะหน้าตาตรงกับที่ฟรังก้าเรียกว่า ‘แบบตะวันออก’ ถือกระดาษแผ่นหนึ่งในมือ
ลูเมี่ยนหลบให้ทาง มองชายคนนั้นวิ่งตรงไปยังด้านหน้าสุดของห้องโถงโดยไม่หันกลับมา
ติ๊ก ติ๊ก ติ๊ก! เสียงส่งโทรเลขดังมาจากทางนั้นไม่หยุด
ลูเมี่ยนเพิ่งรู้ว่าที่นี่คือสถานีโทรเลข คนเหล่านี้กำลังรอรับโทรเลขตอบกลับ
คนที่รออยู่หลายคนเริ่มหันมามองเขา
ลูเมี่ยนดึงฮู้ดคลุมศีรษะ ใช้เงาบังหน้าตาไว้
เมื่อเทียบกับเสน่ห์ของนางมาร การแต่งกายแปลกๆ กลับไม่ใช่ปัญหาใหญ่
พอออกจากสถานีโทรเลข ภาพตรงหน้าลูเมี่ยนก็คึกคักทันที
อาคารสามสี่ชั้นหลากหลายสไตล์ตั้งเรียงราย ถนนกว้างขวาง บางครั้งมีรถยนต์สีดำ รวมถึงรถลากที่ฟรังก้าเรียกแล่นผ่าน ผู้คนที่สัญจรไปมาบ้างแต่งกายด้วยเชิ้ต สูท หมวกทรงสูง บ้างสวมเสื้อคลุมยาวและหมวกกะลา บ้างใส่เสื้อขาว เสื้อกั๊กดำกับกางเกงขายาว รองเท้าผ้าหุ้มข้อ เอวป่องราวกับซ่อนปืน บ้างพันผ้าแดงรอบศีรษะถือไม้สั้น บ้างสวมชุดกระโปรงยาวประดับลูกไม้และระบาย บ้างกระโปรงตัดเข้ารูปมีผ่าข้างละช่อง…
ลูเมี่ยนรู้สึกทันทีว่าที่นี่เจริญพอๆ กับทรีอาร์
กริ๊งงงง!
ท่ามกลางเสียงใสกังวาน รถรางที่มีเพียงสองตู้ ตั้งเสาเชื่อมต่อกับสายไฟกลางอากาศ แล่นผ่านไป
ภาพแบบนี้ลูเมี่ยนคุ้นเคยดี เขาถึงกับรู้แล้วว่านี่เรียกว่ารถรางไร้ราง
แต่ต่างจากที่เคยเห็นครั้งก่อน ผู้โดยสารบนรถรางดูปกติ การแต่งกายไม่ต่างจากคนเดินถนน ไม่ได้เหลือแค่หัวแล้วลากกระดูกสันหลังเปื้อนเลือดสีขาวโพลนมาด้วย
“ตำแหน่งที่เข้ามาเปลี่ยนไป ไม่ใช่ถนนเส้นเดิม?”
“หรือว่าถนนเส้นเดิมซ่อนอยู่ตั้งแต่แรก ต้องใช้วิธีพิเศษถึงจะเห็นหรือเข้าไปได้?”
“พลังพิเศษต่างๆ บนตัวเรา บวกกับปัญหาของแบนชี ช่วยให้มาถึงมหานครแห่งนี้ได้จริงๆ?” ลูเมี่ยนมองไปรอบๆ พลางพึมพำ
ในบรรดาคนที่นั่งบนรถลาก ก็ไม่มีสุภาพสตรีที่ใช้พัดลายดอกไม้กับนก ปิดบังใบหน้าบวมเน่าสีดำคล้ำเหมือนคราวก่อน
นอกจากฟังไม่รู้เรื่องว่าคนรอบข้างพูดอะไร แถมคนที่หน้าตาคล้ายตัวเองก็มีน้อยมาก ลูเมี่ยนจึงไม่รู้สึกว่ามหานครที่เห็นอยู่ตรงหน้ามีปัญหาอะไร
หากดูจากผลของพิธีพันธลับ นี่นับว่าเขาล้มเหลว เพราะไม่ได้ค้นพบอะไรเลย ไม่ได้สัมผัสความลึกลับแม้แต่นิด
ลูเมี่ยนครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง ด้วยความรู้สึกเหมือนถูกทิ้งไว้ต่างแดนโดยไม่มีล่าม เขาเดินตามการชี้นำของลางสังหรณ์ทางพลังวิญญาณ ค่อยๆ ห่างจากย่านการค้าอันคึกคัก เข้าไปในตรอกไม่กว้างนัก
บ้านเรือนสองข้างทางมีสไตล์แปลกตายิ่งกว่าเดิม กรอบประตูทำจากหิน บานประตูเป็นไม้หนาทาสีดำ กำแพงสูงลึกเข้าไปข้างใน
ลูเมี่ยนลองยื่นมือขวาไปแตะเสาไฟฟ้าไม้ ผลปรากฏว่ามือของเขาทะลุผ่านไป
“ตอนนี้เราอยู่ในสภาพวิญญาณ? ไม่สิ น่าจะเป็นกายวิญญาณบริสุทธิ์หรือจิตสำนึกบริสุทธิ์ แต่คนรอบข้างมองเห็นได้…” ลูเมี่ยนวิเคราะห์ไปพลางเดินต่อไป ผ่านสายไฟที่พันกันยุ่งเหยิง ผ่านราวตากผ้าและของที่กองระเกะระกะ จนกระทั่งออกจากย่านที่มีผู้คนอาศัยหนาแน่น
สิ่งแรกที่ปรากฏแก่สายตาคือ หอคอยไม้สูง รูปทรงแปลกประหลาด
หอคอยนี้คล้ายกับศูนย์กลางหมอกที่เขาเห็นในพิธีพันธลับครั้งก่อนๆ มาก แต่ภายใต้แสงแดด หอคอยไม้สูญเสียความน่ากลัวและชวนขนหัวลุกที่ไม่อาจบรรยายเป็นคำพูด
หน้าหอคอยสูงสีน้ำตาล มีอาคารใหญ่หลายหลัง ต้นไม้เขียวชอุ่มหลายต้น ทั้งหมดถูกกำแพงสีเหลืองล้อมไว้ ห้ามใครปีนข้าม
ณ ประตูทางเข้า บานประตูไม้คู่เปิดกว้างสุดบาน มีคนเข้าออกและสัญจรไปมาเป็นระยะ ล้วนดูเหมือนชาวเมืองธรรมดา
“นี่คือวัดที่ฟรังก้าพูดถึงหรือ?” ลูเมี่ยนชั่งใจสองวินาที แล้วเดินตามฝูงชนเข้าไปในกลุ่มอาคารที่กำแพงสีเหลืองล้อมไว้
เขาแกล้งทำเป็นเที่ยวชม ค่อยๆ เข้าใกล้หอคอยไม้ไปเรื่อยๆ
ระหว่างทาง เขาพบว่า ‘พระ’ ของวัดแห่งนี้ แบ่งเป็นหลายประเภท การแต่งกายแตกต่างกัน กลุ่มต่างๆ ก็ไม่ค่อยติดต่อกัน
จากบรรดาทั้งหมด กลุ่มที่มีสมาชิกมากมีสองประเภท ประเภทหนึ่งสวมเสื้อคลุมสีน้ำเงิน สวมหมวกสูง สไตล์ค่อนข้างคล้าย ‘ปรมาจารย์สวรรค์’
อีกประเภทโกนผม สวมเสื้อคลุมหลวมๆ สีเทาหม่นหรือเสื้อเหลืองใต้ชุดแดงนอก
เมื่อลูเมี่ยนอ้อมไปถึงจุดที่ห่างจากหอคอยไม้ จนเหลืออาคารใหญ่หลังหนึ่งกั้น ‘พระ’ สองประเภทก็ขวางทางเขาไว้
แม้เขาจะฟังไม่เข้าใจว่า ‘พระ’ เหล่านี้พูดอะไร แต่ก็รับรู้ความหมายได้
“หยุด!”
ลูเมี่ยนไม่ยื้อ หันตัวกลับไปยังอาคารหลังหนึ่งซึ่งเพิ่งเดินผ่านมา
ระหว่างนี้ เขาสังเกตสภาพแวดล้อมอย่างแนบเนียน พบว่ามี ‘พระ’ จำนวนมากกระจายอยู่บนเส้นทางที่นำไปสู่หอคอยไม้ บ้างเปิดเผย บ้างซ่อนเร้น มีร่องรอยการใช้พลังพิเศษ
เฝ้าระวังอย่างเข้มงวด ไม่ให้คนนอกเข้าไปในหอคอยนั้น? ลูเมี่ยนตัดสินใจพร้อมกับละทิ้งแผนการ ‘เทเลพอร์ต’ ไปหรือใช้โลกในกระจก
หากหอคอยไม้เป็นศูนย์กลางที่พิธีพันธลับชี้ไปจริง ผู้เฝ้าระวังย่อมป้องกันวิธีการแบบนี้ไว้แล้ว!
นึกได้ว่าครั้งก่อนเข้าไปในหอคอยด้วยวิธีพันธลับทางจิตสำนึก ลูเมี่ยนจึงหาที่ลับตา พยายามหลุดออกจากสภาพแวดล้อมปัจจุบัน เลียนแบบสภาวะครั้งก่อน
เขาเพิ่งเข้าฌานเสร็จ ทั้งตัวก็ลอยพรวดพราด ล่องลอยไปทางหอคอยไม้ท่ามกลางหมอกดำทึบที่แผ่ออกมา ไม่มีสิ่งใดขวางกั้นอีกต่อไป
ไม่นานลูเมี่ยนก็มาถึงจุดหมาย แต่ถูกพลังที่มองไม่เห็นขัดขวางไว้ ได้แต่ลอยลงไปเตรียมเดินเข้าทางประตู
ความรู้สึกล่องลอยนั้น จางหายไปอย่างรวดเร็ว หมอกดำทึบที่แผ่กระจายก็สลายตาม
คราวนี้ลูเมี่ยนเห็นสภาพหน้าประตูหอคอยไม้ชัดเจนแล้ว
ที่นั่นมีศิลาจารึกแผ่นหนึ่งตั้งอยู่ ผิวหินเก่าแก่ด่างพร้อย
ลูเมี่ยนอ่านตัวอักษรบนศิลาจารึกไม่ออก แต่กลับเข้าใจความหมายได้อย่างประหลาด ราวกับมีการสื่อสารทางจิตวิญญาณ
จารึกนั้นเขียนว่า
“รวมพลังทั่วหล้า สูญเสียวีรชนไปมากกว่าครึ่ง ขังมังกรหายนะไว้ ณ ที่แห่งนี้ ภัยพิบัติบนโลกมนุษย์จึงสงบสิ้น”
“ปรมาจารย์สวรรค์รุ่นห้าสร้าง”
……………………………………………………..