ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 1083 ‘ดวล’
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 1083 ‘ดวล’
ตอนที่ 1083 ‘ดวล’
………………..
ทันทีที่ ‘คัมภีร์วิวรณ์ภาคต่อ’ ถูกดึงออกมา มันก็เปิดไปยังหน้าหนึ่งเองโดยไม่มีลมพัด
บนนั้นมี ‘คำทำนาย’ ที่ลูเมี่ยนเขียนด้วยพลังจิต
“เนื่องด้วยโชคชะตาเข้าข้าง ลูเมี่ยน·ลีจะได้รับชัยชนะสุดท้ายในการต่อสู้ครั้งนี้”
ท่ามกลางแสงระยิบระยับของตัวอักษรสีเงินปรอท วิหคยักษ์เพลิงม่วงบนท้องฟ้าลากหางยาวบินวนอยู่
มันไม่ได้เผยร่างสัตว์ในตำนานที่สมบูรณ์ เพราะหากทำเช่นนั้น ลูเมี่ยนคงไม่ ‘เล่น’ ด้วยอีกต่อไป และจะเรียกผู้ช่วยทันที
เมฆดำทับซ้อนกันอย่างรวดเร็ว ทึบหนาจนเกือบชิดพื้นดิน
เพียงชั่วพริบตา หยาดพิรุณโปรยปรายราวกับน้ำตก เสมือนท้องฟ้าเป็นทะเลสาบก้นแตกเป็นรอยแยก
สายฝนที่เกือบกลายเป็นเสาน้ำยักษ์ โหมกระหน่ำใส่ลูเมี่ยน แต่ลูเมี่ยนไม่ขยับแม้แต่ครึ่งก้าว เพียงดึงพลังพรจาก ‘นักบวชสงคราม’ ออกมาจากตราผนึก ทำให้ตัวเองเป็นทั้งชายและหญิง ใบหน้าออกไปทางไร้เพศมากกว่าเดิม แต่หน้าอกยังคงเด่นชัด
สายฝนที่ตกใส่ลูเมี่ยนชะลอตัวลงเรื่อยๆ และในไม่ช้าก็แข็งค้างกลางอากาศ สะท้อนแสงแดด ดูใสแจ๋วราวกับคริสตัล
ชั้นน้ำแข็งขยายจากเหนือศีรษะลูเมี่ยนไปด้านบนอย่างต่อเนื่อง ดึงน้ำฝนจำนวนมากเข้าสู่อาณาจักรแห่งความหนาวเหน็บ จนผิวของมันดูราวกับมีสายรุ้งสีม่วงครามน้ำเงินเขียวเหลืองแสดแดงพาดผ่าน
ซ่าๆๆ สายฝนที่ตามมาถูกชั้นน้ำแข็งอันเหนียวแน่นกั้นไว้ ไหลไปรอบๆ ประกอบกับน้ำฝนที่ตกลงส่วนอื่นของท่าเรือแบนชี รวมกับระบบระบายน้ำที่พังไปนานแล้ว จนซากปรักหักพังแห่งนี้มีน้ำท่วมสูงกะทันหัน
ลูเมี่ยนยืนอยู่ใต้ร่มเงาของชั้นน้ำแข็งทับซ้อน มองไปรอบๆ อย่างไม่รีบร้อน รู้สึกสงสัยกับการแสดงอิทธิฤทธิ์วิหคยักษ์เพลิงม่วงในปัจจุบัน
“นี่มันมีกลิ่นอายของอำนาจฟ้าดินจริงๆ ถ้าตกต่ออีกสองสามชั่วโมง ประกอบกับน้ำทะเลไหลย้อน ทั้งท่าเรือแบนชีคงจมหมด…”
“แต่ในการต่อสู้ระดับเทวทูต การทำแบบนี้จะไปเกิดประโยชน์อะไร? เทวทูตองค์ใดจะจมน้ำตายกัน? แถมยังมีเวลามากพอที่จะหนีออกไป…”
“เว้นแต่จะตกจนภูเขาถล่ม ถึงจะเป็นภัยคุกคามต่อเทวทูตได้บ้าง…”
“แต่ว่า วิธีนี้สังหารคนธรรมดากับผู้วิเศษลำดับต่ำถึงกลางได้ดีมาก สมกับเป็นเส้นทางสัญลักษณ์ของสงครามและภัยพิบัติ…”
ลูเมี่ยนเพิ่งคิดถึงตรงนี้ วิหคยักษ์เพลิงม่วงก็ทะลุชั้นเมฆหนา โผล่เศียรของมันออกมา
ระหว่างเมฆดำก้อนนั้น สายฟ้าสีขาวเงินแลบวาบ รวมตัวกันแล้วพลันลากยาวลงมา กลายเป็นสายฟ้าที่ดุร้ายน่ากลัว
สายฟ้าฟาดลงบนชั้นน้ำแข็งใสราวคริสตัล แต่ไม่อาจนำไฟฟ้าเข้าไปข้างในได้ กระเด็นแตกกระจายไปรอบๆ
ครืนนน!
เสียงฟ้าร้องดังกึกก้อง สายฟ้านับไม่ถ้วนกระหน่ำลงตามจุดน้ำท่วมขังบนท่าเรือแบนชี แล้วก็แล่นไปมารวดเร็ว เพียงพริบตาก็กลายเป็นตาข่ายยักษ์สีขาวเงินที่คลุมทั้งซากปรักหักพัง
ท่ามกลางเสียงเปรี้ยะๆ ดังระงม ลูเมี่ยนเข้าใจแล้วว่าเหตุใดต้องทำให้ฝนตกหนักก่อน
เพื่อให้สายฟ้าที่จะตามมา เกิดพลังทำลายล้างสูงขึ้น ครอบคลุมอาณาเขตกว้างกว่าเดิม!
แต่ลูเมี่ยนเองยืนบนดินแห้ง รอบตัวมีชั้นน้ำแข็งที่แทบไม่นำไฟฟ้า จึงไม่ได้รับผลกระทบมากนัก
วินาทีถัดมา สายฟ้าใหม่ก่อตัว ยิ่งใหญ่และน่าเกรงขามกว่าเมื่อครู่ ราวกับพฤกษาเทพสีขาวเงินที่เชื่อมฟ้ากับดิน
มันฟาดลงบนชั้นน้ำแข็งหนา ทำลายบาเรียได้สำเร็จ ราวกับมีพลังงานจลน์อันน่าพรั่นพรึง หรือปลดปล่อยพลังงานสะสม สร้างแรงกระแทก
ครืนนน! เสียงฟ้าร้องกระเพื่อมไปทั่ว สายฟ้าอันน่าเกรงขามทำลายชั้นน้ำแข็งทีละชั้น ฟาดลงบนศีรษะลูเมี่ยน
ร่างของลูเมี่ยนแตกเป็นเสี่ยงๆ ส่งเสียงเพล้งๆ เสมือนกระจกเปราะบาง
แต่ร่างของเขายังไม่ออกนอกพื้นที่ซึ่งอาศัยร่มเงาของบาเรียน้ำแข็ง ยังคงปรากฏอยู่สักแห่งในซากอาคารพังทลาย
กลางอากาศ วิหคยักษ์เพลิงม่วงโฉบลงมาจากฟากฟ้า กางปีกที่ลุกโชนออก พุ่งเหมือนดาวตกไปยังตำแหน่งของลูเมี่ยน
น้ำฝนใกล้เคียงระเหยกลายเป็นไอในทันที ลอยฟุ้งกลางอากาศ ราวกับต้อนรับการมาเยือนของวิหคยักษ์เพลิงม่วงในรูปแบบหมอกควัน
พื้นดินเริ่มมีไฟลุก ซากกำแพงที่หลงเหลือเริ่มมีไฟลุก ร่างของลูเมี่ยนก็เริ่มมีไฟลุกเช่นกัน
บึ้มมม!
วิหคยักษ์เพลิงม่วงกระแทกพื้นดิน จนเกิดกลุ่มควันฝุ่นพวยพุ่งคล้ายเห็ด
ร่างของลูเมี่ยนแตกสลายอีกครั้ง ซากกำแพงที่เหลือถูกเผาเป็นเถ้าถ่าน หรือไม่ก็ถูกพัดกระเด็นออกไป
ร่องรอยสีเลือดสองร่างที่เคยประทับบนพื้นดิน ซึ่งดูเหมือนมนุษย์ถูกบดเป็นเนื้อเละ ปรากฏอีกครั้ง ณ ก้นหลุมอันเกิดจากการระเบิดและการหลอมละลายของดิน มืดหม่นลงจากเดิมเล็กน้อย
ร่างที่ดูไร้เพศของลูเมี่ยนปรากฏกลางอากาศตรงข้ามกับบริเวณดังกล่าว ดวงตาสีฟ้าสะท้อนเงาของวิหคยักษ์เพลิงม่วง เตรียมใช้คำสาปของนางมาร
หมอกโดยรอบหนาทึบในบัดดล จากไอน้ำที่เพียงทำให้ผิวไหม้ แปรเปลี่ยนเป็นหมอกแห่งสงครามอันแท้จริง
ลูเมี่ยนสูญเสียการล็อกเป้าทันที ยากที่จะสาปเป้าหมายได้แม่นยำนัก
ต่อมา เสียงหวีดหวิวเริ่มดังแหลมคม พายุเฮอริเคนอันน่าสะพรึงกลัวก่อตัวบนทะเล พัดพาคลื่นสีครามสูงนับสิบเมตรซัดเข้าหาท่าเรือแบนชี
สึนามิที่มากับพายุเฮอริเคน!
ร่างของลูเมี่ยนถูกซัดลงพื้นทันที แล้วแตกเป็นผุยผงอีกครั้ง
ซากอาคารในท่าเรือแบนชีที่ยังพอมีความสูงอยู่บ้าง ถูกกวาดจนราบเป็นหน้ากลอง วิหคยักษ์เพลิงม่วงทะยานสู่ท้องนภา ดูเหมือนจะบินวนหาเป้าหมายที่หายไป
ขณะนั้นเอง ร่างของลูเมี่ยนปรากฏ ณ ก้นหลุมซึ่งมีร่องรอยสีเลือดสองร่าง พร้อมกับส่ง ‘สีเทาขาว’ พุ่งทะยานไปยังวิหคยักษ์เพลิงม่วงที่ลอยอยู่สูง
หินที่แข็งตัวจากอากาศ ทยอยร่วงกราวลงมาทีละก้อน
วิหคยักษ์เพลิงม่วงส่งเสียงร้องแหลมโหยหวนทันที
ร่างกายและจิตใจของลูเมี่ยนเริ่มสั่นสะท้าน ราวกับได้ยินเสียงกลองที่ดังระรัวในสนามรบบรรพกาล
ลูกไฟสีม่วงอมเขียวปรากฏกลางอากาศในพริบตา แน่นหนามิดชิด บดบังแสงแดดโดยรอบทันที
มันพุ่งลงมาพร้อมเสียงหวีดหวิว กระหน่ำใส่ ‘สีเทาขาว’ ที่แผ่คลุมมา
เสียงระเบิดครืนครั่นดังไม่หยุดหย่อน ‘รูปปั้นหินไฟ’ สีเทาขาวถูกเหวี่ยงกระเด็นไปรอบๆ
สีเทาขาวที่ลูเมี่ยนสร้าง เริ่มแตกสลายและถอยร่นอย่างต่อเนื่อง สุดท้ายก็พังทลายโดยสิ้นเชิง ปล่อยให้ลูกไฟสีม่วงอมเขียวที่เหลือกระหน่ำใส่ร่างของลูเมี่ยน
ครั้งนี้ เศษกระจกที่แตก ละลายเป็นของเหลวในพริบตา
การต่อสู้ดำเนินมาถึงขั้นนี้ ความ ‘โชคดี’ ที่ลูเมี่ยนได้รับจาก ‘คัมภีร์วิวรณ์ภาคต่อ’ ยังไม่ปรากฏให้เห็น
ไม่ว่าจะเป็นการโจมตีของเขา ซึ่งมุ่งเข้าหาวิหคยักษ์เพลิงม่วง หรือการโจมตีของวิหคยักษ์เพลิงม่วงที่มีต่อเขา ล้วนดำเนินไปตามครรลองปกติ ไม่มีความสำเร็จหรือความล้มเหลวใดเกินความคาดหมาย
ร่างของลูเมี่ยนปรากฏอีกครั้งในหลุมที่ลึกและใหญ่กว่าเดิมมาก
วิหคยักษ์เพลิงม่วงยังคงไม่รามือ คอยกระหน่ำพลังวิเศษต่างๆ ถาโถมอย่างบ้าคลั่ง
ลูเมี่ยนต้านทานอย่างยากลำบาก อาศัยเพียง ‘กระจกตัวแทน’ หลบหนีการโจมตีร้ายแรงครั้งแล้วครั้งเล่า
เมื่อระดับความสูงของทั้งท่าเรือแบนชีต่ำลงหลายเมตร ใกล้จะถูกน้ำทะเลสีครามไหลท่วมโดยสมบูรณ์ ‘กระจกตัวแทน’ ของลูเมี่ยนก็ถึงคราวหมดสิ้น
ต่อจากนี้ เขาเหลือเพียงการตายของร่างจริงและร่างในกระจก
วิหคยักษ์เพลิงม่วงที่บินวนอยู่สูง จนบดบังท้องฟ้า ส่งเสียงร้องข่มขวัญดวงวิญญาณอันน่าหวาดหวั่นอีกครั้ง
พระองค์ล็อกเป้าร่างของลูเมี่ยน เตรียมพุ่งดิ่งลงมาเหมือนดาวตก พร้อมเปลวไฟสีม่วงอมเขียวที่ลุกโชนรุนแรง ระดมพลังถล่มใส่พื้นที่เป้าหมาย
เกือบจะในเวลาเดียวกัน ร่างของพระองค์กลับแข็งทื่ออย่างน่าประหลาด
เปลวไฟสีม่วงบนผิวร่างของพระองค์ เริ่มแผ่กระจายไปรอบๆ
โลหะสีดำเหล็กที่ประกอบเป็นคอ ถูกพลังล่องหนดึงให้ยืดยาวผิดวิสัย ราวกับใกล้จะขาดเต็มที
วิหคยักษ์เพลิงม่วงดิ้นทุรนทุรายกลางอากาศอย่างเจ็บปวด แสงไฟโปรยปรายลงมาไม่หยุด เติมกระแสเปลวไฟระลอกใหม่ให้กับท่าเรือแบนชีที่กำลังลุกโชนอยู่แล้ว
การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้เกิดอย่างกะทันหัน ผิดแผกพิสดาร ไม่ได้เกิดจากการโจมตีของลูเมี่ยน
ลูเมี่ยนถูกอัดฝ่ายเดียวมาตลอด หาโอกาสสาปแช่งอีกฝ่ายไม่ได้เลย จุลชีพที่แอบแพร่กระจายก็ตายไปเรื่อยๆ ท่ามกลางเปลวไฟสีม่วงที่แผดเผาไม่เลือกหน้า ท่ามกลางอุณหภูมิสูงที่น่ากลัวยิ่งกว่า ยากที่จะแพร่พันธุ์และลุกลามเป็นวงกว้าง
ทว่า ลูเมี่ยนไม่แปลกใจกับสิ่งที่เกิดกับวิหคยักษ์เพลิงม่วงแม้แต่น้อย มุมปากกลับยกยิ้มชัดเจน
เขาจ้องมองอีกฝ่าย จนกระทั่งวิหคยักษ์เพลิงม่วงเจ็บปวดจนแทบคลั่ง เผยร่างสัตว์ในตำนานที่สมบูรณ์ออกมา
ลูเมี่ยนดึงสายตากลับ
ยักษ์เพลิงที่ดูคล้ายนก ซึ่งกำลังลอยอยู่บนท้องฟ้าสูง ดูเหมือนเก็บงำความรู้อันลึกลับซับซ้อนและยากจะพรรณนาเอาไว้
พวกมันแสดงอิทธิฤทธิ์ในเชิงปรากฏการณ์ธรรมชาติต่างๆ อาทิ สายฟ้า ลูกเห็บ พายุเฮอริเคน จนสภาพอากาศในย่านทะเลนี้เปลี่ยนแปลงกะทันหัน
ไม่นานนัก ยักษ์เพลิงก็รวมตัวกลับเป็นวิหคยักษ์สีม่วงอีกครั้ง พุ่งดิ่งลงมายังพื้นดิน
ลูเมี่ยนเงยหน้า มองไปยังดวงตาของวิหคยักษ์เพลิงม่วง ซึ่งกำลังแข็งค้างด้วยความเจ็บปวดปนสับสน แล้วยิ้มพลางกล่าว
“ท่านรู้ไหมว่า ตัวเองโจมตีใส่อะไรมาตลอด?”
“สถานีโทรเลขท่าเรือแบนชียังไงล่ะ!”
ลูเมี่ยนเว้นวรรคชั่วครู่ หยิบเทียนน้ำมันศพที่ไหม้หมดไปนานแล้วออกจาก ‘กระเป๋านักเดินทาง’ พลางกล่าวด้วยรอยยิ้มสดใสยิ่งกว่าเดิม
“และท่านคือเทวทูตเส้นทาง ‘นักล่า’”
“ส่วนฉันคือผู้ได้รับพรจากอำนาจสูงสุดของสองเส้นทางภัยพิบัติ!”
นี่คือเหตุผลที่ลูเมี่ยนเลือกเผชิญหน้ากับวิหคยักษ์เพลิงม่วงตรงๆ โดยไม่ขอความช่วยเหลือจากไพ่อาร์คาน่าใหญ่อย่าง ‘มาดามเมจิกเชี่ยน’ และเอาแต่เคลื่อนไหวอยู่ในตำแหน่งเดิมๆ โดยไม่หนีไปไกล!
สถานีโทรเลขท่าเรือแบนชีน่าจะเป็นจุดรั่วไหล เชื่อมต่อกับมหานครบนทวีปตะวันตก เชื่อมต่อกับ ‘มังกรหายนะ’ ที่แม้จะถูกขังในบ่อโบราณ แต่ยังคงมีอิทธิพลต่อทั้งเมือง ส่งผลให้การใช้เทียนน้ำมันศพที่นี่จะได้รับประสบการณ์พันธลับที่แตกต่างและลึกซึ้งกว่า
ในกรณีนี้ การโจมตีซากสถานีโทรเลขท่าเรือแบนชี โจมตีลูเมี่ยนที่ดึงพลังพรจาก ‘นักบวชสงคราม’ ออกมาล่วงหน้า และตัวเองยังเป็นเส้นทาง ‘นักล่า’ ทั้งยังกระแทกลงบนจุดรั่วไหลด้วยตัวเอง ย่อมมีโอกาสไม่น้อยที่จะกระตุ้นความผิดปกติ ได้รับอิทธิพลที่มองไม่เห็น!
แน่นอนว่า ไม่มีสิ่งใดรับประกันได้ว่าจะเกิดความผิดปกติเสมอไป วิหคยักษ์เพลิงม่วงเองก็ไม่จำเป็นต้องใช้ร่างเนื้อกระแทกใส่ซากสถานีโทรเลข หรือระเบิดรอบๆ ด้วยพลังดาวตกไฟ
ดังนั้น ลูเมี่ยนจึงต้องใช้ ‘คัมภีร์วิวรณ์ภาคต่อ’ เสริมโชคดีให้เพียงพอ
บัดนี้ บทสรุปในคำทำนายกลายเป็นจริงแล้ว!
ครืนนน!
วิหคยักษ์เพลิงม่วงตกลงในจุดไม่ไกลนัก จนเกิดฝุ่นควันและเปลวไฟอันท่วมท้นอีกครั้ง
ปีกสีม่วงที่ลุกโชนของพระองค์หุบเข้าหากัน ร่างกายค่อยๆ หดเล็กลง ราวกับจะรวมตัวเป็นของแข็ง
ต่อมา เสียงสุดท้ายของพระองค์ดังแว่วข้างโสตประสาทลูเมี่ยน
“ข้ายอมรับว่าเจ้ามีคุณสมบัติ”
“นี่ไม่เกี่ยวกับการจัดแจงของทูดอร์”
วิหคยักษ์เพลิงม่วงตัวนี้ ร่างกายเล็กลงเรื่อยๆ จุดแสงเริ่มปรากฏชัด
สุดท้าย ส่วนแกนหลักกลายเป็นต้นเสาขนาดเท่าฝ่ามือที่ใสแจ๋ว เต็มไปด้วยรูพรุน
แต่ละรูพรุนของต้นเสามีสภาพอากาศต่างๆ ปรากฏอยู่ ทั้งละอองหมอก ลูกเห็บ น้ำฝน สายฟ้า บ้างก็ลอยออกมาข้างนอก บ้างก็หดกลับเข้าไปข้างใน
ขนเปลวไฟสีม่วงและผลึกกระดูกเหล็ก หล่นกระจัดกระจายเกลื่อนพื้น
……………………………………………………..