ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 1085 ไต้ฝุ่น
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 1085 ไต้ฝุ่น
ตอนที่ 1085 ไต้ฝุ่น
ฟ้าว!
ลมกระโชกพัดกระหน่ำ ทำให้หน้าต่างและบานประตูส่งเสียงกระแทกดังสนั่น ต้นไม้สั่นสะท้านไหวระริก กิ่งก้านใบไม้ล้มเอนไปข้างหนึ่ง
ผู้คนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายฝั่งทะเลคลั่ง ต่างมีประสบการณ์อันยาวนานในการรับมือกับพายุเฮอริเคน พวกเขาปิดประตูหน้าต่างแน่นหนา ติดเทปกาวไขว้กัน แล้วหลบไปอยู่ในตำแหน่งห่างจากระเบียงและประตูหน้าต่าง
แต่ถึงกระนั้น เมื่อได้ยินเสียงลมกระหน่ำ ได้ยินเสียงลมหวีดหวิวแหลมสูงจากภายนอก จนรู้สึกถึงการสั่นไหวแผ่วเบาของบ้านเรือน พวกเขาก็ยังอดกังวลปนหวาดกลัวไม่ได้ ส่วนพวกคนจรจัดต่างหลบเข้าไปในวิหารหรือสถานสงเคราะห์
ท่ามกลางคลื่นทะเลที่ซัดสูงๆ ต่ำๆ บางครั้งก็กระหน่ำสู่ท้องฟ้า ร่างของลูเมี่ยนที่สวมฮู้ดคลุมเสื้อคลุมสีดำ ปรากฏท่ามกลางลมกระโชก
เสื้อผ้าของเขาถูกลมพัดจนส่งเสียงพึ่บพั่บ ฮู้ดแทบจะคลุมศีรษะไว้ไม่อยู่
เขาที่ไม่มีพลังในการบินหรือลอยตัว มองดูบริเวณใจกลางไต้ฝุ่นที่มีกำแพงเมฆล้อมรอบหลายชั้น ไม่อาจค้นหาพิกัดโลกวิญญาณของจุดหมายได้ท่ามกลางสภาพแวดล้อมอันวุ่นวาย ได้แต่อาศัยการมองด้วยตาเนื้อเป็นหลัก
จากนั้น เขาก็กระตุ้นรอยประทับสีดำบนไหล่ขวา ‘เทเลพอร์ต’ ไปยังส่วนลึกของไต้ฝุ่น
ในขณะเดียวกัน บริเวณที่เขาอยู่เดิม หยดน้ำที่ถูกลมกระโชกพัดขึ้นไปกลางอากาศ เริ่มแข็งตัวเป็นน้ำแข็ง อุณหภูมิลดฮวบฮาบกะทันหัน
ในส่วนลึกของไต้ฝุ่น ร่างของลูเมี่ยนเพิ่งปรากฏ กระแสลมที่กระหน่ำเข้าใส่เขาท่ามกลางเสียงหวีดหวิวนั้น ดุจดังรถไฟไอน้ำที่พุ่งเข้าหา รุนแรงจนแทบจะเป็นรูปธรรม
ลูเมี่ยนถูกพัดปลิวไปตามแรงลม ท่ามกลางสภาพแวดล้อมอันมืดมิดราวกับโลกกำลังจะถล่ม เขาอาศัยสารพัดวิธีในการมองเห็นเพื่อกระหน่ำ ‘เทเลพอร์ต’ ไปยังส่วนที่ลึกกว่าของไต้ฝุ่น
ทุกหนแห่งที่เขาผ่าน น้ำฝนจับตัวเป็นน้ำแข็งอีกครั้ง เรียงรายอย่างหนาแน่น
หลังจากทำแบบนี้ไปสักพัก ในที่สุดเขาก็มาถึงจุดหมาย
ตาพายุ!
ลมกระโชกดูเหมือนจะอันตรธานหายไป ด้านบนถึงกับมองเห็นท้องฟ้าสีครามแจ่มใส
ลูเมี่ยนไม่มีเวลาชื่นชมความพิเศษของทิวทัศน์ ดวงตาสีฟ้าอ่อนใสกระจ่างพลันเปลี่ยนเป็นสีดำเหมือนเหล็ก
ระหว่างที่ร่วงหล่นลงมาด้วยความเร่ง เขารีบสังเกตกำแพงเมฆรอบข้าง สังเกตโครงสร้างแกนกลางของไต้ฝุ่น
สอดส่องจุดอ่อน!
ไต้ฝุ่นก็มีจุดอ่อนเช่นกัน!
เพียงไม่กี่วินาที ลูเมี่ยนที่กำลังร่วงหล่น เห็นสีขาวซีดเป็นก้อนใหญ่หลายแห่ง
จุดอ่อนของไต้ฝุ่นมีมากกว่าหนึ่งแห่ง
ลูเมี่ยนใช้ ‘เทเลพอร์ต’ อีกครั้ง มาถึงบริเวณใกล้กับก้อนสีขาวซีดใหญ่ที่สุด แล้วก้มมองลงไปจากมุมสูง
ถึงขั้นนี้ หากเป็นลำดับ 3 ของเส้นทาง ‘นักล่า’ ตัวจริง การทำภารกิจต่อไปจะค่อนข้างยาก แม้จะเชี่ยวชาญการระเบิดและ ‘เก็บเกี่ยว’ สามารถทำลายโครงสร้างแกนกลางของไต้ฝุ่นผ่านการโจมตีจุดอ่อน แต่ไต้ฝุ่นก็ไม่จำเป็นต้องสลายตัวไป มันอาจจัดระเบียบใหม่และแข็งแกร่งขึ้น เมื่อถึงตอนนั้น สภาพอากาศก็จะไม่เปลี่ยนแปลงในเวลาอันสั้น
แต่สำหรับ ‘นางมารยุพนิรันดร์’ แล้ว เหตุใดต้องใช้วิธีบ้าบิ่นเช่นนั้นด้วย? อีกทั้งผลลัพธ์ก็ไม่แน่ว่าจะดี
ลูเมี่ยนที่เริ่มร่วงลงมา หยิบกระจกบานหนึ่งออกมา สะท้อนกำแพงเมฆและสีขาวซีดที่อยู่เหนือพายุเฮอริเคน
แน่นอนว่านี่ไม่ใช่เพื่อสาปแช่งจุดอ่อนหรือเก็บเกี่ยว คำสาปของ ‘นางมาร’ ไม่อาจใช้กับสิ่งที่ไร้พลังวิญญาณได้
สิ่งที่ลูเมี่ยนจะทำนั้นไม่ซับซ้อน คือการบังคับย้ายจุดอ่อนของไต้ฝุ่นและจุดเปราะบางของโครงสร้างแกนกลางไปยังโลกในกระจก
นี่ก็เป็นการทำลายอย่างหนึ่ง และยังสามารถทำซ้ำได้หลายครั้งในเวลาอันสั้น
ลูเมี่ยนยกมือขวาขึ้น ระหว่างที่ร่วงหล่น ลูบผ่านผิวกระจกอย่างปราดเปรียว
เสียงกรอบแกรบดังขึ้น กระจกแต่งหน้าดูราวกับรับภาระไม่ไหว กำลังจะแตกร้าว
ลูเมี่ยนไม่ลังเลแม้แต่น้อย ถ่ายเทพลังวิญญาณจำนวนมากเข้าไป บังคับลากกำแพงเมฆและพายุเฮอริเคนตกลงสู่โลกในกระจก
เมื่อบริเวณดังกล่าวว่างเปล่าลงอย่างกะทันหัน กระจกในมือลูเมี่ยนก็แตกเป็นรอยร้าวหลายแนว
ขณะเดียวกัน โครงสร้างแกนกลางของไต้ฝุ่นเริ่มพังทลาย กำแพงเมฆแตกกระจายไปทีละส่วน
ลูเมี่ยนใช้ ‘เทเลพอร์ต’ และพลังในการลากสิ่งของเข้าสู่โลกในกระจก ทำลายจุดอ่อนของโครงสร้างอื่นๆ ต่อไป ไม่ให้ไต้ฝุ่นมีโอกาสจัดระเบียบตัวเองใหม่
ในที่สุด กำแพงเมฆและพายุเฮอริเคนที่ถูกลากเข้าไปในโลกในกระจกก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ
บนแนวชายฝั่งใกล้ไต้ฝุ่นที่สุด ผู้คนบางส่วนที่กำลังสังเกตสภาพทะเลจากในห้อง พลันพบว่าลมกระโชกอ่อนกำลังลง คลื่นทะเลที่ซัดขึ้นลงก็ลดความรุนแรง
ไกลออกไป ชั้นเมฆที่ล้อมรอบและลมกระโชก เสมือนว่าไหลเข้ากรวย ล้นทะลักไปยังสถานที่แห่งหนึ่งอย่างต่อเนื่อง ดูงดงามน่าตื่นตาตื่นใจ
ผู้คนที่เห็นภาพนี้เพิ่งกะพริบตา ก็รู้สึกอย่างไม่ทราบสาเหตุว่า ชั้นเมฆที่ถูกพายุเฮอริเคนกวาดไป อันตรธานหายไปอีกส่วนอย่างไร้ร่องรอย
ทีละส่วน แล้วทีละส่วน และทีละส่วน
ปัง ปัง ปัง!
กระจกบางส่วนในห้องของพวกเขาแตกกระจายทันใด มีลมพัดออกมา แต่ไม่รุนแรงมากนัก
นี่คือลมตกค้างในโลกกระจก ซึ่งหลบหนีจากการหลงทาง ข้ามผ่านระยะทางอันไกลโพ้น และเลือกจุดหมายแบบสุ่ม
ผ่านไปอีกสิบกว่าวินาที บริเวณที่ได้รับผลกระทบจากไต้ฝุ่น ท้องฟ้าค่อยๆ แจ่มใส
มองท้องฟ้าสีครามไร้เมฆ ลูเมี่ยนร่วงลงสู่ผิวทะเลอย่างรวดเร็ว
เขา ‘เทเลพอร์ต’ ปรากฏตัวบนผืนทะเลสีคราม ใต้ฝ่าเท้ามีแผ่นน้ำแข็งหนาๆ ลอยน้ำ
ภายใต้การดึงรั้งอย่างชำนาญของใยแมงมุมล่องหน เสาผลึกสีม่วงอมฟ้า ขนนกเปลวไฟสีม่วง หินผลึกกระดูกเหล็ก เลือดที่มีสีเข้มอ่อนแตกต่างกัน กิ่งไม้ที่ไหม้เกรียมดำ น้ำใสที่ดูไม่มีอะไรแปลกประหลาด พากันบินออกมาจาก ‘กระเป๋านักเดินทาง’ หลุดออกจากภาชนะเดิม มารวมกันในแก้วใบหนึ่ง
อย่างเงียบเชียบ ของเหลวสีค่อนข้างม่วงที่เริ่มก่อร่างสร้างตัว เกิดการลุกไหม้ จนแก้วละลายแล้วหยดลงด้านล่าง
ลูเมี่ยนประคองของเหลวที่กำลังลุกโชน ยกมันขึ้นใกล้ปาก แล้วดื่มลงไป
ร่างของเขาติดไฟในทันที รวมถึงตัวเขาในกระจกด้วย
ครืน!
เมฆดำทับถมกันบนท้องฟ้า มีสายฟ้าและลูกเห็บที่เป็นของจริงก่อตัวขึ้น ถูกดึงดูดด้วยสภาพของลูเมี่ยน ฟาดลงมาใส่เขา
ในเวลานี้ ข้อมูลโลกวิญญาณของบริเวณนี้ยังไม่แปรเปลี่ยนไปอย่างสมบูรณ์ ยังคงสอดคล้องกับไต้ฝุ่นบางส่วน ส่งผลให้ข้อมูลที่ลูเมี่ยน ‘เปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ’ ด้วยพลังของตัวเอง กำลังไหลบ่าเข้ามาอย่างรวดเร็ว
สิ่งนี้ทำให้ลูเมี่ยนมีความเชื่อมโยงอย่างแข็งแกร่งกับบริเวณนี้ รวมถึงโลกวิญญาณที่สอดคล้องกัน
ครืน!
สายฟ้าฟาดผ่าลงมา ลูกเห็บแหลมคมโหมกระหน่ำ สภาพอากาศสุดขั้วสารพัดโจมตีในพื้นที่เล็กๆ
พวกมันล้วนฉีกกระชาก หวังทำลายลูเมี่ยนที่ยังคงลุกไหม้อยู่
ลูเมี่ยนสัมผัสถึงความเจ็บปวดรวดร้าวทั้งทางกาย ใจ และวิญญาณ ความคิดค่อยๆ พร่ามัว ราวกับจะกระจายหายไปในบริเวณนี้และโลกวิญญาณที่สอดคล้อง
ทั้งบริเวณนี้และโลกวิญญาณที่สอดคล้อง กำลังต่อต้านการหลอมรวมจิตวิญญาณและจิตสำนึกของลูเมี่ยน เพราะเขาคือผู้ทำลาย คือผู้เปลี่ยนแปลง ย่อมถูกผลักไสในช่วงแรก
ขณะนี้ ความคิดอันพร่ามัวของลูเมี่ยนได้ยินสารพัดเสียงแว่ว บ้างมาจากโอลัวร์ จากฟรังก้า จากจินนา จากหลักยึดเหนี่ยวนับไม่ถ้วน
ร่างกายของเขาพลันฉีกขาด แหลกละเอียด กลายเป็นเถ้าถ่าน รวมถึงตัวเขาในกระจก และตัวที่ซ่อนอยู่ในกระจกหลับใหลด้วย
วินาทีถัดมา จากซากเถ้าถ่านเหล่านั้น เปลวไฟสีม่วงอมฟ้าลุกโชนจากความว่างเปล่า แกว่งไกวไปมา
เปลวไฟนี้ขยายตัวรวดเร็วรุนแรง ภายในหล่อหลอมกระดูกสีดำเสมือนเหล็กทีละชิ้นสองชิ้น ทั้งสัญลักษณ์และลวดลายที่ซับซ้อนจนไม่อาจบรรยาย ทยอยประสานกันเป็นแผ่นๆ
สิ่งเหล่านี้ค่อยๆ ก่อตัวเป็นร่างกายสูงห้าหกเมตร ราวกับยักษ์ไฟในตำนานได้ปรากฏบนโลกแห่งความจริง
ต่อมา ใบหน้าของลูเมี่ยนเริ่มคมชัด แม้จะเป็นสีดำเหมือนเหล็ก เปล่งประกายแสงโลหะ แต่ยังคงมองเห็นรูปลักษณ์อันหล่อเหลา รวมถึงมาดอันแข็งแกร่งของลูกผู้ชาย
เขายังงอกผมสีแดงเลือด เส้นแล้วเส้นเล่า ทั้งหนาและยาวคล้ายงูเหลือม ตรงส่วนปลายบางเส้นมีลูกตาขาวดำกลอกหมุนไปมา บางเส้นอ้าปากที่มีเขี้ยวพิษ
ร่างสัตว์ในตำนานที่สมบูรณ์!
ร่างสัตว์ในตำนานที่ผสมผสานคุณลักษณะบางส่วนของ ‘นางมาร’!
ในชั่วขณะนี้ ลูเมี่ยนรับรู้ได้รางๆ ถึง ‘0-01’ ที่มีรูปร่างคล้ายธง รวมถึงเงามืดขนาดมหึมาที่ขดตัวอยู่ในส่วนลึกของบ่อโบราณ
ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่มีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับเขา และยืนอยู่บนจุดสูงสุดของเส้นทาง สิ่งแรกค่อนข้างชัดเจน สิ่งหลังคลุมเครือยิ่ง ราวกับถูกปกคลุมด้วยหมอกสีเทาขาวชั้นแล้วชั้นเล่า
นอกจากนี้ ยังมีสายตาจับจ้องสามคู่ ส่งข้ามมาจากระยะไกล แต่ลูเมี่ยนไม่อาจจำแนกได้ว่าพระองค์ทั้งหลายคือใครและมาจากที่ใด
ความรู้สึกคล้ายภาพลวงตานี้ผ่านไปในพริบตา ร่างของลูเมี่ยนหดเล็กลงอีกครั้ง เปลวไฟสีม่วงอมฟ้าบนผิวกายก็ดับหายไปด้วย
หนึ่งวินาทีต่อมา เขากลับมาอยู่ในรูปลักษณ์ของมนุษย์ชาย ทั่วกายเต็มไปด้วยความเป็นชายและมาดอันแข็งแกร่ง
ส่วนสูงเกินสองเมตร ผิวสีทองแดง กล้ามเนื้อเป็นมัดๆ ไม่เพียงชัดเจน เต็มไปด้วยพลังและความแข็งแกร่ง แต่ยังมีเส้นสายลื่นไหล รูปร่างงดงาม ราวกับผลงานชิ้นเอกของประติมากร
ใบหน้าของเขายิ่งหล่อเหลา ยิ่งคมกริบ ดวงตาสีฟ้าอ่อนเข้มขึ้นเล็กน้อย แต่รายละเอียดของอวัยวะบนใบหน้ายังคงประณีต มีความนุ่มนวลปนอยู่บ้าง ลดความดุดันลงหลายส่วน
ลูเมี่ยนมองไปข้างหน้า พบว่าผืนทะเลโดยรอบแข็งตัวเป็นชั้นน้ำแข็งหนาใสกระจ่าง มองเห็นกระแสน้ำสีครามไหลเชี่ยวกรากอยู่ด้านล่าง
‘กระเป๋านักเดินทาง’ อยู่ไกลออกไปบนชั้นน้ำแข็ง หากไม่แล้ว แม้จะเป็นสิ่งของที่มิสเตอร์ฟูลสร้าง แต่ก่อนที่ตัวตนอันยิ่งใหญ่นี้จะมองมา ก็คงเสียหายท่ามกลางเปลวไฟและสภาพอากาศหายนะเมื่อครู่
เพียงใยแมงมุมล่องหนดึงแผ่วเบา กระเป๋านักเดินทางก็บินกลับมาอยู่ในมือลูเมี่ยน
เขาหยิบเสื้อผ้าสำรองออกมาสวมพอประมาณ ราวกับผู้ใหญ่พยายามใส่เสื้อผ้าเด็ก
ร่างของลูเมี่ยนอันตรธานไปทันที เหลือเพียงแผ่นน้ำแข็งลอยน้ำที่แตกกระจาย
…………
ดินแดนอันร้อนและแห้งแล้ง
ผู้คนที่เห็นแม่มดเก็บเลือดคนตาย กำลังมองดูจากระยะไกลด้วยความหวาดกลัวปนอยากรู้อยากเห็น มีผู้ศรัทธาไม่น้อยรีบแจ้นไปหานักบวช
ทันใดนั้นเอง เสียงฟ้าร้องก็ดังครืนๆ
พวกเขาเงยหน้าตามสัญชาตญาณ มองไปยังที่สูง พบว่าไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไรเมฆดำทับถมกัน ท้องฟ้ากลายเป็นมืดครึ้ม
แปะ!
หยดน้ำฝนกระทบลงบนริมฝีปากแห้งแตกของผู้เฝ้าดู
เขายกสองมือขึ้นด้วยความดีใจ พลางตะโกนเสียงดัง
“ฝนตกแล้ว ฝนกำลังจะตก!”
…………
ภาคใต้ของอาณาจักรฮาเก็นติ
ผู้คนที่อยู่ในห้อง ต่างกังวลว่าหิมะที่ตกหนักต่อไป อาจทำให้หลังคาพังถล่ม จึงกำลังไตร่ตรองว่าควรจะเสี่ยงออกไปกวาดก่อนหรือไม่
ในเวลานั้นเอง พวกเขาเห็นแสงแดดใสกระจ่างส่องผ่านกระจกเข้ามาในบ้าน
นี่มัน…ผู้คนต่างรีบวิ่งไปยังริมหน้าต่าง มองออกไปข้างนอก
เมฆดำที่เคยครอบงำท้องฟ้าทั้งผืน บัดนี้สลายหายไป ดวงอาทิตย์ที่ไม่ค่อยอบอุ่นกลับมาส่องแสงสู่พื้นดินอีกครั้ง
หิมะขนห่านที่ร่วงโรยลงมากลางอากาศ ทยอยลดจำนวนลง จนกระทั่งหายไป
…………
ครืน!
ในสภาพอากาศพายุฟ้าคะนอง มีคนเพียงน้อยนิดที่กล้าออกจากบ้าน เด็กๆ ต่างซุกตัวอยู่ข้างพ่อแม่ กลัวจนไม่กล้านอน
พ่อแม่ของพวกเขาต่างกังวลว่า จะมีฝนตกหนักและน้ำท่วมตามมา
ท่ามกลางอารมณ์เช่นนี้ ทุกคนพลันพบว่า สายฟ้าดูเหมือนจะไม่แลบผ่านท้องฟ้ามาสักพักแล้ว เสียงฟ้าร้องครืนๆ ก็หายไปตั้งแต่เมื่อไรไม่ทราบ
…………
กรุงทรีอาร์ ในคฤหาสน์หรู
เปลวไฟสีม่วงอมฟ้าพุ่งเข้ามาเป็นกลุ่มๆ รวมตัวกันต่อหน้าฟรังก้า จินนา อ็องโตนี และลุดวิก กลายเป็นลูเมี่ยนที่หล่อเหลาสง่างาม
“สูงขึ้นอีกแล้วสินะ…” ฟรังก้าเงยหน้ามอง ไตร่ตรองอยู่สักสองสามวินาที
……………………………………………………..