ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 1086 เครื่องจักรสงคราม
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 1086 เครื่องจักรสงคราม
ตอนที่ 1086 เครื่องจักรสงคราม
………………..
ลูเมี่ยนยักไหล่
“นี่ฉันพยายามหดให้เล็กที่สุดแล้วนะ”
แน่นอนว่า หากไม่คำนึงถึงสมดุลของร่างกาย เขายังสามารถหดตัวให้เหลือหนึ่งเมตรเก้าสิบได้ เพราะอย่างไรเสีย โดยแก่นแท้แล้วเขาคือสัตว์ในตำนาน
จินนากลั้นยิ้มพลางกล่าว
“ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนเถอะ”
ปัจจุบันดูแล้วอึดอัดยิ่ง เหมือนจงใจใส่เสื้อผ้าไซซ์เล็กเพื่อแสดงเป็นตัวตลก
หลังจากที่ฟรังก้าใช้โลกในกระจกเดินทางไปยังเมืองเงินพิสุทธิ์ใหม่ ซื้อเสื้อผ้าที่เหมาะกับรูปร่างปัจจุบันของลูเมี่ยนมา และให้ลูเมี่ยนเปลี่ยนเสร็จสรรพ ทุกคนจึงแยกย้ายกันนั่งลง
ฟรังก้ามองใบหน้าของลูเมี่ยนพลางพึมพำ
“แย่ละสิ หล่อจนฉันใจเต้นเลย…”
จินนาไม่ได้เอ่ยปาก แต่สายตาดูเหมือนจะเห็นด้วยกับคำพูดของฟรังก้า ส่วนอ็องโตนีที่ผ่านการทดสอบมานานไม่แสดงปฏิกิริยาที่ชัดเจนนัก
ลูเมี่ยนเอนหลังพิงพนักโซฟา
“นี่คือการเปลี่ยนแปลงจากการผสมผสานเสน่ห์ของ ‘นางมารยุพนิรันดร์’ กับ ‘จอมอาคมลมฟ้าอากาศ’ เข้าด้วยกัน”
“ปกติแล้วผู้วิเศษเส้นทาง ‘นักล่า’ เมื่อถึงลำดับ 2 จะมีเสน่ห์ที่ทำให้คนอยากติดตามและจงรักภักดีเป็นหลัก และอาจทำให้ผู้หญิงเกิดความรักใคร่ได้ แต่จะไม่มี ‘เสน่ห์ยั่วยวน’ แบบเชิงรุก”
“ส่วนตอนนี้ ไม่ใช่แค่ความรักใคร่เท่านั้น แต่ยังได้ผลกับเพศตรงข้ามด้วย”
“อา…ถ้าไม่ใช้ ‘เสน่ห์ยั่วยวน’ ก็ยังพอควบคุมได้อยู่”
“สุดยอด…” ฟรังก้าทำหน้าอยากรู้อยากเห็น “จอมอาคมลมฟ้าอากาศมีพลังกับคุณสมบัติแบบไหนบ้าง?”
ลูเมี่ยนชั่งใจก่อนกล่าว
“ตะกอนพลังนี้รวมลำดับ 9 ถึงลำดับ 2 เข้าด้วยกัน พลังของ ‘อัศวินเลือดเหล็ก’ และ ‘นักบวชสงคราม’ ที่เคยขาดไป ตอนนี้ก็ถูกเติมเต็มแล้ว”
“ฉันเหมือนคนที่สวมความกล้าหาญตลอดเวลา ไม่ถูกอารมณ์อย่างความกลัวหรือความหวาดระแวงมาครอบงำได้ง่ายๆ แต่ก็ไม่ได้บ้าบิ่นหรือประมาทเพราะความจริงแล้ว ฉันยังคงกลัวอยู่ ยังคงหวาดระแวงอยู่ เพียงแต่ความกล้าหาญจะเอาชนะมันได้เสมอ”
“เป็น ‘ดาบเหี้ยมหาญ’ เวอร์ชันสุดโต่งสินะ” ฟรังก้าพยักหน้าราวกับเข้าใจอะไรบางอย่าง
ลูเมี่ยนดึงดาบตรงสีดำสนิทออกจาก ‘กระเป๋านักเดินทาง’ แล้วโยนให้ฟรังก้า
“มันไม่มีประโยชน์อะไรกับฉันแล้ว คุณกับจินนาใครต้องการก็ใช้ได้เลย”
ฟรังก้ายื่นมือรับไว้ พร้อมกับร้อง ‘อืม’
จากนั้น เธอยัดดาบเหี้ยมหาญเข้าไปในกระเป๋านักเดินทาง พลางลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปทางลูเมี่ยนกับจินนา
พอเธอเก็บดาบเหี้ยมหาญเสร็จ ก็พลันชะงักงันอยู่กลางห้องนั่งเล่น
หลังจากเว้นวรรคไปชั่วครู่ ฟรังก้าหัวเราะแห้งๆ พลางพูดกับลูเมี่ยน
“ดาบเล่มนี้มอบความกล้าที่จะซัดคุณให้ฉันเลย”
ลูเมี่ยนหัวเราะชอบใจ แล้วแบ่งดาบตรงที่ใช้ผนึกดาบเหี้ยมหาญออกเป็นสองส่วน ส่งให้จินนากับฟรังก้าด้วยใยแมงมุมล่องหน
เขาใคร่ครวญแล้วกล่าวต่อ
“ฉันยังสามารถทำให้กายเนื้อกลายเป็นเหล็กและเปลวไฟได้ด้วย”
“เมื่อถึงระดับลำดับ 2 แล้ว ‘เหล็ก’ จะไม่ใช่เหล็กธรรมดาอีกต่อไป แต่เข้าใกล้สัญลักษณ์แทน ‘เหล็ก’ มากกว่า แข็งแกร่งพอที่จะรับการโจมตีซึ่งทำลายหรือหลอมเหล็กตามปกติได้”
“ส่วน ‘ไฟ’ จะทำให้ฉันสามารถแยกตัวเป็นเปลวไฟหลายกลุ่ม แต่ละกลุ่มควบคุมได้อย่างประณีต สุดท้ายรวมกลับมาเป็นหนึ่งเดียว ประกอบร่างกายขึ้นใหม่ ในกระบวนการนี้ ถึงแม้เปลวไฟที่แยกออกไปจะถูกศัตรูดับไปเกินครึ่ง ก็ไม่กระทบความสมบูรณ์ของร่างกายฉัน เพียงแต่ลมหายใจและพลังวิญญาณจะอ่อนแอลงตามสัดส่วน”
“การจำแลงเปลวไฟระดับเทวทูตยังทำให้ฉันกลายเป็นแสงไฟพุ่ง หอกเพลิงยักษ์ และอุกกาบาตเพลิงอันน่าพรั่นพรึงเพื่อโจมตีศัตรูหรือสำหรับเดินทาง เมื่อประกอบกับพายุหมุนที่ห้อมล้อม ความเร็วสูงสุดจะเร็วกว่าเสียง ประมาณสี่ถึงห้าพันกิโลเมตรต่อชั่วโมง และเมื่อโอสถย่อยมากขึ้น ก็ยังเพิ่มเติมได้อีก”
“เปลวไฟร้อนแรงที่สุดที่ ‘อัศวินเลือดเหล็ก’ และ ‘นักบวชสงคราม’ ควบคุมได้คือสีฟ้า แต่ของ ‘อัศวินเลือดเหล็ก’ ยังไม่บริสุทธิ์นัก จะมีสีขาวแกมแดงปนอยู่ เมื่อถึงระดับเทวทูต เปลวไฟจะยกระดับเป็นสีม่วง ส่วน ‘จอมอาคมลมฟ้าอากาศ’ จะเป็นสีฟ้าอมม่วงถึงม่วงอมฟ้า ขึ้นอยู่กับระดับการย่อยโอสถ สำหรับลำดับ 1 ในอนาคต สีเปลวไฟน่าจะเป็นม่วงล้วน”
“อา…ถ้าฉันยืมพลัง ‘0-01’ สีม่วงจะจางและโปร่งแสงขึ้นบ้าง หากยืมพลังจากก้นบ่อโบราณ สีม่วงจะแต้มด้วยสีแดงเข้ม นี่ไม่ใช่สีแดงสดของ ‘นักวางเพลิง’ แต่เป็นแดงเข้มอย่างสีเลือด”
“การควบคุมเปลวไฟก็พัฒนาขึ้นมาก เมื่อเทียบกับสมัยก่อน ฉันสามารถส่งอิทธิพลกับสนามรบในระยะหลายสิบกิโลเมตร ปล่อย ‘ฝนอุกกาบาตเพลิง’ ลงมาตรงๆ หรือสั่งให้ฝูงอีกาไฟโจมตี”
“พลังระเบิดของลูกไฟบีบอัด ไม่ใช่สิ่งที่ปืนใหญ่ประจำกองเรือจะเทียบได้แล้ว แตกต่างกันมากทีเดียว…”
“อัศวินเลือดเหล็กสามารถสร้างการเชื่อมโยงทางศาสตร์เร้นลับกับทีมของตนเอง รวบรวมพลังของทั้งทีมไว้กับตัวเอง พร้อมกับแบ่งปันมุมมองของสมาชิก กระจายความเสียหายที่ได้รับออกไป ทว่า การรวมพลังแบบนี้จะจำกัดเฉพาะ ‘พละกำลัง’ และ ‘พลังวิญญาณ’ เท่านั้น ไม่รวมพลังวิเศษที่สมาชิกแต่ละคนมี”
“แต่พอถึงลำดับ ‘นักบวชสงคราม’ ไม่เพียงแต่สามารถใช้พลังพิเศษของสมาชิกในทีมภายในระยะ 3 กิโลเมตรได้ แต่ยังสามารถแบ่งปันพลังและพละกำลังของตนเองให้พวกเขาได้ด้วย”
“ในด้านนี้ ‘จอมอาคมลมฟ้าอากาศ’ มีระยะถึง 10 กิโลเมตร และการแบ่งปันพลังจะไม่มีข้อจำกัดอีกต่อไป”
“พูดง่ายๆ คือ ‘นักบวชสงคราม’ เมื่อแบ่งปันพลังให้สมาชิกคนใดคนหนึ่งแล้ว นอกจากตัวเขาเอง สมาชิกคนอื่นจะใช้ไม่ได้อีก แต่ ‘จอมอาคมลมฟ้าอากาศ’ ทำให้สมาชิกทุกคนในทีมใช้พร้อมกันได้ อีกทั้งยังให้ยืมพลังวิญญาณในปริมาณที่เพียงพอด้วย แต่แน่นอน พลังวิญญาณโดยรวมของทีมจะไม่เพิ่มขึ้นจากเดิม”
“ตั้งแต่ลำดับ ‘นักบวชสงคราม’ เป็นต้นไป การสื่อสารทางใจภายในทีมจะกลายเป็น ‘การสื่อสารทางจิต’ โดยตรง ‘นักบวชสงคราม’ สามารถเลือกปิดกั้นและแก้ไขข้อมูลบางอย่างในการสื่อสารได้”
“นักบวชสงครามยังสามารถสร้าง ‘หมอกสงคราม’ ได้ ลดระยะการมองเห็นของสิ่งมีชีวิตทั้งหมดในหมอกลงอย่างมาก ส่งผลกระทบต่อการได้ยินและการดมกลิ่นของพวกเขา พร้อมทั้งปกคลุมโลกวิญญาณที่เกี่ยวข้อง โดยการกดดันปฏิสัมพันธ์ระหว่างกายดาราและโลกวิญญาณ ทำให้การเตือนภัยทางพลังวิญญาณและลางสังหรณ์ทางพลังวิญญาณทื่อช้าลง”
“เมื่อถึงระดับ ‘จอมอาคมลมฟ้าอากาศ’ ขอบเขตของ ‘หมอกสงคราม’ จะขยายออกไปเป็น 20 กิโลเมตรในเบื้องต้น ซึ่งจะเพิ่มขึ้นต่อไปเมื่อโอสถย่อย”
“พร้อมกันนั้น ‘หมอกสงคราม’ ยังจะมีคุณสมบัติรบกวนการทำนายและคำพยากรณ์จากภายนอกด้วย”
“เมื่อถึงระดับที่สูงขึ้นไปอีก อาจจะส่งผลกระทบต่อโลกดาราด้วย”
“ภายใน ‘หมอกสงคราม’ ตัวฉันจะไม่ได้รับผลกระทบใดๆ เลย คุณสมบัตินี้สามารถแบ่งปันให้สมาชิกในทีมได้หลังจากกลายเป็น ‘จอมอาคมลมฟ้าอากาศ’”
“นักบวชสงครามยังมีพลังอย่าง ‘คำรามสงคราม’ ‘บทเพลงศึก’ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ใช้ยกระดับขวัญกำลังใจของทีม เพิ่มพละกำลังชั่วคราว ส่งผลกระทบต่อจิตใจศัตรู และกดดันการแสดงอิทธิฤทธิ์ของเป้าหมาย”
“นักบวชสงครามทุกคนหลังจากถวายเครื่องสังเวยเพียงพอแล้ว ล้วนสามารถสวดขอต่อต้นกำเนิดแห่งสงคราม หรือที่เรียกว่าสัญลักษณ์แห่งสงคราม เพื่อรับความช่วยเหลือหนึ่งครั้ง ในหนึ่งสงครามจะทำพิธีสังเวยได้เพียงครั้งเดียว ส่วน ‘จอมอาคมลมฟ้าอากาศ’ คือเจ็ดวันต่อหนึ่งครั้ง”
เมื่อฟังมาถึงตรงนี้ ฟรังก้าร้อง ‘เฮ้อ’ แล้วพูดว่า
“นี่มันอาวุธสงครามชัดๆ…ไม่ต่างกับเคียวเก็บเกี่ยวชีวิตเลยนะ”
“เพราะแบบนี้ เทพแท้จริงของเส้นทางนี้จึงมีนามอันทรงเกียรติว่า ‘เทพแห่งสนามรบ’ และ ‘เจ้าสงคราม’ ไงล่ะ” ลูเมี่ยนตอบกลับพร้อมรอยยิ้ม
เขาเปลี่ยนเรื่องพูด
“จอมอาคมลมฟ้าอากาศมีอำนาจด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศของพื้นที่ สร้างสภาพอากาศสุดขั้วได้บางส่วน อาทิ พายุฟ้าคะนอง พายุเฮอริเคน ฝนตกหนัก ลูกเห็บ พายุหิมะ หมอกหนา”
“ฉันเรียกสิ่งนี้ว่า ‘อาคมลมฝน’”
“ในแผ่นดินตะวันตกอาจเรียกว่า ‘เรียกลมเรียกฝน’! ไม่สิ…คำนี้ยังครอบคลุมไม่ครบถ้วนเลย” ฟรังก้าพูดด้วยความตื่นเต้นยิ่ง
ลูเมี่ยนร้อง ‘อืม’
“จอมอาคมลมฟ้าอากาศส่วนใหญ่คือบงการสภาพอากาศ ส่วนอุกกาบาต สึนามิ แผ่นดินไหวพวกนี้ ไม่ใช่หน้าที่ของพวกฉัน แต่บางส่วนสามารถใช้วิธีอ้อมๆ เพื่อชักนำสร้างได้ เช่น ใช้พายุเฮอริเคนก่อให้เกิดสึนามิ”
“‘สอดส่องจุดอ่อน’ ของฉันก็ถูกยกระดับ เป้าหมายที่มองเห็น จะเป็นเป้าหมายแบบ ‘องค์รวม’ ซึ่งครอบคลุมถึง ‘ร่างแทน’ ‘ร่างแบ่งภาค’ และ ‘ร่างอวตาร’ ของเป้าหมาย จากนั้นจึงหาจุดอ่อนจากองค์รวมนี้”
“ถ้าใช้ร่วมกับ ‘เก็บเกี่ยว’ และ ‘โจมตีเต็มกำลัง’ หากเป้าหมายมีร่างแทนหรือร่างแบ่งภาคไม่มากพอ ก็สามารถถูกกวาดล้างจนเกลี้ยงได้ในคราวเดียว แม้แต่นางมารเองก็รับการ ‘เก็บเกี่ยว’ แบบนี้ได้ไม่กี่ครั้ง”
“ทำไมรู้สึกเหมือนเกิดมาเล่นงานนางมารโดยเฉพาะเลย…” ฟรังก้าบ่นอุบอิบ
“เส้นทางใกล้เคียงก็แบบนี้แหละ” จินนาพูดด้วยท่าทางครุ่นคิด
ลูเมี่ยนพยักหน้ารับ
“อาวุธของฉัน ไม่ว่าจะถืออะไร มันจะเปรียบได้กับส่วนขยายของร่างกาย ไม่เว้นแม้กระทั่งสิ่งของธรรมดาๆ เพียงแต่จะพังหลังจากใช้งาน”
“พละกำลัง ความแข็งแรงทางกาย พลังวิญญาณ สัญชาตญาณ การค้นหาร่องรอย การติดตามเป้าหมาย ล้วนถูกยกระดับในเชิงคุณภาพ”
“นอกจากนี้ ฉันยังสามารถอาศัยลมบินได้ ลอยตัวกลางอากาศ”
พูดถึงตรงนี้ ลูเมี่ยนยิ้มออกมา
“ข้อสุดท้ายคือ ฉันกลับมาเป็นผู้ชายแล้ว”
จินนากลอกดวงตาเล็กน้อย
“แล้วพลังที่หลอมรวมระหว่าง ‘นักล่า’ กับ ‘นางมาร’ ล่ะ?”
ลูเมี่ยนที่นั่งบนโซฟาเดี่ยวยกมือขวา จุดเพลิงทมิฬที่ผูกมัดความบ้าคลั่งและการทำลายล้างให้ลุกไหม้บนฝ่ามือ
ถัดมา เขาดึงเพลิงทมิฬให้ยืดยาวกลายเป็นดาบเพลิงยักษ์สีดำทะมึน แผ่ซ่านความกดดันอันเข้มข้น
ทันทีที่เห็นดาบเพลิงทมิฬยักษ์ ฟรังก้า จินนา และอ็องโตนีต่างขนลุกซู่ ร่างกายเย็นเฉียบ ราวกับวันสิ้นโลกได้มาถึงก่อนกำหนด
ลุดวิกที่กำลังกินอยู่ ถึงกับขยับก้นไปอีกฝั่งของโซฟาสองขยักด้วยสัญชาตญาณ
“หากเผชิญกับการปิดกั้นมิติอีก ฉันสามารถใช้ ‘ดาบประลัยกัลป์’ ฟันสร้างรอยแยกบนบาเรียได้ตรงๆ เลย ไม่ต้องเสียเวลาโจมตีให้มันพังทลาย” ลูเมี่ยนสะบัดข้อมือ เสกดาบเพลิงทมิฬยักษ์ที่ลุกโชนเงียบงันให้สลายหายไป
เขาพูดต่อ
“นอกจากนี้ ฉันยังสามารถ ‘ยัด’ สภาพอากาศสุดขั้วและการโจมตีร้ายแรงเข้าไปในกระจก นำทางพวกมันผ่านโลกในกระจก ไปถึงจุดหมายที่ระบุตำแหน่งได้อย่างแม่นยำ เพื่อโจมตีคนภายนอกกระจก ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมนอกกระจก”
“อ้อใช่ ตราบใดที่นามอันทรงเกียรติตรงตามเงื่อนไข ฉันสามารถตอบสนองคำวิงวอนได้จากทั่วโลกแล้ว”
“อา…ฉันยังสามารถซ่อนพลัง ‘สาปหิน’ ไว้ภายในลูกไฟ รอให้มันยิงออกไปและระเบิดเสร็จก่อน จึงค่อยปล่อยออกมา แผ่กระจายไปรอบข้าง โดยไม่ต้องค่อยๆ ลามไปทีละนิ้ว”
“จุลชีพของฉัน ทนต่ออุณหภูมิสูงได้ดีขึ้น แถมยังสามารถแพร่กระจายผ่านสายฝน ลมกรรโชก หรือแม้แต่เกล็ดหิมะ ภายในเวลาอันสั้นก็สามารถครอบคลุมพื้นที่กว้างใหญ่”
“ร่างสัตว์ในตำนานของฉัน นอกจากจะเผาผลาญผู้ที่มองเห็นและผู้ที่เข้าใกล้ พร้อมทั้งสร้างสภาพอากาศหลากหลายแล้ว ยังทำให้พวกเขากลายเป็นหิน หรือสุขสมอย่างสุดขีด หรือป่วยหนักในทันที หรือถูกสาปแช่ง หรือหลงใหลฉันอย่างลึกซึ้ง…”
ลูเมี่ยนบรรยายความสามารถของตนเองจบแล้ว สุดท้ายกล่าวว่า
“หากฉันไม่ข่มใจตัวเอง ไม่ควบคุมพลังจิตให้ดี บริเวณที่ฉันอยู่จะค่อยๆ เกิดสภาพอากาศแปรปรวน โดยจะทวีความรุนแรงเมื่อเวลาผ่านไป นอกจากนั้นยังจะเพิ่มโอกาสเกิดสงครามหรือการฆ่าฟัน”
ขณะฟังลูเมี่ยนบรรยาย คำหนึ่งพลันผุดขึ้นในสมองของพวกฟรังก้า
‘ภัยพิบัติ’
ทั้งภัยธรรมชาติ และภัยจากมนุษย์ในทุกความหมาย
……………………………………………………..