ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 1088 เทวบารมีและความเป็นมนุษย์
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 1088 เทวบารมีและความเป็นมนุษย์
ตอนที่ 1088 เทวบารมีและความเป็นมนุษย์
‘มิสเตอร์ฟูล’ ใช้นิ้วเคาะขอบโต๊ะทองแดงยาวเบาๆ สองสามครั้ง
“หากต้องการเข้าใจความแตกต่างระหว่างเทวบารมีและความเป็นมนุษย์ ก็ต้องเข้าใจก่อนว่าอะไรคือเทวบารมี อะไรคือความเป็นมนุษย์”
“แล้วอะไรคือเทวบารมี?”
เมื่อได้ยินคำถามของ ‘มิสเตอร์ฟูล’ มาดามเมจิกเชี่ยนตอบอย่างครุ่นคิด
“‘ทุกสรรพสิ่งล้วนมีเทวบารมี’…เป็นเทวบารมีในความหมายนี้หรือคะ?”
“จิตวิญญาณอันบ้าคลั่ง โกลาหล เต็มไปด้วยแรงกระหายทำลายล้างหรือ?” ลูเมี่ยนพยายามตอบโดยอิงจากสภาพของตัวเอง
‘มิสเตอร์ฟูล’ หัวเราะในลำคอ
“เทวบารมีแบ่งออกเป็นเทวบารมีในเชิงแก่นแท้ เทวบารมีในเชิงการแสดงออก และเทวบารมีในความเข้าใจคลุมเครือของผู้คนจำนวนมาก”
“เทวบารมีในเชิงแก่นแท้ย่อมมาจาก ‘เทพแท้จริง’ ซึ่งมีเพียงพระผู้สร้างต้นกำเนิด รวมถึงบุคลิกต่างๆ ที่แยกออกมาจากพระองค์ บุตรที่พระองค์ให้กำเนิดโดยตรง และสิ่งมีชีวิตกลุ่มแรกที่ ‘องค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่’ ปฏิสนธิขึ้น เท่านั้นจึงจะเรียกว่าเทพแท้จริงได้”
“ตราประทับวิญญาณเหล่าพระองค์ทิ้งไว้ในแก่นแท้ต้นกำเนิดของตน ทิ้งไว้ในตะกอนพลังที่สอดคล้องกัน จะไม่มีวันสูญสลาย”
“นี่คือเทวบารมีที่ผู้มาภายหลังทุกคนต้องต่อกรด้วย เทวบารมีที่เป็นแก่นแท้”
แก่นแท้ต้นกำเนิด…บุคลิกต่างๆ ที่แยกออกมา…ในหัวลูเมี่ยนเต็มไปด้วยคำถาม แต่สุดท้ายก็เลือกถามสิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้
“เทวบารมีที่พวกเราผู้ดื่มโอสถและเดินบนเส้นทางแห่งเทพต้องต่อกรด้วย คือตราประทับวิญญาณที่พระผู้สร้างต้นกำเนิดทิ้งไว้ในตะกอนพลัง ซึ่งไม่มีวันสูญสลาย ไม่สามารถกำจัดได้ใช่ไหม?”
“เส้นทางแห่งเทพส่วนใหญ่เป็นแบบนั้น อย่างน้อยเจ้าก็เป็น เจ้าก็เป็น ข้าก็เป็นเช่นกัน” มิสเตอร์ฟูลมองไปทาง ‘มาดามเมจิกเชี่ยน’ น้ำเสียงที่พูดแฝงความขบขันเล็กๆ “แต่นี่ยังไม่ใช่ทั้งหมด”
โดยไม่ให้โอกาส ‘แชเรียต’ ลูเมี่ยนและ ‘เมจิกเชี่ยน’ ฟอร์สได้เอ่ยถาม ‘มิสเตอร์ฟูล’ ที่ถูกหมอกสีเทาปกคลุมกล่าวด้วยน้ำเสียงค่อนข้างอาลัยอาวรณ์
“พระผู้สร้างต้นกำเนิดคือองค์รวมของทุกสิ่ง พระองค์บ้าคลั่ง แต่ก็มีสติ พระองค์โกลาหล แต่ก็ตื่นรู้ พระองค์รังสรรค์ทุกสิ่ง แต่ก็ทำลายทุกสิ่ง พระองค์รักสรรพสิ่ง แต่ก็เกลียดชังสรรพสิ่ง”
“พระองค์เต็มไปด้วยสารพัดแรงกระหายสุดขั้ว แต่ก็เย็นชาไร้อารมณ์สุดขั้ว”
“การกระทำทั้งหมดของพระองค์ล้วนเอาแน่เอานอนไม่ได้ แม้แต่ตัวพระองค์เองก็ไม่อาจคาดเดา”
“พระองค์สร้างโลกทั้งใบ สร้างสรรพสิ่ง และสุดท้ายก็แยกตัวเป็นแก่นแท้ต้นกำเนิดหกชนิด เอกลักษณ์สิบหกชิ้น และตะกอนพลังอีกนับไม่ถ้วน หากมองจากมุมนี้ สรรพสิ่งล้วนมีเทวบารมี”
“การคลุ้มคลั่งสุดขั้วของผู้วิเศษส่วนใหญ่ คือการถูกเทวบารมีครอบงำอย่างสมบูรณ์ มีชะตากรรมแบบเดียวกับที่ข้าเพิ่งบรรยายไป สูญเสียตัวตนโดยสิ้นเชิง”
“แต่นี่ไม่ใช่เทวบารมีทั้งหมดที่เราต้องต่อสู้”
ลูเมี่ยนนึกถึงบทสนทนากับ ‘มิสเตอร์ฟูล’ ในเมืองแดนฝัน จึงพอจะเข้าใจว่ายังต้องต่อสู้กับอะไรอีก
“บุคลิกต่างๆ ที่พระผู้สร้างต้นกำเนิดแยกตัวออกมา ก็เป็นเทพในความหมายที่แท้จริงเช่นกัน ตราประทับวิญญาณที่เหล่าพระองค์ทิ้งไว้ในตะกอนพลัง ทั้งเอกลักษณ์ เอ่อ…แก่นแท้ต้นกำเนิดที่สอดคล้องกัน ต่างก็เป็นเทวบารมีที่เราต้องต่อกรด้วย อย่างเช่น ของราชันสวรรค์ใช่ไหม?”
‘มิสเตอร์ฟูล’ พยักหน้ารับ
“ใช่ หลังจากพระผู้สร้างต้นกำเนิดลืมตาตื่น พระองค์ก็แยกตัวไปตามธรรมชาติ แต่ก่อนหน้านั้น จิตวิญญาณและจิตสำนึกของพระองค์ได้แตกแยกโดยสิ้นเชิงแล้ว”
“จิตวิญญาณที่แตกต่างกันจะครอบครองแก่นแท้ต้นกำเนิด เอกลักษณ์ และตะกอนพลังที่แตกต่างกัน”
“จากบรรดาทั้งหมด เส้นทาง ‘นักทำนาย’ ‘ผู้ฝึกหัด’ และ ‘นักโจรกรรม’ เป็นของราชันสวรรค์”
“เส้นทาง ‘ผู้ชม’ ‘ลูกเรือ’ ‘นักอ่าน’ ‘ผู้วิงวอนความลับ’ และ ‘นักขับขาน’ เป็นของพระเจ้าดั้งเดิม”
“ทั้งสองล้วนเป็นหนึ่งในบุคลิกของพระผู้สร้างต้นกำเนิด ส่วนตัวตนอันสูงส่งที่สอดคล้องกับบุคลิกอื่นๆ นั้นเรียกว่าอะไร ข้าเองก็ไม่ทราบ”
“บอกได้เพียงว่า ราชันสวรรค์คือร่างแทนของ ‘ปราสาทต้นกำเนิด’”
“พระเจ้าดั้งเดิมคือสัญลักษณ์ของ ‘ทะเลแห่งความโกลาหล’”
“แก่นแท้ต้นกำเนิดอื่นๆ ยังมี ‘นครภัยพิบัติ’ ของเส้นทาง ‘นักล่า’ และ ‘นางมาร’”
“‘แม่น้ำอันธการนิรันดร์’ ของเส้นทาง ‘ผู้ไร้หลับ’ ‘นักรบ’ และ ‘ผู้เก็บซากศพ’”
“‘ทุ่งร้างแห่งความรู้’ ของเส้นทาง ‘ผู้ส่องความลับ’ และ ‘นักปราชญ์’”
“‘กุญแจแห่งแสง’ ของเส้นทาง ‘โชคชะตา’”
“ทั้งหมดนี้ล้วนมาจากพระผู้สร้างต้นกำเนิด”
“กล่าวคือ ผู้วิเศษเส้นทาง ‘นักทำนาย’ ต้องต่อสู้กับเทวบารมีที่เป็นส่วนผสมระหว่างตราประทับวิญญาณที่พระผู้สร้างต้นกำเนิดทิ้งไว้ กับจิตสำนึก และตราประทับวิญญาณที่ราชันสวรรค์ทิ้งไว้”
“ในทำนองเดียวกัน ผู้วิเศษที่อยู่ภายใต้แก่นแท้ต้นกำเนิดที่แตกต่างกัน ก็ต้องต่อสู้กับเทวบารมีที่แตกต่างกัน แต่ละอย่างมีจุดที่ต้องเน้น สื่อถึงคุณสมบัติเฉพาะของแต่ละเส้นทางและแก่นแท้ต้นกำเนิด”
‘นครภัยพิบัติ’…แล้วทำไมถึงเป็นบ่อโบราณกับมังกรหายนะ? อีกอย่าง ‘มิสเตอร์ฟูล’ พูดถึงแค่แก่นแท้ต้นกำเนิดหกชนิด เส้นทางสิบหกสาย…ลูเมี่ยนฟังถึงตรงนี้ ตัดสินใจข่มความสงสัยไว้ก่อน พลางถามเพื่อยืนยัน
“เทวบารมีที่ฉันต้องต่อกรด้วย มีพื้นฐานเป็นความบ้าคลั่งโกลาหล เน้นหนักด้านการทำลายล้าง พิชิต และหลอมรวมหยินหยางสินะ?”
“ส่วนผู้วิเศษภายใต้ ‘องค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่’ ต้องต่อสู้กับเทวบารมีที่อาจมีความบ้าคลั่งในการให้กำเนิด?”
“อย่างนี้นี่เอง…” มาดามเมจิกเชี่ยนก็เข้าใจสถานการณ์ตัวเองคร่าวๆ แล้ว
‘มิสเตอร์ฟูล’ พยักหน้าแล้วตอบคำถามของลูเมี่ยน
“ถูกต้อง”
“นี่เป็นภาพรวมคร่าวๆ หากลงลึกในรายละเอียด ยังจะพบปัญหาอีกหลายประการ”
“อาทิ ผู้วิเศษสามเส้นทางที่สอดคล้องกับ ‘แม่น้ำอันธการนิรันดร์’ เมื่อถึงลำดับสูง เทวบารมีที่ต้องต่อกรด้วยนั้น แท้จริงแล้วมีตราประทับวิญญาณของราชันสวรรค์ปะปนอยู่บ้าง นั่นเป็นเพราะในยุคบรรพกาล ในยุคที่หนึ่ง ราชันสวรรค์เคยรับ ‘แม่น้ำอันธการนิรันดร์’ ไว้ในความดูแล และยังเคยรับ ‘แคว้นแห่งความยุ่งเหยิง’ ด้วย”
“รับแก่นแท้ต้นกำเนิดได้หลายชิ้นเลยหรือ?” ลูเมี่ยนที่เพิ่งเลื่อนลำดับ ยังอ่อนหัดด้านการควบคุมอารมณ์ จึงพูดออกมาด้วยความตกใจ
“สำหรับราชันสวรรค์แล้ว แน่นอนว่าไม่ได้” มิสเตอร์ฟูลราวกับนึกถึงเรื่องขบขันบางเรื่องขึ้นมาได้ “สำหรับความรู้ด้านนี้ ไว้ค่อยพูดกันทีหลัง”
“สุดแล้วแต่ท่าน” ลูเมี่ยนควบคุมตัวเองได้แล้ว
“แก่นแท้ต้นกำเนิดอื่นๆ เคยถูกใครรับไว้บ้าง ข้าในตอนนี้ยังมองไม่เห็น จึงคาดเดาได้เพียงว่า ‘นครภัยพิบัติ’ เคยถูกพระเจ้าดั้งเดิมรับไว้ในการครอบครอง” มิสเตอร์ฟูลกล่าวต่อ “สิ่งที่เจ้าต้องต่อกรด้วย ย่อมรวมถึงจิตวิญญาณส่วนหนึ่งของพระองค์ท่านนั้นด้วย”
‘นครภัยพิบัติ’ เคยถูกพระเจ้าดั้งเดิมครอบครอง? ลูเมี่ยนนึกขึ้นได้ทันที ถึงภาพของกรีชาและเผิงเติงในเมืองแดนฝัน นึกถึงการจัดแจงที่เห็นผ่านกระจกวิเศษอาโรเดส นึกถึง ‘จักรพรรดิโลหิต’ และ ‘นางมารต้นกำเนิด’ ที่ร่วมรักกันภายใต้การชักนำของ ‘เทวทูตจินตภาพ’ อาดัม จนกระทั่งสร้างโลกในกระจกพิเศษนั่นขึ้นมา นึกถึงตัวเองที่ถูกอาดัมจัดแจงเช่นกัน และนึกถึงว่า เทวบารมีที่อาดัมกำลังต่อกรด้วยในขณะนี้ ย่อมต้องเน้นหนักไปที่จิตสำนึกและตราประทับวิญญาณที่พระเจ้าดั้งเดิมทิ้งไว้!
คิดไปคิดมา ลูเมี่ยนพลันขนลุกซู่ ขนหัวลุกชันทันใด
ความรู้สึกหวาดหวั่นเหล่านี้ถูกความกล้าหาญของ ‘จอมอาคมลมฟ้าอากาศ’ กดข่มไว้ได้ในพริบตา
น้ำเสียงของ ‘มิสเตอร์ฟูล’ กลับมาอ่อนโยนอีกครั้ง
“สิ่งที่เพิ่งพูดไปคือเทวบารมีในเชิงแก่นแท้”
“เมื่อเราต้องใช้พลังงาน อารมณ์ และความรู้สึกส่วนใหญ่ไปต่อสู้ เพื่อกดข่มเทวบารมีในเชิงแก่นแท้ ภายนอกของแต่ละคนก็จะแสดงออกมาแตกต่างกัน”
“บ้างก็เย็นชา บ้างก็อ่อนโยน บ้างก็ยึดมั่นในความคิดเดียวเป้าหมายเดียว ดำเนินการอย่างแน่วแน่โดยขจัดทุกอุปสรรคที่มารบกวน แน่นอนว่ายังมีการแสดงออกอื่นๆ อีก”
“เหล่านี้คือสิ่งที่ข้าเรียกว่า เทวบารมีในเชิงการแสดงออก”
เทวบารมีในเชิงการแสดงออก…ลูเมี่ยนพลันรู้สึกว่างเปล่าในใจ เหมือนกำปั้นที่สะสมแรงไว้ เตรียมชกออกไปในอนาคต แต่มีความเป็นไปได้สูงที่มันจะจั่วลม
“แล้วอะไรคือเทวบารมีในความเข้าใจคลุมเครือของคนทั่วไปคะ?” มาดามเมจิกเชี่ยนถามด้วยความอยากรู้
ดูเหมือนเธอจะคุ้นเคยกับบรรยากาศการพูดคุยแลกเปลี่ยนกับ ‘มิสเตอร์ฟูล’ แบบนี้ดี
‘มิสเตอร์ฟูล’ ถอนหายใจแล้วกล่าว
“ข้าจะพูดถึงความเป็นมนุษย์ก่อน”
นี่เกี่ยวข้องกับเทวบารมีในความเข้าใจคลุมเครือหรือ? ‘แชเรียต’ ลูเมี่ยนคาดเดาในใจ
‘มิสเตอร์ฟูล’ กล่าวต่อ
“ในความเข้าใจของข้า ความเป็นมนุษย์แบ่งออกเป็นสองชั้น”
“ชั้นแรกคือพื้นฐานที่สุด เป็นการรับรู้ตัวตนหลัก รวมถึงสัญชาตญาณต่างๆ ของสิ่งมีชีวิต อาทิ เห็นแก่ตัว โลภ หวังเอาตัวรอด เย็นชา ให้ความสำคัญแค่ตัวเอง ทำแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตนเอง ไม่ถูกกระทบหรือจำกัดโดยศีลธรรมของกลุ่ม การปฏิสัมพันธ์ของกลุ่ม การรับรู้ของกลุ่ม”
“สำหรับชั้นนี้ แท้จริงแล้วตัวตนอันสูงส่งอย่างราชันสวรรค์ก็มีเช่นกัน แต่เนื่องจากเรานิยามเหล่าพระองค์ให้เป็น ‘เทพแท้จริง’ แล้ว จึงไม่ต้องนำมานับรวม”
“สัตว์ในตำนานที่เกิดมาโดยธรรมชาติอย่างอามุนด์ ปราชญ์เร้นลับ หรือ ‘เทวทูตสีชาด’ เมดีซี ก็ล้วนมีความเป็นมนุษย์เช่นกัน สิ่งที่พวกเขามีคือความเป็นมนุษย์ชั้นแรก หากพวกเขาไม่มีแม้แต่การรับรู้ตัวตน แล้วจะต่อสู้กับเทวบารมีในเชิงแก่นแท้ได้อย่างไร? คงกลายเป็นโกลาหล บ้าคลั่ง สุดโต่งไปนานแล้ว ถูกตัวตนอันสูงส่งอย่างราชันสวรรค์คืนชีพในร่างกาย ยึดครองโดยสมบูรณ์”
“เทวบารมีในความเข้าใจคลุมเครือของผู้คนจำนวนมากก็คือ ความเป็นมนุษย์ชั้นแรกนี้ เย็นชา เห็นแก่ตัว เห็นแก่ประโยชน์ มีเป้าหมายหลักคือการดำรงอยู่และความเข้มแข็งของตนเอง”
“เมื่อเทพแท้จริงดำรงอยู่ในตำแหน่งลำดับ 0 นานพอ ถูกกาลเวลาอันยาวนานกัดเซาะ ได้เห็นหลักยึดเหนี่ยวที่เชื่อมโยงกับอารมณ์ความรู้สึกอันแรงกล้า ประสบการณ์สำคัญในอดีตก็ยังทยอยหายไป ความเป็นมนุษย์จึงค่อยๆ ถดถอยจนเหลือเพียงชั้นนี้”
“ในแง่หนึ่ง นี่ก็คือ ‘เทวบารมี’ ที่เราต้องต่อกรด้วยจริงๆ”
“ตัวตนอันสูงส่งที่เหลือความเป็นมนุษย์แค่ชั้นนี้ มีแนวโน้มที่จะค่อยๆ เสียเปรียบในการต่อสู้กับเทวบารมีในเชิงแก่นแท้ จนกระทั่งพ่ายแพ้ไป หากมองในระยะยาว นี่เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้”
“ในทำนองเดียวกัน สัตว์ในตำนานที่เกิดมาโดยธรรมชาติอย่างอามุนด์ ‘เทวทูตสีชาด’ เมดีซี ต่างได้รับอิทธิพลจากวิธีการเกิด ประสบการณ์การเติบโต การปฏิสัมพันธ์อันแน่นแฟ้น และความต้องการของทีม แรงกระหายในการพิชิตอันเกิดจากตะกอนพลังของตัวเอง จึงมีส่วนที่เกินกว่าความเป็นมนุษย์ชั้นแรกอยู่บ้าง ตัวอย่างเช่น ‘เทวทูตสีชาด’ จะมีด้านที่หยิ่งผยอง ไม่ยอมก้มหัว”
“ในทางตรงกันข้าม ‘ปราชญ์เร้นลับ’ ถือกำเนิดอย่างกะทันหัน ปฏิสัมพันธ์กับสิ่งมีชีวิตอื่นก็แค่ถ่ายทอดความรู้และรับคำวิงวอน จึงยังดำรงอยู่ที่ความเป็นมนุษย์ชั้นแรกเป็นหลัก”
“พระองค์ไม่รู้สึกว่าการร้องขอชีวิตเป็นเรื่องน่าอับอาย ไม่มีแม้แต่แนวคิดเรื่องศักดิ์ศรีและความภาคภูมิใจ เพราะเหล่านี้คือสิ่งที่มนุษย์หรือกลุ่มชน หรือสังคมที่คล้ายมนุษย์เท่านั้นจึงจะมี พระองค์มีเพียงสัญชาตญาณเอาตัวรอดและการดำรงอยู่”
“สืบเนื่องจาก หลายต่อหลายครั้ง เราต้องต่อสู้หรือเล่นเกมกับสัตว์ในตำนานที่เกิดมาโดยธรรมชาติ ต่อสู้กับเหล่าตัวตนอันสูงส่งซึ่งถดถอยมาเหลือแค่ความเป็นมนุษย์ชั้นแรก เราจึงเข้าใจอย่างคลุมเครือว่านี่คือเทวบารมี”
‘แชเรียต’ ลูเมี่ยนและ ‘เมจิกเชี่ยน’ ฟอร์สต่างเข้าใจและเห็นด้วยกับคำพูดของ ‘มิสเตอร์ฟูล’ เมื่อครู่
‘มิสเตอร์ฟูล’ หัวเราะอีกครั้ง น้ำเสียงดูจะสบายขึ้นหนึ่งเปลาะ
“ความเป็นมนุษย์ชั้นที่สองคือ ความเป็นมนุษย์ในความเข้าใจอย่างกว้างขวาง เป็นคำสวยหรูที่เราเรียนรู้ในช่วงชีวิตอันแสนสั้นที่ผ่านมา อย่างความรัก ความเมตตา ความกล้าหาญ การเสียสละ ความสงสาร ความยุติธรรม การให้ความสำคัญกับผู้อื่น”
“แน่นอนว่า ในชั้นนี้ก็มีความเป็นมนุษย์ที่ไม่ดีเช่นกัน”
“เข้าใจแล้วค่ะ” ‘เมจิกเชี่ยน’ ฟอร์สและ ‘แชเรียต’ ลูเมี่ยนตอบพร้อมกัน
‘มิสเตอร์ฟูล’ เอนพิงพนักเก้าอี้ แล้วหันไปพูดกับ ‘แชเรียต’ ลูเมี่ยน
“เจ้ายังอยากถามด้วยว่า แก่นแท้ต้นกำเนิดคืออะไร ทำไมข้าถึงพูดถึงแค่เส้นทางแห่งเทพสิบหกสายสินะ?”
“รบกวนมิสเตอร์ฟูลช่วยอธิบายด้วย” ลูเมี่ยนรู้สึกโดยสัญชาตญาณว่า หัวข้อต่อไปนี้ต่างหาก คือจุดประสงค์ที่ ‘มิสเตอร์ฟูล’ เรียกตนมายังเหนือหมอกสีเทา
……………………………………………………..