ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 1090 เสาหลัก
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 1090 เสาหลัก
ตอนที่ 1090 เสาหลัก
มาดามเมจิกเชี่ยนดูเหมือนจะเข้าใจอารมณ์ของ ‘แชเรียต’ ลูเมี่ยนในปัจจุบัน จึงหัวเราะออกมาเบาๆ แล้วกล่าวว่า
“พระผู้สร้างต้นกำเนิดทรงแบ่งแยกพระองค์เอง แต่ในขณะเดียวกันก็ปรารถนาจะรวมกลับมาเป็นหนึ่ง เพื่อฟื้นคืนชีพ ด้วยเหตุนี้จึงสร้างบาเรียทิ้งไว้ ปกป้องดาวเคราะห์ที่เรากำลังอาศัยอยู่”
“หากไม่มีบาเรียชั้นนี้ เหล่า ‘ผู้ปกครองแห่งวันวาน’ คงทำลายล้างเราพร้อมกับโลกทั้งใบไปนานแล้ว อ้อใช่ พยายามอย่าพูดถึง ‘นภาดาว’ กับคนที่ไม่มีศักดิ์เทวทูต หรือพูดอีกอย่างคือ อย่าให้พวกเขารู้ความจริงเกี่ยวกับ ‘นภาดาว’ หรือเหล่า ‘เทพภายนอก’ มาจากนภาดาว”
“อา…เจตจำนงของพระผู้สร้างต้นกำเนิดค่อยๆ จางหายไปตามกาลเวลา และจิตวิญญาณกับพลังที่ไร้เจตจำนง จะแปรเปลี่ยนเป็นความวุ่นวาย เต็มไปด้วยปัญหา บาเรียที่เกิดจากสิ่งนี้จะยิ่งไม่อาจต้านทานการดำรงอยู่อันยิ่งใหญ่ภายนอกได้ จนกระทั่งถึงจุดวิกฤติ มันจะแตกสลายโดยสิ้นเชิงภายใต้แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัว”
“ตามคำทำนายต่างๆ และกฎเกณฑ์ก่อนหน้านี้ จุดวิกฤติจะมาถึงในปี 1368 นี่คือแก่นแท้ของวันสิ้นโลก”
“แต่ว่า จากสถานการณ์ปัจจุบัน วันสิ้นโลกอาจปะทุก่อนจุดวิกฤติจะมาเยือน ปัญหาภายในบาเรียอาจทำให้ช่องทางถูกเปิดก่อนเวลาอันควร”
‘แชเรียต’ ลูเมี่ยนพยักหน้ารับ ในที่สุดก็เข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วว่า เหตุใดจึงมีวันสิ้นโลก และอันตรายในวันสิ้นโลกมาจากสิ่งใดเป็นหลัก
เมื่อบาเรียแตกสลาย แม้มิสเตอร์ฟูลจะตื่นขึ้นอย่างสมบูรณ์ แทนที่ราชันสวรรค์ฟ้าดินประทานโชค กลายเป็นการดำรงอยู่อันยิ่งใหญ่ แต่ดาวเคราะห์ที่ตนอาศัยอยู่ก็มีเพียงท่านพระองค์เดียวที่เป็นเหนือลำดับ ซึ่งสามารถต่อกรกับพวกวันวานไหว ในขณะที่เทพภายนอกในนภาดาวมีถึงสิบองค์เต็ม!
ที่เหลืออีกเก้าองค์ พวกเทพแท้จริงจะเอาอะไรไปสกัดกั้น?
แม้จะรวมเหล่าศักดิ์สูงอย่างพวกปรมาจารย์สวรรค์จากทวีปตะวันตกเข้าไปด้วย และทุกคนร่วมแรงร่วมใจกันอย่างแท้จริง ภายในบาเรียก็ยังมีเทพแท้จริงแค่สิบกว่าองค์เท่านั้น
นี่ก็เหมือนกับเทวทูตลำดับ 1 สิบกว่าองค์ พยายามขวางเทพแท้จริงลำดับ 0 เก้าองค์ หากสามารถหน่วงเหนี่ยวได้สักสองสามองค์ในเวลาสั้นๆ ก็นับว่าดีเกินคาดหวังแล้ว ส่วนที่เหลือคงไม่มีใครสกัดกั้นได้
“ในเหตุการณ์วังวน พระองค์ที่ชุมนุมแสงเหนือศรัทธาใช้ประโยชน์จากการที่อามุนด์ฮุบกลืนเทอร์มีโพลอส รวมถึงความพิเศษของจินนี่ และการจัดแจงอื่นๆ สร้างความเสียหายหนักให้กับ ‘หมอกไม่จีรัง’ คร่าชีวิตคนกลางไปทั้งหมด”
“นี่ถือเป็นเรื่องดี ทำให้พวกวันวานที่ตั้งรกรากบนดาวเคราะห์ต่างๆ ในระบบสุริยะ พลางรอคอยการบุกรุก ลดลงไปหนึ่งองค์ และทำให้ที่เหลือไม่อาจร่วมมือกันอย่างมีประสิทธิภาพได้อีก” มาดามเมจิกเชี่ยนพลันหัวเราะแผ่วเบา “ข่าวร้ายคือ หลังจากจัดแจงอย่างหนักมาเนิ่นนาน ใช้ความพยายามไปมากมายเพียงนี้ เทพภายนอกก็ยังเหลืออีกตั้งเก้าองค์”
ผลลัพธ์สุดท้ายและพัฒนาการคร่าวๆ ของเหตุการณ์วังวน ลูเมี่ยนเคยมีความเข้าใจอยู่บ้างแล้ว แต่ไม่ได้ชัดเจนมากนัก
บัดนี้ เขาเข้าใจแจ่มแจ้งแล้วว่า การจัดแจงต่างๆ มีจุดประสงค์อันใด
เขาเงียบไปสองสามวินาที แล้วถามคำถามเดิมซ้ำ
“นอกจากเทวมารดาเสื่อมทรามกับมารดาพฤกษาแห่งแรงกระหายแล้ว วันวานอีกเจ็ดองค์ต้องการบรรลุจุดประสงค์ใด?”
มิสเตอร์ฟูลเพิ่งกล่าวไปว่า การรองรับแก่นแท้ต้นกำเนิดหลายชิ้นพร้อมกัน เป็นสิ่งที่แม้แต่ราชันสวรรค์ก็ทำไม่ได้ ต่อให้ราชันสวรรค์เคยทำจริง แต่จากการบรรยายเมื่อครู่ ก็พอเดาออกว่าการร่วงหล่นของราชันสวรรค์ดูจะเกี่ยวข้องกับแก่นแท้ต้นกำเนิด
มาดามเมจิกเชี่ยนมองไปยังโต๊ะยาวสำริดหน้ามิสเตอร์ฟูล เมื่อเห็นว่าการดำรงอยู่อันยิ่งใหญ่ท่านนี้ไม่ได้คัดค้าน จึงชั่งใจสักครู่แล้วกล่าว
“อันที่จริง เหนือลำดับยังแบ่งเป็นระดับได้อีก”
“พวกมารดาพฤกษาแห่งแรงกระหาย จอมราชันแห่งการเสื่อมถอย และเหล่าผู้ปกครองแห่งวันวาน ล้วนถูกจัดอยู่ในชั้นแรก”
“นอกจากพวกพระองค์แล้ว ในส่วนลึกของนภาดาวยังมีเทพภายนอกอื่นๆ อีก แต่พระองค์เหล่านั้นอ่อนแอกว่าในด้านพลัง หรือไม่ก็ ไม่ได้ปรารถนาแก่นแท้ต้นกำเนิดในบาเรีย จึงไม่ได้เข้าร่วมเรื่องนี้”
“พระผู้สร้างต้นกำเนิดอยู่ในชั้นที่สาม เป็นตัวแทนของจุดสูงสุด แทนถึงปฐมกาล การเริ่มต้น และการสิ้นสุด แทนถึงสิ่งที่ไม่อาจรู้ไม่อาจบรรยาย จะไม่มีการดำรงอยู่ใดเหนือกว่าระดับนี้ และจะมีเพียงหนึ่งเดียว ทั้งยังขาดเสถียรสภาพ เนื่องจากการรวมตัวคือสัญชาตญาณของพระองค์ การแยกตัวก็เช่นกัน”
“ระหว่างชั้นแรกกับชั้นที่สามยังมีอีกชั้นหนึ่ง นั่นคือชั้นที่สอง”
“การดำรงอยู่อันยิ่งใหญ่ในชั้นที่สอง หากพูดในแง่พลังแล้ว จะไม่แข็งแกร่งไปกว่า ‘จุดสูงสุด’ ของวันวานชั้นแรกอย่างมารดาพฤกษาแห่งแรงกระหาย บุตรแห่งปฐมกาล จอมราชันแห่งความเสื่อมถอยมากนัก แต่จะมีสัญลักษณ์พิเศษ เป็นรากฐานที่ทำให้จักรวาลดำรงอยู่และพัฒนาต่อไปได้ แต่ละองค์ค้ำจุนหนึ่งภพ ถูกเรียกว่า ‘เสาหลัก’”
“เสาหลัก…” ลูเมี่ยนนึกถึง ‘สิบเสาหลัก’ ของนิกายมอสส์
เมจิกเชี่ยนฟอร์สอดยิ้มไม่ได้
“มันจะมีพวกที่รู้แค่คำว่า ‘เสาหลัก’ แต่ไม่เข้าใจความหมายเชิงสัญลักษณ์อย่างแท้จริง คิดว่าฟังดูหรูหรา จึงเอามาใช้ส่งเดช ในสายตาของคนที่เข้าใจน้ำหนักของ ‘เสาหลัก’ อย่างแท้จริง มันช่างเหลวไหลสิ้นดี”
พูดถึงตรงนี้ มาดามเมจิกเชี่ยนชะงักไป
“นับตั้งแต่นิกายมอสส์ก่อตั้งจนถึงมิสเตอร์ฟูลตื่นขึ้นเบื้องต้น ในบรรดาเสาหลักของจริงสามองค์ สององค์ดำรงอยู่เพียงในระดับสัญลักษณ์ ยังไม่คืนชีพ หนึ่งองค์เข้าบาเรียไม่ได้ ดังนั้น นิกายมอสส์จึงยังสุขสบายดี”
“แต่พอมิสเตอร์ฟูลลืมตาตื่นเบื้องต้น เสาหลักหนึ่งองค์เริ่มกลับมา นิกายมอสส์ก็พินาศสิ้นซาก…”
“นี่แหละคือชะตากรรม…”
“ตั้งแต่ตอนที่กำหนดให้ผู้บริหารระดับสูงมีตำแหน่งว่า ‘เสาหลัก’ พวกมันก็ถูกลิขิตให้มีชะตากรรมแบบนี้แล้ว…”
‘แชเรียต’ ลูเมี่ยนคิดลึกกว่าคำพูดของมาดามเมจิกเชี่ยนไปอีกชั้น
“สิ่งที่ทำให้ปราชญ์เร้นลับมีชีวิตและแอบสร้างมลทินให้พระองค์คือ ‘รังมารดา’…”
“ถ้าเดาไม่ผิด เทวมารดาเสื่อมทรามที่แยกรังมารดาออกมา คือหนึ่งในเสาหลักที่แท้จริง สินะ?”
“ถูกต้อง…” เมจิกเชี่ยนฟอร์สชะงักอีกครั้ง “โชคชะตาช่างมหัศจรรย์จริงๆ…”
‘แชเรียต’ ลูเมี่ยนมองไปยังปลายสุดของโต๊ะยาวสำริดแวบหนึ่ง แล้วหันกลับมาถามมาดามเมจิกเชี่ยน
“เสาหลักมีแค่สามองค์เท่านั้นหรือ?”
เมจิกเชี่ยนฟอร์สพยักหน้า
“หากมองจากมุมของความเป็นจริง ในจักรวาลมีดาวเคราะห์นับไม่ถ้วน แต่ละดวงก็เหมือนโลกหนึ่งใบ ในขณะเดียวกันยังมีมิติอื่นๆ อีกเพียบ ซับซ้อนหลากหลาย นับไม่หมดสิ้น”
“แต่ในศาสตร์เร้นลับ โลกมีเพียงสามชั้น คือโลกความจริง โลกวิญญาณ และโลกดารา”
“สำนักศาสตร์เร้นลับหลายสำนักอาจตีความแตกต่างกัน แต่ท้ายที่สุด โลกที่แบ่งออกมาก็ยังคงมีเพียงสามชั้น”
“กลับมาที่แนวคิดทั่วไป ‘เทพเจ้าดั้งเดิม’ คือผู้ครอบครองโลกดารา มิสเตอร์ฟูลคือเจ้าแห่งโลกวิญญาณ เทวมารดาเสื่อมทรามคือผู้ปกครองโลกความจริง”
“อา…แม้ว่าพระองค์จะถูกฉีกแก่นแท้ต้นกำเนิดบางส่วนออกไป แต่ยังคงมีสัญลักษณ์และศักดิ์ของเสาหลัก”
“เธอต้องรู้ว่า นอกจากเทวมารดาเสื่อมทรามเอง มารดาพฤกษาแห่งแรงกระหาย และบุตรแห่งปฐมกาลที่เป็นทายาทสายตรงของพระผู้สร้างต้นกำเนิด วันวานที่เหลือล้วนเกิดจากการผสมพันธุ์ระหว่างเทวมารดาเสื่อมทรามกับพระผู้สร้างต้นกำเนิด เป็นสิ่งมีชีวิตกลุ่มแรกที่พระองค์สร้าง พระองค์คือมารดาที่แท้จริงของวันวานอย่างพวกจอมราชันแห่งความเสื่อมถอย หรือเจ้าแห่งมหาดารา ถือเป็นมารดาแห่งสรรพสิ่งอย่างแท้จริง”
“แต่ละองค์ควบคุมหนึ่งภพ แต่ไม่ใช่ควบคุมอย่างสมบูรณ์ อำนาจระหว่างกันจะซ้อนทับกันบ้าง นี่คือเสาหลัก”
“เสาหลักที่สมบูรณ์ จะอยู่ในชั้นที่สองของเหนือลำดับ ศักดิ์สูงกว่าวันวานอื่นๆ พลังก็แข็งแกร่งกว่าบ้าง แต่ไม่ถึงกับแตกต่างในเชิงแก่นแท้”
“เสาหลักที่สมบูรณ์สามารถเอาชนะวันวานหนึ่งองค์ได้ แต่ไม่สามารถสังหารพระองค์ได้อย่างแท้จริง และสามารถต่อกรกับวันวานได้มากสุดสององค์พร้อมกัน…น่าจะนะ…”
ตอนพูดครึ่งประโยคสุดท้าย มาดามเมจิกเชี่ยนดูไม่แน่ใจนัก จนต้องหันไปมองปลายสุดของโต๊ะยาวสำริด
มิสเตอร์ฟูลที่ปกคลุมด้วยหมอกสีเทาขาว ไม่ได้ยืนยันคำพูดของเธอ แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ
มาดามเมจิกเชี่ยนหันกลับมา แล้วพูดกับลูเมี่ยนว่า
“สำหรับเสาหลักที่สมบูรณ์ หากรองรับแก่นแท้ต้นกำเนิดเพิ่มอีกหนึ่งชิ้น ก็จะควบคุมสัญชาตญาณการรวมตัวไม่ได้ จะกลืนกินแก่นแท้ต้นกำเนิดมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งรวมเป็นพระผู้สร้างต้นกำเนิด ทำให้พระองค์ฟื้นคืนชีพกลับมา”
“กระบวนการนี้เมื่อเริ่มขึ้นแล้ว จะหยุดได้ก็ต่อเมื่อตัวเองสิ้นสุดและแตกแยกอย่างสิ้นเชิงเท่านั้น”
“สำหรับผู้ปกครองแห่งวันวานในชั้นแรกของเหนือลำดับ ยังสามารถรองรับแก่นแท้ต้นกำเนิดที่มีสัญลักษณ์คล้ายคลึง ใกล้เคียง หรือติดกับตนเองได้อีกหนึ่งชิ้น ซึ่งจะทำให้พวกพระองค์มีพลังเทียบเท่ากับเสาหลัก”
“แต่แน่นอน พวกพระองค์ยังคงไม่มีสัญลักษณ์ของเสาหลัก”
“กล่าวคือ นี่คือเพดานขีดจำกัดที่ยังดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคง สามารถกดข่มสัญชาตญาณการรวมตัวไว้ได้”
“อย่างนี้นี่เอง…” แชเรียตลูเมี่ยนกล่าวประโยคที่พูดมากที่สุดในชุมนุมย่อยคราวนี้
วันสิ้นโลกดูเหมือนจะมาถึงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะความขัดแย้งไม่อาจประนีประนอมกันได้!
มาดามเมจิกเชี่ยนเตือนว่า
“อย่าคิดว่าส่งแก่นแท้ต้นกำเนิดออกไปแล้วจะไม่มีวันสิ้นโลก”
“ไม่ต้องพูดถึงว่า ผู้ครอบครองแก่นแท้ต้นกำเนิดในปัจจุบันจะยินยอมหรือไม่ เพราะเหล่าเทพภายนอกนั้น นอกจากจะรองรับแก่นแท้ต้นกำเนิดที่ตรงกันแล้ว ยังต้องการทุกเอกลักษณ์ของเส้นทางตัวเอง และตะกอนพลังลำดับ 1 อย่างละหนึ่งของแต่ละเส้นทาง”
“คิดว่าเหล่าเทพแท้จริงและเทวทูตใหญ่ จะฆ่าตัวตายหรือหาทางลดสถานะตัวเองหรือ?”
ลำดับ 1 มักถูกเรียกว่าเทวทูตใหญ่
เมื่อได้ยินคำพูดของมาดามเมจิกเชี่ยน ลูเมี่ยนพลันมีความคิดบางอย่าง
มาดามเมจิกเชี่ยนยังคงพูดต่อไป
“ถึงแม้จะฝ่าฟันสารพัดอุปสรรคได้ พร้อมกับบรรลุข้อตกลงร่วมกันในเรื่องแก่นแท้ต้นกำเนิด และโลกนี้ไม่ได้ทำลายตัวเองเพราะการแตกแยกภายใน แต่วันสิ้นโลกก็ยังจะมาถึงอยู่ดี”
“เธอต้องรู้ว่า แก่นแท้ของเทวบารมีคือความบ้าคลั่ง ความวุ่นวาย ท่วมท้นด้วยแรงกระหายที่จะทำลายล้างและรังสรรค์”
“เหล่าเทพภายนอกรอคอยมาหลายพันหลายหมื่นปีแล้ว พวกพระองค์จะไม่ปล่อยดาวเคราะห์ของเราไปแน่”
“เมื่อบาเรียเสื่อมลง แม้ว่าความสนใจของพวกพระองค์จะจดจ่ออยู่กับแก่นแท้ต้นกำเนิด เอกลักษณ์ และตะกอนพลังลำดับ 1 แต่สำหรับผู้วิเศษอื่นๆ รวมถึงคนธรรมดา และดาวเคราะห์ของเรา ต่างก็ล้วนทนรับไม่ไหว เนื่องจากพวกพระองค์คือ ‘สัญลักษณ์’ ที่มีชีวิต”
“ยกตัวอย่าง จอมราชันแห่งความเสื่อมถอยจะทำให้ทั้งดาวเคราะห์และทุกสิ่งมีชีวิตเริ่มเสื่อมโทรมตามธรรมชาติ สุดท้ายอาจเน่าเปื่อยตายไป หรือกลายเป็นสิ่งมีชีวิตน่าขยะแขยงที่จงรักภักดีต่อพระองค์”
“และหากไม่มีการขัดขวางอย่างเพียงพอ เจ้าแห่งมหาดาราแค่เข้าใกล้ ดาวเคราะห์ก็จะถูกฉีกเป็นชิ้นๆ”
“เมื่อถึงตอนนั้น ลำดับ 2 ขึ้นไปจะถูกจับตามอง ผู้วิเศษที่ต่ำกว่าลำดับ 2 ก็มีเพียงหยิบมือเดียวที่สามารถเอาตัวรอดในจักรวาล”
“ลำดับ 2 นับว่าเป็นลำดับที่มีโอกาสรอดพ้นวันสิ้นโลกมากที่สุด แต่ว่า เทวทูตลำดับ 2 ส่วนใหญ่ที่ต้องการข้ามจักรวาล ต้องต่อสู้กับอันตรายนานัปการ ถือเป็นเรื่องยากหากคิดจะหาดาวเคราะห์ที่เหมาะสมสำหรับการอยู่รอดต่อไป”
สิ่งที่มาดามเมจิกเชี่ยนพูดมา ก็เพื่อเตือนลูเมี่ยนว่า เมื่อบ้านพังทลายลง คนที่อยู่ข้างในคงไม่รอดเป็นส่วนใหญ่ การหนีปัญหาจึงไม่ใช่ทางออก
‘แชเรียต’ ลูเมี่ยนพูดอย่างครุ่นคิด
“เป็นไปได้ไหมที่จะหาจุดร่วมที่เทพภายนอกหลายองค์ปรารถนา แล้วโยนแก่นแท้ต้นกำเนิดที่ตอบสนองความต้องการของเทพภายนอกส่วนใหญ่ออกไปนอกบาเรีย ยุยงให้เทพภายนอกกลุ่มนั้นแตกแยกกันเอง ให้พวกพระองค์สร้างความเสียหายหนักให้กันและกันก่อน จนผู้ที่บาดเจ็บหนีกลับไปยังส่วนลึกของนภาดาว เพื่อลดจำนวนเทพภายนอกที่จะบุกรุกเมื่อวันสิ้นโลกมาถึง?”
พูดไปพูดมา ลูเมี่ยนเองก็ขมวดคิ้วก่อน
“แต่เทพภายนอกที่ชนะ จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นมาก ไม่อาจประเมินได้เลยว่า จะคุ้มค่ากับการขับไล่เทพภายนอกคนอื่นๆ หรือไม่…”
ขณะที่เขาพูดกับตัวเอง มิสเตอร์ฟูลที่ไม่ได้พูดอะไรมานานพลันเอ่ยปาก
“อันที่จริง ยังมีเสาหลักที่สี่ซ่อนอยู่”
……………………………………………………..