ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 1092 เพียงความคิดเดียวเพื่อช่วยมนุษยชาติ
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 1092 เพียงความคิดเดียวเพื่อช่วยมนุษยชาติ
ตอนที่ 1092 เพียงความคิดเดียวเพื่อช่วยมนุษยชาติ
………………..
มาดามเมจิกเชี่ยนเปลี่ยนหัวข้อสนทนาอย่างเฉียบขาด
“หากวันสิ้นโลกมาถึงในปี 1368 ตามคำทำนายจริง ฉันก็ไม่จำเป็นต้องรีบเลื่อนลำดับ อีกไม่กี่ปีข้างหน้า มิสเตอร์ฟูลน่าจะลืมตาตื่นอย่างสมบูรณ์ แล้วคลายผนึกของทวีปตะวันตก ทำให้เหนือลำดับเกิดมากขึ้น”
“เมื่อนั้น แม้ตอนวันสิ้นโลกมาถึงเราจะยังอยู่ในจุดเสียเปรียบ แต่อย่างน้อยก็ไม่ถึงขั้นไร้พลังป้องกันตัว”
“หากไม่มี ‘หมอกไม่จีรัง’ คอยประสานงานอยู่ตรงกลาง พวก ‘เทพภายนอก’ ย่อมไม่สามารถร่วมมือกันได้ดีนัก แค่ต้องระวังว่า หากตัวเองบาดเจ็บ อาจกลายเป็นเหยื่อของ ‘เทพภายนอก’ องค์อื่น”
“น่าเสียดายที่เวลาไม่มากพอ ได้แต่รีบเลื่อนเป็นลำดับ 1 ให้เร็วที่สุด”
“สำหรับเทวทูตใหญ่ของเส้นทาง ‘ประตู’ อย่างฉัน โอกาสรอดชีวิตตอนวันสิ้นโลกย่อมมากกว่าเส้นทางอื่นๆ มาก อย่างไรเสีย พวก ‘เทพภายนอก’ ก็ไม่น่าจะตั้ง ‘ปราสาทต้นกำเนิด’ เป็นเป้าหมายหรอก”
“หรืออยากเร่งการทำลายตัวเองกันล่ะ?”
ความคิดของเธอไม่ต่างจากลูเมี่ยนนัก เชื่อว่า ‘ปราสาทต้นกำเนิด’ และสามเส้นทางที่อยู่ใต้การดูแล มีโอกาสสูงที่จะไม่ใช่เป้าหมายของพวก ‘วันวาน’ แม้ตัวเองจะกลายเป็น ‘กุญแจแห่งดวงดาว’ ลำดับ 1 แล้ว ก็ไม่น่าถูกจับตามอง
ลูเมี่ยนฟังออกว่า มาดามเมจิกเชี่ยนไม่ได้พูดความรู้สึกที่แท้จริงออกมา
ไม่ว่าจะอย่างไร หากเพียงต้องการปกป้องตัวเองและคนใกล้ชิดไม่กี่คน ‘จอมอาคมนักเดินทาง’ ลำดับ 2 ย่อมดีกว่า ‘กุญแจแห่งดวงดาว’ ลำดับ 1 อย่างแน่นอน ยิ่งไม่ถูกสังเกตเห็น สามารถฉวยโอกาสตอนวุ่นวายแอบหลบหนีไปได้
การเลือกที่จะย่อยโอสถโดยเร็ว แล้วเลื่อนเป็นลำดับ 1 เพราะอยากทำสิ่งต่างๆ ให้ได้มากขึ้นเมื่อวันสิ้นโลกมาเยือนสินะ? ‘แชเรียต’ ลูเมี่ยนจับใจความได้รางๆ
ตอนนี้ มิสเตอร์ฟูลที่ปกคลุมด้วยหมอกสีเทาพูดกับ ‘เมจิกเชี่ยน’ ฟอร์ส
“กุญแจแห่งดวงดาวก็จะกลายเป็นเป้าหมายเช่นกัน”
“ก่อนที่ข้าจะลืมตาตื่นอย่างสมบูรณ์ หากวันสิ้นโลกมาถึง ไม่มี ‘เทพภายนอก’ องค์ใดจะยินดีเห็น ‘ราชันเร้นลับ’ ถือกำเนิดอย่างแท้จริง”
“พวกพระองค์จะผนึกแก่นแท้ต้นกำเนิด ยึดเอกลักษณ์และตะกอนพลังลำดับ 1 ต่างๆ ของเส้นทางไป ทำลายความเป็นไปได้ที่ราชันโลกวิญญาณจะหวนคืน”
“แม้พวกพระองค์จะไม่สามารถรองรับ ‘ปราสาทต้นกำเนิด’ ได้อีก แต่การครอบครองเอกลักษณ์และตะกอนพลังลำดับ 1 ของเส้นทางอีกหนึ่งถึงสองชุด ก็ยังไม่มีปัญหา พลังก็จะเพิ่มขึ้นบ้าง ความสามารถจะหลากหลายมากขึ้น”
“อีกทั้ง การไม่สามารถรองรับ ‘ปราสาทต้นกำเนิด’ ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีวิธีใช้ ‘ปราสาทต้นกำเนิด’ ที่เหมาะกับตัวเอง”
มาดามเมจิกเชี่ยนนิ่งเงียบ
เธอไม่ได้พูดว่าจะไตร่ตรองอีกครั้ง หรือแสดงออกทันทีว่า เป้าหมายของตนคือการเป็นเทวทูตใหญ่ก่อนวันสิ้นโลกมาถึง
ส่วนลูเมี่ยนกลับคิดถึงเรื่องอื่น
แม้วันสิ้นโลกจะเหลือเพียงหนึ่งถึงสองปี ด้วยความพยายามของพวกอาร์คาน่าใหญ่ กอปรกับความเร็วในการตื่นของมิสเตอร์ฟูลในอัตราปัจจุบัน เมื่อเวลานั้นมาถึง พระองค์จะตื่นสมบูรณ์หรือไม่คงไม่สำคัญ ตราบใดที่พระองค์ไม่เป็นตัวตั้งตัวตีในการขัดขวางการรุกรานของพวกเทพภายนอก อีกฝ่ายก็คงไม่มาหาเรื่องพระองค์โดยไม่จำเป็น
แต่ถึงอย่าง ก็ชัดเจนว่าพระองค์เตรียมพร้อมต่อสู้กับวันสิ้นโลกอยู่…
‘แชเรียต’ ลูเมี่ยนมองมิสเตอร์ฟูลตรงหัวโต๊ะสำริดยาวแวบหนึ่ง โดยไม่ได้ถามไถ่สิ่งใดอีก
…………
กรุงทรีอาร์ ภายในคฤหาสน์หรู
ลูเมี่ยนที่นอนบนเก้าอี้เอนหลังลืมตาขึ้น
เขายื่นมือลูบผมยาวสีแดงเลือด เตรียมจะตัดให้สั้น แต่พอคิดดูแล้วก็เลิกล้มความตั้งใจนั้น
ลูเมี่ยนลุกขึ้นยืน เดินไปมาในห้อง ในหัวเต็มไปด้วยความรู้ที่ได้รับจากเหนือหมอกสีเทา
เขาเข้าใจแล้วว่า การที่ตนจะกลายเป็นเทพแท้จริงลำดับ 0 และพยายามรองรับ ‘นครภัยพิบัติ’ นั้น ไม่เพียงจำเป็นต่อการคืนชีพโอลัวร์ แต่ยังเป็นข้อกำหนดในการก้าวข้ามลำดับ เพื่อรับมือกับวันสิ้นโลกด้วย
“มีเวลาแค่ปีสองปี ต้องย่อยโอสถ ‘จอมอาคมลมฟ้าอากาศ’ ให้หมด กลายเป็นเทวทูตใหญ่ลำดับ 1 แล้วย่อยโอสถลำดับ 1 นั่นให้หมด”
“จากนั้นหาทางเอาชนะ ‘เทวทูตสีชาด’ เมดีซี ประกอบพิธีเถลิงบัลลังก์เทพ สุดท้ายกดข่มจิตสำนึกของ ‘นครภัยพิบัติ’ แล้วรองรับมัน ระหว่างนั้นอาจต้องตัดสินแพ้ชนะกับ ‘นางมารต้นกำเนิด’ ด้วย…”
“เวลากระชั้นชิดขนาดนี้เชียว?”
“หากโชคไม่ดี แม้แต่ขั้นแรกคือการย่อยโอสถ ‘จอมอาคมลมฟ้าอากาศ’ ให้หมดยังทำไม่สำเร็จเลย…”
ลูเมี่ยนเพียงจินตนาการถึงสิ่งที่ต้องทำต่อไป ก็รู้สึกขนลุกไปทั้งหัว คิดว่าแทบไม่มีความหวังจะสำเร็จเลย
ไม่ต้องพูดถึงว่า ขั้นตอนเหล่านั้นจะสำเร็จหรือไม่ แค่เวลาก็ไม่ทันแล้ว!
การย่อยโอสถระดับครึ่งเทพต้องใช้เวลานานมากโข ที่ก่อนหน้านี้ลูเมี่ยนสามารถย่อยโอสถ ‘สิ้นหวัง’ กับ ‘ยุพนิรันดร์’ ได้รวดเร็ว หนึ่งคืออาศัยการที่ ‘ท่านผู้นั้น’ ของ ‘ชุมนุมแสงเหนือ’ เปิดเผยตัวเอง ทำให้การจัดแจงต่างๆ ของพระองค์กลายเป็น ‘ความสิ้นหวัง’ สำหรับลูเมี่ยน
สองคือ ใช้ประโยชน์จากความพิเศษที่โอลัวร์เป็นผู้ข้ามเวลาจากอดีต และชิ้นส่วนดวงวิญญาณของโอลัวร์ที่ยังมีสัญญาณชีพในระดับหนึ่ง ถูกผนึกเข้าไปในร่างของเขา ซึ่งนี่ก็เป็นการจัดแจงของท่านผู้นั้นแห่ง ‘ชุมนุมแสงเหนือ’ เช่นกัน
ปัจจุบัน ลูเมี่ยนมองไม่เห็นจังหวะที่ตนจะย่อยโอสถ ‘จอมอาคมลมฟ้าอากาศ’ ได้ในเวลาอันสั้น ดูเหมือนว่าท่านผู้นั้นจะไม่ได้จัดแจงเรื่องนี้ไว้
เทวทูตเส้นทาง ‘นักล่า’ อย่างลูเมี่ยนย่อมมีจิตใจแข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า กล้าหาญราวกับเปลวไฟ เขารีบข่มความหวาดหวั่นและท้อถอยที่เกิดขึ้นโดยปริยาย แล้วเริ่มคิดจากขั้นแรก คือการย่อยโอสถ ‘จอมอาคมลมฟ้าอากาศ’
“จากประสบการณ์ที่ผ่านมา หากต้องการย่อยโอสถในเวลาอันสั้น แนวคิดหลักมีสองทาง
หนึ่งคือ ทำให้สภาพกายใจและจิตวิญญาณปรับเข้าหา ‘นิยาม’ ของชื่อโอสถล่วงหน้าผ่าน ‘โอกาสพิเศษ’
สองคือ ใช้ผู้วิเศษระดับสูงกว่าเป็นต้นแบบในการสวมบทบาท จะได้ความเร็วในการย่อยที่ดีกว่า”
“แนวคิดแรกเป็นไปไม่ได้แล้ว…ที่สูงกว่าเรามีแค่เทวทูตใหญ่ เทพแท้จริง และเหล่าเหนือเทพ”
“อีกทั้ง ‘จอมอาคมลมฟ้าอากาศ’ ไม่ได้ใช้มนุษย์เป็นต้นแบบในการสวมบทบาท…ขอให้พวกพระองค์เป็นผู้ชม เฝ้าดูเราเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ แล้วให้ข้อคิดเห็นกลับมา?”
“ไปให้ไกลกว่านั้น เปลี่ยนแปลงสภาพอากาศในอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ของเทพแท้จริง? ตอนชุมนุมครั้งหน้า ขออนุญาตมิสเตอร์ฟูลเพิ่มเอฟเฟกต์พิเศษให้การชุมนุมของเหล่าอาร์คาน่าใหญ่ เปลี่ยนแปลงสภาพอากาศของ ‘ปราสาทต้นกำเนิด’?”
“จะได้ผลไหมนะ…รอตอนสวดวิงวอนครั้งหน้า ขอคำแนะนำจากมิสเตอร์ฟูลดีกว่า…”
ลูเมี่ยนที่แนวคิดเบื้องต้นเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง พลันหัวเราะเยาะตัวเองขึ้นมา
มีวิธีหนึ่งที่ช่วยให้เขาย่อยโอสถ ‘จอมอาคมลมฟ้าอากาศ’ อย่างสมบูรณ์ได้ในเวลาสั้นมาก
ปัญหาเดียวคือเขาจะตาย และโอลัวร์ก็ไม่สามารถคืนชีพ
“ไม่รู้ว่าอลิสต้า·ทูดอร์วางแผนอะไรไว้บ้าง จะมีวิธีใช้ประโยชน์จากแผนการนั้น เพื่อย่อยโอสถ ‘จอมอาคมลมฟ้าอากาศ’ ได้เร็วๆ ไหมนะ…?” ลูเมี่ยนคิดอยู่ครู่หนึ่ง แต่ไม่มีแนวทาง
เขาหันไปคิดถึงคำแนะนำของมาดามเมจิกเชี่ยนแทน
“เสริมสร้างความเป็นมนุษย์ ต่อต้านเทวบารมี แยกแยะให้ชัดเจนระหว่างอารมณ์ แรงกระหาย และพฤติกรรมที่ปกติกับไม่ปกติ…”
“หลักยึดเหนี่ยวนำมาซึ่งการรับรู้ของผู้อื่น การรับรู้ของแต่ละคนที่มีต่อเรา ย่อมแตกต่างจากตัวตนที่แท้จริงของเราไปบ้าง นี่ก็เป็นมลทินชนิดหนึ่งเช่นกัน ทำให้ความคิด จิตใจ และความเป็นมนุษย์ของเราสับสนได้ง่าย แต่สามารถใช้มันเพื่อสร้างสมดุล ต่อต้านเทวบารมี ช่วยให้ตัวตนที่แท้จริงและความเป็นมนุษย์ มีโอกาสได้หายใจหายคอ…”
“หากเป็นปฏิกิริยาทางอารมณ์ที่ปกติ ซึ่งความเป็นมนุษย์ทั่วไปพึงมี แม้จะซ้อนทับกับเทวบารมีบ้าง แต่ไม่จำเป็นต้องกดข่มมากเกินไป สามารถแสดงออกมาได้ตามปกติ?”
“นี่นับว่าเป็นการหลอมรวมไหมนะ?”
“มิสเตอร์ฟูลเคยพูดในเมืองแดนฝันว่า ทั้งต่อต้านและหลอมรวม…ในช่วงเทวทูต การหลอมรวมเป็นเพียงระดับผิวเผิน ไม่ชัดเจน ส่วนใหญ่เป็นการต่อต้านและกดข่ม?”
ลูเมี่ยนพินิจพิจารณาตัวเอง จัดระเบียบอารมณ์และความปรารถนาต่างๆ
ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาตระหนักได้คร่าวๆ แล้วว่า ตนทำอะไรได้บ้าง ทำได้ถึงระดับไหน สิ่งใดที่ต้องกดข่มไว้แน่นหนา พอมีสัญญาณต้องรีบควบคุมทันที
แน่นอนว่าตอนนี้เขาเพิ่งเลื่อนลำดับ ยังไม่ปรับตัวเข้ากับโอสถ สภาพยังไม่มั่นคง หลายสิ่งที่ทำได้หากทำตอนนี้ ระหว่างทางอาจควบคุมไม่อยู่ ถูกเทวบารมีขับเคลื่อน เกิดพัฒนาการที่น่ากลัว ดังนั้นต้องย่อยโอสถเบื้องต้นก่อน
คิดถึงตรงนี้ ลูเมี่ยนใช้ ‘การสื่อสารทางจิต’ ของเส้นทาง ‘นักล่า’ กล่าวกับฟรังก้า จินนา ลุดวิก ที่อยู่ในคฤหาสน์เดียวกัน รวมถึงอ็องโตนีที่ยังไม่ออกไปเกินรัศมี 10 กิโลเมตรว่า
“หลังจากฉันกลายเป็น ‘จอมอาคมลมฟ้าอากาศ’ แผนการของอลิสต้า·ทูดอร์อาจเริ่มปรากฏ พวกคุณต้องระมัดระวังตัวเอง คอยสังเกตให้มากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับนิกายนางมาร”
‘การสื่อสารทางจิต’ ไม่ได้ส่งผ่านทุกสิ่งที่คิดในใจ หรือความคิดที่แล่นผ่าน ไปยังเพื่อนพ้องโดยอัตโนมัติ แต่ต้องเกิดความคิดที่จะ ‘พูดออกไป’ ก่อน จึงจะทำให้ข้อมูลนั้นก้องกังวานในจิตใจของทุกคน หากลูเมี่ยนแบ่งปันพลังวิเศษของ ‘จอมบงการ’ มาใช้ร่วมกับ ‘การสื่อสารทางจิต’ ก็จะได้ผลคล้าย ‘โถงแห่งความจริง’ เวอร์ชันลดระดับ
พูดจบ ลูเมี่ยนหยิบกระจกออกมา ทำนายว่าเขตใดมีสภาพอากาศรุนแรง
หลังได้คำตอบ เขาเตรียมจะ ‘เทเลพอร์ต’ ไปที่นั่นทันที
แต่ยังไม่ทันกระตุ้นรอยประทับสีดำบนไหล่ขวา เขาก็พลันผุดความคิดใหม่ขึ้นมา
มีบางสิ่งที่ช่วยรักษาและเสริมสร้างความเป็นมนุษย์ ซึ่งสามารถทำได้ตั้งแต่ตอนนี้เลย!
สายลมกระโชกแรง พัดหน้าต่างห้องนอนให้เปิดออก
จากนั้น ลูเมี่ยนสัมผัสพิกัดโลกวิญญาณของพื้นที่เป้าหมายไปพลาง หยิบราวแขวนหมวกในห้องมาพลาง แล้วขว้างมันขึ้นสู่ท้องฟ้าสุดแรง
ราวแขวนหมวกนั้น ลุกไหม้เป็นเปลวไฟสีเขียวอมม่วง พุ่งทะยานไปยังขอบฟ้า
ลูเมี่ยนกระโดดเบาๆ พุ่งออกจากหน้าต่าง เหยียบลงบนราวแขวนหมวกที่กำลังลุกไหม้ได้แม่นยำ
แล้วเขาก็แยกเท้าเล็กน้อย ไพล่สองมือไว้ข้างหลัง ท่ามกลางเสียงชายเสื้อปลิวสะบัด เขายืนบนราวแขวนหมวกเปลวไฟซึ่งกำลังเคลื่อนตัวด้วยความเร่ง จนกระทั่งเร็วกว่าความเร็วเสียง บินไปยังพื้นที่เป้าหมาย
ในห้องทำงานชั้น 2 ฟรังก้าที่หลุดจากภวังค์การรังสรรค์ชั่วคราวเพราะคำเตือนของลูเมี่ยน ได้ยินเสียงอึกทึกมาจากท้องฟ้า
เธอที่กำลังสวม ‘ใบหน้าแห่งความลับ’ ก้าวมาถึงริมหน้าต่างในพริบตา แหงนมองท้องฟ้าสีคราม เห็นลูเมี่ยนเหยียบ ‘ดาบยักษ์’ เปลวไฟ ไพล่มือไว้ข้างหลัง หายลับไปจากสายตาอย่างรวดเร็ว เหลือเพียงเสียงระเบิดจากการทะลุกำแพงเสียง
ฟรังก้าเผยสีหน้าอิจฉาอย่างชัดเจน
ขณะเดียวกัน เธอก็แอบถอนหายใจโล่งอก
ในห้องทำงานสันตะปาปาชั้น 1 จินนากำลังปวดหัวกับผลข้างเคียงของเครื่องรักษาอัตโนมัติของฟรังก้า มันจะทำให้ผู้ป่วยทุกคนที่ได้รับการรักษาจนหายดีแล้ว เต็มไปด้วยแรงกระหายที่จะสืบพันธุ์ อยากมีบุตร
แนวทางแก้ปัญหาของเธอคือ ให้บิชอปและอธิการโบสถ์รักษาโรคทั่วไป ส่วนอาการหนักค่อยวิงวอนต่อ ‘เทพแห่งไข้’ ผู้ยิ่งใหญ่
หลังจากนั้น คนที่มีครอบครัวมีคู่ครองแล้ว ให้นิกายโรครับผิดชอบความเสียหายทางเศรษฐกิจจากการมีลูก คนที่ไม่มีคู่ครอง พิจารณาแนะนำคู่ให้ หากแนะนำไม่สำเร็จ ค่อยให้อ็องโตนีไปจัดการ ถ้าคิดว่าตัวเองมีลูกแล้ว ก็ถือว่ามีแล้ว!
หลังได้ยินเสียงระเบิด เธอก็มายังริมหน้าต่าง มองออกไปข้างนอก เห็นลูเมี่ยนกำลังเดินทางด้วยวิธีแปลกประหลาดและหยิ่งผยอง
รอยยิ้มค่อยๆ ปรากฏบนใบหน้าของจินนา
เธอรู้สึกว่า สภาพของลูเมี่ยนดีขึ้นมาเปลาะหนึ่งแล้ว
……………………………………………………..