ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 1093 หัวใจของการสวมบทบาท
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 1093 หัวใจของการสวมบทบาท
ตอนที่ 1093 หัวใจของการสวมบทบาท
………………..
ในชั้นเมฆบนท้องฟ้า ราวแขวนหมวกไม้ที่ลูเมี่ยนเหยียบอยู่ ซึ่งลุกเป็นเปลวไฟสีเขียวอมม่วง ไม่ได้กลายเป็นเถ้าถ่านในพริบตาแต่อย่างใด แต่ทำตัวเหมือนโลหะวิเศษที่ไม่กลัวความร้อนสูง สามารถคงสภาพโครงสร้างอันแข็งแกร่งไว้ได้
นี่คือพลังที่ ‘นักล่า’ ทั้งหลายมีมาตั้งแต่ระดับ ‘อัศวินเลือดเหล็ก’ นั่นคือการทำให้สิ่งของธรรมดา ‘กลายเป็นอาวุธ’ กลายเป็นเครื่องมือสังหารในช่วงเวลาสั้นๆ
เมื่อถึงระดับเทวทูต ลูเมี่ยนสามารถทำให้ไม้ กระดาษ หรือสิ่งอื่นๆ มีความแข็งแรงเทียบเท่า ‘ดาบเหี้ยมหาญ’ ชั่วคราว รับประกันว่าพวกมันจะไม่สลายในทันทีภายใต้เปลวไฟที่เพิ่มเข้ามา หรือภายใต้แรงระเบิดแฝง สามารถคงเสถียรภาพขั้นต่ำไว้ได้
ด้วยวิธีนี้ ลูกไฟของ ‘นักล่า’ จึงมีตัวพาหะ และแบ่งพลังส่วนหนึ่งเพื่อเร่งความเร็วอย่างต่อเนื่อง สุดท้ายก็พุ่งถล่มพื้นที่เป้าหมายในระยะไกล ด้วยความเร็วเกินความเร็วเสียงหลายเท่า
ในลำดับ ‘อัศวินเลือดเหล็ก’ ระยะไกลนี้คือ 5 ถึง 10 กิโลเมตร สำหรับ ‘จอมอาคมลมฟ้าอากาศ’ คือหลายร้อย หรือแม้กระทั่งหลายพันกิโลเมตร
อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้ไม่ค่อยมีประโยชน์ในการต่อสู้จริง แม้อาวุธที่พาลูกไฟจะบินเร็วเพียงใด แต่เมื่อรวมกับระยะทางไกลมาก ก็ต้องใช้เวลาพอสมควรกว่าจะถึงพื้นที่เป้าหมาย ไม่ต้องพูดถึงเทวทูตและนักบุญ กระทั่งผู้วิเศษลำดับกลาง หากลางสังหรณ์ทางพลังวิญญาณแข็งแกร่งพอ ก็สามารถรับรู้ล่วงหน้า หลบหนีออกจากพื้นที่เป้าหมายได้ทันเวลา
‘หมอกสงคราม’ ในลำดับปัจจุบันยังไม่อาจขยายตามไปได้
ลูเมี่ยนสามารถแบ่งจิตวิญญาณเล็กน้อย หลอมรวมเข้าไปในลูกไฟหรืออาวุธ ทำให้พวกมันเปลี่ยนทิศทางได้ก็จริง แต่การควบคุมแบบนี้เมื่อห่างไกลเกินไป ย่อมไม่อาจละเอียดอ่อน จึงโจมตีศัตรูที่ฝีมือเกินระดับหนึ่งไม่ได้
การโจมตีแบบนี้มีประโยชน์สูงสุดแค่ทำลายเป้าหมายที่ไม่อาจขยับเขยื้อน สำหรับลูเมี่ยน ย่อมสู้การโจมตีระยะไกลทางศาสตร์เร้นลับผ่านโลกในกระจกไม่ได้
ทว่า…
ลูเมี่ยนก้มมองราวแขวนหมวกสีเขียวอมม่วงที่ตนเหยียบอยู่ ซึ่งลุกโชนราวกับดาบยักษ์ มองเมฆขาวที่ถูกพัดกระจาย มองเมืองด้านล่างที่ดูเหมือนเม็ดฝุ่นมารวมกัน ฟังเสียงระเบิดอากาศที่ไล่ตามไม่ทัน พลางหัวเราะอยู่ในใจ
“เท่ชะมัด!”
ไม่อย่างนั้น จะยั่วยุได้อย่างไร?
บึ้ม!
แสงสีเขียวอมม่วงที่มีร่างคนเหยียบอยู่ ลัดผ่านท้องฟ้าด้วยความเร่ง ทิ้งเสียงระเบิดที่ทำให้บ้านเรือนและกระจกสั่นสะเทือน
…………
ข้างหมู่บ้านใกล้ภูเขา ซึ่งถูกสายฝนโหมกระหน่ำมาสักพักแล้ว
ลำน้ำล้นเอ่อด้วยกระแสน้ำสีเหลืองขุ่น ไหลทะลักไปยังเมืองเล็กๆ ไกลออกไป
ชาวเมืองต่างวิตกกังวล เกรงว่าน้ำป่าจะไหลหลาก กระทบที่อยู่อาศัยของตน ขณะที่ชาวบ้านหลายคนขึ้นไปชั้น 2 หรือปีนขึ้นหลังคา เพราะน้ำที่ท่วมสูงเลยเข่า พยายามจะพัดประตูบ้านของพวกเขา
มองน้ำท่วมที่สีเหลืองขึ้นทุกที ชาวบ้านมากประสบการณ์บางคนยิ่งวิตกกังวล แต่ก็ไม่รู้จะหนีไปไหน
ทันใดนั้น พวกเขาได้ยินเสียง ‘บึ้ม’ ดังสนั่น จึงเงยหน้าขึ้นโดยสัญชาตญาณ แหงนมองไปบนท้องฟ้า
พวกเขาเห็นแสงสีเขียวอมม่วงคล้ายดาวตกเพลิง วนเวียนแล้วหยุดอยู่กลางเมฆดำทับซ้อน ด้านบนดูเหมือนมีคนยืนอยู่ ผมยาวสีแดงเลือด แม้อยู่ไกลแต่รู้สึกว่าร่างสูงใหญ่
ชายผู้นั้นขี่ดาบเพลิงยักษ์ใต้เท้า เคลื่อนไหวท่ามกลางไอน้ำสีขาวที่ลอยขึ้น ท่ามกลางสายฝนที่ตกกระหน่ำโดยรอบ
ท่วงท่าของเขาทั้งหนักแน่นทรงพลัง จังหวะดุดันคลั่งเมา ท่าทางบิดเบี้ยวพิสดาร
จู่ๆ ก็มีเทพบุรุษร่ายรำกลางนภา!
ชาวบ้านใกล้เคียงและชาวเมืองที่อยู่ไกลออกไป ต่างเห็นภาพนี้แล้วนึกขึ้นมาทันที
นี่คือพิธีบวงสรวง
พิธีบวงสรวงเพื่อวิงวอนต่อผู้ใดผู้หนึ่ง!
เมื่อการรำบวงสรวงยิ่งดุเดือดร้อนแรง ทุกคนที่เห็นภาพนี้เสมือนได้ยินเสียงกลองตึงๆๆ
ยิ่งการร่ายรำของเทพบุรุษดำเนินไป สายฝนก็เริ่มซาลง เมฆดำบนท้องฟ้าแตกกระจายทีละก้อน
ในท้ายที่สุด พายุฝนก็สงบนิ่ง แสงอาทิตย์อันเจิดจ้าส่องลงมายังชาวบ้านที่หลบอยู่บนชั้น 2 หรือหลังคาบ้าน ส่องลงบนใบหน้าของชาวเมืองที่จ้องมองภูเขาด้วยความวิตก
เทพบุรุษผู้นั้น หยุดร่ายรำบวงสรวง ดาบเพลิงยักษ์ใต้เท้าก็อันตรธานไป
พระองค์ทรงใช้พระสุรเสียงอันทรงพลัง ก้องกังวาน ประกาศต่อมนุษย์เบื้องล่าง
“นามของข้า”
“บริวารแห่งราชันเหลืองดำ นักบวชแห่งลมฟ้าอากาศและโรคระบาด ทวิกายาผู้แพร่สงครามและความวุ่นวาย!”
ในหมู่ผู้พบเห็นที่เกิดและเติบโตในสังคมศาสนา ส่วนใหญ่ก้มศีรษะลงโดยสัญชาตญาณ กู่ร้องเป็นเสียงเดียวกัน
“นักบวชแห่งลมฟ้าอากาศและโรคระบาดจงเจริญ!”
“พระองค์ท่านที่ขับไล่ภัยธรรมชาติจงเจริญ!”
เมื่อคนเหล่านี้เงยหน้าขึ้น เทพกลางอากาศได้หายลับไปแล้ว
…………
กรุงทรีอาร์ ภายในคฤหาสน์หรู
ร่างของลูเมี่ยนปรากฏอย่างรวดเร็วในห้องของตน
เขารู้สึกได้ชัดเจนว่า โอสถ ‘จอมอาคมลมฟ้าอากาศ’ ย่อยไปหนึ่งส่วน
ผลของการสวมบทบาทครั้งนี้ ดีกว่าตอนที่เพิ่งเลื่อนลำดับแล้วเปลี่ยนสภาพอากาศสุดขั้วของสามเขตติดต่อกันมาก!
“ก่อนหน้านี้ทำความดีเงียบๆ ไม่มีใครรู้ จึงขาดผลตอบรับที่ชัดเจน?”
“อา…‘จอมอาคมลมฟ้าอากาศ’ ต้องให้คนรู้ว่าเป็น ‘จอมอาคม’ ต้องถูกมองเห็น หรือให้คนรับรู้ได้ ไม่อย่างนั้นก็ไม่นับว่าสวมบทบาทสำเร็จ…คนในสามเขตก่อนหน้านี้ คงคิดว่าเป็นเทพที่ตนศรัทธาคุ้มครอง จึงสรรเสริญเทพเหล่านั้น ไม่ใช่เรา มีเพียงคนส่วนน้อยที่จะเชื่อมโยงการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศกับแม่มดที่ปรากฏตัวก่อนหน้านี้…”
“แล้วก็…จะเปลี่ยนสภาพอากาศง่ายๆ ไม่ได้ แม้ว่าความจริงจะไม่ได้ออกแรงมากนัก แต่ต้องมีพิธีรีตองให้เหมาะสม ต้องให้ผู้ชมรู้สึกว่า เราใช้ความพยายามอย่างหนักถึงจะทำให้สภาพอากาศเปลี่ยนได้ ไม่อย่างนั้นก็กลายเป็นสวมบทบาท ‘เทพลมฟ้าอากาศ’ ไม่ใช่ ‘จอมอาคมลมฟ้าอากาศ’…”
“การกำหนดให้ ‘จอมอาคมลมฟ้าอากาศ’ เป็นนักบวชลมฟ้าอากาศน่าจะไม่มีปัญหา…”
“อีกอย่าง ‘นักล่า’ คือตัวแทนของบุรุษในยุคแรกเริ่ม ต้องแข็งแกร่ง ก้าวร้าว ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับความโอ้อวด”
“ดูแล้ว ความหยิ่งผยองและเด่นดังของ ‘นักล่า’ บางครั้งเป็นแผนการ บางครั้งก็จำเป็นต่อการสวมบทบาท…”
จากผลตอบรับที่แตกต่างกันของการสวมบทบาทสองครั้ง ลูเมี่ยนจับประเด็นสำคัญได้รางๆ
การสวมบทบาท ‘จอมอาคมลมฟ้าอากาศ’ ต้องไม่เก็บตัว!
ซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังทำความดีไม่ใช่สไตล์ของ ‘นักล่า’!
ยิ่งไปกว่านั้น แม้ชื่อลำดับ ‘จอมอาคมลมฟ้าอากาศ’ จะไม่ได้บ่งบอกว่าดีหรือชั่วชัดเจน แต่จากข้อเท็จจริงที่ว่าเส้นทาง ‘นักล่า’ เป็นตัวแทนของสงคราม เป็นหนึ่งในสององค์ประกอบหลักของหายนะ กอปรกับประสบการณ์การสวมบทบาทในลำดับก่อนหน้า ลูเมี่ยนสงสัยว่า กฎการสวมบทบาทที่ซ่อนอยู่คือ ‘เปลี่ยนแปลงสภาพอากาศเพื่อนำมาซึ่งภัยพิบัติ’
“การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศเพื่อนำภัยพิบัติมาสู่ศัตรู จะเป็นจุดสำคัญของการสวมบทบาทต่อไป” ลูเมี่ยนพยักหน้าครุ่นคิด พลางรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย
เขาพูดกับตัวเองเงียบๆ
“ไม่เกิดเหตุไม่คาดฝัน ไม่มีความผิดปกติใดๆ…”
การออกเดินทางอย่างโอ้อวดครั้งนี้ของเขา ด้านหนึ่งเพื่อตอบสนองแรงกระหายปกติในจิตใจ รักษาและเสริมสร้างความเป็นมนุษย์
อีกด้านหนึ่งก็หวังจะล่อให้แผนการที่ ‘จักรพรรดิโลหิต’ อลิสต้า·ทูดอร์ซ่อนไว้ หรือ ‘เทวทูตสีชาด’ เมดีซีปรากฏตัว
น่าเสียดาย ตอนนี้เขายังอยู่ภายใต้สายตาของ ‘มิสเตอร์ฟูล’ และสถานการณ์ยังไม่วุ่นวาย จึงไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย
‘นักล่า’ ที่ประสบความสำเร็จทุกคน ล้วนเป็นนักวางแผนที่เก่งกาจ ไม่มีทางหลงกลง่ายๆ แบบนี้แน่
ท่ามกลางความเสียดาย ลูเมี่ยนที่สภาพดีขึ้นพอสมควร เดินออกจากห้องนอน ตั้งใจจะลงไปชั้น 1 เพื่อรินอัปแซ็งต์ให้ตัวเอง
ฟรังก้าได้ยินเสียงเคลื่อนไหว จึงเดินออกมาจากห้องทำงานของเธอ
เธอส่ง ‘ใบหน้าแห่งความลับ’ เข้านอนอีกครั้งใน ‘กระเป๋านักเดินทาง’
มองลูเมี่ยนแวบหนึ่ง ฟรังก้าถามด้วยความคาดหวังเป็นพิเศษ
“ไอ้นั่นน่ะ…การขี่กระบี่ของคุณเมื่อกี้ แบ่งปันให้คนอื่นได้ไหม?”
“ขี่กระบี่?” ลูเมี่ยนแม้จะอยู่ในเมืองแดนฝันมาครึ่งเดือน แต่ถือว่ายังไม่นานพอ ข้อมูลที่เข้าถึงได้ย่อมไม่ครอบคลุมนัก ไม่ค่อยรู้จักคำศัพท์ที่ค่อนข้าง ‘เฉพาะกลุ่ม’ แบบนี้
แต่เขาก็เชื่อมโยงจากความหมายตามตัวอักษร กับเรื่องที่ตนเหยียบราวแขวนหมวกบินได้ แล้วพูดอย่างขบขัน
“เข้าใจแล้ว…แบ่งปันได้”
“มันเกิดจากการผสานระหว่าง พลังในการทำให้สิ่งของใดๆ ‘กลายเป็นอาวุธ’ กับพลังควบคุมลูกไฟ”
“แม้ฉันจะแบ่งพลังให้คุณได้แค่ครั้งละหนึ่งชนิด แต่การจะนำมารวมกัน ก็ไม่จำเป็นต้องใช้พร้อมกันเสมอไป”
ดวงตาของฟรังก้ายิ่งเป็นประกาย
“ตอนนี้ฉันลองได้เลยไหม?”
ลูเมี่ยนอดหัวเราะไม่ได้
“แน่นอน แต่จำไว้ ได้แค่ในระยะ 10 กิโลเมตร”
“สิ่งของที่ ‘กลายเป็นอาวุธ’ จะไม่กลับเป็นปกติและเสียหายเร็วขนาดนั้น แต่พอเกินระยะประสิทธิภาพของทีม คุณจะสูญเสียความสามารถควบคุมเปลวไฟที่ห่อหุ้ม”
ฟรังก้าผิดหวังนิดหน่อย แต่ก็รู้สึกว่ายอมรับได้
“ก็ได้ 10 กิโลเมตรก็ 10 กิโลเมตร”
เธอคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงถามเสริม
“ถ้าอยากเกิน 10 กิโลเมตร ก็ต้องให้คุณตามฉันไปตลอด ไม่ห่างกันสินะ? อา…คุณยืนท้ายกระบี่ไปด้วยกันได้ใช่ไหม?”
หัวหน้าทีม ‘นักล่า’ ย่อมเป็น ‘นักล่า’ ระยะ 10 กิโลเมตรจะถูกคำนวณโดยใช้เขาเป็นจุดศูนย์กลาง
หากในทีมมี ‘นักล่า’ มากกว่าหนึ่งคน จะมีผู้นำเพียงคนเดียว คือคนที่ลำดับสูงสุด หากมีคนลำดับสูงสุดมากกว่าหนึ่งคน ต้องต่อสู้กันเพื่อตัดสินว่าใครเหนือกว่า
“ก็ทำนองนั้น” ลูเมี่ยนยืนยันคำพูดของฟรังก้า
ฟรังก้ายิ้มแย้มทันที
“งั้นมาเริ่มกันเลย เที่ยวในระยะ 10 กิโลเมตรก่อน”
“จากนั้นค่อยขี่กระบี่ท่องฟ้า อา…ชวนจินนาไปด้วย…”
พูดถึงตรงนี้ ฟรังก้าก็ตระหนักถึงบางสิ่ง จึงหยิบกระจกแต่งหน้าออกจากกระเป๋าลับในเสื้อ
เธอหยิบพลางพูดกับลูเมี่ยน
“ลูกน้องคนเดียวของฉันส่งข้อความมา”
แม้นิกายโรคจะมีอธิการโบสถ์และบิชอปหลายคน เขตตลาดก็มีหัวหน้าแก๊งให้ฟรังก้าใช้งาน แต่ผู้ที่คอยชักนำคนเหล่านั้น รวมถึงมอบหมายงาน รับรายงานอย่างแท้จริง ส่วนใหญ่คือจินนา
ลูกน้องในความหมายที่แท้จริงของฟรังก้าจึงมีเพียงคนเดียว นั่นคือผู้ใต้บังคับบัญชาของเธอในนิกายนางมาร ซึ่งแฝงตัวอยู่ในพรรคจักรพรรดิ ‘แม่มด’ นีเซีย
แน่นอน นีเซียตอนนี้เป็น ‘นางมารสุขสม’ แล้ว
“ระวังตัวให้มาก” ลูเมี่ยนตักเตือน
เรื่องนี้เกี่ยวกับนิกายนางมาร และยังเกี่ยวข้องกับโลกในกระจกพิเศษ ในภายภาคหน้าต้องระมัดระวังเป็นสองเท่า
“อืม อืม” ฟรังก้าพยักหน้าพร้อมกับเห็นแสงสว่างบนผิวกระจกกลายเป็นอักษรอินทิส ใจความว่า
“ลูอิส·กุสตาฟหายตัวไปอย่างลึกลับ”
ลูอิส·กุสตาฟหายตัวไปอย่างลึกลับ? แววตาของฟรังก้าเคร่งเครียดในบัดดล
หัวหน้าพรรคจักรพรรดิคนนั้น ผู้วางแผนลับโค่นล้มรัฐบาลปัจจุบัน ชายที่มีความเชื่อมโยงบางอย่างกับโรซายล์ในกระจก ลูอิส·กุสตาฟ หายตัวไปอย่างลึกลับ?
……………………………………………………..