ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 1095 บรรจบกัน?
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 1095 บรรจบกัน?
ตอนที่ 1095 บรรจบกัน?
………………..
หลังจากยืนยันว่าเหรียญสีทองเข้มในมือคือเหรียญทองทูดอร์มูลค่า ‘2’ จริง ฟรังก้าก็ประณามจักรพรรดิโลหิตในใจอีกครั้ง ถึงการข่มเหงผู้ป่วยโรคย้ำคิดย้ำทำ
แค่มูลค่าต่างกัน ทำไมลวดลายถึงต่างกันมากเพียงนี้?
ทั้งที่ความหมายเชิงสัญลักษณ์แทบไม่ต่างกันเลย!
นีเซียไม่ทันสังเกตความผิดปกติของหัวหน้า ยังคงเล่าที่มาของสิ่งของทั้งสองชิ้นต่อ
“เข็มกลัดนี้เป็นของตระกูลกุสตาฟ ทำขึ้นตามตราประจำตระกูล เป็นหนึ่งในสิ่งที่ลูอิส·กุสตาฟให้ความสำคัญมากที่สุด เป็นสัญลักษณ์แสดงตัวตนของเขา”
“ปกติเขาจะพกติดตัวเสมอ แต่ครั้งนี้กลับทิ้งไว้ในแหล่งกบดานเก่า”
“เหรียญทองโบราณวางคู่กับเข็มกลัด ดูเหมือนจะได้รับความสำคัญเท่าๆ กัน”
ใยแมงมุมที่มองไม่เห็นดึงเข็มกลัดลวดลายงูคู่พันกันให้ลอยมาหาฟรังก้า
ฟรังก้าคุ้นเคยกับตราประจำตระกูลกุสตาฟดี เพียงชายตามองก็รู้ว่าของจริง พลางแอบหัวเราะในใจ
“โครงสร้างเกลียวคู่ดีเอ็นเอสินะ?”
เห็นชัดว่าตราประจำตระกูลกุสตาฟปัจจุบันมาจาก ‘ผลงานชิ้นเอก’ ของจักรพรรดิโรซายล์ช่วงบั้นปลาย ไม่ใช่จากบรรพชนยุคเก่าแก่
นีเซียเงยหน้ามองหัวหน้าที่งามสง่าแต่เป็นธรรมชาติ แล้ววิงวอนขอ
“มาดาม พอคุณทำนายด้วยกระจกวิเศษเสร็จ ช่วยคืนของสองชิ้นนี้ให้ฉันได้ไหมคะ?”
“ฉันขโมยมันมาจากกรูเอ ถ้าไม่รีบคืน เขาต้องสงสัยแน่”
“ไม่มีปัญหา” ภาพสะท้อนของฟรังก้าถือเข็มกลัดและเหรียญทองหดกลับเข้าไปในกระจกแต่งหน้า
นีเซียนั่งรออย่างอดทนอยู่ในห้องนั้น
…………
“การหายตัวอย่างลึกลับของลูอิส·กุสตาฟ เกี่ยวข้องกับเหรียญทองทูดอร์” หลังหยิบเข็มกลัดตระกูลกุสตาฟ กับเหรียญทองทูดอร์ออกจากกระจก ฟรังก้าก็ใช้ความคิด ‘พูดออกเสียง’ ส่งผ่านช่องทางจิตใจที่เชื่อมกับสมาชิกทุกคนในทีม แจ้งเรื่องนี้แก่ลูเมี่ยนที่น่าจะยังหลับอยู่
ไม่กี่วินาทีต่อมา ลูเมี่ยนเปิดประตูห้องนอน เดินเข้ามาในห้องของฟรังก้า
ผู้พักอาศัยในคฤหาสน์หรูหลังนี้ล้วนเป็นครึ่งเทพ ลางสังหรณ์ทางพลังวิญญาณแข็งแกร่งยิ่ง ต่างรับรู้ถึงความเคลื่อนไหวได้เร็ว จึงสวมเสื้อคลุมแล้วมารวมตัวกับฟรังก้า
คนเดียวที่ไม่มีปฏิกิริยาคือลุดวิก เนื่องจากกำลังทำมื้อดึกที่สองให้ตัวเองในครัวของเรือนรับรอง
หลังฟรังก้าเล่าสิ่งที่นีเซียรายงานมาคร่าวๆ เธอทำหน้าจริงจังแล้วกล่าว
“ฉันจะสวดวิงวอนถึงมิสเตอร์ฟูลก่อน แล้วค่อยทำนายด้วยกระจกวิเศษ ดูว่าจะใช้ของสองชิ้นนี้เป็นสื่อกลาง ค้นหาที่อยู่ของลูอิส·กุสตาฟได้หรือไม่”
“ให้ฉันทำเถอะ” ลูเมี่ยนยื่นมือรับเข็มกลัดกับเหรียญทอง “ฉันจะขออนุญาตมิสเตอร์ฟูลก่อน แล้วใช้พระองค์เป็นเป้าหมายทำนายด้วยกระจกวิเศษ วิธีนี้จะกำจัดสิ่งรบกวนและอันตรายได้เกือบทั้งหมด”
“แบบนี้ดีที่สุดแล้ว” จินนาเห็นด้วยกับทางเลือกของลูเมี่ยน
ลูเมี่ยนเอามือแตะอก สวดวิงวอนทันที แจ้งคำขอของตนแก่มิสเตอร์ฟูล
หลังได้รับอนุญาต เขารีบหยิบกระจกบานหนึ่งออกมา วางเข็มกลัดตระกูลกุสตาฟกับเหรียญทองทูดอร์ทับบนผิวกระจก
ต่อจากนั้น เขาลูบผิวกระจกเบาๆ พลางท่องคาถาเป็นภาษาเฮอร์มิส
“เดอะฟูลจากต่างยุคสมัย”
“ผู้ปกครองลึกลับเหนือสายหมอกสีเทา”
“ราชันเหลืองดำผู้ครองพลังโชคลาภ…”
ลูเมี่ยนท่องคาถาจนจบด้วยจังหวะพอดี แล้วเสนอคำถาม ‘ที่อยู่ปัจจุบันของลูอิส·กุสตาฟ’ พลางรอคอยวิวรณ์จากมิสเตอร์ฟูลอย่างอดทน
เพียงไม่กี่วินาที คลื่นแสงก็กระเพื่อมบนผิวกระจก สะท้อนร่างคนผู้หนึ่ง
ร่างดังกล่าวสูงใหญ่ ปล่อยผมยาวสีน้ำตาลเลียนแบบจักรพรรดิโรซายล์ ไว้หนวดงามสองข้าง ดวงตาสีคราม ริมฝีปากค่อนข้างบาง ไม่ใช่ใครนอกจากลูอิส·กุสตาฟ ผู้นำพรรคจักรพรรดิ
ชายผู้ว่ากันว่ามีสายเลือดตระกูลกุสตาฟ ยืนอยู่ในสถานที่คล้ายโพรงเหมืองร้าง เดินมุ่งหน้าไปยังทางออกที่ถูกความมืดปกคลุม
ภาพพลันพร่ามัว ลูอิส·กุสตาฟถูกห่อหุ้มด้วยความมืด รอบข้างราวมีร่างคนซ่อนอยู่ในที่ลึก ส่งสายตาจ้องมองมา
ลูอิส·กุสตาฟไม่เหลียวแล ก้าวเท้าไม่หยุด เดินตรงไปข้างหน้า ไม่สนใจสายตาจากมุมมืดรอบตัวเลย
ยิ่งเขาเดิน ความมืดยิ่งลึกล้ำ
ครั้นต่อมา ด้านข้างเบื้องหน้ามีแสงน้อยๆ สว่างวาบ ภาพยิ่งพร่าเลือนผิดปกติ
ลูอิส·กุสตาฟไม่เข้าใกล้ที่สว่าง ยังคงเดินตรงต่อไป
ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าไร ในจุดไกลออกไปปรากฏประตูบานหนึ่ง ร่างขึ้นด้วยแสงบริสุทธิ์ คล้ายผิวกระจกรูปวงรี
ลูอิส·กุสตาฟมาถึงหน้าประตูแสง ยื่นมือขวากดลงไป
เขาทะลุผ่านประตูแสง มาถึงบริเวณที่หมอกหนาทึบ มองเห็นได้ไม่เกินสิบเมตร รอบข้างเต็มไปด้วยสิ่งก่อสร้างพังทลาย บ้างบิดเบี้ยวผิดสมมาตร บ้างเปื้อนเลือดสด
นี่มัน…ทรีอาร์ยุคที่สี่! ลูเมี่ยน ฟรังก้า จินนา และอ็องโตนี ต่างเคยไปทรีอาร์ยุคที่สี่มาแล้ว จึงคุ้นเคยกับฉากนี้ดี
สิ่งเดียวที่ทำให้พวกเขารู้สึกแตกต่างคือ หมอกหนาทึบเกินไป ชวนให้อึดอัดอย่างยิ่ง
“นี่คือส่วนลึกของทรีอาร์ยุคที่สี่? องคาพยพของจักรพรรดิโลหิตส่งอิทธิพลต่อที่นี่ จนเกิดหมอกสงครามในวงกว้าง?” ลูเมี่ยนรีบคาดเดา
ฟรังก้านึกย้อนแล้วกล่าว
“แต่ตอนเราไปคราวนั้น มองเห็นพระราชวังพังทลายที่มีศพเทพของจักรพรรดิโลหิตได้สบายๆ เลย หมอกไม่หนาขนาดนี้สักหน่อย…”
“หลังเหตุการณ์หอพัก ทรีอาร์ยุคที่สี่อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง? หรือเป็นเพราะลูอิส·กุสตาฟเข้าใกล้ ถึงปรากฏขึ้นเพื่อตอบสนอง?” จินนาเสนอคำอธิบายที่เป็นไปได้
ขณะนั้นเอง ลูอิส·กุสตาฟในกระจกหยุดฝีเท้า
เบื้องหน้าเขา ห่างไม่ถึงสิบเมตร เงาดำของมนุษย์ทอดลงบนแผ่นหินบนถนนที่เปื้อนเลือด
เงาดำดังกล่าวถูกแสงดึงให้ยาว ในอ้อมแขนดูเหมือนอุ้มทารกอยู่
แทบจะพร้อมกัน ฉากต่างๆ พังครืนทันที คลื่นน้ำกระเพื่อม วิวรณ์ที่มิสเตอร์ฟูลประทานมาสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้
ลูเมี่ยนขมวดคิ้ว พึมพำราวพูดกับตัวเอง
“คุณนายปัวริสกับทารกโอมีเบล่า?”
“พวกเธออยู่ในทรีอาร์ยุคที่สี่?”
“ลูอิส·กุสตาฟเข้าไปในทรีอาร์ยุคที่สี่ เพื่อพบพวกเธอ?”
“ลูอิส·กุสตาฟเข้าทรีอาร์ยุคที่สี่ผ่านโลกในกระจกพิเศษ? ที่จ้องมองเขาในความมืดก่อนหน้านี้คือ ‘คนในกระจก’?”
“จุดที่มีแสงเล็กน้อยซึ่งเขาไม่เข้าใกล้ ซ่อนความน่าสะพรึงกลัวของโลกในกระจกพิเศษเอาไว้?”
ไม่มีใครตอบคำถามของลูเมี่ยนได้
ผ่านไปไม่กี่วินาที จินนาเรียบเรียงคำพูดแล้วกล่าว
“เรื่องนี้เราจัดการไม่ได้”
“ในเมื่ออาจเกี่ยวข้องกับคุณนายปัวริสและทารกโอมีเบล่า ก็ต้องปฏิบัติตามวิวรณ์ของมิสเตอร์ฟูลอย่างเคร่งครัด ภัยพิบัติต้องอยู่ห่างจากมารดา”
“อา…ฉันจะรายงานข้อสรุปให้นางมารดำ ให้พวกเธอไปสืบสวนกันเอง ทางนั้นจะเร่งยังไงฉันก็ไม่ขยับแน่ จะพูดตรงๆ เลยว่าไม่มีฝีมือขนาดนั้น!” ฟรังก้าบ่นพึมพำ “อีกอย่าง แจ้ง 007 ด้วย เรื่องแบบนี้ควรให้ผู้วิเศษทางการจัดการไป พวกเขารู้ความลับของทรีอาร์ยุคที่สี่ไม่น้อย อาจส่งยอดฝีมือเข้าไปโดยไม่ต้องพึ่งโลกในกระจกพิเศษ กำจัดลูอิส·กุสตาฟ คุณนายปัวริส และทารกโอมีเบล่า”
ลูเมี่ยนพยักหน้ารับแล้วกล่าว
“ตกลง”
แล้วเขาก็เตือนฟรังก้าทันที
“ปฏิบัติการกำจัดเป้าหมายในทรีอาร์ยุคที่สี่ อย่าให้ผู้วิเศษของศาสนจักรสุริยันเจิดจรัสเป็นแกนนำดีที่สุด พวกคุณลืมแล้วหรือ? บิดาทางศาสตร์เร้นลับของทารกโอมีเบล่าคือสุริยันเจิดจรัส”
“เรื่องแบบนี้ใครจะลืมลง?” ฟรังก้าให้สัญญาณกับพวกลูเมี่ยน เป็นนัยให้ออกจากห้องนอนไปก่อน
จากนั้น เธอหยิบกระจกออกมา ‘ส่ง’ ผลการทำนายด้วยกระจกวิเศษ พร้อมเข็มกลัดและเหรียญทองไปยังกระจกบานที่ติดต่อกับนางมารดำ พร้อมกำชับให้อีกฝ่ายอย่าลืมคืนสื่อกลาง ไม่งั้นนีเซียจะเดือดร้อน
ไม่นานนัก นางมารดำก็ตอบฟรังก้า
“ถ้าลูอิส·กุสตาฟกลับมา ให้แจ้งฉันทันที”
พร้อมคำตอบนี้ เข็มกลัดและเหรียญทองก็บินออกมาจากผิวกระจกเอง
ไม่ส่งเราไปสืบสวนเชิงลึก แค่รอลูอิส·กุสตาฟกลับมา? แปลกจริง เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับนิกายนางมาร ไม่ใช่กับดักของพวกเธอหรือ? ฟรังก้าสงสัยอยู่ครู่หนึ่ง แล้วส่งภาพสะท้อนผ่านโลกในกระจกไปยังห้องที่นีเซียอยู่อีกครั้ง
เธอถ่ายทอดคำพูดของนางมารดำให้นีเซียฟัง พร้อมคืนเข็มกลัดตระกูลกุสตาฟและเหรียญทองทูดอร์
นีเซียถอนใจโล่งอกอย่างเงียบๆ
เธอจึงมีอารมณ์พูดคุยเรื่อยเปื่อยสองสามประโยค
“มาดาม ช่วงก่อนฉันไปท่าเรือลาวีน พบว่าวิหารเดอะฟูลที่นั่นมีนักบุญผู้พิทักษ์แล้ว ชื่อฟรังก้า·โรลังด์”
“ชื่อเหมือนคุณเลยนะคะ”
เดิมที นีเซียไม่คิดว่าจะเกี่ยวข้องกับหัวหน้าตน เพราะทั่วทั้งทรีอาร์ สตรีชื่อฟรังก้าไม่ถึงพันก็ร้อยคน แต่ในนามอันทรงเกียรติของนักบุญผู้พิทักษ์นั้น กลับมีประโยคหนึ่งว่า ‘นางมารผู้มาพร้อมความขัดแย้งและหายนะ’
ฟรังก้ารู้สึกอึดอัดทันที ไม่ใช่อึดอัดที่ลูกน้องรู้นามอันทรงเกียรติ แต่อึดอัดที่ลูกน้องรู้ว่าแอบไป ‘ทำงานพิเศษ’ กับองค์กรอื่น
เธอแสร้งตอบอย่างมีลับลมคมใน
“ในโลกนี้ ทุกคนย่อมมีหลายตัวตนด้วยจุดประสงค์บางอย่าง”
สรุปก็คือ ไม่เถียง แต่ไม่รับ
นีเซียไม่กล้าถามต่อ คิดอย่างจริงจังว่าตนควรเปลี่ยนไปนับถือมิสเตอร์ฟูลอย่างเปิดเผยเพื่อเข้าหาหัวหน้าดีหรือไม่
ส่วนเบื้องหลัง ทุกคนยังคงเป็นลูกของ ‘ดั้งเดิม’ ไม่แปรเปลี่ยน
รอจนภาพสะท้อนของฟรังก้าหายไป นีเซียเก็บกระจกแต่งหน้า เข็มกลัด และเหรียญทอง หลอมรวมเข้ากับความมืด กลับไปห้องนอนใหญ่อย่างเงียบเชียบ
เธอไม่รีบนอน นำเข็มกลัดกับเหรียญทองเก็บเข้าช่องลับในโต๊ะทำงานก่อน
เมื่อจัดการเสร็จ เธอจึงเคลื่อนกายกลับข้างเตียงราวกับเงาในราตรี นอนลงโดยไม่ส่งเสียงใดๆ พร้อมกับดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุม
ทันใดนั้น เสียงทุ้มต่ำก็ดังขึ้นข้างใบหู
“เมื่อกี้เธอไปไหนมา?”
นีเซียหันศีรษะทันควัน เห็นกรูเอที่ก่อนหน้านี้หลับสนิทมาตลอด ไม่รู้ตื่นขึ้นตั้งแต่เมื่อไร ดวงตาสีน้ำเงินจ้องมองเธออย่างลึกล้ำ
……………………………………………………..