ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 1099 สัญญาณเตือนจากพลังวิญญาณ
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 1099 สัญญาณเตือนจากพลังวิญญาณ
ตอนที่ 1099 สัญญาณเตือนจากพลังวิญญาณ
………………..
ณ แห่งหนึ่งในทรีอาร์ใต้ดิน สถานที่ซึ่งผู้วิเศษหลายนายจากศาสนจักรสุริยันเจิดจรัส และศาสนจักรเทพจักรกลไอน้ำ คอยเฝ้าระวังอย่างแน่นหนา
ตรงนี้คือจุดรั่วของผนึก ซึ่งเคยปรากฏก่อนสร้างสุสานใต้ดิน ภายหลังได้รับการแก้ไขจนไม่เป็นปัญหาอีก แต่หากเชื่อมโยงกับลานบูชาสองเทพในโพรงเหมืองใกล้เคียง รวมทั้งเสาหินที่เป็นตัวแทนของเทพทั้งสอง อาจทำให้คนข้างนอกผนึกเสี่ยงเข้าสู่ทรีอาร์ยุคที่สี่ได้
แม้ต้องใช้เทวานุภาพของ ‘สุริยันเจิดจรัส’ หรือ ‘เทพจักรกลไอน้ำ’ เป็นกุญแจ ซึ่งพวกลัทธินอกรีตไม่มี แต่ศาสนจักรทั้งสองยังคงส่งหน่วยเล็กมาเฝ้าเป็นกะ
ขณะนี้ อ็องกูแลมกับเพื่อน ‘ผู้เจิดจรัส’ อีกสองคนมาถึงโพรงเหมืองร้าง ฝั่งตรงข้ามมีช่างหินสามคน
“เริ่มเลย” พระผมสั้นหยาบ เคราเต็มแก้ม พยักหน้าให้อ็องกูแลม
อ็องกูแลมรู้จักพระรูปนี้ดี เขาคือแจ็ค·วอลตัน รองเจ้าอาวาสอารามในหุบเขาลึก
“ครับ” อ็องกูแลมพยักหน้ารับ
ภายใต้สายตาของหน่วยเฝ้าระวังทั้งสอง พวกเขาก้มศีรษะ ตั้งท่า สวดนามอันทรงเกียรติของเทพแห่งตน
แสงอาทิตย์ค่อยๆ ส่องลงมาจากเพดานถ้ำ
ไอน้ำสีขาวแผ่ซ่านไปทั่วโพรงเหมือง
ไม่นาน จากส่วนลึกของเหมืองร้าง โลหิตสีแดงฉานค่อยๆ ซึมออกมา
เลือดวิปริตพยายามขัดขืนแสงอาทิตย์ ผุดพล่านไม่หยุด ในไม่ช้าก็เติมเต็มปากเหมือง
‘ผู้เจิดจรัส’ อย่างอ็องกูแลม สามารถละลายความกลัวและความขลาดซึ่งเป็นอารมณ์ด้านมืด แล้วเงยหน้า เดินไปข้างหน้าสองก้าว ตรงเข้าสู่เหมืองร้าง เข้าสู่โลหิตสีแดงฉานที่อบอวลกลิ่นคาว
นักบุญคนอื่นๆ ตามมาติดๆ
เมื่อผ่าน ‘บ่อเลือด’ ก็จะเข้าสู่ทรีอาร์ยุคที่สี่ได้!
นี่ไม่ใช่เรื่องง่าย ‘เลือด’ จะก่อมลทินร้ายแรง ยิ่งลำดับสูงยิ่งอันตราย
…………
ทวีปใต้ ในส่วนลึกของป่าฝน
หน้าปราสาทอันน่าพรั่นพรึงที่ปกคลุมด้วยหนังมนุษย์นับไม่ถ้วน
ฟรังก้า จินนา อ็องโตนี และลุดวิก ต่างรวมพลังสร้างหอกเพลิงสีเขียวอมม่วงที่แผดเผาร้อนแรง
โดยไม่ต้องรอให้ลูเมี่ยนสั่ง พวกเขาพร้อมใจกันขว้างหอกออกไป
หอกเพลิงสีเขียวอมม่วงแตกตัวเองกลางอากาศ ในไม่ช้าก็แผ่ปกคลุมฟ้าดิน
ฟู่! ฟู่! ฟู่!
ราวกับกองพลทั้งกอง ซัดอาวุธขว้างพร้อมกัน ท้องฟ้าพลันสว่างไสว ย้อมด้วยสีสันงดงาม
ฟู่! ฟู่! ฟู่!
ปราสาทหนังมนุษย์ถูกหอกเพลิงนับไม่ถ้วนปกคลุมจนมิด ลูกศิษย์ลัทธินอกรีตของ ‘โรงเรียนกุหลาบ’ ใช้พลังทุกอย่างแล้ว ก็ไม่อาจเปลี่ยนภาพวันสิ้นโลกนี้ได้
ครืน! ครืน! แผ่นดินสั่นสะเทือน ปราสาทพังทลาย ลุกเป็นเปลวเพลิงสีเขียวอมม่วง
เสียงร่ำไห้ระคนทุกข์ทรมาน รวมถึงคำสาปสิ้นหวัง ดังก้องท่ามกลางแสงไฟ กลายเป็นควันดำลอยขึ้นสู่เบื้องบน
ลุดวิกไม่สนใจว่าพวกลัทธินอกรีตที่กำลังจะตาย ด่าทออะไรบ้าง เขามุ่งก้าวไปข้างหน้า พาตัวขึ้นไปกับลมกระโชก พุ่งมาถึงกลางอากาศเหนือปราสาทที่พังทลาย อ้าปากแยกถึงท้ายทอยลงไปด้านล่าง
ซู้ด!
ควันดำที่ลอยขึ้น ถูกเขาสูดเข้าปากจนหมดเกลี้ยง
ลูเมี่ยนสองมือล้วงกระเป๋า ยิ้มมองภาพตรงหน้า แววตาผ่อนคลายยิ่ง
ตั้งแต่ตีแนวป้องกันรอบนอกปราสาทหนังมนุษย์ให้ถอยร่น รุกคืบทีละก้าว ตัดความหวังหลบหนี จนถึงโจมตีตัวปราสาทครั้งแล้วครั้งเล่าจนทำลายราบคาบ ลูเมี่ยนไม่เคยลงมือเองเลย ปล่อยให้พวกจินนาแสดงฝีมืออย่างอิสระ ประสานงานกันอย่างลงตัว
เขารับผิดชอบเพียงบัญชาการจากตรงกลาง แบ่งปันพลังที่เหมาะสมในช่วงเวลาสำคัญ
“อ่อนแอชะมัด” ท่ามกลางเสียงร่ำไห้และคำสาป เป็นอีกครั้งที่ฟรังก้าได้ตระหนักว่าตนคือนางมาร
ปัญหาเดียวคือ เจ้าของปราสาทหนังมนุษย์เป็นเพียงผู้รับพรของ ‘มารดาพฤกษาแห่งแรงกระหาย’ เป็น ‘ผู้วิงวอนพฤกษา’ ลำดับ 4 แม้เขาจะมีลูกน้องลำดับกลางและต่ำ รวมทั้งลูกศิษย์ลัทธินอกรีตจำนวนมาก และตัวปราสาทหนังมนุษย์เองก็เทียบเท่าพิธีบูชายัญ สามารถแสดงพลังเกือบเท่าลำดับ 2 ได้ชั่วครู่หากสังเวยมนุษย์จำนวนมาก แต่ก็ไม่อาจต้านทานเทวทูตแท้จริง ยิ่งเทวทูตองค์นี้ยังพาทีมมาด้วย
“การใช้กำลังข่มผู้อ่อนแอ การกวาดล้างกองทัพ ก็เป็นรูปแบบหนึ่งของสงคราม ช่วยย่อย ‘นักบวชสงคราม’ ได้ดี” ลูเมี่ยนยิ้มตอบฟรังก้า “ยิ่งไปกว่านั้น การประสานงานที่เคยเป็นนามธรรม ตอนนี้กลายเป็นสิ่งที่รับรู้ได้จริง”
สิ่งที่ลูเมี่ยนไม่พูดคือ ตัวเขามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับทั้ง ‘นครภัยพิบัติ’ และ ‘0-01’ โดยแก่นแท้ก็เท่ากับเป็นนักบวช บิชอปของพวกมัน ขาดเพียงส่วนของสงคราม
ในสัปดาห์กว่าที่ผ่านมา มิสเตอร์สตาร์และมิสเตอร์มูนต่างค้นพบฐานลับของ ‘โรงเรียนกุหลาบ’ อย่างละแห่ง ทั้งคู่มอบให้ลูเมี่ยนจัดการ ทำให้เขามีโอกาสก่อสงครามย่อมๆ สองครั้ง
เมื่อเห็นลุดวิกกินพลังแห่งพรที่กระจายออกมาจนหมด จินนาหันหลังกลับ พูดกับลูเมี่ยนด้วยความเป็นห่วง
“ฉันรู้ว่าทวีปใต้ค่อนข้างวุ่นวาย แต่เพียงสัปดาห์กว่าๆ เราก็ได้โอกาสทำสงครามย่อมๆ สองครั้ง นี่ไม่บ่อยไปหน่อยหรือ?”
ลูเมี่ยนหัวเราะ ‘ฮะๆ’
“ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นลางบอกเหตุ”
“ลางแห่งความวุ่นวายและการขัดแย้ง ลางที่บ่งบอกว่า วันสิ้นโลกจะมาถึงก่อนกำหนด”
โดยไม่รอให้จินนาและคนอื่นตอบ ลูเมี่ยนโบกมือเรียกลุดวิกที่อยู่กลางอากาศ
“กลับกันเถอะ วันนี้มีปาร์ตี้บาร์บีคิว”
ตามข้อตกลง นอกจากพลังแห่งพรที่กระจายออกมา ของที่ริบมาได้อื่นๆ ต้องเก็บไว้ให้ผู้ให้ข้อมูล มิสเตอร์สตาร์ หรือมิสเตอร์มูน
กรุงทรีอาร์ ภายในคฤหาสน์หรูที่ปัจจุบันตกเป็นของลูเมี่ยนและพวก
จินนาใช้ใยแมงมุมล่องหนหั่นและเสียบเนื้อเข้าไม้อย่างคล่องแคล่ว พลางมองลูเมี่ยนที่แม้จะควบคุมเปลวไฟได้เก่งกาจ แต่กลับตั้งเตาผิงถ่านย่างเนื้ออย่างเอาจริงเอาจัง
ลูเมี่ยนยิ้มอยู่บนใบหน้า ท่าทางผ่อนคลาย ย่างไปย่างมาก็ชิมชิ้นหนึ่ง
“เขาไม่กังวลกับลางบอกเหตุพวกนั้นเลย…ไม่สิ ไม่ใช่ไม่กังวล แต่เป็นกังวลเมื่อถึงเวลาที่ควรกังวล ต่อสู้เมื่อถึงเวลาต่อสู้ และเพลิดเพลินกับชีวิตเมื่อถึงเวลาเพลิดเพลิน” จินนาคิดพลางดวงตาวูบไหวเล็กน้อย
ในสัปดาห์กว่าที่ผ่านมา ลูเมี่ยนซึ่งก้าวหน้าในการย่อยโอสถ ‘จอมอาคมลมฟ้าอากาศ’ และมีสภาพจิตใจมั่นคงแล้ว แสดงออกอย่างปกติดี ความสัมพันธ์ของทั้งสามคนกลับมาเหมือนช่วงก่อนเกิดเหตุการณ์วังวน ยิ่งไปกว่านั้น ลูเมี่ยนยังกระตือรือร้นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
แต่จากรายละเอียดบางอย่าง จินนายังรู้สึกได้ว่า ลูเมี่ยนแตกต่างจากเดิมเล็กน้อย
คนปกติเมื่อเจอเรื่องน่ากังวล ย่อมกระทบต่อชีวิตประจำวัน การที่ลูเมี่ยนแยกตัวออกมาได้อย่างสิ้นเชิง บ่งบอกว่าเขากำลังควบคุมอารมณ์อย่างจงใจ
แม้อยู่ในลำดับ 2 เทวบารมีก็ยังส่งผลกระทบ เป็นผลกระทบถาวร…จินนาพลันรู้สึกปลงอนิจจัง
“เธอกำลังคิดอะไรอยู่?” ฟรังก้าที่ช่วยงานอยู่ข้างๆ ถามอย่างอยากรู้
จินนากดเสียงลง บอกความรู้สึกล่าสุดให้ฟรังก้าฟังอย่างรวบรัด
ฟรังก้าเม้มปาก
“ให้คิดเสียว่า ทุกคนเมื่ออายุมากขึ้น ถูกหล่อหลอมโดยประสบการณ์ต่างๆ ทัศนคติและความเข้าใจย่อมเปลี่ยนไปโดยปริยาย…”
พูดถึงตรงนี้ เธอชะงักทันที
นี่ก็คือตัวเธอเองไม่ใช่หรือ?
จินนาก็เช่นกัน เดินมาทีละก้าวจนถึงลำดับปัจจุบัน ต่างก็ละทิ้งหลักการบางอย่างที่เคยยึดถือไปบ้าง
จินนากำลังจะพูดบางสิ่ง กลับเห็นลูเมี่ยนโยนไม้เนื้อย่างไปด้านข้าง ลุดวิกไม่รู้เมื่อไรย้ายไปอยู่ตรงนั้นแล้ว งับรับอาหารไว้ทันควัน
“ให้อาหารหมาหรือไง?” ฟรังก้าหัวเราะด่าลูเมี่ยน
จินนาก็อดขำไม่ได้
…………
ณ ส่วนลึกของทรีอาร์ยุคที่สี่ หมอกหนาทึบปิดกั้นประสาทสัมผัสและพลังวิญญาณ จนซากอาคารที่เหลือเพียงครึ่งในระยะไกลดูพร่ามัว
เหล่า ‘ผู้เจิดจรัส’ ทำให้รอบๆ สามสี่สิบเมตรเต็มไปด้วยแสงอาทิตย์บริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์ แม้แต่เงาของแต่ละคนก็ไม่มี
หมอกที่ปั่นป่วนเงียบงัน ถูกกั้นไว้นอกแสงอาทิตย์ แต่แสงอาทิตย์ส่องไปไกลกว่านี้ไม่ได้
อ็องกูแลมหันมองแจ็ค·วอลตัน
รองเจ้าอาวาสอารามในหุบเขาลึก พระระดับนักบุญ ถือจานกลมประหลาดที่เต็มไปด้วยลวดลายซับซ้อนและมีผิวมันวาวเหมือนกระจก
บนจานกลมวางสิ่งที่กล่าวว่าเป็นเข็มกลัดตระกูลของลูอิส·กุสตาฟ มันแกว่งไปมา ก่อนหยุดนิ่งในทิศทางหนึ่ง
“ทางนั้น” แจ็ค·วอลตันนำการค้นหาครั้งนี้
จานกลมใบนี้ เขาเพิ่งสร้างเมื่อสองวันก่อน ผ่านความรู้ที่ได้รับจากคำทำนาย ส่วนเข็มกลัดตระกูลกุสตาฟไม่ใช่ของจริง เป็นภาพฉายจากประวัติศาสตร์ แต่ไม่กระทบต่อการเป็นสื่อชี้ไปยังลูอิส·กุสตาฟ
อ็องกูแลมและพวก ‘ผู้เจิดจรัส’ เพิ่งตามแจ็ค·วอลตันเลี้ยวเข้าถนนใหม่ ข้างหน้าพลันมีเงาดำผ่านไป
เงาดังกล่าวค่อมหลังเล็กน้อย เดินช้าๆ ตรงหัวถนน
มองคร่าวๆ เหมือนคน แต่พิจารณาให้ดีกลับพบว่าคล้ายการรวมตัวของ ‘ของเหลวดำข้น’
“วิญญาณมงต์ซูรี!” อ็องกูแลมจำแนกที่มาของเงาดำนี้ได้รวดเร็ว
สิ่งนี้ทำให้แจ็ค·วอลตันและบรรดานักบวชจากศาสนจักร ‘เทพจักรกลไอน้ำ’ สงสัย
วิญญาณมงต์ซูรีไม่ใช่ว่าเร่ร่อนอยู่ในทรีอาร์ใต้ดินหรอกหรือ? ทำไมถึงเข้ามาในทรีอาร์ยุคที่สี่ได้ล่ะ?
ข้อมูลเกี่ยวกับวิญญาณมงต์ซูรีแล่นผ่านสมองของครึ่งเทพที่ไม่กลัวคำสาปวิญญาณ จนพวกเขานึกขึ้นได้ว่า ‘วิญญาณ’ นี้ไม่ได้มีมาแต่แรก เพิ่งปรากฏในช่วงหลังนี้เอง
“แท้จริงแล้ว วิญญาณมงต์ซูรีหลุดออกไปจากทรีอาร์ยุคที่สี่? และไม่ได้มีแค่ตนเดียว?” การคาดเดาเช่นนี้ผุดพรายในใจแจ็ค·วอลตันและอ็องกูแลม รวมทั้งนักบุญคนอื่นๆ
…………
ภายในคฤหาสน์หรู
ลูเมี่ยนพลันรู้สึกหนาวเย็นไปทั้งตัว หายใจไม่ออก ราวกับจมลงในแม่น้ำข้นหนืด
วินาทีถัดมา กระจกตาของเขาสะท้อนเงาดำที่ดูเหมือนคนแก่หลังค่อม
วิญญาณมงต์ซูรี!
ลูเมี่ยนรู้สึกประหวั่นพรั่นพรึง จึงลุกขึ้นนั่งทันที
เขาลืมตาขึ้น เห็นทุกอย่างในห้องยังปกติดี ไหนเลยจะมีวิญญาณมงต์ซูรีได้!
“เป็นอะไร?” ฟรังก้ากอดผ้าห่มบาง หาวหวอด ลุกขึ้นนั่งเช่นกัน
ลูเมี่ยนเงียบไปสองสามวินาที
“ฉันฝันเห็นวิญญาณมงต์ซูรี”
ฟรังก้าชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วสีหน้าก็จริงจังขึ้น
“สำหรับนางมาร นี่อาจเป็นสัญญาณเตือนจากพลังวิญญาณ”
……………………………………………………..