ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 1101 ช่วงเวลานี้
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 1101 ช่วงเวลานี้
ตอนที่ 1101 ช่วงเวลานี้
ในส่วนลึกของทรีอาร์ยุคที่สี่ บนถนนที่ถูกหมอกหนาทึบปกคลุม
ภายใน ‘เขตแดนไร้ความมืด’ ที่ขจัดเงาและความมืดทั้งปวง อ็องกูแลมกับสองเพื่อนร่วมงานได้มาถึงช่วงเวลาสำคัญของการถอดผนึกวัตถุ
สิ่งที่ทำให้พวกเขาทุกคนไม่คาดคิดก็คือ ชั้นสุดท้ายที่มัดสมบัติปิดผนึกชิ้นนี้ เป็นเพียงกระดาษธรรมดาๆ อันปราศจากปัจจัยเหนือธรรมชาติใดๆ
กระดาษเหล่านี้ดูราวกับถูกฉีกออกมาจากคัมภีร์เล่มหนึ่ง บนนั้นมีข้อความภาษาฟุซัคโบราณที่เขียนด้วยลายมือเป็นบรรทัดๆ
“เราคือจุดเริ่มต้น และเป็นจุดสิ้นสุด”
“เราคือหนทาง ความจริง ชีวิต”
“พระเจ้าทรงตรัสว่า จงสว่าง! แล้วมันก็สว่าง”
“แผ่นดินนั้นรกร้างว่างเปล่า ความมืดปกคลุมเหนือเหว พระวิญญาณของพระองค์เคลื่อนไหวเหนือผิวน้ำ”
“พระองค์ทรงเรียกแสงสว่างว่ากลางวัน เรียกความมืดว่ากลางคืน”
“…”
กระดาษแผ่นแล้วแผ่นเล่าติดอยู่บนสมบัติปิดผนึก ห่อหุ้มมันไว้อย่างมิดชิด ประโยคที่เขียนอยู่บนนั้นคล้ายคลึงแต่ก็แตกต่างจากพระคัมภีร์ของศาสนจักรสุริยันเจิดจรัส มีทั้งที่เหมือนและต่างกัน แต่ทั้งหมดไม่มีพลังศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติ
อ็องกูแลมมองดูแล้วนัยน์ตาหรี่ลง การเคลื่อนไหวดึงกระดาษของเขาช้าลงเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว
เพื่อนร่วมงานสองคนของเขาไม่ได้รับผลกระทบ ไม่นานก็ปล่อยให้สมบัติปิดผนึกระดับ ‘0’ ชิ้นนี้เปิดเผยต่อทรีอาร์ยุคที่สี่
วินาทีถัดมา ในหมอกหนาทึบที่อยู่สูงขึ้นไป ปรากฏดวงอาทิตย์ที่แผดเผา สีทองอร่าม และศักดิ์สิทธิ์
0-15 ‘วันที่สี่’!
ในพริบตา ‘หมอกสงคราม’ ในรัศมีสองกิโลเมตรใกล้เคียง ระเหิดเหยกลายเป็นไอแล้วละลายหายไป ไม่เหลือทิ้งไว้แม้แต่น้อย วิญญาณมงต์ซูรีที่กำลังเคลื่อนเข้าใกล้อ็องกูแลมกับแจ็ค·วอลตันอย่างช้าๆ จากทิศทางต่างๆ พลันส่งเสียงฟู่ๆ ออกมา ถูกชำระให้กลายเป็นควันดำ ลอยฟุ้งขึ้นสู่ท้องฟ้า
ควันดำเหล่านี้บางส่วนค่อยๆ สลายหายไป บางส่วนพองตัวบิดเบี้ยว ปรากฏเป็นใบหน้าที่แสดงความชั่วร้ายแตกต่างกันออกมา
พวกมันลอยสูงด้วยความเร่ง ไปถึงชั้นเปลวไฟไร้รูปไร้สีที่รับบทบาทท้องฟ้า แล้วรวมตัวกัน ณ จุดใดจุดหนึ่ง
ไม่นานควันดำส่วนนี้ก็ถูกเผาจนหายไป เหลือเพียงรอยด่างจางๆ
ขณะที่รอยด่างกำลังจะทนไม่ไหว ใกล้จะละลาย ก็พลันมีวิญญาณมงต์ซูรีมากมายบินออกมาจากมุมต่างๆ ของทรีอาร์ยุคที่สี่
พวกมันพุ่งเข้าสู่รอยด่างสีดำจางทีละตัวสองตัว ไม่ยอมให้มันหายไป หวังให้มันเข้มขึ้น คงอยู่ต่อไปอีกระยะหนึ่งในเปลวไฟไร้รูปไร้สี และกัดกร่อนขึ้นไปด้านบน
เมื่อเห็นภาพนี้ แจ็ค·วอลตันที่ความชั่วร้ายในใจถูก ‘วันที่สี่’ ทำให้สลายไป ถึงกับขมวดคิ้ว
เขาสัมผัสได้ว่า มีบางอย่างกำลังเกิดขึ้นแล้ว!
จึงรีบพูดกับเพื่อนร่วมงานสองคน
“ใช้สมบัติปิดผนึก!”
สมบัติปิดผนึกที่พวกเขาพกมาคือ ‘0-59’ แดนสวรรค์ไร้ผู้คน
…………..
ณ ก้นบึ้งของทรีอาร์ใต้ดิน ‘พฤกษาเงา’ ที่หายจากบาดแผลอย่างน่าอัศจรรย์ ได้แผ่กิ่งก้านสาขาและรากไปยังตราผนึกและเขตเมืองบนพื้นดินอย่างบ้าคลั่ง
เปลือกไม้ทุกชิ้นของมัน ราวกับเป็นการรวมตัวของฉากตัณหาต่างๆ จากประวัติศาสตร์ในอดีต ทั้งหนักแน่น ตกตะกอน ยากที่จะถูกทำลายอย่างแท้จริง
รากสีน้ำตาลเขียวของมันเข้าใกล้ชั้นเปลวไฟไร้รูปไร้สีอย่างรวดเร็ว แต่กลับไม่พยายามสัมผัส เพราะย่อมถูกเผาขาดอย่างแน่นอน
ทันใดนั้น ทั้งสองข้างของลำต้นขนาดมหึมาก็ปรากฏร่างสองร่าง
ร่างทั้งสองนี้คล้ายคลึงกัน ต่างก็ผอมสูง ใหญ่ยักษ์ คล้ายรูปมนุษย์ ดุจต้นไม้รูปร่างประหลาด ปกคลุมด้วยของเหลวดำข้นหนืดคล้ายยางมะตอย งอกแขนอันชั่วร้ายน่ารังเกียจออกมาแขนแล้วแขนเล่า
บนผิวของแขนเหล่านั้น บ้างก็นูนขึ้นเป็นลูกตาสีแดงเข้ม มองเห็นเส้นเลือดชัดเจน บ้างก็ฝังกะโหลกศีรษะสีซีดขาว บ้างก็เต็มไปด้วยลิ้นที่มีเขี้ยวแหลม เป็นเช่นนี้มากมายนับไม่ถ้วน แผ่กระจายความรู้สึกชั่วร้ายสุดขีดและบ้าคลั่งสุดขั้วไปรอบด้าน ทำให้โพรงเหมืองและแผ่นดินแตกระแหงแห้งผาก
นี่คือ ‘เทพหายนะ’ เซียอา และพี่น้องหญิงของพระองค์ ทิรีอาย
สิ่งที่ทั้งสองพระองค์แสดงออกมาในขณะนี้คือ รูปลักษณ์ของ ‘เทพหายนะ’ เอง ไม่ใช่ร่างสัตว์ในตำนานของเส้นทาง ‘นักโทษ’
แต่ในฐานะ ‘เทพหายนะ’ ทั้งสองพระองค์เปี่ยมความบ้าคลั่ง ชั่วร้าย บิดเบี้ยว วุ่นวาย เกลียดชัง ปล่อยตัว แถมยังมีคำสาปติดตัวโดยกำเนิด จึงสร้างผลกระทบต่อบริเวณรอบข้างเทียบเท่ากับการเปิดเผยร่างสัตว์ในตำนาน
กล่าวได้ว่า รูปลักษณ์ของ ‘เทพหายนะ’ คือผลผลิตจากการผสมผสานระหว่าง ‘การรับรู้ของพระองค์เอง’ กับ ‘ร่างสัตว์ในตำนานที่สมบูรณ์’
ทันทีที่เซียอาและทิรีอายปรากฏกาย ต่างก็เลือกลำต้นสีน้ำตาลเขียวคนละท่อน หลอมรวมตัวเองเข้ากับ ‘พฤกษาเงา’
ในที่สุดยอดไม้ของ ‘พฤกษาเงา’ ก็ทะลุพื้นดิน เติบโตขึ้นสู่ท้องฟ้า พยายามจะปกคลุมทั้งเมืองทรีอาร์ด้วยร่มเงาของตน
รากของมันแทงทะลุเข้าไปในชั้นเปลวไฟไร้รูปไร้สีอย่างแท้จริง ถูกเผาขาดเป็นท่อนๆ แต่ก็งอกใหม่ออกมาอย่างต่อเนื่อง พยายามสุดกำลังที่จะแผ่ขยายลงไปด้านล่าง
นอกวิหารนักบุญวีฟที่ตั้งอยู่ในเขตเกาะ แสงอาทิตย์อันบริสุทธิ์สดใส ถูกกิ่งไม้ที่หลั่งของเหลวดำหนืดออกมาเป็นแขนแล้วแขนเล่า กดดันกลับเข้าไป ราวกับต้องการสร้างโลกแห่งเงามืดขึ้นตรงนี้
มหาวิหารหลักของศาสนจักรเทพจักรกลไอน้ำที่ตั้งอยู่ในเขตเหนือ ก็ประสบเหตุการณ์คล้ายคลึงกัน
และเนื่องจากพลังของ ‘พฤกษาเงา’ ที่แผ่ขยายขึ้นมาบนพื้นดิน ต่างรวมศูนย์อยู่แถวสถานที่เหล่านี้ ชาวเมืองในเขตต่างๆ ของทรีอาร์จึงเพียงฝันถึงการปลดปล่อยตัณหาต่างๆ ความฝันยังไม่ก้าวจากภาพลวงตาสู่ความเป็นจริง
ในบาร์และคาบาเร่ต์ที่ยังเปิดให้บริการอยู่ บรรยากาศพลันร้อนแรง ทุกคนต่างตกอยู่ในภวังค์มึนเมา
นักบุญวีฟอาศัยการจัดวางของวิหารเอง ต่อต้านการรุกรานของบรรดากิ่งไม้ดำหนืดเหนียวอย่างสุดกำลัง ไม่ให้นักบวชในวิหารและผู้ศรัทธาที่มาหลบภัยด้านในได้รับอันตราย
พระองค์ไม่ได้ตื่นตระหนก
ในสายตาของพระองค์ การที่ฝ่ายปล่อยตัณหาของ ‘โรงเรียนกุหลาบ’ กระตุ้น ‘พฤกษาเงา’ อีกครั้ง ไม่ใช่เรื่องที่เกินกำลังจะหยุดยั้ง
หากผนึกของทรีอาร์ยุคที่สี่จะถูกทำลายได้ง่ายดายเพียงนั้น ‘โรงเรียนกุหลาบ’ กับพวกนิกายเทพมารคงทำไปนานแล้ว จะรอมาถึงวันนี้ค่อยทุ่มสุดตัวทำไม?
ต่อให้ดวงจันทร์สีแดงเข้ม ทั้งกลมกลึงและเจิดจ้า ซึ่งลดเพดานลงมาถึงบาเรีย สามารถกดดันเหล่าเทพจารีตไว้ได้จริง จนพวกพระองค์ไม่ว่างมาจัดการปัญหา ‘พฤกษาเงา’ แต่ภายในบาเรียก็ยังเหลืออีกสองพระองค์ที่สามารถเคลื่อนไหวได้ ซึ่งบรรดาลิ่วล้อที่เหล่า ‘วันวาน’ สามารถออกคำสั่ง แข็งแกร่งที่สุดบนโลกนี้ก็คือเซียอาและทิรีอายเท่านั้น ไม่อยู่ในระดับเดียวกับฝ่ายเราเลย
หากฝ่ายปล่อยตัณหาของ ‘โรงเรียนกุหลาบ’ อยากจะปะทะขนาดนั้น ก็น่าจะทุ่มชิปทั้งหมดไปตอนเกิดเหตุการณ์ ‘พฤกษาเงา’ เมื่อปีก่อน ในครั้งนั้น มิสเตอร์ฟูลยังไม่ได้ลืมตาตื่นเบื้องต้น
หรือต่อให้ไม่นับสององค์เทพ จำนวนเทวทูตฝ่ายเราก็มากกว่านิกายเทพมารอยู่มาก ขอเพียงอดทนต่อไปอีกสักพัก ไม่ให้ ‘พฤกษาเงา’ ทำลายทรีอาร์บนพื้นดิน จนชาวเมืองล้มตายเป็นจำนวนมาก เดี๋ยวก็จะมีกองกำลังเสริมเพียงพอมาถึงในไม่ช้า
เวลาแค่นี้ไม่เพียงพอที่จะทำลายผนึกของทรีอาร์ยุคที่สี่
ที่ผ่านมา ‘โรงเรียนกุหลาบ’ กับพวกนิกายเทพมารไม่เลือกใช้แผนการข้างต้น ใช่เพราะไม่อยากทำเสียหน่อย
ท่ามกลางความสงสัย นักบุญวีฟพลันตื่นตัว
หรือว่าทรีอาร์ยุคที่สี่ก็กำลังเกิดปัญหาเหมือนกัน?
หากภายในและภายนอกประสานกัน ผนึกอาจถูกทำลายในเวลาอันสั้นได้จริงๆ!
ขณะนั้นเอง นักบุญวีฟพบว่าเบื้องหน้าพระจันทร์สีแดงเข้มดวงใหญ่ เสมือนแขวนอยู่เหนือหอระฆังโบสถ์ มีร่างหนึ่งสวมหมวกผ้าไหมทรงกึ่งสูง สวมเสื้อคลุมสีดำ ถือไม้ตะพดประดับเศษดวงดาวหล่นลงมาจากฟ้า
ร่างนั้นใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
…………..
สุดขอบตะวันออกของทะเลโซเนีย ‘ดินแดนเทพทอดทิ้ง’
ณ จุดสูงสุดของเทือกเขาสูงตระหง่าน ความมืดหนาทึบ บ้างพองตัว บ้างหดตัว
…………..
ชายฝั่งเหนือทะเลกลาง แคว้นเดลิสตะวันออก เมืองหลวงเดลิส
มาดามจัสติสพลันเกิดลางสังหรณ์ทางพลังวิญญาณ จึงลืมตาขึ้น
เธอเห็นเบื้องหน้าเป็นทุ่งนาเขียวชอุ่ม ในทุ่งนามีหุ่นไล่กาปักอยู่หลายตัว มีลำธารใสไหลผ่าน ราวกับทิวทัศน์ชนบทในภาพสีน้ำมัน
ความฝัน…นักสานฝันอย่างมาดามจัสติส เข้าใจได้ทันทีว่าตัวเองประสบอะไร
และสิ่งมีชีวิตที่สามารถสานฝันให้เธอได้ บนโลกนี้มีไม่มากแล้ว
มาดามจัสติสนึกถึงความเป็นไปได้หนึ่งทันที
มังกรบรรพกาลที่ตนตามหามาตลอด เอิร์ดฟานา!
นี่คือหนึ่งในมังกรจิตที่เหลืออยู่ไม่มากนัก
“เราตามหาพระองค์มาหลายปี ก็ไม่พบเสียที พระองค์กลับเป็นฝ่ายมาหาเราเอง?” มาดามจัสติสพบว่าเรื่องนี้เหลวไหลอยู่บ้าง
ความเหลวไหลหมายถึงความผิดปกติ ความผิดปกติย่อมมาพร้อมปัญหาแน่นอน
ที่มาดามจัสติสใส่ใจมากกว่าคือ หากความฝันนี้ถักสานโดยเอิร์ดฟานาจริง เหตุใดพระองค์ถึงเลือกวันนี้ เวลานี้?
‘จัสติส’ ไม่ลังเลอีกต่อไป หยิบไพ่ใบหนึ่งออกมา
บนหน้าไพ่ใบนั้น วาดภาพเทพีแห่งความยุติธรรมนั่งบนบัลลังก์หิน ถือดาบและตาชั่ง
ไพ่ทาโรต์
ไพ่ ‘จัสติส’!
สวดวิงวอนมิสเตอร์ฟูลเสร็จ ‘จัสติส’ ก็สวดนามอันทรงเกียรติของเพื่อนสนิทต่อ
“นักท่องเที่ยวผู้ร่อนเร่ท่ามกลางหมู่ดาว บริวารแห่งราชันเหลืองดำ จอมเวทผู้บันทึกโลก…”
…………
ทวีปใต้ ภายในปราสาทโบราณสีดำทะมึนแห่งหนึ่ง
มิสเตอร์มูน เอ็มลิน ยืนอยู่ริมหน้าต่าง เงยหน้ามองดวงจันทร์สีแดงเข้มที่ดูใหญ่โตชวนฝันเพราะระยะทางที่ใกล้เข้ามา
เขาสัมผัสได้ว่า พลังวิญญาณของตนกำลังเดือดพล่าน
ขณะที่เขากำลังฝืนควบคุมตัวเอง แสงจันทร์สีแดงเข้มก็ส่องเข้ามาในปราสาท พลางส่งเสียงทุ้มนุ่ม
“เอลิกซ์หายตัวไปกะทันหัน รีบตามหาเขาเร็ว”
เสียงนี้มาจากหนึ่งในสาม ‘ดยุกผีดูดเลือด’ เจ้าของสมญานาม ‘จันทร์เพ็ญ’ โอลเมอร์
“เอลิกซ์หายตัวไป?” มิสเตอร์มูนทวนประโยคนี้
เอลิกซ์คือหนึ่งในทายาทสายตรงของ ‘ดยุกจันทร์เพ็ญ’ โอลเมอร์ เป็นเคานต์ผีดูดเลือดที่อาศัยอยู่ในเมืองหลวงเฟเนพ็อต ราชอาณาจักรเฟเนพ็อต
หากเป็นแต่ก่อน ‘เดอะมูน’ เอ็มลินคงไม่รู้สึกว่าคำสั่งนี้มีข้อมูลแฝงใด แต่ปัจจุบัน เขาคิดได้มากกว่านั้น
เอลิกซ์หายตัวไปกะทันหันงั้นหรือ?
ในเมื่อเป็นการกะทันหัน แล้ว ‘ดยุกจันทร์เพ็ญ’ ค้นพบทันทีได้อย่างไร?
หรือญาติสายตรงอย่าง ‘ดยุกจันทร์เพ็ญ’ มีสังหรณ์จากการหายตัวของเอลิกซ์?
…………
ทะเลโซเนีย เมืองเงินพิสุทธิ์ใหม่ สำนักงานใหญ่ศาสนจักรเดอะฟูล
พวกลูเมี่ยนเห็น ‘พฤกษาเงา’ เติบโตอย่างไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม
“ไม่ใช่ว่าต้องห่างกันหลายปี ถึงจะงอกขึ้นมาใหม่หรอกหรือ?” ฟรังก้าพึมพำเบาๆ “ได้รับการดูแลจนบาดแผลเดิมหายดีแล้ว?”
ลูเมี่ยนพยักหน้าเล็กน้อยอย่างครุ่นคิด
“เรื่องนี้มีเงาของ ‘องค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่’ แฝงอยู่จริงๆ ด้วย…”
จินนาที่ขบคิดปัญหาบางอย่างมาสักพัก พลันหันมองไปทางตำแหน่งหอคู่ แล้วพูดอย่างระแวดระวัง
“ซากของโอมีเบล่าอย่าง ‘พรแห่งธรณี’ นับเป็น ‘มารดา’ ด้วยไหม?”
“ภัยพิบัติต้องอยู่ห่างไหม?”
ลูเมี่ยนชะงักไปทันที
เขาเคยยืมใช้ ‘พรแห่งธรณี’ มาก่อน ตอนนั้นไม่ได้เกิดปัญหาอะไร
แต่นั่นดูเหมือนจะเป็นช่วงก่อนที่มิสเตอร์ฟูลจะมอบวิวรณ์ว่า ‘ภัยพิบัติต้องอยู่ห่างจากมารดา’!
ขณะเดียวกัน ภายในโรงแรมแห่งหนึ่งในเมืองเงินพิสุทธิ์ใหม่
ชายคนหนึ่ง ผมดำหวีไปด้านหลังเรียบร้อย นัยน์ตาสีแดงเข้มงดงาม ผูกหูกระต่ายประณีตบนหน้าอก หยิบไพ่ใบหนึ่งออกจากกระเป๋าเสื้อ
บนหน้าไพ่ใบนั้น วาดภาพจักรพรรดิโรซายล์ร่างสตรีสวมชุดหญิงตั้งครรภ์ ท้องนูนป่องออกมา เปี่ยมไปด้วยรัศมีแห่งมารดา
ไพ่เย้ยเทพ
ไพ่ ‘มารดา’!
……………………………………………………..