ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 1102 เทพกสิกรรม
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 1102 เทพกสิกรรม
ตอนที่ 1102 เทพกสิกรรม
ไพ่ ‘มารดา’ เพิ่งถูกหยิบออกมา ยังไม่ทันเปิดใช้ด้วยคาถา ราวกับสัมผัสได้ถึงบางสิ่ง พื้นผิวของมันก็เปล่งประกายแสงสีแดงเลือดนก
พริบตาเดียว มันก็แปรเปลี่ยนเป็นวังวนล่องหน ดูดกลืนจิตใจและพลังวิญญาณของผู้ครอบครองอย่างบ้าคลั่ง
จากนั้น มันก็พลันหนักอึ้ง กลายเป็นหนังสือเล่มจิ๋ว
หนังสือพลิกไปตามแรงลม เผยให้เห็นหน้าแรก
บนนั้นวาดภาพจักรพรรดิโรซายล์ในชุดชาวนา ถือจอบพิงไว้ มองขึ้นไปยังเมฆฝนที่ก่อตัวบนท้องฟ้า ด้านข้างมีตัวอักษรภาษาฟุซัคโบราณเรียงรายเป็นบรรทัด
“ลำดับ 9 นักเพาะปลูก…”
ทันใดนั้น หนังสือก็พลิกไปข้างหน้า ไล่จาก ‘ลำดับ 8 แพทย์’ จนถึง ‘ลำดับ 1 นักท่องธรรมชาติ’
หลังจาก ‘นักท่องธรรมชาติ’ คือภาพจักรพรรดิโรซายล์ร่างสตรี สวมชุดกระโปรงหลวม อุ้มทารกไว้ในอ้อมแขน มีเด็กสองคนยืนอยู่ข้างกาย
หน้านี้มีชื่อว่า
“ลำดับ 0 มารดา”!
แทบจะในเวลาเดียวกัน ทารกในอ้อมแขนของจักรพรรดิโรซายล์ร่างหญิงก็เปล่งแสงจันทร์สีแดงเลือดนก
แสงนี้ยิ่งทวีความเจิดจ้า จนทารกค่อยๆ กลายเป็นดวงจันทร์กลม สอดประสานกับพระจันทร์แดงของจริง ซึ่งแขวนต่ำบนท้องฟ้า ราวกับห้อยอยู่เหนือยอดหอระฆังโบสถ์
ภายในพระจันทร์แดงจิ๋ว ตัวอักษรภาษาฟุซัคโบราณหลายบรรทัดซึ่งแต่เดิมไม่มีอยู่ ทยอยปรากฏทีละตัวสองตัว
“ลำดับ 1 เทพกสิกรรม (หรือเทพพฤกษา)”
ใต้ชื่อลำดับ 1 ใหม่นี้ มีคำบรรยายอยู่ทั้งซ้ายและขวา
“เทพกสิกรรมคือรากเหง้าแห่งฟ้าดิน”
“เทพพฤกษา ค้ำฟ้าเชื่อมดิน แผ่ขยายไม่สิ้นสุด”
ชายตาแดงเข้มที่ถือไพ่ ‘มารดา’ ใบนี้เพิ่งจะยิ้มออกมา สีหน้าก็ชะงักงันในบัดดล
เขาก้มมองลงไป พบว่าด้านหลังของ ‘ไพ่เย้ยเทพ’ งอกรากสีน้ำตาลแดงที่ค่อนข้างเหี่ยวแห้งหลายท่อน
รากเหล่านี้แทงเข้าไปในร่างของเขา แตกแขนงเป็นรากฝอยนับไม่ถ้วน ดูดกลืนชีวิตของเขาอย่างบ้าคลั่ง
ชายตาแดงเข้มนิ่งงันไปหนึ่งวินาที แล้วก็ผ่อนคลายสีหน้าลง
เขาเข้าใจแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น
แต่ไม่เป็นไร สรรพสิ่งล้วนต้องกลับคืนสู่ผืนดิน กลับคืนสู่อ้อมกอดของมารดา!
เราก็แค่เร็วกว่ากำหนดเล็กน้อย แต่จะได้สัมผัสความอบอุ่นและความสงบในอ้อมกอดของมารดาเร็วกว่าคนอื่น
ใบหน้าอิ่มเอิบของเขาเริ่มยุบตัว ผิวพรรณที่เรียบเนียนค่อยๆ เหี่ยวแห้งทีละน้อย
ภายในหอคู่ซึ่งเป็นแกนกลางของเมืองเงินพิสุทธิ์ใหม่ บริเวณฐานของหอทรงกลม
ลำต้นไม้ยักษ์ใหญ่ สูงเจ็ดแปดเมตรที่ ‘หลับใหล’ อยู่ท่ามกลางแสงอรุณ ปักอยู่ในกองดินสีน้ำตาลแดง พลันสั่นไหวแผ่วเบา
เนื้อไม้สีเทาน้ำตาลของมัน ชุ่มฉ่ำด้วยความชื้นฉับพลัน เปลือกไม้ที่แต่เดิมหลุดลอกหายไปเป็นจำนวนมาก ก็งอกใหม่ด้วยความเร็วที่มองเห็นด้วยตาเปล่า
แสงอรุณที่แผ่ซ่านเต็มรอบด้าน เริ่มไหลทะลักเข้าสู่ร่างของมัน ตัดกรีด ‘กล้ามเนื้อ’ ของมัน พร้อมกับเป็นสักขีพยานให้การเกิดใหม่
ความเหี่ยวแห้งของมันค่อยๆ จางหาย ทั้งหมดกำลังอิ่มเอิบขึ้นอย่างช้าๆ
จู่ๆ มันก็หลุดพ้นจากพันธนาการของกองดินสีน้ำตาลแดง หายตัวไปจากฐานหอทรงกลม
ภายในมหาวิหาร สำนักงานใหญ่ของศาสนจักรเดอะฟูล
ลูเมี่ยนที่ได้รับคำเตือนจากจินนา หันกลับไปมองกระจกบานแล้วบานเล่าที่ลอยอยู่ตรงหน้า จ้องมอง ‘พฤกษาเงา’ สีน้ำตาลอมเขียวที่กำลังทะลวงพื้นดินขึ้นมา แถมยังงอกเงยไปด้านบน
อ็องโตนีเข้าใจดี ตอนนี้ลูเมี่ยนตระหนักแล้วว่า เมืองเงินพิสุทธิ์ใหม่ก็ไม่ได้ปลอดภัยนัก ที่นี่มีซากองคาพยพของ ‘มารดา’ ในอดีตของชาวเมืองเงินพิสุทธิ์ ราชินีคนยักษ์โอมีเบล่า และภัยพิบัติต้องอยู่ห่างจากมารดา
หากเป็นคนปกติคงต้องรีบหลีกเลี่ยง แต่สำหรับลำดับสูงของเส้นทาง ‘นักล่า’ การเอาแต่หนีไม่ใช่ทางเลือกที่สอดคล้องกับเทวบารมีของตน
หนีจากทรีอาร์แล้ว ยังจะต้องหนีจากเมืองเงินพิสุทธิ์ใหม่อีกหรือ?
จะต้องหนีไปเรื่อยๆ หรือ?
อ็องโตนีเชื่อว่า สิ่งนี้จะทำให้ลูเมี่ยนกระหายการต่อสู้อย่างแรงกล้า หากความเป็นมนุษย์ของเขาไม่เพียงพอ ควบคุมจิตใจและอารมณ์ตัวเองได้ไม่ดีพอ เขาจะเลือกกลับไปทรีอาร์ เพื่อเผชิญหน้ากับ ‘พฤกษาเงา’ และทำลายแผนการของนิกายเทพมาร
อ็องโตนียังไม่ทันได้เอ่ยปากเกลี้ยกล่อม ยังไม่ทันได้ใช้ ‘ปลอบโยน’ ลูเมี่ยนก็ดึงสายตากลับมาอย่างฝืนใจ พลางควบคุมกระจกที่ลอยอยู่ ให้บินกลับเข้าไปใน ‘กระเป๋านักเดินทาง’
เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำกับสมาชิกในทีม
“ย้ายไปมหาวิหารสุขสงบกันเถอะ”
มหาวิหารสุขสงบคือสำนักงานใหญ่ของศาสนจักร ‘เทพธิดารัตติกาล’ เป็นมหาวิหารศักดิ์สิทธิ์
ขณะพูด ลูเมี่ยนก็กระตุ้นรอยประทับสีดำบนไหล่ขวา ใช้ ‘เทเลพอร์ต’ อีกครั้ง
ตรงหน้าของทุกคนเพิ่งจะปรากฏภาพโลกวิญญาณที่มีบล็อกสีซ้อนทับกัน เปี่ยมไปด้วยสิ่งมีชีวิตประหลาด ฟ้าดินก็พลันหมุนคว้าง ร่วงตกลงไปด้านล่าง
ลูเมี่ยนเพิ่งจะตอบสนอง เท้าทั้งสองก็เหยียบลงบนพื้นดินที่มั่นคงแล้ว
พวกเขามาถึงทุ่งร้างไร้ขอบเขต เต็มไปด้วยหญ้ารกชัฏ ในส่วนลึกของทุ่งร้างมีต้นโอ๊กยักษ์ที่ยากจะบรรยายด้วยคำพูด
มันเป็นสีเขียวอมฟ้า รากหยั่งลึกลงในดิน ยอดไม้ทะลุชั้นเมฆ ราวกับค้ำจุนท้องฟ้า รองรับพระจันทร์แดงทรงกลม
มันเหมือนเสาหลักค้ำฟ้า ยันโลกทั้งใบ ช่วยให้ทุ่งร้างแห่งนี้ดำรงอยู่ได้
บนเปลือกไม้ที่แตกระแหงของต้นโอ๊กค้ำฟ้า เต็มไปด้วยรอยไหม้ดำจากฟ้าผ่า แต่ในส่วนลึกของรอยไหม้เหล่านี้กลับมีชีวิตแฝงอยู่
ยิ่งขึ้นไปสูง กิ่งอ่อนใหม่ของต้นโอ๊กก็ยิ่งมีจำนวนมาก หลายกิ่งยังมีมิสเซิลโทสีเขียวชอุ่มเปี่ยมชีวิตชีวาพันเกี่ยวอยู่
ขณะนี้ ตรงส่วนกลางของต้นโอ๊กยักษ์ที่ค้ำจุนท้องฟ้าและยึดผืนดิน เปลือกไม้ที่แตกระแหงนับไม่ถ้วนเริ่มบวมนูน ก่อร่างเป็นใบหน้าขนาดยักษ์ อ่อนโยนราวกับใบหน้าสตรี บุปผายักษ์สีแดงเลือดนกสองดอกทำหน้าที่เป็นดวงตา
“มารดา…”
“โอมีเบล่า…”
ในสมองของลูเมี่ยนผุดคำสองคำนี้โดยปริยาย
เขาเตรียมจะกระตุ้นรอยประทับสีดำบนไหล่ขวาอีกครั้งตามสัญชาตญาณ แต่กลับไม่อาจสัมผัสถึงโลกวิญญาณนอกทุ่งร้าง ทั้งที่ก่อนหน้านี้มันเคยมีอยู่
โลกอีกฝั่ง!
ในเวลาเดียวกัน ลูเมี่ยนก็นึกถึงเรื่องหนึ่ง
พลัง ‘เทเลพอร์ต’ ของตนมาจากจีดาส!
ซึ่งจีดาสคือหนึ่งในลูกแฝดขององค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่ น้องชายของโอมีเบล่า พลังน่าจะมาจากพร ปัจจุบันไม่มีตะกอนพลัง
เทวทูตองค์นี้แม้จะถูก ‘0-01’ พิชิตแล้ว แต่พลังบนตัวก็น่าจะยังเหลือจิตสำนึกขององค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่แฝงอยู่เล็กน้อย
นี่คือสิ่งที่องค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่ถนัดที่สุด!
“แล้วในช่วงเวลาสำคัญ มันสละจิตสำนึกในส่วนนี้ รบกวน ‘เทเลพอร์ต’ ของเรา จนเรา ‘เลือก’ เข้ามาในโลกอีกฝั่งซึ่งเกิดจากฝีมือของ ‘พรแห่งธรณี’?”
“ไม่เพียงเท่านั้น ‘พรแห่งธรณี’ ยังมีชีวิตขึ้นมากะทันหัน แถมยังถูกเสริมพลังอย่างน่าประหลาด…” ความคิดหนึ่งแล่นผ่านสมองของลูเมี่ยน
ดวงตาสีน้ำเงินใสราวทะเลสาบของฟรังก้ากลายเป็นลึกล้ำแล้ว ภายในราวกับซ่อนความมืดมิดที่ซ้อนทับหลายชั้น
…………
กลางทุ่งนาเขียวชอุ่ม ซึ่งมีหุ่นไล่กาปักหลักเรียงรายหลายตัว
ร่างของมาดามเมจิกเชี่ยนในชุดนอนสีขาว เปิดประตูที่หล่อหลอมจากแสงดาวอันเจิดจ้า เดินเข้ามาในความฝันนี้
เธอเพียงแค่มองไปรอบๆ ก็คาดเดาได้ว่า ใครเป็นผู้สานฝัน
“เอิร์ดฟานา?”
นี่คือมังกรจิตโบราณ ‘ผู้เห็นแจ้ง’ ระดับเทวทูต
นอกจากมังกรที่เคยเป็นมนุษย์แล้ว พระองค์คือหนึ่งในสามมังกรโบราณที่ยังหลงเหลือจนถึงปัจจุบัน
“ข้างนอกเกิดอะไรขึ้น?” มาดามจัสติส ออเดรย์ ถามกลับแทนที่จะตอบ
‘นักสานฝัน’ อย่างเธอ พยายามจะออกจากความฝันนี้แล้ว แต่ก็ไม่สำเร็จ
มาดามเมจิกเชี่ยนตอบตามตรง
“พฤกษาเงาในกรุงทรีอาร์ก่อเรื่องอีกแล้ว ดูเหมือนจะได้รับความช่วยเหลือจากลูกน้องขององค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่ แต่ไม่ต้องกังวล มิสเตอร์ฟูลเสด็จเยือนด้วยตัวเองแล้ว”
มาดามจัสติสเผยสีหน้างุนงง
“เอิร์ดฟานาก็เลยถือโอกาสนี้มาหาฉัน?”
“พระองค์รู้ได้อย่างไรว่า มิสเตอร์ฟูลจะเสด็จเยือนกรุงทรีอาร์?”
มาดามเมจิกเชี่ยนนิ่งงันไปชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยปาก
“การชักนำให้ฉันมาช่วย ก็คงอยู่ในแผนการของพระองค์ด้วย…”
“เพราะงั้น เธอจึงมีเวลาสวดวิงวอนถึงมิสเตอร์ฟูล เอ่ยนามฉัน โดยที่ไม่ถูกจู่โจมกลางคัน”
คำพูดของจอมเวทท่องมิติเพิ่งจะจบลง ท้องฟ้าสูงในแดนฝันก็ถูกเงาปกคลุมกะทันหัน
เงาดังกล่าวคือมังกรสีเทาขาว กำลังบินวนเวียน ใบหน้าคล้ายกิ้งก่าเผยความชราอย่างเห็นได้ชัด
…………
กรุงทรีอาร์ มิสเตอร์ฟูลสวมหมวกผ้าไหมทรงกึ่งสูง เสื้อคลุมลมสีดำ ไม่ถูกพื้นดินและกิ่งไม้ขัดขวาง ทะลุผ่านช่องว่างมิติชั้นแล้วชั้นเล่า ร่อนลงมายังเบื้องหน้าลำต้นของ ‘พฤกษาเงา’ สีน้ำตาลอมเขียว
เขาแทงไม้ตะพดประดับดาวพราวพรายในมือเข้าไป เห็นเปลือกไม้หนาแน่นพังทลายลงนับไม่ถ้วน ก่อนจะสลายหายไป
เปลือกไม้แต่ละชิ้น กิ่งไม้แต่ละกิ่ง ใบไม้แต่ละใบ พลันกลายเป็นภาพลวงตา แสดงฉากตัณหาต่างๆ ของชาวทรีอาร์ตลอดช่วงหนึ่งถึงสองพันปีที่ผ่านมา
มีทั้งที่ปกติและที่ปล่อยตัว มีการนอกใจในงานเลี้ยงหรู มีความอบอุ่นของการกอดกันแน่นในห้องแคบๆ ท่ามกลางความหนาวเหน็บ มีการกินทิ้งกินขว้าง อาหารเหลือเต็มโต๊ะ และมีความตระหนี่ที่ไม่อยากให้ลูกๆ กินอิ่ม…
พวกมันสานทับกันหลายชั้น ซ้อนทับลงมา เกิดเป็นประวัติศาสตร์อันหนักอึ้ง เป็นคัมภีร์แห่งกิเลส ไม่ใช่สิ่งที่การโจมตีธรรมดาจะทำลายได้หมดจด ต้องลอกออกทีละชั้นทีละชั้น
มิสเตอร์ฟูลดึงไม้ตะพดประดับดาวพราวพรายกลับ
หมอกสีเทาขาวผุดขึ้นตามมา ปกคลุมลำต้นหลักของ ‘พฤกษาเงา’ เอาไว้
หมอกประวัติศาสตร์!
…………
ทรีอาร์ยุคที่สี่
อ็องกูแลมและเหล่า ‘ผู้เจิดจรัส’ กำลังจะควบคุมให้ ‘วันที่สี่’ ลอยสูง เพื่อกำจัดวิญญาณมงต์ซูรีที่พุ่งเข้าหาเปลวไฟไร้รูปไร้สีอย่างไม่ลดละ
ทันใดนั้น พวกเขาพลันได้ยินเสียง ‘อุแว้’ ในโสตประสาท
มันคือเสียงร้องของทารก ไม่รู้ว่ามีทารกกี่คนกำลังร้องกระจองอแง
แจ็ค·วอลตันและพรรคพวกรีบมองไปยังทางเข้าถนนสายนี้ จนเห็นร่างหนึ่งเดินโซเซเข้ามา
ร่างดังกล่าวมีผมยาวสีน้ำตาลเข้ม ดวงตาสีคราม แต่งตัวจงใจเลียนแบบจักรพรรดิโรซายล์
ร่างกายของเขาพองโตรอแล้ว ตรงสีข้าง ท้อง หน้าอก ต้นขา และแขน ล้วนมี ‘ทารกกรงเล็บนก’ ฉีกเนื้อเถือหนังทะลุออกมา ร้องอุแว้ๆ เพื่อขอนมกิน
…………
ภายใน ‘โลกอีกฝั่ง’
เสียงของลูเมี่ยนดังก้องอยู่ในความคิดของฟรังก้าและพรรคพวก
“อย่าเพิ่งเข้าไปในโลกกระจก”
โดยธรรมชาติแล้ว โลกในกระจกย่อมเชื่อมต่อกับโลกในกระจกพิเศษ!
ในสถานการณ์วุ่นวาย อาจมีใครสักคนซ่อนตัวอยู่ในโลกกระจก ดักรอลากพวกตนเข้าไปในโลกกระจกพิเศษ!
ในเมื่อเผชิญหน้า ‘มารดา’ แล้ว ก็อย่าไปเหยียบหลุมของโลกในกระจกพิเศษเพิ่มอีกเลย
ลูเมี่ยนโน้มตัวลง มองไปยังต้นโอ๊กยักษ์ที่ค้ำฟ้าเชื่อมดิน พลางพูดพร้อมรอยยิ้มในห้วงความคิดของทีม
“ในเมื่อหนีไม่พ้นแล้ว…ก็มีแต่ต้องสู้!”
……………………………………………………..