ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 1103 แผนการแท้จริง
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 1103 แผนการแท้จริง
ตอนที่ 1103 แผนการแท้จริง
พร้อมกับคำพูดของลูเมี่ยน ฟรังก้า จินนา อ็องโตนี และลุดวิกต่างพร้อมใจกันยกแขนขึ้น
เมฆขาวหนาทึบที่ล้อมรอบยอดต้นโอ๊กยักษ์ พลันแปรเปลี่ยนเป็นสีคล้ำทะมึน ดูหนาทึบยิ่งกว่าเดิม
สายฟ้าสีเงินนับไม่ถ้วนเต้นระบำอยู่ท่ามกลางเมฆดำที่ซ้อนทับ พันเกี่ยวกันราวกับจะหลอมรวมเป็นหนึ่ง
ในขณะนั้นเอง ลูเมี่ยนกำหมัดแน่นทันที
สายฟ้าสีเงินขนาดมหึมาที่ส่องสว่างทั่วทั้ง ‘โลกอีกฝั่ง’ ฟาดผ่าลงมา กระหน่ำใส่ต้นโอ๊กยักษ์ที่แปรสภาพมาจากซากของโอมีเบล่า
ลูเมี่ยนนึกถึงตอนที่อยู่ในเมืองแดนฝัน เมื่อเผชิญหน้ากับต้นโอ๊กที่คล้ายคลึงกัน ซึ่งเป็นร่างอวตารของมาดามปัวริส การเอ่ยคาถา ‘เลโอเดโร’ ได้สร้างผลกระทบเช่นไร จึงตัดสินใจเลียนแบบให้เกิดขึ้นอีกครั้ง
ขณะนี้ ดวงจันทร์แดงเลือดกดทับลงมาถึงบาเรียล่องหนแล้ว ‘วายุสลาตัน’ เลโอเดโรย่อมไม่มีเวลาส่งทัณฑ์สวรรค์ ดังนั้น เขาจึงต้องสร้างขึ้นเองผ่านพลังเหนือธรรมชาติของ ‘จอมอาคมลมฟ้าอากาศ’
ยิ่งไปกว่านั้น ลูเมี่ยนไม่ได้ ‘เรียกลมฝน’ เพียงลำพัง แต่ยังให้ฟรังก้าและสมาชิกในทีมทำเช่นเดียวกันโดยพร้อมเพรียง
แทนที่จะรวบรวมพลังของทุกคนมาไว้ที่ตัวเอง เพื่อเพิ่มอานุภาพของพายุฟ้าคะนอง การให้แต่ละคน ‘เรียกลมฝน’ ซ้อนทับกัน ไม่เพียงแต่ประสิทธิภาพจะไม่ลดลง หากยังอาจเกิดปฏิกิริยาลูกโซ่หรือการเปลี่ยนแปลงแบบโกลาหล ทำให้พายุฟ้าคะนองรุนแรงและน่าตื่นตะลึงยิ่งกว่าเดิม
นี่คือคุณสมบัติพิเศษของสภาพอากาศ แม้แต่ผีเสื้อตัวหนึ่งกระพือปีก ก็อาจขยายผลไปทีละชั้น จนกลายเป็นพายุเฮอริเคน นับประสาอะไรกับคนห้าชีวิตที่พร้อมใจกันใช้อาคม สร้างพายุฟ้าคะนอง
เมื่อสายฟ้าเส้นเขื่องที่ส่องสว่างทั่วทั้ง ‘โลกอีกฝั่ง’ ตกลงมา ใบหน้าสตรีบนผิวต้นโอ๊กยักษ์ได้อ้าปากกว้างรอแล้ว
ลมกระโชกที่มาพร้อมพายุฟ้าคะนองถูกดูดเข้าไปทันที เมฆดำบนท้องฟ้าพุ่งเข้าหาปากขนาดมหึมาเป็นรูปกรวย
สายฟ้าสีเงินที่ดูราวกับต้นไม้สวรรค์ พลันแตกสลายไปเอง ส่วนใหญ่ถูกใบหน้าสตรีบนผิวต้นโอ๊กกลืนเข้าไป ส่วนน้อยฟาดลงบนยอดต้น เปลือกไม้ และกิ่งก้าน
เปลือกไม้บางส่วนไหม้เกรียมในพริบตา หลุดร่อนลงมา กิ่งไม้หักเป็นท่อนๆ ลุกไหม้เป็นไฟโชน
จากบริเวณที่ได้รับบาดเจ็บเหล่านี้ แก่นไม้ดิ้นพล่านยุบพอง เตรียมจะผลิหน่อใหม่
ขณะเดียวกัน หญ้าทั่วทั้ง ‘โลกอีกฝั่ง’ ก็พลันเหี่ยวแห้ง แผ่นดินแตกระแหงทีละนิ้ว ราวกับสูญเสียน้ำไปทั้งหมด หรือไม่ก็ชีวิตกำลังสูญสลาย
ลูเมี่ยนและพรรคพวกก็มีชะตากรรมไม่ต่างกัน
พวกเขายังเห็นดินรอบต้นโอ๊กยักษ์พองฟูม้วนตัว ก่อร่างเป็นหุ่นสีน้ำตาลแกมเหลืองสิบกว่าตัว หุ่นเหล่านั้นล้วนมีขนาดมหึมา กำลังโซเซจะก้าวเท้า
ลุดวิกอ้าปากกว้าง กลืนก๊าซพิษที่ไม่รู้ว่าอบอวลอยู่ในอากาศรอบข้างตั้งแต่เมื่อใด ถูกสูบลงท้องอย่างง่ายดาย
ทันใดนั้น ทุกคนในทีมต่างกลายเป็นลูกไฟสีเขียวอมม่วง พุ่งหวือไปทางต้นโอ๊กยักษ์
ครืนนน!
เสียงฟ้าร้องเพิ่งดังก้องมาจากท้องฟ้าเบื้องบน
เปลวเพลิงสีเขียวอมม่วงลุกลาม จนทุกแห่งหนที่ลูเมี่ยนและพรรคพวกผ่านไปกลายเป็นนรกเพลิง
หุ่นสีน้ำตาลแกมเหลืองสิบกว่าตัวยังไม่ทันได้ทำอะไร ก็ถูกความร้อนระอุที่พัดปะทะเข้ามา อบจนแห้งกรอบ พังทลายครืนครั่นเมื่อลูกไฟสีเขียวอมม่วงมาถึง
เห็นลูกไฟที่ลูเมี่ยนและพรรคพวกจำแลงกาย กำลังจะพุ่งชนต้นโอ๊กยักษ์ สิ่งมหึมาที่ค้ำฟ้าเชื่อมดินนั่น กลับหายวับไปในบัดดล
ณ อีกจุดหนึ่งใน ‘โลกอีกฝั่ง’ เพียงพริบตา พื้นดินก็โป่งพองนูนสูง เม็ดดินกระเด็น ต้นโอ๊กยักษ์สีเขียวอ่อนผุดขึ้นมาอีกครั้ง
ลูเมี่ยนกับพรรคพวกที่พลาดเป้า ปรากฏร่างขึ้นมาใหม่
รอบตัวพวกเขา จากดินที่แตกระแหง รากไม้สีน้ำตาลแกมแดงพุ่งทะลุขึ้นมาพร้อมกับเสียง ฟาดแส้เข้ามาจากทุกสารทิศ ปกคลุมทั่วทั้งฟ้าดิน
ลางสังหรณ์ทางพลังวิญญาณของลูเมี่ยนแจ้งเตือนว่า หากถูกรากไม้เหล่านี้ฟาดใส่ อาจถึงแก่ความตาย หรืออาจคลุ้มคลั่ง
ความตายไม่น่ากลัว สมาชิกทุกคนในทีมล้วนมี ‘กระจกตัวแทน’ แต่กับการคลุ้มคลั่งนั้น แม้แต่ ‘นางมารยุพนิรันดร์’ ก็ไม่อาจต้านทาน!
ภายในมิติแห่งนี้ หมอกหนาทึบพลันพวยพุ่งออกมา ปกคลุมลูเมี่ยนกับพรรคพวก รวมถึงทุ่งร้างในรัศมีสิบกว่ากิโลเมตร
รากไม้สีน้ำตาลแกมแดงที่พุ่งจากพื้นดินก็ถูก ‘หมอกสงคราม’ ห่อหุ้มเช่นกัน สูญเสียเป้าหมาย หาร่องรอยไม่พบ ชะงักค้างอยู่กลางอากาศอย่างงุนงง
พวกเขาล้อมสิ่งมหึมานี้จากหลายทิศทาง แต่ละคนถือดาบประลัยกัลป์เพลิงทมิฬ ซึ่งผูกมัดการทำลายล้างและความดุร้ายเอาไว้
ต่อมา พวกเขาฟันฟาด ‘ดาบประลัยกัลป์’ ลงมาทีละคน
ไม่ใช่ว่าทำพร้อมกันไม่ได้ แต่การโจมตีต้องมีลำดับก่อนหลัง ต้องมีกองหนุน ต้องเผื่อที่ว่างสำหรับรับมือเหตุไม่คาดฝันอันเกิดจากฝีมือศัตรู
ในความเงียบงัน ต้นโอ๊กยักษ์ถูกปกคลุมด้วยแสงสีเขียวอ่อนเปี่ยมชีวิตชีวา
จากนั้น มันกลายเป็นแสงมุดลงใต้ดิน หายวับไปกะทันหัน ทำให้จินนาที่จงใจชะลอการโจมตี เปลี่ยนทิศทางการฟาด ‘ดาบประลัยกัลป์’ ไม่ทัน
ดาบประลัยกัลป์เพลิงทมิฬ ซึ่งผูกมัดความบ้าคลั่งเอาไว้ กระหน่ำฟาดลงบนพื้นราบเรียบที่ไม่มีหลุมบ่อใดๆ แผดเผามันจนเกิดหลุมลึก สะบั้นรากไม้สีน้ำตาลแกมแดงที่เหลืออยู่ เผาจนมันกลายเป็นเถ้าถ่าน
“มุดดินหนี?” ฟรังก้า ‘ฮึ’ เสียงหนึ่ง พูดในห้วงความคิดว่า “ยุ่งยากชะมัด”
สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ พลังชีวิตของพวกเขายังคงถูกบั่นทอน ไม่อาจรองรับการต่อสู้แบบนี้ได้นานนัก
ลูเมี่ยนเพียงตอบกลับอย่างสงบ
“ทำตามแผน”
นี่ก็เป็นการกำชับจินนา อ็องโตนี และลุดวิกด้วย
ขณะที่พวกเขาสื่อสารทางใจ ‘หมอกสงคราม’ หนาทึบกระจายออกมาใหม่ ทำให้การโจมตีที่อาจตามมาภายหลัง ไม่สามารถล็อกเป้าหมายได้
เป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ลูเมี่ยนกับพรรคพวกอาศัย ‘หมอกสงคราม’ ‘เทเลพอร์ตกลุ่ม’ ‘สอดส่องจุดอ่อน’ ‘ดาบประลัยกัลป์’ ‘พายุฟ้าคะนอง’ ‘เหมันต์เหยียบเยือน’ ‘กระจกตัวแทน’ ‘คำสาปนางมาร’ และพลังเหนือธรรมชาติอื่นๆ ต่อสู้อย่างดุเดือดกับต้นโอ๊กยักษ์ที่ย้ายตำแหน่งไม่หยุดหย่อน
ไม่นานนัก ลูเมี่ยนก็พูดในห้วงความคิดของสมาชิกทีมทุกคน
“โอกาสมาแล้ว!”
พวกเขา ‘แฟลช’ ไปรอบต้นโอ๊กยักษ์อีกครั้ง ดวงตาสีครามของลูเมี่ยนแปรเป็นสีดำเหล็ก สะท้อนจุดสีขาวซีดบนตัวเป้าหมาย
ฟรังก้าปล่อยให้ ‘สีเทาขาว’ ไหลทะลักออกมา พุ่งไปยังโคนต้นโอ๊ก พยายาม ‘สาปหิน’ ดินโดยรอบทั้งหมด นำมาอยู่ใต้การควบคุมของตน ไม่ให้ศัตรูอาศัยแผ่นดินย้ายตำแหน่งได้อีก
จินนาหันหน้าเข้าหาสิ่งมหึมาที่ค้ำฟ้าเชื่อมดิน คลี่ยิ้มออกมา เผยให้เห็น ‘เสน่ห์’ ที่ลูเมี่ยนแบ่งปันมา
เธอหวังให้ต้นโอ๊กยักษ์เผลอไผลชั่วครู่ หลบหลีกไม่ทันเวลา
อีกด้านหนึ่ง อ็องโตนีแอบย่องเข้ามาทางด้านข้างของต้นโอ๊กยักษ์อย่างเงียบเชียบในสภาพ ‘ล่องหนทางใจ’ พลางรวบรวมดาบประลัยกัลป์เพลิงทมิฬ ฟันใส่จุดอ่อนของเป้าหมายตามคำแนะนำของลูเมี่ยน
ลุดวิกร่างเล็ก กลับชูดาบประลัยกัลป์ที่สูงใหญ่กว่าตัวเองมากนัก โจมตีตรงๆ จากด้านหน้าเพื่อดึงดูดความสนใจของศัตรู
ทันใดนั้น กิ่งก้านและใบไม้ของต้นโอ๊กยักษ์เริ่มโยกไหว ลำต้นส่วนหนึ่งนูนออกมาเป็นปุ่มปมเปียกชื้น
ปุ่มปมนั้นแตกออก คลอด ‘ลูก’ ออกมา
‘ลูก’ ประกอบด้วยสายฟ้าสีเงินนับไม่ถ้วนพันเกี่ยวกัน คือสายฟ้าที่ถูกกลืนไปก่อนหน้านี้แล้วได้รับ ‘ชีวิตใหม่’
เปรี้ยะ! วาบ!
‘ลูก’ แตกสลายในทันที สายฟ้าอันน่าพรั่นพรึง สว่างจ้ากวาดไปทุกสารทิศ
อ็องโตนีโดนก่อนใคร ร่างกายแตกสลายทันที ลุดวิก ฟรังก้า จินนาก็แตกเป็นเศษกระจกเล็กๆ นับไม่ถ้วนเช่นกัน
ร่างของลูเมี่ยนกลับไม่แตก เพียงแต่จางหายไป
เขาเป็นแค่ ‘ภาพสะท้อนกระจกเงา’ มาจาก ‘ภาพสะท้อนกระจกเงา’ ในดวงตาสีฟ้าอ่อนของฟรังก้า!
ร่างจริงของลูเมี่ยนปรากฏห่างออกไปเจ็ดแปดกิโลเมตร โดยกำลังชูดาบประลัยกัลป์ที่พลังยังสงบนิ่งด้วยสองมือ
ดาบประลัยกัลป์ที่ประกอบด้วยเพลิงทมิฬ ฟันใส่ขอบ ‘โลกอีกฝั่ง’ ทันที
เสียง ‘เพล้ง’ ที่ชวนให้ขบฟันและปวดหัวดังก้อง บริเวณดังกล่าวถูกฉีกออกเป็นรอยแยกลึก บิดเบี้ยว ดุดัน
ด้านนอกรอยแยกคือบล็อกสีบริสุทธิ์ซ้อนทับกันหลายชั้น ส่วนสิ่งมีชีวิตหลากหลายในโลกวิญญาณ ต่างหนีหายไม่รู้ร่องรอยนานแล้ว
ลูเมี่ยนอาศัย ‘ดาบประลัยกัลป์’ ฝืนฉีกทางออกจาก ‘โลกอีกฝั่ง’ !
แต่ไหนแต่ไร เขาไม่เคยคิดจะพัวพันกับต้นโอ๊กยักษ์ที่น่าจะเป็นซากโอมีเบล่านานเกินไป แผนการแท้จริงของเขาคือ หากไม่สามารถจัดการเป้าหมายได้รวดเร็ว ก็บีบให้มันเข้าใกล้ขอบ ‘โลกอีกฝั่ง’
จากนั้น ตนกับพรรคพวกจะอาศัยการต่อสู้อันดุเดือด ปกปิดเป้าหมายแท้จริง หนีมายังขอบ ‘โลกอีกฝั่ง’
อาศัยการโจมตีจากทั้งห้าคนเพื่อดึงดูดความสนใจ ปล่อยให้ร่างจริงคว้าโอกาส ใช้ความพิเศษและพลังของ ‘ดาบประลัยกัลป์’ ฉีกบาเรีย หลุดพ้นจากที่นี่!
‘นักล่า’ คือความกล้าหาญ ไม่ใช่โง่เขลา ไฉนเลยต้องดันทุรังรบในสนามที่ศัตรูจัดเตรียมไว้ ฝืนต่อสู้ในเกมที่ขัดกับวิวรณ์ของ ‘มิสเตอร์ฟูล’ เพื่อตัดสินผลแพ้ชนะกัน?
การต่อสู้ในช่วงแรก ก็เพื่อการถอยในตอนนี้!
“ไป!” เมื่อเสียงของลูเมี่ยนดังในห้วงความคิดจินนาและพรรคพวก เขาก็กระตุ้นรอยประทับสีดำบนไหล่ขวาแล้ว พาสมาชิกทีมทุกคน ผ่านรอยแยกอันน่ากลัว หนีออกจาก ‘โลกอีกฝั่ง’ สำเร็จ
ครั้งนี้ เขาจงใจไม่ใช้พลังพันธสัญญาเพื่อ ‘เทเลพอร์ต’ เพียงแต่ใช้มันรับรู้พิกัดหลายจุดในโลกวิญญาณ ทำการระบุตำแหน่ง
เมื่อมีตำแหน่งแล้ว เทวทูตสามารถข้ามโลกวิญญาณได้ตรงๆ!
ภายในโลกในกระจกพิเศษที่มืดดำลึกล้ำ
ซาราธที่สวมเสื้อคลุมดำ เรือนผมขาวโพลน ดวงตามืดมิดไร้แสง นั่งพิงอยู่ข้างๆ รอคอยอย่างเงียบงัน
ทันใดนั้น พระองค์ลุกขึ้นยืน พลางเอ่ยเสียงต่ำ
“ความปรารถนาของข้าคือ”
“ให้ลูเมี่ยนและพรรคพวกเข้าสู่โลกในกระจก”
พระองค์เนรมิตความปรารถนาของตนให้เป็นจริงทันที
ในสายตาของลูเมี่ยนกับพวกฟรังก้า โลกวิญญาณที่เดิมประกอบด้วยบล็อกสีเข้มข้นบริสุทธิ์ กลับกลายเป็นมืดดำลึกล้ำ แรงดูดมหาศาลส่งมาจากด้านล่าง จนพวกเขาตกลงสู่ส่วนลึกที่มองไม่เห็นก้น อย่างไม่อาจขัดขืนได้
ภายใน ‘โลกอีกฝั่ง’ ต้นโอ๊กยักษ์ไม่ย้ายตำแหน่งอีกต่อไป ค่อยๆ เหี่ยวแห้งหดตัว กลับเป็นลำต้นสูงเพียงเจ็ดแปดเมตร
ณ เมืองเงินพิสุทธิ์ใหม่ ภายในห้องพักโรงแรม
ไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์ที่ถือเศียรผมทองตาแดงสี่หัว สวมชุดดำหม่นซับซ้อน ก้าวออกจากโลกวิญญาณ
พระองค์ใช้ดวงตาทั้งแปดมองลงพื้นพร้อมกัน จนเห็นไพ่ ‘มารดา’ ใบนั้น
‘ไพ่เย้ยเทพ’ ใบนี้ถูกย้อมด้วยสีเลือดจางๆ
……………………………………………………..