ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 1104 หายนะ
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 1104 หายนะ
ตอนที่ 1104 หายนะ
ขณะดิ่งลงด้วยความเร่ง ลูเมี่ยน ฟรังก้า และจินนาซึ่งอยู่บนเส้นทางนางมาร ต่างรับรู้ได้ทันทีว่า พวกตนอยู่ในส่วนลึกของโลกกระจก
ขณะเตรียมจะอาศัยตะกอนพลังของตน นำพาทั้งคณะออกห่างจากบริเวณที่เต็มไปด้วยกระแสอลหม่านของกาลอวกาศ เพื่อกลับสู่โลกความจริง ในความมืดลึกล้ำเบื้องหน้าพลันปรากฏร่างหนึ่ง
ร่างดังกล่าวสวมชุดกระโปรงยาวสีเทา รูปแบบล้าสมัย เส้นผมสีดำหนา สยายยาวราวน้ำตก ดวงตาสีน้ำเงินใสกว่าอัญมณี คางเล็กงดงาม ริมฝีปากแดงอิ่มชุ่มชื้น เป็นสตรีเลอโฉมผู้เปี่ยมเสน่ห์แบบสาวใหญ่
เมื่อเห็นร่างนี้ สมองของฟรังก้าก็อื้ออึงไปทันที
เธอรู้จักอีกฝ่าย
เธอเคยเห็น ‘ภาพสะท้อนกระจกเงา’ ของหญิงชุดเทาผู้นี้พร้อมกับ ‘นางมารดำ’
นักบุญที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้งใหม่ของนิกายนางมารอย่างเธอ จำเป็นต้องเข้าเฝ้าอีกฝ่ายอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
นี่คือย่าเฒ่าของนิกายนางมาร บุตรแห่งเทพของ ‘นางมารต้นกำเนิด’ ‘นางมารเทา’ จูดิธ!
จูดิธคือ ‘นางมารหายนะ’ ลำดับ 2
พระองค์ทอดพระเนตรมายังลูเมี่ยนและพวก ยิ้มอย่างมีเลศนัยพลางยกข้อมืองดงามขึ้น
พระองค์กำลังจะนำมาซึ่งหายนะ
และสำหรับโลกในกระจก อะไรเล่าที่นับว่าเป็นหายนะ?
แน่นอนว่าคือการพังทลายโดยสิ้นเชิง ถูกกลืนหายไปในกระแสอลหม่านแห่งกาลอวกาศ!
อย่างเงียบงัน ลูเมี่ยนเห็นความมืดลึกล้ำรอบข้างเริ่มแยกตัว ราวกระจกแตกร้าว เศษชิ้นส่วนหล่นกระจายจากพื้นผิว
กระแสอลหม่านแห่งกาลอวกาศที่ไม่อาจบรรยายเป็นคำพูดถาโถมเข้ามา
ฟรังก้าและพรรคพวก ที่แต่เดิมยังห่างไกลจากกระแสอลหม่านในส่วนลึกของโลกกระจก พลันตกอยู่ในภาวะฟ้าดินถล่มทลาย
ลูเมี่ยนไม่มีเวลาคิดอื่นใด รีบกระตุ้นรอยประทับสีดำบนไหล่ขวา เพื่อ ‘เทเลพอร์ต’ พาทั้งคณะออกจากบริเวณนี้
แต่กระแสอลหม่านแห่งกาลอวกาศได้ถาโถมมาแล้ว ความเชื่อมโยงระหว่างสมาชิกในคณะอ่อนแอลง แม้ทุกคนจะอยู่ใกล้กันชัดเจน แต่กลับเสมือนอยู่คนละโลก
ขณะเดียวกัน การรับรู้พิกัดภายนอกของลูเมี่ยนไม่แม่นยำอีกต่อไป พร่ามัวและสับสน
ลูเมี่ยนไม่ลังเล ยังคงฝืนใช้ ‘เทเลพอร์ต’ ต่อไป
แม้การ ‘เทเลพอร์ต’ อย่างฝืนใจเช่นนี้ จะทำให้ฟรังก้าและพรรคพวก ได้รับผลกระทบจากกระแสอลหม่านของกาลอวกาศ ถูกส่งไปยังจุดหมายต่างๆ แบบสุ่ม แต่คนที่อ่อนแอที่สุดในคณะก็ยังเป็นนักบุญลำดับ 4 ขอเพียงหลุดพ้นจากบริเวณที่ตกอยู่ในภัยพิบัติแห่งกระแสอลหม่านนี้ได้ ไม่ว่าจะยังอยู่ในโลกในกระจก หรือเข้าไปในโลกวิญญาณ หรือกลับสู่โลกความจริง ต่างก็รับประกันความปลอดภัยของตนได้ระดับหนึ่ง หลังจากนั้นย่อมมีวิธีรวมตัวกันใหม่
ก่อนที่กระแสอลหม่านของกาลอวกาศจะกลืนกินร่างของลูเมี่ยนกับพรรคพวก พวกเขาก็หายตัวไปในชั่วพริบตา
…………
ร่างของฟรังก้าปรากฏในอุโมงค์ลวงตาสีดำมืดแห่งหนึ่งในโลกกระจก
เธอรู้สึกได้ว่า ระยะห่างระหว่างตนกับลูเมี่ยนต้องเกิน 10 กิโลเมตรแน่ เพราะตนไม่อาจแบ่งปันพลังระดับเทวทูตได้อีกต่อไป
เธอใช้ ‘กระจกตัวแทน’ ที่ลูเมี่ยนฝากไว้ รีบทำนายด้วยกระจกวิเศษ พลางเลี้ยวเข้าสู่อุโมงค์ตามลางสังหรณ์ทางพลังวิญญาณ
เธอต้องการไปรวมตัวกับลูเมี่ยน เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้เขา
‘นักล่า’ ที่มีทีมย่อมเก่งกาจกว่า ‘นักล่า’ ที่ไม่มีทีมมากนัก!
ทันใดนั้น เบื้องหน้าเธอปรากฏมิติหลังกระจกอันว่างเปล่ามืดมิด อุโมงค์คล้ายใยแมงมุมด้านหลังเธอต่างย้อมเป็นสีเทาขาว แข็งเป็นหิน ไม่อาจใช้เป็นทางผ่านได้อีก
ขณะนี้ ในมิติหลังกระจกตรงหน้าฟรังก้ามีร่างหนึ่งยืนอยู่
ร่างดังกล่าวเกล้าผมดำเป็นมวยสูง สวมชุดราชสำนักยาวสีดำสนิท ดวงตาสีเทาเข้มแววสว่าง แฝงความเศร้าจางๆ
‘นางมารดำ’ แคลริส
ข้างกายแคลริส หินสีเทาขาวกองเป็นแท่นสูง ด้านบนสุดตั้งเทวรูป ‘นางมารต้นกำเนิด’ ที่แกะสลักจากกระดูก
ฟรังก้าหยุดอยู่ ณ ขอบมิติหลังกระจก แสยะยิ้มตามสัญชาตญาณ แล้วกล่าวราวกับต้องการเลี่ยงผ่านไป
“มาดาม กำลังทำอะไรอยู่หรือ?”
“แน่นอนว่ากำลังสวดวิงวอนต่อต้นกำเนิด”
เสียงของเธอยังไม่ทันขาด ก็เห็นสีเทาขาวถาโถมเข้าหาตัวเองกะทันหัน
รอยยิ้มและคำพูดของฟรังก้าเมื่อครู่ เป็นเพียงการหลอกล่อ ‘นางมารดำ’ ให้ตายใจว่าจะไม่ถูกจู่โจม เมื่อนางมารที่มีฉายาเป็นสีรายนี้เอ่ยตอบ ฟรังก้าก็เด็ดเดี่ยวอย่างยิ่งในการชิงลงมือโจมตีก่อน โดยไม่รอให้การเปลี่ยนแปลงใดเกิดขึ้น
มีแต่รุกไม่มีถอย!
…………
จินนาหยุดลง
เธอตกตะลึงเมื่อพบว่าอุโมงค์ในกระจกตรงหน้า ขาดออกจากกันตรงกลาง เหมือนกับสะพานบนโลกความจริง
นี่เป็นปรากฏการณ์ที่เธอไม่เคยพบมาก่อนขณะท่องไปในโลกกระจก ดูเหมือนจะเกิดขึ้นได้เฉพาะในบริเวณใกล้กระแสอลหม่านแห่งกาลอวกาศเท่านั้น
“ที่นี่ทะลุไปไหน? มีคนจงใจตัดเส้นทางให้ขาดหรือ?” ท่ามกลางกระแสความคิดที่หมุนเร็ว จินนาไม่ปักหลักรอ และไม่ไปหาคำตอบ
เธอถือ ‘กระจกตัวแทน’ ที่ลูเมี่ยนฝากไว้ เลือกอ้อมอุโมงค์ที่ขาดนี้ไป เข้าใกล้ตำแหน่งที่พลังวิญญาณชี้นำ
เธอเชื่อโดยสัญชาตญาณว่า ลูเมี่ยนอยู่ในตำแหน่งดังกล่าว และต้องมีทางเข้าไปได้แน่นอน
…………
ณ ที่ใดสักแห่งในโลกกระจก
ลุดวิกที่สวมชุดทางการสำหรับเด็ก ยืนอยู่ระหว่างเส้นทางลวงตาคล้ายใยแมงมุม ลังเลว่าจะไปทางซ้ายหรือทางขวา
เขาสัมผัสได้ว่า ทางขวามีเสียงเรียกจากส่วนลึกของหัวใจ หรืออาหารที่ปรารถนามานาน แต่ทางซ้ายหมายถึงพ่อทูนหัว
หลังลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ร่างของลุดวิกค่อยๆ โปร่งใสลวงตา กลายเป็นวิญญาณอาฆาต
เขาในสภาพวิญญาณอาฆาตพุ่งตัวไปยังอุโมงค์ในกระจกทางซ้าย
…………
อ็องโตนีพบว่าตนยังไม่หลุดพ้นจากโลกในกระจก รีบก้มศีรษะลง สวดวิงวอนด้วยภาษาเฮอร์มิส
“เดอะฟูลจากต่างยุคสมัย”
“ผู้ปกครองลึกลับเหนือสายหมอกสีเทา”
“ราชันเหลืองดำผู้ครองพลังโชคลาภ”
“…”
หลังจากรายงานเหตุการณ์ที่พวกตนพบเจอแก่มิสเตอร์ฟูลอย่างรวบรัด อ็องโตนีใช้ ‘ล่องหนทางใจ’ มุ่งหน้าเข้าสู่ส่วนลึกของอุโมงค์ลวงตาตรงหน้า
‘ยันต์กระจกน้ำแข็ง’ ของเขายังถูกใช้ไปไม่หมด!
…………
ทวีปใต้ ในปราสาทโบราณสีดำสนิท
‘มูน’ เอ็มลินอดทนต่อพลังวิญญาณที่เดือดพล่าน ครุ่นคิดถึงเหตุผลที่ ‘ดยุกจันทร์เพ็ญ’ โอลเมอร์ให้ตนตามหาเอลิกซ์
“พระองค์สงสัยว่า เอลิกซ์มาถึงทวีปใต้แล้ว?”
“ไปสวามิภักดิ์กับ ‘โรงเรียนกุหลาบ’ หรือ?”
เพิ่งคิดมาถึงตรงนี้ มิสเตอร์มูนก็เห็นร่างหนึ่งปรากฏภายในห้อง
ร่างดังกล่าวคุกเข่าลง ทำความเคารพ
“ท่านมาร์ควิส ผมได้รับแจ้งว่า โรงเรียนกุหลาบเพิ่งยึดเมืองมาซารูได้เมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน”
เขาคือ ‘นักท่องเที่ยว’ ที่มิสเตอร์มูนบ่มเพาะ โดยจงใจแลกเปลี่ยนตะกอนพลังมาจากมาดามเมจิกเชี่ยน
‘มูน’ เอ็มลินขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว
คืนนี้จะเกิดเรื่องใหญ่หรือ?
ช่วงเวลาที่ผ่านมา สถานการณ์ในทวีปใต้ค่อนข้างผ่อนคลาย หนึ่งเพราะองค์กรเทพมารอย่างโรงเรียนกุหลาบ ต่างลดกิจกรรมลงคล้ายๆ กับนิกายเทพมารบนทวีปเหนือ ซ่อนตัวลึกขึ้น
สองคือ หลังจากมิสเตอร์ฟูลลืมตาตื่นเบื้องต้น ก็ได้ผลักดันให้ฝ่ายราชวงศ์ของ ‘นิกายวิญญาณ’ ปรองดองกับศาสนาจารีตสำเร็จ
ต่อจากนี้ หน่วยงานอาณานิคมของกลุ่มประเทศทวีปเหนือจะค่อยๆ ถอนตัวออกจากทวีปใต้ คืนอำนาจปกครองให้ชาวพื้นเมือง และเพื่อหลีกเลี่ยงความวุ่นวาย ไม่ให้เกิดสุญญากาศแห่งระเบียบ กระบวนการนี้จะใช้เวลาพอสมควร
และประชาชนทวีปใต้จะมีเสรีภาพในการนับถือศาสนา ตราบใดที่ไม่เกี่ยวข้องกับเทพมาร จะศรัทธา ‘เทพมรณา’ หรือเทพดั้งเดิมองค์อื่นๆ รวมถึงมิสเตอร์ฟูลก็ได้ หรือจะนับถือเทพฝ่ายจารีตจากทวีปเหนือต่อไปก็ได้
ขณะเดียวกัน ฝ่ายราชวงศ์ของ ‘นิกายวิญญาณ’ ให้คำมั่นกับมิสเตอร์ฟูลว่า นับจากนี้จะแยกการเมืองออกจากศาสนา
พวกเขายังให้ข้อมูลข่าวสารไม่น้อยแก่เหล่าศาสนาจารีต ทำให้มิสเตอร์สตาร์และมิสเตอร์มูนค้นพบฐานลับของ ‘โรงเรียนกุหลาบ’ ได้หลายแห่ง
‘มูน’ เอ็มลินรู้ดีว่า เหตุที่กลุ่มประเทศทวีปเหนือและศาสนาจารีตยอมประนีประนอมมากถึงเพียงนี้ เป็นเพราะ ‘ผู้ยิ่งใหญ่’ อย่างมิสเตอร์ฟูลได้ลืมตาตื่นเบื้องต้น อีกทั้งทุกฝ่ายยังมีศัตรูร่วมกัน นั่นคือองค์ผู้ยิ่งใหญ่อื่นๆ
ในสถานการณ์เช่นนี้ หลังจากรับประกันว่าศาสนาจารีตจะไม่สูญเสียผู้ศรัทธามากเกินไป แม้รัฐบาลกลุ่มประเทศทวีปเหนือจะมีความเห็นอย่างไร แม้อยากพลิกกระดานหมากรุก ก็ได้แต่หุบปากยอมรับ
‘มูน’ เอ็มลินพลันเข้าใจสัจธรรม
ในโลกนี้ พลังวิเศษคือต้นกำเนิดของอำนาจทั้งปวง!
ก่อนที่มิสเตอร์ฟูลจะกลายเป็นเทพ ไม่ว่าจะปรารถนาให้ทวีปใต้หลุดพ้นจากภาวะอาณานิคมเพียงใด ก็ไม่อาจสำเร็จ แม้จะก่อสงครามครั้งแล้วครั้งเล่าก็ตาม เพราะเหล่าเทพจารีตต่างมีผลประโยชน์ร่วมกันในเรื่องนี้
เมื่อพระองค์กลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่และลืมตาตื่นเบื้องต้น ปัญหานี้ก็คลี่คลายได้อย่างง่ายดาย
เพราะความขัดแย้งหลักในปัจจุบันคือ เหล่าองค์ผู้ยิ่งใหญ่ที่จะทำลายล้างทุกสิ่งนั่น!
การทำสิ่งใดต้องแยกแยะให้ชัดเจน ระหว่างความขัดแย้งหลักและความขัดแย้งรอง
‘มูน’ เอ็มลินสูดหายใจลึก ระดมผู้แข็งแกร่งในปราสาท แปรกายเป็นแสงจันทร์สีแดงเลือด มุ่งตรงไปยังเมืองมาซารู
เขายังไม่ทันเข้าใกล้ ก็เห็น ‘สิ่งมหึมา’ ปรากฏอยู่ภายในเมือง
นั่นคือ ‘ภูเขา’ ที่กองพะเนินด้วยศพผสมกับดิน ศพผู้ชาย ศพผู้หญิง ศพคนชรา ศพเด็ก มีครบทุกประเภท
ประชาชนในเมืองมาซารู ไม่ว่าจะเป็นคนทวีปเหนือหรือทวีปใต้ ต่างถูกสังหารหมดสิ้น กองรวมกัน กองเป็น ‘ภูเขา’ ชี้สู่ท้องฟ้า
ในเวลาเดียวกัน หลายพื้นที่บนทวีปเหนือใต้ นิกายเทพมารที่สั่งสมกำลังได้ระดับหนึ่งแล้ว ต่างลงมือก่อหายนะอย่างบ้าคลั่ง จนเทวทูตกับนักบุญของศาสนาจารีตต้องวิ่งไปดับไฟทั่วทุกหนทุกแห่ง
…………
ร่างของลูเมี่ยนเพิ่งปรากฏ ณ ที่ใดสักแห่งในโลกกระจก ก็เห็น ‘นางมารเทา’ จูดิธยืนอยู่ไม่ไกลนัก
ด้วยปรากฏการณ์การรวมตัวอันรุนแรงชนิดหนึ่ง พวกเขาจึง ‘พบกัน’ อีกครั้ง
ลูเมี่ยนหรี่ตาลง เปล่งเสียงคำรามต่ำออกจากปาก
ประหนึ่งเสียงกลองศึกใบแรกที่ดังขึ้นในสนามรบ
พร้อมกับเสียงคำรามต่ำนี้ ร่างกายของลูเมี่ยนพองโต ผิวกายปกคลุมด้วยเกราะสีดำเหล็กที่หลอมรวมจากเปลวไฟ
ใจกลางหน้าผากของเขา จุดสีแดงเลือดปรากฏชัด สดใสจนแทบหยดย้อย ดุจดังธงรบ
ใบหน้าของเขา ด้านหนึ่งกลายเป็นอ่อนโยน ประณีตและสดใส อีกด้านยังคงหล่อเหลา แต่ยิ่งแกร่งกล้าและคมกริบ
ก่อนหน้านี้ใน ‘โลกอีกฝั่ง’ ภายในภายนอกถูกกั้นขวาง เขาไม่อาจใช้พลังวิเศษที่ทรงอานุภาพที่สุดอย่างหนึ่งของ ‘จอมอาคมลมฟ้าอากาศ’
แต่ตอนนี้ โลกในกระจกเองก็เป็นอาณาเขตของผู้นั้น
เขาได้บวงสรวงพลังสูงสุดของสองเส้นทาง ‘ภัยพิบัติ’ เพื่อวิงวอนขอความช่วยเหลือ!
ลูเมี่ยนเผยร่างสัตว์ในตำนานสูงสิบกว่าเมตร ชูดาบยักษ์เพลิงทมิฬที่หลอมรวมจาก ‘ไฟประลัยกัลป์’
เพียงสืบเท้าก้าวเดียว เขาก็มาถึงตรงหน้า ‘นางมารเทา’ จูดิธ แล้วฟันฉับลงไป
อุโมงค์ลวงตาคล้ายใยแมงมุมรอบข้างพังทลายตามไปด้วย ไม่เปิดโอกาสให้จูดิธหลุดพ้นจากบริเวณนี้
……………………………………………………..