ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 1106 เสียงกระซิบ
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 1106 เสียงกระซิบ
ตอนที่ 1106 เสียงกระซิบ
………………..
จินนาเร่งฝ่าผ่านอุโมงค์มายาที่ทอดตัวดุจใยแมงมุมในโลกในกระจก ในที่สุดก็พบเส้นทางพาไปสู่จุดหมาย
เมื่อมาถึงหน้าโลกในกระจกพิเศษ เธอได้เห็นมิสเตอร์ฟูลที่ตั้งตระหง่านนิ่งงัน ร่างพระองค์กะพริบไม่หยุด รูปลักษณ์แทบไม่ต่างจากที่บรรยายไว้ในพระคัมภีร์ของศาสนจักร และยังเห็นเงาบิดเบี้ยวที่เกือบจะเต็มขอบโลกในกระจกพิเศษนั้นด้วย
เมื่อประจักษ์กับเงามหึมาที่ดูคล้ายมนุษย์แต่ก็มิใช่มนุษย์ ในใจจินนาพลันพลุ่งพล่านด้วยความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะทำลายล้าง อยากแผ่หายนะ ปล่อยตัวปล่อยใจในสุขสม
เธอแทบควบคุมเทวบารมีที่แต่เดิมไม่เด่นชัดนักในตัวเองไม่อยู่
นี่มันอะไร? จินนาตกตะลึงพรึงเพริด ต้องใช้ความพยายามอย่างยิ่งกว่าจะข่มอารมณ์และแรงกระหายของตนลงได้
…………
ในมิติหลังกระจกที่มีแท่นหินสีเทาขาวตั้งตระหง่าน เพื่อเทวรูปกระดูก
ฟรังก้ากับ ‘นางมารดำ’ แคลริส ต่อสู้กันอย่างดุเดือดมาพักหนึ่ง นอกจากจะทำลาย ‘กระจกตัวแทน’ ไปคนละหลายบาน และเปลี่ยนสังเวียนแห่งนี้ให้กลายเป็นถ้ำหินสีเทาขาวแล้ว ต่างฝ่ายต่างก็ไม่ได้รับบาดเจ็บสาหัสอะไร
ฉวยจังหวะที่ ‘ภาพสะท้อนกระจกเงา’ แตกสลาย ตัวจริงของเธอปรากฏ ณ ขอบมิติหลังกระจก ‘นางมารดำ’ มองไปยังฟรังก้า อดปิดบังความประหลาดใจไม่ได้
“โอสถ ‘ยุพนิรันดร์’ ของเธอย่อยไปมากแล้วหรือ?”
แน่นอนว่า สิ่งที่เธอประหลาดใจมิใช่การที่ฟรังก้ากลายเป็น ‘นางมารยุพนิรันดร์’ แต่เป็นเพราะสภาพของอีกฝ่ายช่างดีเหลือเกิน อารมณ์และแรงกระหายล้วนถูกควบคุมได้ชะงักงัน ไม่ถูก ‘เสน่ห์’ ที่ตนปล่อยออกมาครอบงำ
นี่ไม่เหมือนกับ ‘นางมารยุพนิรันดร์’ ที่เพิ่งเลื่อนลำดับได้เพียงไม่กี่เดือน
ต้องไม่ลืมว่า การย่อยโอสถของ ‘นางมารยุพนิรันดร์’ นั้น กินเวลานานนับร้อยปี ผู้ที่เพิ่งเลื่อนลำดับอาจต้องใช้เวลาหลายปี หรือแม้แต่สิบกว่าปี ที่ต้องอยู่ในสภาวะอารมณ์และแรงกระหายไม่มั่นคง หากเผชิญหน้ากับ ‘เสน่ห์’ ของนางมารระดับเดียวกันก็ยากจะต้านทานได้ เว้นแต่เธอกำลังหลงรักหรือเพิ่งผ่านความรักที่ซาบซึ้งกินใจ ซึ่งพร้อมจะตายเพื่ออีกฝ่าย
ฟรังก้าก็ยินดีที่จะพูดคุยเพื่อถ่วงเวลา รอคอยโอกาส
“ถ้าฉันบอกว่า ทางนี้ย่อยโอสถ ‘ยุพนิรันดร์’ เสร็จแล้ว คุณจะคลุ้มคลั่งไปเลยไหม?”
เธอใช้การอวดอ้างเพื่อบอกความจริงที่ ‘นางมารยุพนิรันดร์’ คนอื่นยากจะเชื่อ เพื่อล่อให้ ‘นางมารดำ’ เกิดอารมณ์หวั่นไหว
และเมื่อมีอารมณ์หวั่นไหว เธอก็มีโอกาสจะหว่าน ‘เสน่ห์’ เป้าหมายได้ ให้อีกฝ่ายเกิดความชื่นชม ไม่อยากลงมือ จนกระทั่งพ่ายแพ้
แววตาของ ‘นางมารดำ’ พลันแข็งทื่อ
เธอไม่อยากเชื่อว่า ฟรังก้าจะสามารถย่อยโอสถ ‘ยุพนิรันดร์’ ที่ปกติต้องใช้เวลาอย่างต่ำหลายร้อยปี ภายในเวลาเพียงไม่กี่เดือน แต่สภาพที่ดีเยี่ยมของอีกฝ่ายราวกับยืนยันคำพูดเมื่อครู่
ถือโอกาสที่อารมณ์ของ ‘นางมารดำ’ หวั่นไหว ฟรังก้ายิ้มหวานชื่น
ยิ้มดังกล่าวทำเอาหัวใจของ ‘นางมารดำ’ แคลริส เต้นโครมครามกะทันหัน เสมือนครั้งแรกที่ได้สัมผัสว่าเสน่ห์สตรีคืออะไรจากเทวรูป ‘นางมารต้นกำเนิด’
ด้วยประสบการณ์ที่มี เธอรู้ทันทีว่าผิดปกติ จึงให้คนในกระจกของตัวเองโผล่ออกจากอีกด้านหนึ่ง แล้วใช้ ‘เสน่ห์’ ใส่ตัวเอง
หว่านเสน่ห์ตัวเอง!
ซู่! ไม่รู้ว่าเมื่อไร ฟรังก้าที่สวม ‘หน้ากากลึกลับ’ เรียบร้อยแล้ว ปล่อยให้แสงสีใสแจ๋วพุ่งออกจากที่ปกป้องดวงตา ซึ่งประกอบด้วยเฟือง สปริง หมุดย้ำ และชิ้นส่วนอื่นๆ
แสงดังกล่าวตกลงบนตัว ‘นางมารดำ’ ทันที
‘นางมารดำ’ หาช่องว่างระหว่างการดึงดูดของพลัง ‘เสน่ห์’ สองทาง ฟื้นสติกลับมาบางส่วน จึงใช้ ‘กระจกตัวแทน’ ล่วงหน้า
ร่างของเธอเสื่อมกลายเป็นกระจก
กระจกแตกสลายโดยสิ้นเชิง ร่วงหล่นลงพื้น เป็นเศษชิ้นเล็กๆ จนตามองแทบไม่เห็น
คนในกระจกของ ‘นางมารดำ’ ก้าวออกมา แล้วถูกคนในกระจกของฟรังก้าขวางกั้นไว้
ในลำดับ ‘นางมารยุพนิรันดร์’ หากต่อสู้บนโลกความจริง คนในกระจกของนางมารยังคงไม่สามารถลงสนามได้ แต่หากสนามรบอยู่ในโลกในกระจก โดยร่างจริงเข้ามาที่นี่ นางมารก็สามารถรุมโจมตีศัตรูพร้อมกับคนในกระจกได้ เท่ากับสองต่อหนึ่ง
‘นางมารดำ’ ที่หลบพ้นการโจมตีครั้งนี้ได้ ปรากฏกาย ณ อีกด้านหนึ่งของมิติหลังกระจก แสยะยิ้มบนใบหน้า ไม่เห็นความโกรธเคือง เพียงกล่าวว่า
“ฉันเคยบอกเธอไปแล้ว องค์ต้นกำเนิดยังมีนามอันทรงเกียรติลับๆ อีกสองส่วน ตอนนี้เธออยากรู้ไหม?”
มาพูดถึงนามอันทรงเกียรติลับๆ สองส่วนตอนนี้? มันต้องเป็นกับดักแน่นอน! ฟรังก้าตอบโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
“ไม่อยาก!”
ร่างของ ‘นางมารดำ’ พลันซ้อนทับกันชั้นแล้วชั้นเล่า กระจายอยู่ทุกหนทุกแห่ง เสมือนเข้าไปในเขาวงกตที่ประกอบจากกระจกล้วนๆ
เสียงของเธอดังมาจากทุกสารทิศ เข้าสู่โสตประสาทของฟรังก้า
“นามอันทรงเกียรติส่วนที่สี่คือ”
“ร่างสตรีของพระเจ้าดั้งเดิม!”
ร่างสตรีของพระเจ้าดั้งเดิม? บัดซบ! ฟรังก้าชะงักงันไปทั้งตัว จนเกือบถูก ‘นางมารดำ’ โจมตีเข้า รอดพ้นวิกฤตไปได้ครั้งหนึ่งด้วยการใช้ ‘กระจกตัวแทน’ ล่วงหน้า
…………
ทางตะวันออกของทะเลโซเนีย ‘ดินแดนเทพทอดทิ้ง’
บนยอดเทือกเขาที่ทอดยาวไม่ขาดสาย ‘ความมืด’ พลันขยายตัวจนโปร่งใส
ในความโปร่งใสนั้น สามารถมองเห็นไม้กางเขนขนาดมหึมาได้เลือนราง
บนไม้กางเขนมีคนถูกตรึงอยู่สองคน คนหนึ่งหัวลงเท้าขึ้น อีกคนเท้าขึ้นหัวลง แต่กลับใช้ร่างกายร่วมกัน ดุจทารกตัวติดกัน
ใต้ไม้กางเขนนี้ คือผิวน้ำปฐมกาลที่ดูเหมือนจะกลืนกินทุกสีสันทุกความเป็นไปได้
ใต้น้ำดังกล่าวราวกับมีบางสิ่งกำลังจับส่วนล่างของไม้กางเขน ดึงมันลงสู่ส่วนลึกของแผ่นดิน ให้ค่อยๆ จมลง
…………
ในความมืดมิดที่ไม่อาจบรรยาย
ลูเมี่ยนที่กลายเป็นรูปปั้นหินสีเทาขาว จนเหลือเพียงความคิดอันเลือนราง พลันได้กลิ่นหอมดุจดอกไม้ราตรีบาน
นี่คือกลิ่นที่ทุกบุรุษล้วนปรารถนา
กระโปรงยาวดุจทำจากกระดูก ร่วงหล่นต่อหน้าต่อตาเขา ตกลงบนพื้น เผยให้เห็นเรือนร่างอันงดงามสมบูรณ์แบบ จนแม้แต่หินก็อาจหวั่นไหว แม้แต่กฎเกณฑ์ก็อาจฝืนตนเอง
เส้นผมดำยาวลื่นเลื่อมดุจงูพิษ เลื้อยไต่ไปมาบนร่างลูเมี่ยนแผ่วเบา
ร่างกายราวแสงจันทร์นั่น หย่อนก้นนั่งลงบนตักลูเมี่ยน พันรอบเขาราวกับไร้กระดูก
ความร้อนรุ่มและความเย็นเยือก พลันบังเกิดในเวลาเดียวกัน ความชุ่มชื้นแผ่ซ่านระหว่างร่างกายทั้งสอง ความลึกลับคลุมเครือไหลเวียน
ลูเมี่ยนเหมือนถูกงูเหลือมยักษ์พันรอบร่างเปลือยเปล่า ถูไถแผ่วเบา หรือราวกับถูกห่อหุ้มด้วยสุขสมที่มีเสน่ห์ที่สุด บ้างอยู่บนสวรรค์ บ้างอยู่ในนรก
ผมดำลื่นเลื่อมดุจอสรพิษ ฝ่ามืองามประณีตขาวผ่อง ริมฝีปากอมชมพูชุ่มชื้นแง้มเล็กๆ
ผิวพรรณละเอียดละมุนราวกับแตะเพียงนิดก็จะแตก แต่กลับเต็มไปด้วยความยืดหยุ่น
ทุกสิ่งข้างต้นสลับกันเข้าใกล้ใบหน้า ลำคอ หน้าอก และท้องของลูเมี่ยน บ้างสัมผัสแผ่วเบา บ้างแนบชิด บ้างลูบไล้ละเมียดละไม บ้างอยากหลอมรวมเป็นหนึ่ง
เสียงเบาๆ แสนหวานก่อนหน้านี้ กลายเป็นเสียงเย้ายวนพิศวาส เมื่อลูเมี่ยนขึ้นสวรรค์ก็ครางต่ำๆ ด้วยความสุข เมื่อเขาตกลงสู่นรกก็ลอยล่องจนคล้ายเพ้อฝัน
“ไม่ว่าจะเป็นวิญญาณตกค้างใน ‘แม่น้ำอันธการนิรันดร์’ หรือตะกอนพลังในคลังสมบัติของ ‘โทสะสีคราม’ ล้วนไม่ใช่สิ่งที่ทูดอร์พึ่งพาอย่างแท้จริงเพื่อคืนชีพ…”
“หากสำเร็จก็ดีมาก ไม่สำเร็จก็ไม่เป็นไร ขอเพียงสร้างคนอย่างเจ้าขึ้นมาได้ก็พอ…”
“การเตรียมการคืนชีพที่แท้จริงของทูดอร์อยู่ที่ข้า…”
เสียงนั้นนำมาซึ่งกลิ่นหอมอันมืดมน แฝงรสหวานอันลึกลับ ทำเอาแม้แต่รูปปั้นหินอย่างลูเมี่ยนยัง ‘เลือดสูบฉีด’ จนสีเทาขาวเริ่มแตกร้าว
ลมหายใจหอมหวานเหนียวข้นพัดเข้าหูเขา พร้อมเสียงหัวเราะแผ่วเบาสูงๆ ต่ำๆ
“ในเมื่อทูดอร์ยอมเชื่อใจข้า ข้าก็จะไม่ทำให้พระองค์ผิดหวัง…”
“เจ้ารู้ไหมว่า เหตุใดทายาทของพระองค์จึงเหลือเพียงลูกหลานของจูดิธ คนอื่นๆ ล้วนไม่มีตัวตนอีกแล้ว?”
“ข้าสาปพวกเขา ทั้งคำสาปโดยตรง ทั้งคำสาปทางโชคชะตา…”
“ตอนนี้ ทูดอร์พึ่งพาได้เพียงข้าเท่านั้น…”
ความคิดอันน้อยนิดที่หลงเหลือของลูเมี่ยน ท่ามกลางการจมผุดจมหาย พลันบังเกิดความหวาดกลัวอย่างอธิบายไม่ได้จากถ้อยคำข้างต้น
เขาไม่รู้ว่าทำไม ‘นางมารต้นกำเนิด’ ชีค ถึงเลือกมาร่วมรักกับตนในเวลาแบบนี้ เหตุใดถึงต้องควบคุมสุขสมและทุกข์ระทมของตน ทำไมถึงต้องพูดถ้อยคำเหล่านี้
เขารู้เพียงว่า ‘นางมาร’ ในความหมายที่แท้จริงนั้น เสียสติอย่างแท้จริง
เสียงที่แหบพร่าเล็กน้อย แนบชิดกับร่างของลูเมี่ยน หัวเราะเบาๆ ข้างใบหู
“ข้าพึงพอใจร่างกายนี้มาก…”
“มันจะเป็นของทูดอร์…”
“ข้ารอคอยมากว่าหนึ่งพันปี ในที่สุดก็รอจนถึงโอกาสอันเหมาะสมที่สุด”
“นี่ทั้งจะทำให้ทูดอร์คืนชีพ ทั้งจะทำให้ความฝันที่ยังไม่สำเร็จของข้าและพระองค์เป็นจริง…”
“เจ้ารู้ไหมว่า เส้นทาง ‘นางมาร’ คือสัญลักษณ์ของสิ่งใด?”
ลูเมี่ยนไม่อาจตอบได้ เพราะตอนนี้เขาเป็นเพียงรูปปั้นหินสีเทาขาว รูปปั้นที่จมดิ่งอยู่ในสุขสมขั้นสุดยอด และหลุดเข้าสู่สวรรค์เป็นครั้งคราว
เสียงสตรีอันไพเราะนั้น เริ่มมีลมหายใจหอบถี่
“เป็นสัญลักษณ์ของหายนะและวันสิ้นโลก”
“ฮุๆ…และยังเป็นสัญลักษณ์ของด้านหญิงของพระผู้สร้างต้นกำเนิด”
“แล้วเส้นทาง ‘นักล่า’ ล่ะ เป็นสัญลักษณ์ของอะไร?”
“เป็นสัญลักษณ์ของสงครามและการทำลายล้าง และยังเป็นสัญลักษณ์ของด้านชายของพระผู้สร้างต้นกำเนิด”
“เจ้ารู้ไหมว่า พระผู้สร้างต้นกำเนิดทั้งบ้าคลั่ง ทั้งมีเหตุผล ทั้งเต็มไปด้วยแนวโน้มทำลายตัวเอง ทั้งอยากมีชีวิตรอด?”
“เจ้าคิดว่า พระผู้สร้างเช่นนี้ ขณะที่ทำลายตัวเอง ยังจะทำอะไรไปด้วย?”
“ในเมื่อพระองค์สามารถรอคอยการหลอมรวมขั้นสุดท้ายที่จะมาถึง แล้วไฉนยังต้องสร้างบาเรียล่องหนขึ้นมากีดขวาง ‘เทพภายนอก’ ไม่ให้พวกเขาแย่งชิงอย่างอลหม่าน จนเป็นจุดเริ่มต้นการหลอมรวมล่ะ?”
“ในฐานะที่เป็นต้นกำเนิดของเหตุผลและปัญญา พระองค์ไม่ต้องการการดำรงอยู่ที่มั่นคงหรอกหรือ?”
แม้สมองของลูเมี่ยนจะแทบว่างเปล่า แต่ในขณะนี้ก็สามารถบังเกิดความคิดส่วนเกิน
ขณะเดียวกัน เขาเริ่มรับรู้ได้รางๆ ถึงจุดประสงค์ที่ ‘นางมารต้นกำเนิด’ ร่วมรักกับตน พลางพูดถ้อยคำเหล่านี้
ประสานหยินหยาง แก้ไขสภาวะ เตรียมการขั้นสุดท้ายสำหรับการคืนชีพอลิสต้า·ทูดอร์…
เสียงของสตรีที่หายใจหอบ เริ่มถี่ขึ้นทุกที บ้างครางต่ำ บ้างหัวเราะร่า เธอเอ่ยถามตรงลำคอของลูเมี่ยน
“เจ้ารู้ไหมว่า ด้านหญิงของต้นกำเนิด บวกกับด้านชายของต้นกำเนิด เท่ากับอะไร?”
“ด้านหญิงและด้านชายของสิ่งหนึ่งรวมกัน จะเป็นอะไร?”
ความคิดสุดท้ายของลูเมี่ยนแข็งทื่อในบัดดล
…………
ในมิติหลังกระจกที่เต็มไปด้วยหินสีเทาขาว
ฟรังก้าที่ตกใจกับนามอันทรงเกียรติส่วนที่สี่ของ ‘นางมารต้นกำเนิด’ ได้ตกเป็นเบี้ยล่างทันที ต้องใช้ความพยายามหนักหน่วง กว่าจะผ่านพ้นช่วงเวลายากลำบากที่สุดมาได้
เธอตายได้ รอให้ตัวเองในกระจกที่หลับใหลฟื้นคืนชีพ แต่นั่นจะเสียเวลามากเกินไป
ทันใดนั้น เสียงของ ‘นางมารดำ’ แคลริส ได้ดังมาจากด้านข้างอีกครั้ง
“นามอันทรงเกียรติส่วนที่ห้าขององค์ต้นกำเนิดคือ…”
ฟรังก้าอยากจะขัดขวางอีกฝ่าย แต่ก็หาวิธีเหมาะๆ ไม่ได้เลย
เมื่อเทียบกันแล้ว การแทงหูตัวเองให้หนวกน่าจะสะดวกกว่า
เธอยังไม่ทันได้ลงมือทำ ถ้อยคำต่อมาของ ‘นางมารดำ’ ก็ดังก้องพร้อมเสียงหัวเราะ
“นามอันทรงเกียรติส่วนที่ห้าขององค์ต้นกำเนิดคือ”
“พระผู้สร้างต้นกำเนิดในกระจก!”
……………………………………………………..