ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 1110 เจ้าชายกับเจ้าหญิง
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 1110 เจ้าชายกับเจ้าหญิง
ตอนที่ 1110 เจ้าชายกับเจ้าหญิง
………………..
ในชั่วขณะนั้น จินนารู้สึกหวาดหวั่น ขวัญผวา เกรงขาม โกรธแค้น และขุ่นเคือง
มีคำพูดมากมายที่อยากเอ่ยออกมา ราวกับต้องการโน้มน้าวตัวเอง แต่เมื่อคำนับพันนับหมื่นผุดมาถึงริมฝีปากแล้ว กลับเหลือเพียงประโยคเดียว
“แต่…ฉันยินดี”
อารมณ์ทั้งหมดทั้งมวล ในที่สุดก็หลอมรวมเป็นรอยยิ้ม
อามุนด์ส่ายศีรษะโดยไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด และไม่รู้ว่ากำลังส่ายให้ใคร เพียงก้มหน้ามองกระดาษขาวในมือ พลางกล่าวต่อไป
“เชเลีย·เบลโลที่เลือกจะกลายเป็น ‘นางมารยุพนิรันดร์’ จะได้รับความช่วยเหลือจากอามุนด์ และอามุนด์ได้ฉวยโอกาสตอนที่ผู้นำระดับสูงของนิกายนางมารออกไปกันหมด ขโมยสมบัติปิดผนึกระดับ ‘1’ ที่สอดคล้องกับ ‘นางมารยุพนิรันดร์’ มาได้หนึ่งชิ้น จึงมาสายไปหน่อย”
“ส่วนวัตถุดิบเสริมที่เกี่ยวข้อง ‘นักสร้างฝัน’ ได้จินตนาการเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว”
ขณะพูด กระดาษขาวลอยตกลงมา ในมืออามุนด์ปรากฏขวดโอสถที่ไม่รู้ว่าผสมเสร็จตั้งแต่เมื่อใด
โอสถนั้นย้อมแม้กระทั่งภาชนะให้กลายเป็นสีเทาขาว สะท้อนภาพโลกในกระจกรอบข้างได้อย่างชัดเจน
มันบินไปหาจินนา ตกลงสู่อุ้งมือของเธอ
เมื่อเห็นขวดโอสถนี้ ในห้วงความคิดของจินนาพลันมีภาพมากมายแล่นผ่าน มีภาพตอนวัยเยาว์ที่หลับไปท่ามกลางเสียงกล่อมของแม่ มีความตื่นเต้นครั้งแรกที่เข้าไปเรียนการแสดงที่โรงละครกรงพิราบเก่า มีความขมขื่นจากการต้องพึ่งพาอาศัยกันกับแม่และพี่ชายท่ามกลางความยากลำบาก มีความประทับใจครั้งแรกที่พบฟรังก้า และความซาบซึ้งที่ได้รับความช่วยเหลือ มีเหตุการณ์ต่างๆ ที่ประสบหลังจากพบกับลูเมี่ยน มีความสะเทือนใจอย่างรุนแรง และความสิ้นหวังเมื่อแม่กระโดดจากชั้น 6 ตกตายต่อหน้าต่อตา…
เศษเสี้ยวนับไม่ถ้วนเหล่านี้ ตกตะกอนอย่างรวดเร็ว สุดท้ายหยุดนิ่งเป็นภาพสองฉาก
ฉากหนึ่งคือ หลังจากที่เธอร้องเพลงจบที่คาบาเร่ต์โรงโม่ ท่ามกลางเสียงผิวปากและโห่ร้อง เธอเดินไปหาลูเมี่ยนราวกับเจ้าหญิงผู้ทระนง ยิ้มพลางส่งคำเชื้อเชิญ
“พ่อราชสีห์รูปงาม มาเต้นรำกันเถอะ!”
อีกฉากหนึ่งคือ ตอนที่เธอปักส้อมเงินด้ามยาวเข้าไปในเบ้าตาของฮิวจ์·อาร์ทัวส์ ทะลุเข้าสู่สมอง รวมถึงความตกใจ ความงุนงง และความหวาดกลัวที่จับเป็นก้อนบนใบหน้าของสมาชิกสภาผู้นั้น และแสงสว่างที่ส่องประกายอยู่รอบข้างเพราะการลงมือของตน
จินนายกขวดโอสถขึ้นสูง ด้วยท่าทางเดียวกับที่ถือส้อมเงินด้ามยาว
คราวนี้ ‘ส้อมเงินด้ามยาว’ จะแทงเข้าหาใบหน้าของเธอเอง
จินนาพลันนึกอะไรขึ้นได้ จึงหันศีรษะไปมองอ็องโตนีและลุดวิก
คนหลังดูเหมือนจะเข้ามาขัดขวางเธอ แต่กลับถูกคนแรกดึงไว้
จินนาอ้าปากหวังจะฝากคำสักประโยคสองประโยคถึงฟรังก้าผ่านทางพวกเขา
แต่เธอคิดไม่ออกจริงๆ ว่าควรพูดอะไร ไม่ว่าจะเป็นการแสดงออกอย่างจริงใจ หรือคำหลอกลวงด้วยเจตนาดี สุดท้ายก็จะกลายเป็นความเสียใจที่ไม่มีวันชดเชยได้ กลายเป็นบาดแผลที่ไม่มีวันหายสนิท
เธอหัวเราะเยาะตนเอง ถอนหายใจแล้วกล่าว
“ฝากไปบอกฟรังก้าที ให้มีชีวิตอยู่ต่อไปให้ดี พร้อมกับส่วนของฉันด้วย”
“จิตวิญญาณของฉันจะอยู่กับเธอตลอดไป”
“ได้” อ็องโตนีตอบรับด้วยน้ำเสียงสงบ
มือที่กดบ่าลุดวิกของเขา พลันมีเส้นเลือดสีคล้ำปูดโปนอย่างไม่ทราบสาเหตุ
จินนาคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวต่อ
“หากวันสิ้นโลกผ่านพ้นไปได้ ฉันหวังว่าคุณจะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขนะ”
“ลุดวิก…มนุษย์มักเต็มไปด้วยความทุกข์ แต่ฉันก็ยังชอบที่จะเป็นมนุษย์”
จินนาหันสายตากลับมา แทงขวดโอสถนั้นเข้าหาตัวเอง มือนิ่งมั่นคง ไม่สั่นเทา เหมือนตอนที่ใช้ส้อมเงินด้ามยาวปลิดชีพฮิวจ์·อาร์ทัวส์ เพียงแต่ความเร็วอาจไม่ถึงระดับนั้น
กลิ่นดินผสมหินแผ่กระจายในช่องปากเธอทันที
ประสาทสัมผัสของเธอค่อยๆ ชาไปทีละส่วน ร่างกายกลายเป็นหินในพริบตา
เธอสัมผัสได้ว่า วิญญาณของตนลอยขึ้นไปกลางอากาศ จนมองเห็นตัวเองในกระจก
เธอเห็นตัวเองในกระจกสีหน้าสงบเยือกเย็น มีรอยยิ้ม ราวกับกำลังรอต้อนรับตนเอง
แม้ไม่ได้ประกอบพิธีกรรม ไม่ได้ปรองดองกันก่อนล่วงหน้า แต่จินนาก็ตระหนักได้ในทันใด ว่าตัวเองในกระจกก็ยินดีที่จะสละชีวิตเพื่อช่วยลูเมี่ยนเช่นกัน
“เธอสุดโต่งยิ่งกว่าฉันอีกนะ…”
“คงตัดสินใจได้เร็วกว่าฉันอีกสินะ…”
ขณะพึมพำแผ่วเบาสองประโยค จินนาอมยิ้มอีกครั้ง
ทันใดนั้น เธอปลดเปลื้องความกระวนกระวาย ไม่หวาดหวั่น ไม่ขวัญผวาอีกต่อไป เพราะบนเส้นทางสู่ความตายนี้ เธอไม่ได้เดินทางเพียงลำพัง
เธอมีเพื่อนร่วมทาง เพื่อนที่ให้กำลังใจซึ่งกันและกัน
ระหว่างที่ลอยเข้าหาตัวเองในกระจกตามสัญชาตญาณ จินนาพลันเห็นใบหน้าของ ‘ตัวเอง’ เกิดบิดเบี้ยวขึ้นมา บ้างก็ปกติ บ้างก็ทุกข์ทรมาน ราวกับกำลังกลายเป็นคนแปลกหน้า
การเปลี่ยนแปลงนี้ดูเหมือนถูกพันธนาการด้วยบางสิ่ง หรือถูกโซ่ตรวนชั้นแล้วชั้นเล่ามัดไว้ ต้องใช้ความพยายามอย่างสุดกำลัง ฝ่าฟันอุปสรรคมากมายจึงจะสำเร็จได้
“รีบมาเถอะ…” เป็นครั้งแรกที่จินนาให้กำลังใจศัตรูที่หวังจะสังหารตน
…………
ในมิติหลังกระจกที่เป็นสีเทาขาวราวกับถ้ำหิน
‘นางมารดำ’ แคลริสแกล้งทำเป็นกำลังไม่พอ ช้าไปก้าวหนึ่ง ได้แต่ ‘เฝ้าดูอย่างช่วยไม่ได้’ ขณะที่ฟรังก้าหนีเข้าไปในอุโมงค์เสมือนจริงที่ไม่กลายเป็นหินแล้ว
ฟู่…เธอแอบถอนหายใจแผ่วเบา
ทันใดนั้นเอง พลังวิญญาณก็พลันส่งสัญญาณเตือน เธอจึงหันขวับกลับหลัง มองไปยังแท่นบูชาที่ก่อด้วยหินสีเทาขาว
ฟรังก้าปรากฏตัวใกล้ๆ บริเวณนั้นอย่างน่าพิศวง หน้ากากครึ่งหน้าแบบกลไกที่เธอสวมอยู่ ตรงส่วนป้องกันดวงตา มีแสงสว่างใสราวสายวารีพุ่งออกมา กระทบเข้ากับแท่นบูชา
ที่หนีไปเมื่อครู่เป็นเพียงคนในกระจกของฟรังก้า!
และ ‘คนในกระจก’ ที่ตามไปคือ ‘ภาพสะท้อนกระจกเงา’!
แววตาของ ‘นางมารดำ’ แข็งค้างในบัดดล แต่ก็สายเกินกว่าจะขัดขวาง
รอบแท่นบูชาพลันปรากฏบาเรียล่องหน ซึ่งเป็นการป้องกันเบื้องต้นที่พิธีกรรมมอบให้
แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด พลังที่ปกป้องแท่นบูชานี้กลับไม่แข็งแกร่งพอ ไม่ทรงพลังอย่างที่พิธีกรรมเกี่ยวกับ ‘นางมารต้นกำเนิด’ พึงมี เสมือนมีพลังลึกลับบางอย่างขวางกั้นพรส่วนใหญ่จากองค์เทพไว้
ภายใต้แสงสว่างใสราวน้ำ บาเรียล่องหนถูกคืนสภาพ กลับเป็นอนุภาคเล็กจิ๋วในพริบตา แล้วสูญสลายไป
ต่อจากนั้น แสงสว่างใสราวน้ำได้กระทบเข้ากับเทวรูป ‘นางมารต้นกำเนิด’ ที่ทำจากกระดูก
เทวรูปโคลงเคลงไปมา แล้วเริ่มพังทลายลง
เมื่อเห็นภาพนี้ ‘นางมารดำ’ เสมือนตกอยู่ในฝันร้าย ตะลึงงันไม่เคลื่อนไหว
เพื่อความแน่นอน ฟรังก้าหยิบเทวรูป ‘นางมารต้นกำเนิด’ ของตนเองกับ ‘ปืนสั่งได้’ ออกมาจาก ‘กระเป๋านักเดินทาง’
เธอโยนเทวรูปไปทางแท่นบูชา แล้วเหนี่ยวไกสองนัดติดกัน
ปัง! ปัง!
กระสุนสีเขียวมรกตหม่นหมองสองนัดพุ่งออกไป กระทบเข้ากับเทวรูป ‘นางมารต้นกำเนิด’ ที่ทำจากกระดูกคนละตัว
สั่งตาย!
ทั้งเทวรูปที่กำลังพังทลาย และที่ยังสมบูรณ์ดี ต่างเริ่มเน่าเปื่อย สูญเสียความเป็นประกาย แตกกระจายโดยสิ้นเชิง
…………
ส่วนลึกของโลกในกระจกพิเศษ
‘นางมารต้นกำเนิด’ ชีค ยิ้มมองการเปลี่ยนแปลงบนร่างของลูเมี่ยน
ใบหน้าของเขากำลังค่อยๆ ปรับเปลี่ยนไปในทิศทางของอลิสต้า·ทูดอร์
บนร่างของเขา เงานางมารสองร่างที่พันเกี่ยวกัน หลอมรวมเข้ากับเขาไปครึ่งหนึ่ง แล้วขับเคลื่อนเนื้อหนัง รวมตัวไปยังบริเวณลำคอ
หลังจากแสงสว่างปะทุขึ้นเมื่อครู่ กระบวนการนี้ก็ไม่อาจย้อนกลับได้อีกแล้ว
ทว่า ณ บัดนั้น หนึ่งในสองร่างของนางมารกลับดึงตัวออกมา พยายามยืดตัวขึ้น
สีหน้าของเธอช่างมีชีวิตชีวา เปี่ยมทั้งความเกลียดชัง ทั้งแรงกระหาย
‘นางมารต้นกำเนิด’ ที่สวมชุดกระโปรงกระดูก เข้าใจในทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น
มีนางมารสตรีแท้กำลังเลื่อนลำดับเป็น ‘นางมารยุพนิรันดร์’!
ในช่วงเวลาสำคัญที่สุด!
ใบหน้างดงามยิ่งของ ‘นางมารต้นกำเนิด’ ชีค มืดมนลงทันที
พระองค์จะหันเหสายตาไปยังนางมารสตรีแท้ที่กำลังเลื่อนลำดับนั้น แล้วปลิดชีพเธอเสียก่อน!
แม้ว่าบาเรียที่เกิดจากแสงสว่างปะทุ จะกั้นระหว่างภายในและภายนอก ทำให้ ‘เดอะฟูล’ เข้ามาไม่ได้ในเวลาอันสั้น และทำให้ ‘นางมารต้นกำเนิด’ ไม่อาจรับรู้สถานการณ์ภายนอกได้โดยตรง ไม่อาจส่งอิทธิพลโดยตรง แต่พระองค์ได้เตรียมการป้องกันเหตุไม่คาดฝันไว้ล่วงหน้าแล้ว
พระองค์กำชับให้นางมารระดับสูงที่ไว้ใจที่สุดไม่กี่คน จัดวางแท่นบูชาตามสถานที่ต่างๆ ของโลกในกระจก ตั้งเทวรูปไว้ เพื่อประกอบพิธีกรรม แล้วใช้อำนาจและสัญลักษณ์ของพระองค์เอง สร้างการเชื่อมโยงทางศาสตร์เร้นลับอันมั่นคงขึ้นมา!
ณ เวลานี้ การเชื่อมโยงต่างๆ ย่อมอ่อนแอลงแล้วแน่นอน พิธีกรรมก็ไม่ได้รับการปกป้องที่แข็งแกร่งนักอีกต่อไป แต่ในฐานะ ‘ผู้สร้างต้นกำเนิดในกระจก’ ชีคยังพอรักษาการเชื่อมโยงกับพวกมันไว้ได้อยู่ สามารถอาศัยพวกมันส่งพลังบางส่วนออกไป กำจัดภัยแฝงได้
‘นางมารต้นกำเนิด’ รีบส่งจิตสำนึกไปยังเทวรูปที่ใกล้เป้าหมายที่สุด แต่กลับตกตะลึงเมื่อพบว่า เทวรูปดังกล่าวถูกทำลายไปแล้ว การเชื่อมโยงขาดสะบั้นไปแล้ว
พระองค์ไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางสีหน้า รีบกระจายจิตสำนึกไปยังเทวรูปอื่นๆ ซึ่งยังอยู่ในพิธีกรรมทันที
วินาทีถัดมา ภาพหนึ่งปรากฏขึ้นต่อหน้าพระองค์
อีกฝ่ายไม่ใช่นางมารสตรีแท้ที่กำลังเลื่อนลำดับ แต่เป็นเสื้อคลุมยาวสีดำ
ภายในเสื้อคลุมยาวสีดำนั้นว่างเปล่า มีเพียงตัวเสื้อคลุมเองที่ก่อร่างเป็นเงาหนึ่ง
ปลูกถ่าย!
การจ้องมองของ ‘นางมารต้นกำเนิด’ ที่มีต่อจินนา ถูกมิสเตอร์ฟูล ‘ปลูกถ่าย’ มาที่ตัวพระองค์เอง!
ครืนนนน! เงานางมารร่างหนึ่งที่พันเกี่ยวอยู่กับลูเมี่ยน ดิ้นรนหลุดออกมาได้ กระโปรงกระดูกสีดำสวมลงบนร่างพระองค์ พาพระองค์หายไปจากตำแหน่ง ไล่ตามการเชื่อมโยงทางศาสตร์เร้นลับพุ่งไปหาจินนา
การหลอมรวมบนร่างลูเมี่ยนสูญเสียสมดุลในทันที
อกของเขา คอของเขา ไหล่ของเขา ลำตัวของเขา แขนขาของเขา พร้อมกับเงานางมารที่เหลืออีกร่าง พร้อมใจกันยุบตัวเข้าด้านใน ราวกับจะกลายเป็นกองเนื้อเละ รวมตัวเป็นก้อนแล้วอัดแน่น
ทูดอร์สองคนที่หลอมรวมกันแล้วในศีรษะของเขา รวมถึงตะกอนพลังลำดับ 1 ‘ผู้พิชิต’ ก็ถูกพลังมหาศาลดึงลงไป ทะลุผ่านกะโหลกศีรษะของเขา ทะลุผ่านเปลวไฟและน้ำแข็ง ทะลุผ่านเนื้อหนังที่ดิ้นพล่าน
บาเรียแสงสว่างที่ขอบโลกในกระจกพิเศษ พลันหายวับไปในพริบตา
…………
หลังจากลอยมาถึง ในที่สุดจินนาก็เห็นว่า ความบิดเบี้ยวและความทุกข์ทรมานบนใบหน้าของตัวเองในกระจก ได้หายไปหมดสิ้นแล้ว
‘เธอ’ เงยหน้ามองตอบ ยิ้มอย่างน่าพิศวงให้กับจินนาที่ลอยอยู่กลางอากาศ พลางกางแขนทั้งสองออกกว้าง
จินนาไม่ขัดขืน เพียงหลับตาลง พุ่งตัวไปหา น้อมรับอ้อมกอดนั้น
เธอรู้สึกถึงความอบอุ่น ความอุ่นใจ จนอยากจะหลับใหลอย่างสนิท
เธอไม่ได้ต่อต้าน
ราวกับเธอได้ย้อนไปสู่วัยเยาว์ กำลังฟังเพลงกล่อมที่แม่ขับร้อง ฟังเสียงกรนแผ่วเบาของพ่อ รอให้ความง่วงมาเยือน
สมัยนั้น แม้ชีวิตจะไม่ได้ดีนัก แต่เธอไม่มีอะไรต้องกังวล พ่อกับแม่จะเป็นคนจัดการ เธอแค่ต้องเป็นเด็กดีก็พอ
เธอยิ่งอุ่นใจขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งสงบนิ่งขึ้นเรื่อยๆ
เธอเชื่อว่าพ่อกับแม่จะช่วยบังลมบังฝนให้ จะทำให้เธอหลับได้อย่างสนิทใจ
ในความฝันอันแสนสงบนั้น เธอจะเป็นเจ้าหญิง เจ้าชายของเธอจะเดินมาหา แล้วเชื้อเชิญเธอร่ายรำ
รอยยิ้มเริ่มปรากฏบนใบหน้าของเธอ
ความคิดของเธอค่อยๆ สงบนิ่ง ดำดิ่งสู่ความมืดอันเงียบสงัด ท่ามกลางความบ้าคลั่งที่แผ่ขยายออกไป
……………………………………………………..