ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 1112 ความวัวไม่ทันหาย ความควายเข้ามาแทรก ....................
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 1112 ความวัวไม่ทันหาย ความควายเข้ามาแทรก ....................
ตอนที่ 1112 ความวัวไม่ทันหาย ความควายเข้ามาแทรก
………………..
เสียงแผ่วเบาของเอิร์ดฟานา ทำเอามาดามเมจิกเชี่ยนถึงกับชะงักงันไปชั่วขณะ
เธอรู้ตัวในที่สุดว่า ตนควรใช้พลังแฟลชความเร็วสูง ทะยานไปช่วยเหลือสนามรบอื่นๆ บ้าง
นี่คือสิ่งที่ปกติแล้วเธอย่อมทำโดยไม่ต้องคิด
“ตั้งแต่แรกเริ่ม จิตใจเราก็ถูกครอบงำอย่างแนบเนียน? เอิร์ดฟานาแสดงพลังราวกับมิใช่เพียงลำดับ 2…” มาดามเมจิกเชี่ยนรีบตามสัญชาตญาณทางพลังวิญญาณ ร่างของเธอแฟลชด้วยความถี่สูงจนแทบมองไม่เห็น ปรากฏตัวตามมุมต่างๆ ทั่วทวีปเหนือและใต้
แล้วเธอก็พบความจริงอันน่าประหลาดใจ สนามรบทุกแห่งกำลังเข้าสู่ภาวะสงบนิ่ง กำลังของศาสนาจารีตและองค์กรภาครัฐได้เปรียบอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ไม่มีวิกฤตใหญ่หลวงใดๆ การกวาดล้างกลุ่มคนคลั่งเป็นเพียงเรื่องของเวลาเท่านั้น
ส่วนสถานที่เดียวที่เกิดวิกฤตอย่างแท้จริง เธอกลับเข้าไปแตะต้องไม่ได้ ไม่อาจร่วมวงได้
มันสูงส่งเกินกว่าที่เธอจะเอื้อม!
เธอช่วยฝ่ายพันธมิตรกวาดล้างพวกลัทธิมารอย่างฉับไวไปพลาง พร้อมกับหันสมาธิส่วนใหญ่กลับไปยังห้วงฝันของมิสออเดรย์
ณ ช่วงเวลานี้ มังกรโบราณเอิร์ดฟานาได้ยุติการต่อสู้แล้ว ร่อนลงสู่ยอดหอคอยหินโบราณในส่วนลึกสุดของแดนฝัน
มาดามจัสติสก็คลายร่างสัตว์ในตำนานเช่นกัน แววตาจับจ้องเอิร์ดฟานา แล้วเอ่ยด้วยภาษามังกรอันทรงอำนาจ
“มังกรลำดับ 2 ทั่วไป ไม่ควรมีชีวิตยืนยาวตั้งแต่กลางยุคที่หนึ่งจนถึงปัจจุบันได้จริงๆ”
ใบหน้าอันน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่ากิ้งก่ายักษ์ของเอิร์ดฟานา ท่ามกลางเกล็ดสีเทาขาวที่จางจืด เผยรอยยิ้มอันคล้ายคลึงกับมนุษย์
“แม้แต่เทวทูตก็ยังมีขีดจำกัดแห่งชีวิต เพียงแต่เทวทูตส่วนใหญ่ไม่มีโอกาสได้พบกับวาระสุดท้ายนั้น”
“เส้นทาง ‘แวมไพร์’ คือหนทางที่ชัดแจ้งว่า จะยืดอายุขัยได้อย่างมหาศาล แต่แม้กระทั่ง ‘จันทร์เพ็ญ’ โอลเมอร์ ก็ยังต้องผนึกตนในโลงศพ แสวงหาวิธีชะลอการร่วงโรยแห่งชีวิตมิใช่หรือ? พระองค์ก็เป็นเทวทูตลำดับ 2 เฉกเช่นข้า ทว่ายังอ่อนเยาว์กว่าข้าเกือบสองพันปี”
มาดามเมจิกเชี่ยนแฟลชด้วยความถี่สูงไม่หยุดหย่อน ระแวดระวังการหลบหนีของเอิร์ดฟานา พลางครุ่นคิดในใจด้วยความตกตะลึง
“แก่กว่า ‘ดยุกจันทร์เพ็ญ’ โอลเมอร์ เกือบ 2,000 ปี? สมกับเป็นมังกรที่ถือกำเนิดตั้งแต่ช่วงกลางถึงปลายยุคที่หนึ่งจริงๆ…”
เดิมทีเธอประมาณว่า ‘ดยุกจันทร์เพ็ญ’ โอลเมอร์ คงมีอายุเพียงเกิน 3,000 ปี แต่เมื่อได้หยั่งรู้ความลับทางศาสตร์เร้นลับมากขึ้น เธอก็เริ่มสงสัยว่า ดยุกผีดูดเลือดท่านนี้อาจทรงพระชนมายุถึง 5,000 พรรษาแล้ว!
ยุคที่ห้าจวบจนปัจจุบัน นับได้อย่างแม่นยำ 1,359 ปี ยุคที่สี่รวม 1,233 ปี รวมกันแล้วคือ 2,592 ปี และ ‘ดยุกจันทร์เพ็ญ’ ทรงเป็นผีดูดเลือดก่อนมหาภัยพิบัติ จึงเป็นที่เชื่อกันอย่างกว้างขวางว่า ทรงมีพระชนมายุเกิน 3,000 พรรษา
มาดามเมจิกเชี่ยนได้ยืนยันความจริงแล้วว่า ดยุกท่านนี้เคยติดตามรับใช้ต้นตระกูลผีดูดเลือดลิลิธ ดังนั้น พระชนมายุของพระองค์ต้องบวกยุคที่สามอีก 1,086 ปีเข้าไปด้วย ยิ่งไปกว่านั้น การ ‘ร่วงหล่น’ ของต้นตระกูลผีดูดเลือดลิลิธ มิใช่จุดหมายปลายทางที่บ่งบอกการสิ้นสุดยุคที่สอง ช่วงเวลาห่างกันถึงแปดเก้าร้อยปี ก่อนหน้านั้น โอลเมอร์ยังคงติดตามรับใช้พระองค์อยู่อีกหลายศตวรรษ
เมื่อประมวลข้อมูลทั้งหมดเข้าด้วยกัน มาดามเมจิกเชี่ยนมั่นใจว่า ‘ดยุกจันทร์เพ็ญ’ โอลเมอร์ อย่างน้อยที่สุดก็ทรงพระชนมายุเกือบ 5,000 พรรษา แม้ผีดูดเลือดจะเป็นเผ่าพันธุ์อมตะ แม้พระองค์จะทรงเป็นเทวทูต ก็ยังต้องซุกซ่อนพระวรกายในโลงมรณะเพื่อประวิงความตายต่อไป
เอิร์ดฟานาที่ทรงพลังตรงหน้านี้ กล้าอ้างว่าพระองค์เฒ่าแก่กว่าโอลเมอร์เกือบสองพันปีงั้นหรือ?
นี่ก็สอดคล้องพอดีกับคำแนะนำตัวของพระองค์ที่ว่า ถือกำเนิดตั้งแต่กลางยุคที่หนึ่ง
มาดามจัสติสหยั่งรู้ถึงความหมายแฝงที่เอิร์ดฟานาไม่ได้เอ่ยออกมาตรงๆ จึงถามหยั่งเชิงด้วยความรอบคอบ
“ท่านเคยถูกมลทินจากพลังอำนาจอันสูงส่ง และจวบจนปัจจุบัน มันก็ยังบงการท่านสินะ?”
หากอาศัยสมบัติปิดผนึกเส้นทาง ‘นักโจรกรรม’ ขโมยชีวิตมาธำรงความเป็นอมตะ หรือใช้วิธีการคล้ายคลึง เอิร์ดฟานาคงไม่ตั้งคำถามลึกลับเมื่อครู่
ใบหน้าชราดุจกิ้งก่าโบราณของเอิร์ดฟานา ปรากฏแววเหม่อลอย
“ฉลาดหลักแหลมจริงๆ”
“ข้าคือมังกรแห่งอาณาจักรจิตใจ”
หมายความว่า…เคยถูกมลทินจาก ‘ทะเลแห่งความโกลาหล’ ปนเปื้อน? เฉกเช่นเดียวกับ ‘มังกรจินตภาพ’ แอนเคอร์เวล? แล้วถูกเทวภาคของ ‘พระเจ้าดั้งเดิม’ ครอบงำ บงการมาตลอด? แววตาของมาดามเมจิกเชี่ยนวาบวับด้วยความตระหนัก
“ผู้ที่บงการท่านมาถ่วงเวลาพวกเรา คือพระเจ้าดั้งเดิมสินะ?”
เอิร์ดฟานาปล่อยเสียงหัวเราะอันแผ่วเบาแต่น่าขนลุก
“ใช่แล้ว ที่ข้าอาจเปิดเผยความลับเหล่านี้แก่พวกเจ้าได้ ก็เพราะอิทธิพลที่คอยครอบงำข้า ได้จางหายไปอย่างรวดเร็วเมื่อครู่ และหากปราศจากอิทธิพลนั้น ข้าก็จะร่วงโรยสู่ความตายในไม่ช้า”
“อิทธิพลจางหายไปอย่างรวดเร็ว?” มาดามจัสติสทวนคำด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
ลางสังหรณ์อันน่าหวาดหวั่นแล่นปราดผ่านหัวใจของเธอ
เอิร์ดฟานากางปีกมหึมาอันทรงพลัง เกล็ดสีเทาขาวบนพระวรกายยิ่งหม่นหมองจางจืดลงไปอีก
“ใช่แล้ว พระองค์กำลังรวบรวมพลังอำนาจที่ฟื้นคืนในเงามืดของพระองค์กลับมา”
“นี่มิใช่เพราะพระองค์ประสบภัยพิบัติใดๆ หากแต่เพราะต้องการเพ่งจิตสำนึก”
“คืนนี้ พระองค์มีโอกาสฟื้นคืนพระชนม์อย่างสมบูรณ์ถึงสองครั้งสองครา!”
น้ำเสียงของเอิร์ดฟานาสั่นเครือด้วยความหวาดผวาสุดขีด
…………
เมื่อเศษเสี้ยววิญญาณของ ‘พระผู้สร้างในกระจก’ ปะปนเข้ากับส่วนที่เป็นของจินนา หลอมรวมเข้าสู่ร่างกายของลูเมี่ยน
ชายหนุ่มที่ถูกทรมานด้วยความเจ็บปวดสุดขีดและความบ้าคลั่งที่โหมกระหน่ำไม่หยุดหย่อน จิตสำนึกใกล้จะแหลกสลาย กลับหยุดนิ่งในทันใด การส่ายศีรษะและบิดเบี้ยวอย่างไร้สติสิ้นสุดลง
ดวงตาที่ย้อมด้วยความมืดดำสนิทของเขา พลันท่วมท้นด้วยเปลวเพลิงแห่งความแค้นเคือง
จินนา…
เขาอยากยอมแพ้ ปล่อยให้ทุกอย่างพังทลาย แต่กลับรู้ดีว่าจินนายอมลงเอยเช่นนี้เพื่อสิ่งใด
เขาแหงนหน้ามองความว่างเปล่า ปล่อยเสียงคำรามอันแสนสาหัสจากก้นบึ้งของวิญญาณ
เสียงคำรามแห่งความโกรธแค้น เกลียดชัง บ้าคลั่ง และไม่ยอมจำนน
ในช่วงเวลาแห่งความสิ้นหวังนี้ เสียงอันอ่อนโยนของโอลัวร์ดังแว่วมา
“ยังมีหนทางอยู่”
“ฝากไว้กับฉัน”
ลูเมี่ยนเห็นร่างบางเบาของโอลัวร์ ผมสีทองหนาทึบของเธอปลิวสยาย
ร่างกายของเขาเริ่มแปรเปลี่ยนอย่างน่าอัศจรรย์ ด้านหนึ่งค่อยๆ อ่อนช้อยงดงามดุจสตรี
ภาคหญิงในตัวเขาตื่นขึ้นจากการหลับใหล พยายามสุดกำลังเพื่อดึงเศษวิญญาณของจินนามาหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว
‘พระผู้สร้างในกระจก’ ถูก ‘ปั่นหัว’ อย่างสมบูรณ์ พระองค์ละทิ้งความสนใจในเศษวิญญาณของจินนา ปล่อยให้มันหลุดลอยออกจากพระองค์ ไหลรวมเข้าสู่ภาคหญิงของลูเมี่ยน
ในจิตสำนึกของพระองค์เหลือเพียง ‘นางมารสิ้นโลก’ ชีค และมเหสีแห่งราชายักษ์โอมีเบล่า
พระองค์และพวกเธอหลอมรวมกลายเป็นหนึ่งเดียว
ดุลยภาพปรากฏอีกครั้ง แต่แตกต่างจากเดิมราวฟ้ากับดิน
การยุบตัวของร่างลูเมี่ยนค่อยๆ หยุดลง พลางเริ่มขยายออก ได้รับการเกิดใหม่อันน่าอัศจรรย์
ขณะที่ก้อนเนื้อสองก้อนที่งอกจากลำตัว พุ่งตรงไปยังลำคอของเขา แย่งชิงกันเพื่อแทนที่ศีรษะเดิม
พวกมันต่อสู้แก่งแย่งกันเอง ขณะเดียวกันก็หลอมรวมเข้าด้วยกันอย่างวุ่นวาย
มิสเตอร์ฟูลผู้ปรากฏเป็นประตูแสงสีเขียวอมดำ ห้อมล้อมด้วยหมอกสีเทาขาว ณ ความสูงอันไร้ขอบเขต ทรงใช้ ‘ปั่นหัว’ และ ‘ปลูกถ่าย’ ติดต่อกันอย่างแยบยล
ก้อนเนื้อที่กำลังหลอมรวมกัน พลันปรากฏบนไหล่ซ้ายของลูเมี่ยน ดิ้นเร่าพลางค่อยๆ งอกเติบโต กลายเป็นศีรษะที่ชุ่มฉ่ำด้วยของเหลวประหลาด
ศีรษะนี้มีใบหน้าทั้งทางขวาและทางซ้าย ใบหน้าด้านขวาเหมือนกับ ‘นางมารต้นกำเนิด’ ชีค งามอย่างร้อนแรงมีเสน่ห์ แต่ก็บริสุทธิ์น่าทะนุถนอม เปี่ยมล้นด้วยรัศมีแห่งความเป็นมารดา
ส่วนใบหน้าฝั่งซ้ายคล้ายคลึงอลิสต้า·ทูดอร์ แต่กลับมีเส้นผมสีดำดุจราตรีไร้ดาว แฝงความงามอันสมบูรณ์แบบ
มวลพลังและความบ้าคลั่งทั้งหมดบนร่างลูเมี่ยน ไหลหลั่งสู่ศีรษะเศียรนี้ ใบหน้าทั้งสองเผยความดุร้ายระคนวิปริตอย่างไม่ปิดบัง แผ่กระจายแรงกระหายอันแรงกล้าที่จะทำลายล้างทุกสิ่ง พร้อมกับสร้างสรรค์ทุกอย่าง
ใบหน้าทั้งสองไม่หยุดหลอมรวม บ้างซ้อนทับ บ้างแยกจากกัน จนในที่สุดก่อตัวเป็นวังวนมหึมา วังวนที่กลืนกินทุกอวัยวะบนใบหน้า
จากใจกลางวังวนนั้น ของเหลวที่ประกอบจากทุกสีสันทุกความเป็นไปได้ ค่อยๆ ซึมซาบออกมา จนตำแหน่งใบหน้าของศีรษะกลายเป็นความโกลาหลดึกดำบรรพ์
ในส่วนลึกสุดของความโกลาหลนั้น ใบหน้าใหม่กำลังก่อร่างอย่างช้าๆ แต่มั่นคง
‘นางมารต้นกำเนิด’ ชีค ผู้เฝ้ามองด้วยรอยยิ้มและประชันขันแข่งกับมิสเตอร์ฟูลมาตลอด พลันถอยร่นในพริบตา หายลับไปจากบริเวณนี้
ก่อนการจากไป เส้นผมสีดำสนิทของเธอทุกเส้นล้วนพลิ้วสยายสู่อากาศ แต่ละเส้นหนาลื่น พองโตดุจอสรพิษยักษ์ แส้ส่ายอย่างบ้าคลั่งกลางอากาศ เสมือนกำลังต่อสู้กับศัตรูที่มองไม่เห็น
ลูเมี่ยนผู้จมอยู่ในทะเลแห่งความเจ็บปวด บ้าคลั่ง และอารมณ์ทำลายล้างอันรุนแรง สัมผัสได้ถึงจิตสำนึกอันสูงส่งยิ่งใหญ่ ซึ่งมองดูสรรพสิ่งด้วยความเหยียดหยาม กำลังถือกำเนิดในศีรษะข้างกายเขา พร้อมกับเจริญเติบโตอย่างน่าสะพรึงกลัว
มิสเตอร์ฟูลทอดพระเนตรภาพนี้ เตรียมจะใช้ ‘คำอธิษฐาน’ กดทับและชะลอการคืนชีพของพระเจ้าดั้งเดิม เพื่อหาหนทางแก้ไขวิกฤตปัจจุบัน
ใบหน้าในความลึกของความโกลาหล ยิ่งทวีความชัดเจนขึ้นทุกขณะ
ในชั่วพริบตา อามุนด์โยนสิ่งของลึกลับชิ้นหนึ่งจากภายนอกโลกในกระจกพิเศษ ตกลงบนพระหัตถ์ของมิสเตอร์ฟูลอย่างแม่นยำ
มันคือหน้ากากสีทองอมดำ ดูน่าพิศวง สามารถปกคลุมใบหน้ามนุษย์ได้อย่างมิดชิด
ลูเมี่ยนผู้ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความทรมานสุดขีด จดจำหน้ากากใบนี้ได้ทันที
มันคือสิ่งที่ได้มาจากพิธีบูชาทะเล ได้มาจาก ‘โลกิ’ ในภายหลังมอบให้กับ ‘ชุมนุมแสงเหนือ’
บัดนี้ มันกลับมาปรากฏอีกครั้ง
หลังจากมิสเตอร์ฟูลรับหน้ากากไว้ ประตูแสงอันปรากฏเลือนรางบนความสูงไร้ขีดจำกัด ก็ฉายเงาลวงของพระองค์ลงมาทันที สาดส่องลงบนหน้ากากสีทองอมดำ
มิสเตอร์ฟูลทรงกดหน้ากากใส่ศีรษะที่งอกจากไหล่ซ้ายของลูเมี่ยน กดเข้าหาใบหน้าที่กำลังก่อร่างจากความว้าวุ่นโกลาหล
ใบหน้าดังกล่าวไม่ขัดขืน ไม่ต่อต้าน เพราะพระองค์ที่ยังฟื้นคืนไม่สมบูรณ์ถูก ‘ปั่นหัว’ เข้าเสียแล้ว ถูกหน้ากากสีทองอมดำ ‘หลอกล่อ’ จนหลงใหล
พระองค์ปรารถนาจากส่วนลึกสุดของพระหฤทัย ต้องการจะสวมใส่มัน และเชื่อมั่นว่ามันจะมอบพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่!
หน้ากากสีทองอมดำปกคลุมใบหน้าที่กำลังจะก่อร่างจากความโกลาหล เพียงพริบตาก็เสมือนหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว ไม่อาจแยกออกได้อีกต่อไป
ศีรษะดังกล่าวนิ่งสนิทในบัดดล หยุดดูดกลืนความบ้าคลั่งและพลังจากร่างลูเมี่ยน
จากด้านข้างศีรษะ ทั้งซ้ายขวา สองใบหน้ากลับมาปรากฏชัดอีกครั้ง หนึ่งเป็นของ ‘นางมารต้นกำเนิด’ ชีค ผู้เปล่งประกายรัศมีแห่งมารดา อีกหนึ่งคืออลิสต้า·ทูดอร์ที่หล่อเหลาสมบูรณ์แบบยิ่งกว่าเดิม
ในแววตาของใบหน้าทั้งสอง บ้างซ่อนเร้นความวิปริตอันน่าขนพองสยองเกล้า บ้างเผยความดุร้ายอย่างโจ่งแจ้ง
หมอกสีเทาขาวและประตูแสงที่แต่งแต้มด้วยสีเขียวอมดำบนความสูงอันไร้ขอบเขต เริ่มจางหายไปพร้อมกัน
บนไหล่ขวาของลูเมี่ยน เนื้อหนังพลันยุบพองดีดดิ้น งอกเงยเป็นศีรษะใหม่อย่างน่าอัศจรรย์ ศีรษะนั้นมีใบหน้าทั้งด้านหน้าและหลัง
ด้านหน้าคือโอลัวร์ผู้งดงามสดใส ด้านหลังคือจินนาผู้เลอโฉม
ทั้งสองต่างหลับตาสนิท ไร้วี่แววแห่งจิตสำนึก บนใบหน้าเปื้อนเลือด
ณ มุมลึกลับแห่งโลกในกระจกภายนอก
‘เทวทูตสีชาด’ เมดีซีผู้เตรียมจะจากไป ไม่คิดยุ่งเกี่ยวกับสองคนบ้าอีก พลันรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงอันน่าตกตะลึงในส่วนลึกของโลกกระจกพิเศษ
“โอกาสทอง!”
แม้เมดีซีจะไม่ทราบแน่ชัดว่าเกิดอะไรขึ้นที่นั่น แต่พระองค์ไม่ลังเลแม้แต่วินาทีเดียว วิเคราะห์สถานการณ์ด้วยสัญชาตญาณของนักรบ ตัดสินพระทัยอย่างเด็ดขาด เตรียมลงมือตามแผนการดั้งเดิม
วันนี้พระองค์วางเป้าหมายไว้สองประการ หนึ่งคือ ปราบปรามทุกสัญญาณการฟื้นคืนของ ‘พระเจ้าดั้งเดิม’ ให้สิ้นซาก มิฉะนั้น ความสมดุลที่ ‘สุริยันเจิดจรัส’ ต่อสู้มาอย่างยากลำบากจะพังทลายในพริบตา
สองคือ เก็บเกี่ยวชีวิตลูเมี่ยน·ลี คว้าชัยชนะสุดท้ายในศึกชิง ‘0-01’
พระองค์ไม่หวาดหวั่นต่อการขัดขวางของ ‘เดอะฟูล’ หากพระองค์กล้าเสด็จเยือน ตนก็มีวิธีทำให้ ‘เดอะฟูล’ ไม่อาจแทรกแซงได้ในระยะเวลาอันสั้น!
‘เทวทูตสีชาด’ เมดีซีก้าวเดินต่อไปอย่างมั่นคง พลางหยิบตุ๊กตาทหารโลหะที่แต่ละตัวมีชีวิตชีวา ออกจากถุงผ้าสีดำใบเล็กที่ห้อยข้างอกทีละตัว
ตุ๊กตาทหารเหล่านี้ ล้วนหลอมรวมกับพลังพิเศษแล้วทั้งสิ้น พลังจากหลากหลายเส้นทาง ราวกับสมบัติปิดผนึกมีชีวิต
เมดีซีโปรยเหล่าตุ๊กตาทหารออกไป ปล่อยให้พวกมันขยายร่างมหึมาเบื้องหลังพระองค์ ได้รับชีวิตชีวา เรียงแถวห้อมล้อมผู้บัญชาการ
กองทัพแห่ง ‘สงครามสีชาด’ ปรากฏอีกครั้งด้วยวิธีการอันน่าพิศวง
ในขณะเดียวกัน ภายในโลกดาราอันประกอบด้วยแนวคิดนามธรรมและสัญลักษณ์ลึกลับนับไม่ถ้วน
ดวงอาทิตย์ที่เคยดูราวภาพเขียนฝีมือเด็ก บัดนี้กลายเป็นลูกไฟมหึมาสีทองเจิดจรัส น่าสะพรึงกลัวจนแทบมองไม่ได้ ประจันหน้ากับจันทร์เพ็ญสีชาดเข้มภายนอกม่านกั้นล่องหน
บนผิวสีทองอร่ามที่ลุกโชติช่วงด้วยเปลวเพลิงบริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์ พลันปรากฏหย่อมดำทีละจุด
จุดมืดเหล่านี้แผ่ขยายลุกลาม หลอมรวมก่อร่างเป็นมนุษย์แสงขนาดมโหฬาร ห้อมล้อมด้วยพลังแห่งปฐมกาลอันวุ่นวาย
มนุษย์แสงยักษ์พุ่งทะยานลงมา มุ่งตรงสู่ส่วนลึกสุดของโลกในกระจกพิเศษ ปกคลุมร่างทั้งหมดของ ‘เดอะฟูล’ เอาไว้!
……………………………………………………..