ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 1113 ข้าต่อสู้กับตัวเองมานาน
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 1113 ข้าต่อสู้กับตัวเองมานาน
ตอนที่ 1113 ข้าต่อสู้กับตัวเองมานาน
………………..
มนุษย์แสงมหึมาที่ห่อหุ้มด้วยพลังปฐมกาล ยังคงเชื่อมโยงกับสุริยันสีทองเจิดจรัส ไม่แยกขาดจากกัน
‘มัน’ ถูกมัดตรึงแน่นหนา ราวกับแรงกระตุ้นและความบ้าคลั่งที่แฝงซ่อนในก้นบึ้งจิตใจของผู้คน แม้จะดำรงอยู่และไม่อาจมองข้าม แต่ในสภาวะปกติ ก็ยังคงไม่อาจทะลวงเขื่อนที่สติปัญญาและความเป็นมนุษย์สร้างขึ้นได้
ยิ่งไปกว่านั้น มนุษย์แสงปฐมกาลที่ก่อร่างจากจุดมืดของสุริยัน ซึ่งทะยานลงมาจากโลกดารา สู่ส่วนลึกของโลกในกระจกพิเศษ ก็มิได้กระทบต่อสุริยันสีทองเจิดจรัสในการธำรงบาเรียล่องหน เพื่อต้านทานจันทร์เพ็ญสีแดงชาดเอาไว้
พระองค์กลับยิ่งสว่างไสว ยิ่งเร่าร้อน ยิ่งศักดิ์สิทธิ์กว่าเดิม
ณ ขณะนี้ ภายในโลกดารามีแนวคิดนามธรรมแทน ‘สายตา’ และ ‘การจ้องมอง’ ปรากฏขึ้นทีละหนึ่ง พุ่งตรงสู่สุริยันสีทองอร่ามนี้
‘สุริยัน’ ที่ส่องสว่างโลกดาราและโลกทั้งใบ ยังคงไม่หวั่นไหว ราวกับกำลังตอบสนองอย่างเงียบงันว่า
ครั้งหนึ่ง ข้าเคยทรยศต่อตัวเอง
ในภายหลัง ข้าใช้เวลากว่าสองพันปีต่อสู้และประจันหน้ากับตัวข้าอีกคน จนในที่สุดก็คว้าชัยชนะเป็นระยะ บรรลุความสมดุล เปลี่ยนพระองค์ให้เป็นประโยชน์แก่ข้า ขณะที่ข้ายังคงเป็นข้า
บัดนี้ ข้าจะเดิมพันด้วยทุกสิ่งทุกอย่าง
การทำให้พันธมิตรกลายเป็น ‘รากเหง้าแห่งภัยพิบัติ’ และ ‘หายนะล้างโลก’ คือโอกาสเดียวที่ข้าจะคว้าชัยชนะสุดท้าย และกอบกู้วันสิ้นโลก!
ไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่ หรือจะนำมาซึ่งบทอวสานอันแสนเศร้า ข้าก็จะทุ่มเทสุดกำลัง
ยอมหักแต่ไม่ยอมงอ!
มนุษย์แสงขนาดมหึมาที่ถูกห่อหุ้มด้วยพลังปฐมกาล ปกคลุมทุกร่างของ ‘เดอะฟูล’ ในโลกกระจกพิเศษ รวมถึงติดตามการแฟลชของเขาไม่ลดละ ขวางกั้นไม่ให้เขาเข้าใกล้ลูเมี่ยน ด้วยความเร็วระดับแสงและพลังงานปริมาณมหาศาล
ฝ่ายหนึ่งถูกจัดแจง ถูกชักจูง อีกฝ่ายถูกปั่นหัว ถูกปลูกถ่าย ต่างไม่มีเวลาใส่ใจลูเมี่ยนอีกต่อไป
‘นางมารต้นกำเนิด’ ที่ถอยกลับไปอีกฟากหนึ่งของโลกในกระจกพิเศษ เส้นผมดำยังคงปลิวสะบัด ราวกับฝูงงูที่เลื้อยคลานกลางอากาศ เสมือนพยายามขดรวมกัน
ใบหน้างดงามของพระองค์บิดเบี้ยวด้วยเสน่ห์แปลกตา ยังคลายตัวไม่ได้ชั่วคราว ยังคงต่อสู้กับบางสิ่งอยู่
จักรพรรดินีโรซายล์ในกระจกเฝ้ามองอยู่ใกล้ๆ อย่างเงียบงัน ไม่เข้าแทรกแซง
พระองค์ยากจะฝืนเจตจำนงของ ‘พระผู้สร้างในกระจก’ อันได้แก่ ‘นางมารต้นกำเนิด’ ชีค
พระองค์ได้แต่หวังว่า หายนะที่กำลังจะมาเยือน จะไม่ทำให้โลกในกระจกพิเศษพังทลายอย่างสิ้นซาก ล่มสลายโดยสิ้นเชิง
สำหรับพระองค์ที่ยังไม่อาจออกไปสู่ภายนอกได้อย่างแท้จริง นี่ถือเป็นหายนะร้ายแรง
ส่วนซาราธที่ซ่อนตัวอยู่ไม่ไกลจนถึงเมื่อสักครู่ ได้ชิงหลบหนีไปก่อนแล้ว กลับไปหลบซ่อนในปราสาทเดอลาน
ลูเมี่ยนรู้สึกเพียงว่า ด้านซ้ายของร่างกายตน มีกระแสความคิดดุร้าย โหดเหี้ยม บิดเบี้ยว วิปริตถาโถมเข้ามาเป็นระลอกๆ
พวกมันเปรียบดังสึนามิที่ซัดกระหน่ำจิตวิญญาณและเจตจำนงของเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ปรารถนาจะกลืนกลายให้เป็นหนึ่งเดียวกัน
ด้านขวาของเขาเต็มไปด้วยความเงียบงัน กลิ่นอายคล้ายความตาย แต่ก็แฝงไว้ด้วยความเศร้าโศก ทุกข์ระทม และสิ้นหวัง
พวกมันล้วนสะท้อนกับสภาวะปัจจุบันของลูเมี่ยนในระดับที่แตกต่างกัน เสมือนกำลังจะหลอมรวมเข้าด้วยกัน นำมาซึ่งความบ้าคลั่งสุดขีดที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง
เบื้องหน้าลูเมี่ยน ร่างแล้วร่างเล่าแล่นผ่านไป
แสงสว่างดวงแล้วดวงเล่าสาดส่องแล้วหรี่มัวลง ทั้งหมดกลายเป็นภาพเลือนราง
ข้างหูของเขาพลันดังกังวานด้วยเสียงที่ใกล้บ้างไกลบ้าง
“ความปรารถนาของข้าคือ”
“ลูเมี่ยน·ลีจะสามารถรักษาช่วงเวลาแห่งความแจ่มใส มีเหตุผล และความเป็นมนุษย์ไว้ได้ในแต่ละวัน”
โชคชะตาได้ถูกกำหนดแล้ว ความบ้าคลั่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้แต่ ‘ผู้ชี้นำปาฏิหาริย์’ ก็ไม่อาจพลิกผันได้อย่างสมบูรณ์ ทำได้เพียงอาศัยประโยชน์จากช่องโหว่ และลดความยากของคำอธิษฐานลง ให้ลูเมี่ยนสามารถบ้าคลั่งบ้าง แจ่มใสบ้างสลับกันไป
ไม่มีใครกำหนดว่า ผู้ที่ถูกลิขิตให้บ้าคลั่ง จะไม่มีช่วงเวลาที่แจ่มใสเป็นครั้งคราว!
ส่วนครั้งคราวคือเท่าไรนั้น ต่อไปนี้จะถูกนิยามโดยการปั่นหัวและ ‘บั๊ก’
สายตาอันพร่ามัวของลูเมี่ยนพลันกระจ่างชัด ความทุกข์และความดุร้ายยังคงเต็มเปี่ยมในร่างกายของเขา แต่ไม่รบกวนความคิดและการรับรู้อีกต่อไป
เขามองเห็นตุ๊กตาทหารจำนวนมากเบื้องหน้า ทุกตัวสวมเกราะโลหะสีต่างกัน ใบหน้าล้วนดูราวกับถูกแกะสลัก สูงสิบกว่าเมตร เรียงรายเป็นทิวแถว ดุจดังกองทัพใหญ่
ลูเมี่ยนยังเห็นตุ๊กตาทหารห้อมล้อม ‘เทวทูตสีชาด’ เมดีซี
ราชาเทวทูตองค์นี้ได้เผยร่างสัตว์ในตำนานออกมาแล้ว ประกอบด้วยเปลวไฟที่แทบจะไร้รูปร่าง ซึ่งย้อมด้วยสีม่วงเข้มดุจเลือด รวมไปถึงกระดูกแข็งดั่งเหล็กกล้า สัญลักษณ์สลับซับซ้อนน่าสะพรึงกลัว และเกราะสีดำเปื้อนเลือด
บนหว่างคิ้วของพระองค์ รอยประทับสีเลือดรูปคล้ายธง นูนเด่นอย่างแจ่มชัด สดจัดจนแทบหยดย้อย
พระองค์ได้ประกอบพิธีบูชาล่วงหน้าแล้ว ขอความช่วยเหลือจาก ‘ต้นกำเนิดแห่งสงคราม’
ศีรษะที่สวมหน้ากากประหลาดสีทองเข้มบนไหล่ซ้ายของลูเมี่ยนพลันหมุน ปรับใบหน้าที่คล้ายคลึงกับอลิสต้า·ทูดอร์ให้หันไปทางเมดีซี
บนหว่างคิ้วของใบหน้านี้ก็ปรากฏรอยประทับธงสีเลือดเช่นกัน ทั้งยังมีสัญลักษณ์สีเข้มที่ไม่อาจบรรยาย ราวกับจะนำมาซึ่งความโกลาหลสุดท้าย
พระองค์เผยรอยยิ้มดูถูกเหยียดหยาม พลางเปล่งเสียงไปทางเมดีซี
“ไอ้ขี้ขลาดอย่างเจ้า ในที่สุดก็กล้ามาแล้วสินะ”
“เตรียมใจถูกข้ากินอีกครั้งแล้วหรือยัง?”
ลูเมี่ยนก็เผยร่างสัตว์ในตำนานที่สมบูรณ์ออกมาเช่นกัน พร้อมกับชักดาบตรงธรรมดาเล่มหนึ่งออกจาก ‘กระเป๋านักเดินทาง’ ที่ตกอยู่บนพื้น และไม่ได้รับผลกระทบมาตลอด
ดาบตรงเล่มนี้ขยายใหญ่ในพริบตา ใหญ่พอที่จะสอดคล้องกับร่างสูงยี่สิบสามสิบเมตร
มันลุกโชนด้วยเปลวไฟสีดำ ซึ่งอัดแน่นด้วยการทำลายล้างและความบ้าคลั่ง
เมดีซีก็ชูดาบเพลิงเล่มยักษ์ของตนเช่นกัน
ยักษาเพลิงสองตนปะทะกันจนเกิดเสียงดังสนั่น
แทบจะในเวลาเดียวกัน ตุ๊กตาทหารของกองพล ‘สงครามสีชาด’ ต่างยกแขนขึ้น เอนตัวไปด้านหลัง
ดวงตาของพวกมันล้วนย้อมด้วยสีดำเหล็ก สะท้อนส่วนที่ซีดขาวบนร่างของลูเมี่ยน ในมือของพวกมันก่อตัวเป็นหอกเพลิงสีม่วงเข้มใกล้เลือดเล่มแล้วเล่มเล่า
พวกมันสามารถแบ่งใช้ทุกความสามารถและพลังวิญญาณของ ‘เทวทูตสีชาด’ เมดีซีได้พร้อมกัน!
ซู่! ซู่! ซู่!
ถือโอกาสที่เมดีซีสกัดลูเมี่ยน หอกเพลิงนับไม่ถ้วนพุ่งออกไปอย่างหนาแน่นดุจป่าหอก มอบความรู้สึกราวกับจะบดบังท้องฟ้า
เป้าหมายของพวกมันชี้ตรงไปยังจุดอ่อนหลายแห่งบนร่างของลูเมี่ยน
ศีรษะที่สวมหน้ากากประหลาดสีทองเข้มบนไหล่ซ้ายของลูเมี่ยนเริ่มหมุนอีกครั้ง
คราวนี้ ใบหน้าที่หันเข้าหา ‘เทวทูตสีชาด’ เมดีซีแปรเปลี่ยนเป็น ‘นางมารสิ้นโลก’ ชีค ซึ่งเปี่ยมด้วยรัศมีแห่งมารดา
ใบหน้านี้ยิ้มอย่างเย้ายวน จนการเคลื่อนไหวของเมดีซีช้าลง ทำเอาหอกเพลิงสีม่วงเข้มใกล้เลือดที่ถาโถมปกคลุมฟ้าดินเข้ามา มีท่าทีเสมือนไม่อยากทำร้าย
ถัดมา ร่างของลูเมี่ยนกลายเป็นภาพลวงตาซ้อนทับกัน ดุจดังภาพสะท้อนที่ถูกส่องจากกระจกหลายบานพร้อมกัน
ครืน! ครืน!
หอกเพลิงนับไม่ถ้วนแทงทะลุร่างกายของเขา นำมาซึ่งการระเบิดหนักหน่วง ทำลายทุกภาพสะท้อนในพริบตา
ร่างของลูเมี่ยนปรากฏขึ้นในอีกด้านหนึ่ง
‘เทวทูตสีชาด’ เมดีซีเปิดโอกาสให้เขาหายใจ กลายร่างเป็นดาวตกไฟก้อนหนึ่ง ลุกโชนด้วยสีม่วงเข้มดุจเลือด แทบไร้รูปร่าง ถาโถมเข้าหาลูเมี่ยนในชั่วพริบตา
ตุ๊กตาทหารของกองพล ‘สงครามสีชาด’ ก็แปรเปลี่ยนเป็นดาวตกไฟคล้ายคลึงกัน พร้อมด้วยอานุภาพเดียวกัน พุ่งกระหน่ำลงมาจากทิศทางต่างๆ ด้วยเสียงหวีดหวิว อาศัยการโจมตีเป็นวงกว้างเพื่อหลุดพ้นจากการรบกวนของ ‘หมอกสงคราม’
ในฐานะราชาเทวทูต เมดีซีสามารถให้ทหารของตนร่วมแบ่งปัน ‘สถานะ’ ของตน กล่าวคือ ณ เวลานี้ จะเท่ากับมี ‘เทวทูตสีชาด’ เกือบร้อยองค์กำลังโจมตีลูเมี่ยนพร้อมกัน
นี่คือหนึ่งในพลังที่แข็งแกร่งที่สุดของเมดีซี ข้อเสียเดียวคือ มันจะสิ้นเปลืองพลังวิญญาณอย่างมหาศาล
มันเท่ากับการระเบิดพลังวิญญาณที่ปกติจะรักษาการต่อสู้ได้นาน ออกมาในชั่วพริบตา แลกการย่นย่อเวลาเพื่อการเสริมอำนาจการโจมตีวงกว้าง
ในฐานะราชาเทวทูตบรรพกาล เมดีซีย่อมทราบดีว่าพันธมิตรของตนอย่าง ‘สุริยันเจิดจรัส’ คงถ่วงเวลาได้ไม่นานนัก ฝั่งนี้ต้องรีบจบศึก จึงเปิดฉากด้วยทางเลือกที่จะสำเร็จการใหญ่ในคราวเดียว
ภายนอกโลกในกระจกพิเศษ อามุนด์ที่สวมแว่นตาขาเดียวและหมวกแหลมอ่อน ไม่ลงมือกระทำสิ่งใดอีก ราวกับเป็นผู้ชมที่แท้จริง
ไม่ขัดขวาง และไม่ช่วยเหลือ
พระองค์ทำสีหน้าปกติ ไม่รู้ว่าขโมยแอปเปิลสีแดงลูกหนึ่งมาจากไหน ยกขึ้นใกล้ปาก กัดเสียงกรอบ
เผชิญหน้ากับดาวตกเพลิงที่พุ่งกระหน่ำจากทุกสารทิศ ลูเมี่ยนไม่ถอยร่น ในดวงตาเปี่ยมด้วยความบ้าคลั่งและเจตจำนงการต่อสู้อันลุกโชน
เขาคำรามต่ำ วิงวอนขอความช่วยเหลือจาก ‘นครภัยพิบัติ’ เป็นครั้งที่สองของวัน
กระดูกสีดำเหล็กที่ประกอบเป็นร่างกายของเขา ซึ่งถักทอเป็นสัญลักษณ์และลวดลายสลับซับซ้อน พลันปรากฏรอยแตกละเอียดนับไม่ถ้วน เปลวไฟสีม่วงแดงที่พลิ้วไหว ถูกย้อมติดสีเลือดยิ่งกว่าเดิม
เขาสวมเกราะสีดำสนิท เปื้อนเปรอะรอยเลือด ไม่สนใจดาวตกเพลิงลูกอื่น เพียงล็อกเป้าไปยัง ‘เทวทูตสีชาด’ เมดีซีคนเดียว แล้วฟาดฟัน ‘ดาบประลัยกัลป์’ อันยิ่งใหญ่และน่าสะพรึงกลัว พร้อมด้วยความหมายแห่งการพิชิต
ครืน!
เปลวไฟสีม่วงเข้มอมแดงกระจายปลิวว่อน ก่อตัวเป็นพายุที่กวาดกลืนรอบข้าง
การระเบิดอันเต็มเปี่ยมไปด้วยออร่าแห่งการทำลายล้างนี้ สร้างรอยปริแตกไปทั่วส่วนลึกของโลกในกระจกพิเศษ โงนเงนใกล้จะพังทลาย กำลังจะแตกสลายเต็มที
ท่ามกลางเปลวไฟที่ม้วนตัวพลิ้วไหว ร่างของ ‘เทวทูตสีชาด’ เมดีซีปรากฏกาย ระหว่างอกและท้องปรากฏบาดแผลลึก ด้านในมีเปลวไฟสีดำมืดจนแม้แต่ความลึกล้ำก็ไม่หลงเหลือ ไหลบ่าออกมา
สภาพของลูเมี่ยนดูน่าสังเวชยิ่งกว่า เกราะสีดำสนิทเปื้อนเลือดขาดวิ่นเป็นริ้วๆ
กระดูกสีดำเหล็กที่ถักทอเป็นลวดลาย รวมถึงสัญลักษณ์สลับซับซ้อน บัดนี้สูญหายไปมาก หักโค่นไปไม่น้อย เปลวไฟสีม่วงเข้มจนใกล้สีเลือดก็เหลือเพียงชั้นบาง ราวกับแค่ลมพัดก็จะดับ
รอบตัวเขายังโรยเต็มไปด้วยเศษแก้ว ตัวตนในกระจกของเขาก็ประสบการโจมตีแบบทำลายล้างเช่นกัน
ลูเมี่ยนเริ่มหัวเราะลั่น หัวเราะอย่างเอิกเกริก
เขาปัก ‘ดาบประลัยกัลป์’ ที่ชำรุดทรุดโทรมในมือลงกับพื้น
พื้นดินรอบๆ ที่ถึงขีดจำกัดอยู่แล้ว เริ่มพังทลายอย่างสนั่นหวั่นไหว ล่มสลายโดยสิ้นเชิง
พร้อมกับการพังทลายโดยสมบูรณ์ของบริเวณโดยรอบ ลูเมี่ยนร่วงหล่นลงสู่กระแสกาลอวกาศอันวุ่นวาย ดำดิ่งสู่ส่วนลึกของความมืด
เขาที่ร่างกายเริ่มฟื้นคืนใหม่ โบกมือให้เมดีซีและกองพล ‘สงครามสีชาด’ ที่กำลังร่วงหล่นเช่นกัน ราวกับใช้รอยยิ้มถามว่า ‘พวกแกจะตามมาไหม? ใต้กระแสกาลอวกาศอันวุ่นวาย ทีมจะกระจัดกระจายเอาได้นะ’
‘เทวทูตสีชาด’ ผิวปากกลับ ราวกับกำลังตอบว่า ‘ข้าคนเดียวก็เหลือเฟือ’
ทั้งสองไม่อาจสื่อสารกันมากกว่านี้ พายุกาลอวกาศม้วนตัวเข้ามาอย่างเงียบงันและอันตราย จนพวกเขากระจัดกระจายออกไป
ลูเมี่ยนร่วงดิ่งด้วยความเร่ง อาศัยพลัง ‘เทเลพอร์ต’ หลบเลี่ยงพื้นที่อันตรายที่สุดไปได้
เขาไม่อาจสัมผัสถึงโลกภายนอกแล้ว ไม่สามารถหลุดพ้นจากมิติแห่งนี้ได้ในคราวเดียว
เพียงชั่วกะพริบตา หรืออาจนานกว่านั้นเล็กน้อย ลูเมี่ยนตกลงมายังหน้าซากพระราชวังอันยิ่งใหญ่ ซึ่งพังทลายไปกว่าครึ่ง กำลังลุกโชนด้วยเปลวไฟไร้รูปไร้สี
ส่วนลึกของโลกในกระจกพิเศษนำไปสู่ทรีอาร์ยุคที่สี่
……………………………………………………..