ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 1115 แดงฉาน
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 1115 แดงฉาน
ตอนที่ 1115 แดงฉาน
………………..
“พระเจ้าดั้งเดิม?” ลูเมี่ยนเลิกคิ้วเล็กน้อย
บนทุ่งรกร้างโดยรอบเขา เปลวเพลิงล่องหนไร้สีสัน พลันลุกโชนขึ้นอย่างดุเดือดเผ็ดร้อน
คุณนายปัวริสที่อุ้มทารกโอมีเบล่าไว้ เผยรอยยิ้มพลางกล่าว
“ในเส้นทางแห่งภัยพิบัติทั้งสอง ซุกซ่อนแผนการคืนชีพของ ‘พระเจ้าดั้งเดิม’ เอาไว้”
“ในกระบวนการที่ทูดอร์และชีคร่วมรักกัน จนให้กำเนิดกริสโมนาและจูดิธ จิตสำนึกของ ‘พระเจ้าดั้งเดิม’ ก็ฟื้นคืนขึ้นมาในระดับหนึ่งเช่นกัน คู่แฝดนั้นจึงเป็นพี่น้องต่างเพศโดยธรรมชาติ”
“ในทางกลับกัน หากสิ่งที่หลอมรวมเข้าสู่ร่างกายคุณ ไม่ใช่โอมีเบล่าและจีดาส แต่เป็นบุตรแห่งเทพองค์อื่นของ ‘องค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่’ ในการหลอมรวมเมื่อครู่นี้ พวกพระองค์ก็คงไม่อาจแสดงบทบาทใดๆ ได้เลย เพราะขาดสัญลักษณ์และความเชื่อมโยงทางศาสตร์เร้นลับที่จำเป็น”
เมื่อได้ยินถ้อยคำข้างต้น ศีรษะที่อยู่บนไหล่ซ้ายของลูเมี่ยนเริ่มหมุนไปมา จนสองใบหน้าที่เป็นของชีคและอลิสต้า·ทูดอร์สลับกันมองไปยังคุณนายปัวริส
ลูเมี่ยนพยายามอย่างสุดกำลัง เพื่อฝืนข่มแรงกระตุ้นที่อยากเผาโลกอีกฝั่งแห่งนี้ให้ย่อยยับ พลันเกิดความคิดหนึ่งแล่นผ่านสมอง
อย่างนี้นี่เอง โอมีเบล่าถูกญาติสายตรงสังหารจริงๆ พระองค์ถึงได้สาปแช่งเมืองเงินพิสุทธิ์เช่นนั้น…
ก่อนหน้านี้ ลูเมี่ยนยังคาดเดาว่า นั่นเป็นเพราะการตายครั้งสุดท้ายของโอมีเบล่า มีต้นเหตุมาจากการปลิดชีพโดยชาวเมืองเงินพิสุทธิ์ และชาวเมืองเงินพิสุทธิ์ทุกคนล้วนเป็นผู้ศรัทธาของพระองค์ ประดุจบุตรของพระองค์ผู้เป็น ‘มารดา’
การที่บุตรปลิดชีพมารดา มนุษย์ปลิดชีพเทพ ย่อมกระตุ้นคำสาปที่ว่า ‘จะต้องตายด้วยน้ำมือของญาติสายตรง มิฉะนั้นจะกลายเป็นวิญญาณมาร’ ได้โดยปริยาย
บัดนี้ดูเหมือนว่า นั่นอาจเป็นสาเหตุหนึ่งจริง แต่แน่นอนว่าไม่ใช่สาเหตุทั้งหมด หรือแม้กระทั่งไม่ใช่สาเหตุสำคัญที่สุด
สาเหตุที่แท้จริงคือ ผู้นำในการสังหารโอมีเบล่าครั้งแรก ไม่ใช่ใครนอกจาก ‘เทพสุริยันบรรพกาล’!
เทพองค์นี้คือผู้สืบทอดของ ‘พระเจ้าดั้งเดิม’
ณ เวลานั้น ภายในร่างกายพระองค์อาจมีจิตสำนึกและวิญญาณบางส่วนของ ‘พระเจ้าดั้งเดิม’ ฟื้นคืนกลับมา เพียงแต่ยังสามารถกดข่มไว้ได้!
ด้วยสถานการณ์ดังกล่าว ในสายตาของโอมีเบล่า นั่นมิใช่ว่า เทพผู้สืบทอดจิตสำนึกและวิญญาณของบิดา อาศัยพลังวิเศษที่มีต้นกำเนิดจากบิดา มาปลิดชีพตนเองหรอกหรือ?
ลูเมี่ยนเข้าใจในทันที ว่าเหตุใดตอนอยู่ที่หมู่บ้านกอร์ตู คุณนายปัวริสจึงต้องล่อลวงให้อธิการโบสถ์สังหารโอมีเบล่าที่เพิ่งคลอด ด้วยมือของเขาเอง
หากเพียงต้องการสัญลักษณ์ ‘การถูกญาติสายตรงสังหาร’ มารดาอย่างเธอย่อมสามารถทำเองได้ ไม่จำเป็นต้องวางแผนซับซ้อน ทำให้ยุ่งยากเกินความจำเป็น
คำอธิบายเดียวคือ ทารกโอมีเบล่าจะต้องถูกบิดาผู้ให้กำเนิด อธิการโบสถ์ผู้เป็นสัญลักษณ์ของ ‘สุริยันเจิดจรัส’ ฆ่าตายหนึ่งครั้ง
มีเพียงหนทางนี้เท่านั้น ทุกสัญลักษณ์จึงจะครบถ้วน ก่อเกิดเป็นวงจรปิด สามารถเป็นจริงได้ในทางศาสตร์เร้นลับ!
“สุริยันเจิดจรัส…สุริยันเจิดจรัส…”
ม่านตาลูเมี่ยนขยายกว้าง ตกใจจนขนลุกซู่ รีบคิดวิเคราะห์ในเชิงลึก
หลังจากทราบว่า การให้อธิการโบสถ์เป็นบิดาของโอมีเบล่า ก็เพื่ออาศัย ‘สุริยันเจิดจรัส’ เป็นสัญลักษณ์ เขาก็สงสัยประเด็นหนึ่งมาตลอด
เหตุใดจึงต้องเจาะจงเลือก ‘สุริยันเจิดจรัส’?
เป็น ‘เทพจักรกลไอน้ำ’ ‘เทพแห่งปัญญาความรู้’ ‘วายุสลาตัน’ ไม่ได้หรือ?
ข้อสงสัยคล้ายกันนี้ไม่ได้คงอยู่นานนัก หลังจากเข้าใจแล้วว่า สาเหตุคือโอลัวร์มีเงื่อนไขครบทั้ง ‘ผู้ข้ามมิติ’ ‘กลิ่นอายหมอกสีเทา’ ‘จอมเวท’ ‘มีน้องชาย’ ‘ถูกปราชญ์เร้นลับถ่ายทอดความรู้หนึ่ง จนอัญเชิญเจ้ากระดาษขาวที่มีปัญหาออกมา’ ลูเมี่ยนก็คิดว่านี่เป็นเพียงเรื่องบังเอิญล้วนๆ หมู่บ้านกอร์ตูที่โอลัวร์อาศัยอยู่ ก็แค่บังเอิญศรัทธาใน ‘สุริยันเจิดจรัส’
แต่บัดนี้ เขาเข้าใจแจ่มแจ้งแล้วว่านี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นเงื่อนไขที่จำเป็น
นอกจาก ‘ผู้ข้ามมิติ’ ‘กลิ่นอายหมอกสีเทา’ ‘จอมเวท’ ‘ความสัมพันธ์พี่น้องต่างเพศ’ แล้ว ยังมีเงื่อนไขแฝงอีกหนึ่งข้อ
อาศัยอยู่ในเขตที่ศรัทธา ‘สุริยันเจิดจรัส’
ลูเมี่ยนนึกถึงตอนที่ตนยังเป็นผู้ศรัทธาผิวๆ ของ ‘สุริยันเจิดจรัส’ บางครั้งเขาจะไปร่วมพิธีมิสซาที่โบสถ์นักบุญซิธในหมู่บ้านกอร์ตู สวดวิงวอนเป็นครั้งคราว ย่อมได้ยินอธิการโบสถ์กล่าวคำสรรเสริญบางประการ
“บิดาผู้ยิ่งใหญ่!”
“บิดาแห่งสรรพชีวิตทั้งมวล!”
นี่มิใช่นามอันทรงเกียรติของ ‘สุริยันเจิดจรัส’ แต่กลับถูกจารึกไว้ในพระคัมภีร์ มักถูกกล่าวถึงในคำโฆษณาชวนเชื่อและคำสรรเสริญเยินยอ!
บิดาผู้ยิ่งใหญ่!
ลูเมี่ยนจ้องมองคุณนายปัวริส เอ่ยออกมาโดยไม่ทันคิด
“สุริยันเจิดจรัสมีปัญหาสินะ?”
คุณนายปัวริสยิ้มน้อยๆ พลางตอบ
“นานมาแล้ว ภายในกายของพระองค์มีจิตสำนึกของ ‘พระเจ้าดั้งเดิม’ ฟื้นคืนกลับมา”
“ในช่วงหนึ่ง กระทั่งสูญเสียการควบคุมตัวเองเป็นครั้งคราวก็มี”
“ผ่านกาลเวลาอันยาวนาน ในที่สุดพระองค์ก็ควบคุม ‘ตัวตน’ ที่กลายพันธุ์ได้ บรรลุสมดุลอันเปราะบาง สามารถใช้พลังของ ‘ทะเลแห่งความโกลาหล’ ได้ระดับหนึ่ง แต่ต้องระมัดระวังอย่างยิ่งยวด ควบคุมจำนวนครั้ง หากไม่แล้ว มลทินและการกลายพันธุ์จะถลำลึก สมดุลก็จะถูกทำลาย”
กล่าวถึงตรงนี้ คุณนายปัวริสยิ้มงดงามพลางถามกลับ
“คุณน่าจะเข้าใจแล้วสินะ ว่าเหตุใดการถือกำเนิดอย่างแท้จริงของโอมีเบล่า จึงสำคัญนัก?”
“บิดาที่แท้จริงของพระองค์คือ ‘พระเจ้าดั้งเดิม’ บิดาปัจจุบันของพระองค์คือ ‘สุริยันเจิดจรัส’”
“ภายในร่างของ ‘สุริยันเจิดจรัส’ มีจิตสำนึกที่ฟื้นคืนกลับมาของ ‘พระเจ้าดั้งเดิม’”
“เมื่อพระองค์ถือกำเนิดอย่างเป็นรูปธรรม สัญลักษณ์ที่บ่งบอกว่า ‘สุริยันเจิดจรัส’ เท่ากับ ‘พระเจ้าดั้งเดิม’ จะถูกเสริมให้แกร่งขึ้น”
“ความเชื่อมโยงทางศาสตร์เร้นลับระหว่างทั้งสอง จะหลอมรวมเข้าด้วยกันแนบแน่น”
“เมื่อสัญลักษณ์ที่เท่ากับ ‘พระเจ้าดั้งเดิม’ ถูกเสริมให้แกร่งขึ้นอย่างมาก สมดุลที่ ‘สุริยันเจิดจรัส’ พยายามรักษาไว้จะยังคงอยู่ได้หรือ?”
บนโลกดาราที่ถักทอจากแนวคิดนามธรรมและสัญลักษณ์ต่างๆ
ยักษ์แห่งแสงที่เชื่อมต่อกับดวงอาทิตย์สีทองร้อนแรง และห้อมล้อมด้วยพลังปฐมกาล พลันถอนตัวจากการต่อสู้กับ ‘เดอะฟูล’
พระองค์หดร่างกลับทันที ซ้อนทับกับดวงอาทิตย์สีทองที่เปล่งประกายแสงศักดิ์สิทธิ์
บนพื้นผิวดวงอาทิตย์อันร้อนแรง สีมืดพลันทวีจำนวน ราวกับจุดดำด่าง ปกคลุมครึ่ง ‘ใบหน้า’ อย่างรวดเร็ว
พระอาทิตย์สีทองดวงยักษ์ บ้างก็กลายเป็นชายหนุ่มรูปงาม คึกคัก ผมสั้นสีทอง สวมเสื้อคลุมยาวสีขาวบริสุทธิ์ บ้างก็ขยายเป็นลูกไฟดวงใหญ่ที่ลุกโชนร้อนแรง ส่องแสงจ้าแยงตา
สีหน้าของชายหนุ่มผู้นั้น กลายเป็นบิดเบี้ยว ร่างกายถูกเงามืดที่ซึมออกมาจากภายในห่อหุ้มไว้ครึ่งหนึ่ง หลอมละลายไม่หยุดหย่อน
ลูกไฟอันน่าสะพรึงกลัวดวงนี้ ถูกสีดำครอบงำมากขึ้นเรื่อยๆ ความศักดิ์สิทธิ์ค่อยๆ ถดถอย
ทันใดนั้น เบื้องหลังดวงอาทิตย์สีทอง มีร่างหนึ่งถูกวาดขึ้นอย่างเงียบเชียบ
ร่างดังกล่าวเป็นสตรี สวมชุดกระโปรงยาวสีดำหลายชั้นแต่ไม่ซับซ้อน ดูราวกับประดับประดาด้วยดวงดาวเจิดจ้า ตรงสีข้างและสะเอว มีแขนงอกฝั่งละสองข้าง คลุมด้วยขนสั้นสีดำสนิท
เทพธิดารัตติกาล!
ในมือทั้งหกของเทพธิดา สองมือถือเคียวเล่มใหญ่สีดำหนักอึ้ง สองมือประคองเครื่องประดับโบราณรูปนก หล่อหลอมจากทองคำ อีกสองมือยกดาบเล่มเขื่อง ดูเหมือนหล่อจากแสงสีส้ม เล็งไปทาง ‘สุริยันเจิดจรัส’
ชายหนุ่มใบหน้าบิดเบี้ยว สวมเสื้อคลุมสีขาว มองไปยังตำแหน่งเดิมของ ‘เทพธิดารัตติกาล’ พบว่าตรงนั้นมีงูอันน่าสะพรึงกลัว กางปีกขนาดมหึมา เส้นขนดกหนา พร้อมด้วยเงาสะท้อนของมันเอง กำลังอุดรอยแยกเพื่อรักษาบาเรียเอาไว้
งูขนตัวนั้นคงยื้อไว้ได้ไม่นานนัก และนั่นคือกรณีที่ ‘เทพธิดารัตติกาล’ ยังไม่หลุดพ้นจากโลกดารา
‘สุริยันเจิดจรัส’ หันกลับมามอง ‘เทพธิดารัตติกาล’ พลางถามด้วยความเจ็บปวดยิ่ง
“เจ้า…รู้ตั้งแต่เมื่อไร?”
เครื่องประดับทองคำรูปนกในสองมือของ ‘เทพธิดารัตติกาล’ แปรเปลี่ยนในพริบตา เนรมิตให้เบื้องหลังพระองค์ปรากฏแม่น้ำลวงตาสายหนึ่ง ซึ่งทั้งกว้าง ตรง มืดมิด ไร้สีสัน
แม่น้ำสายนี้ไหลเงียบงัน ระยะห่างใกล้กับ ‘เทพธิดารัตติกาล’ อย่างยิ่ง
“เมื่อครั้งมหาวิบัติ ข้าก็เริ่มระแคะระคาย หลังได้ครอบครอง ‘มีอันต้องเสียสติ’ ก็เข้าใจความผิดปกติของเจ้าอย่างถ่องแท้” เสียงของ ‘เทพธิดารัตติกาล’ นุ่มนวลราวกับกำลังกล่อม ‘สุริยันเจิดจรัส’ ให้หลับใหล
เคียวสีดำหนักอึ้ง กับดาบที่หล่อจากแสงสีส้ม ฟาดฟันลงไปหา ‘สุริยันเจิดจรัส’ พร้อมกัน ความเร็วเชื่องช้ายิ่ง แต่กลับดึงแม่น้ำมืดมิดไร้สีสันสายนั้นมาด้วย ช่วยชะลอภาวะที่ดวงอาทิตย์สีทองถูกจุดดำสีมืดกลืนกิน
‘สุริยันเจิดจรัส’ โอซาคุส ผู้รูปงามร่าเริง หัวเราะเยาะตัวเอง
พระองค์พยายามอย่างสุดกำลัง เพื่อกดข่มการกลายพันธุ์ของตน กดข่มสัญชาตญาณป้องกันตัว
พระองค์มองไปทาง ‘เทพธิดารัตติกาล’ พลางขอร้องด้วยสีหน้าขึงขัง
“สังหารข้าเถิด”
พระองค์ยอมสิ้นพระชนม์ ดีกว่าสูญเสียตัวตน ลืมตาอ้าปากหายใจต่อไป!
ทันใดนั้น พระพักตร์ของพระองค์บิดเบี้ยวอีกครั้ง สีดำมืดครอบครองพื้นผิวดวงอาทิตย์
เสียงโบราณราวกับข้ามผ่านประวัติศาสตร์เริ่มดังแว่ว
“หากเจ้าสังหารพระองค์ บาเรียจะสูญเสียเสาค้ำอีกต้นหนึ่ง จะยับยั้งพวกที่อยู่ข้างนอกไว้ได้หรือ?”
‘เทพธิดารัตติกาล’ ตอบโดยไร้ความผันผวนทางอารมณ์
“ข้าเพิ่งเห็นท่านร่วมมือกับ ‘เทวมารดาเสื่อมทราม’ และท่านคือ ‘ผู้รับรอง’ ที่แข็งแกร่งที่สุด”
ขณะพูด พระองค์ฟันเคียวสีดำหนักอึ้ง รวมถึงดาบที่หล่อจากแสงสีส้ม ลงไปโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
แม่น้ำลวงตาสีดำมืดก็ดูเหมือนจะถาโถมเข้าใส่เช่นกัน
ผู้คนที่ยังไม่เข้านอนในยามดึก รวมถึงผู้แข็งแกร่งทุกคนบนโลก พร้อมใจกันเงยหน้ามองท้องฟ้า
ดวงอาทิตย์สีทองอันร้อนแรง เจิดจ้าบริสุทธิ์เริ่มขยายใหญ่ ส่องสว่างไปทั่วทั้งโลก
วินาทีถัดมา ดวงอาทิตย์นั้นแตกสลาย กลายเป็นแสงศักดิ์สิทธิ์ เจือปนสีดำมืดประปราย พุ่งกระจายไปตามสถานที่ต่างๆ
เสมือนดวงดาวกำลังร่วงหล่นในรูปแบบของสายฝน
…………
ทรีอาร์ยุคที่สี่ ด้านข้างพระราชวังอันโอ่อ่าที่พังทลายไปกว่าครึ่ง
คุณนายปัวริสกล่าวโดยยังไม่หุบยิ้ม
“การถือกำเนิดอย่างแท้จริงของโอมีเบล่า ยังมีความหมายสำคัญในเชิงสัญลักษณ์อีกสองประการ”
“หนึ่งคือ ในฐานะบุตรของ ‘พระเจ้าดั้งเดิม’ และ ‘รังมารดา’ หลังจากพระองค์เสด็จเยือนโลกแห่งความจริงอย่างสมบูรณ์แล้ว ผู้ที่เคยแอบอ้างตัวตนของพระองค์ จะยังรับภาระโชคชะตาไว้ได้อีกหรือ? จะยังรักษาสภาวะพื้นฐานเอาไว้ได้อีกหรือ?”
…………
ภายในโลกดาราที่ถักทอจากแนวคิดนามธรรมและสัญลักษณ์
‘พระแม่ธรณี’ ลิลิธ ผู้อวบอิ่มอ่อนช้อย อุ้มทารกไว้ในอ้อมอก มีพระจันทร์สีแดงลวงตาลอยอยู่หลังศีรษะ มองไปยังดวงอาทิตย์สีทองที่กำลังพังทลาย มองไปยังร่างที่ฟันเคียวดำและดาบใหญ่
พระจันทร์สีแดงลวงตาพลันถูกดึงดูดด้วยแรงปริศนา พุ่งเข้าสู่วรกายของ ‘พระแม่ธรณี’ ทันที
ร่างอวบอิ่มอ่อนช้อยนั้น แตกออกในพริบตา จากรอยปริแตก มีแสงจันทร์สีแดงเข้มพุ่งออกมาทีละเส้น
“อมานีซิส…ให้ข้าหลับใหล…เช่นนี้…อำนาจและสัญลักษณ์ของข้า…ยังสามารถช่วยบาเรีย…มีประโยชน์ได้บ้าง” พระแม่ธรณีลิลิธเอ่ยถ้อยคำด้วยความเจ็บปวดและยากลำบากสุดขีด
ร่างของ ‘เทพธิดารัตติกาล’ อมานีซิสที่เพิ่งยุติ ‘สุริยันเจิดจรัส’ หายไปจากตำแหน่งเดิมราวกับถูกยางลบลบออก
จากนั้น พระองค์ปรากฏกาย ณ เบื้องหลัง ‘พระแม่ธรณี’ ลิลิธ
เกือบจะในเวลาเดียวกัน พร้อมกับการร่วงหล่นของ ‘ดวงอาทิตย์’ บนท้องฟ้าสูง ดวงดาวทยอยสว่างทีละดวงสองดวง ทั้งสีแดงเข้ม สีส้ม สีทอง สีน้ำเงิน สีน้ำตาล…ครบทั้งแปดดวง
พวกมันล้วนมีขนาดมหึมา ราวกับพระอาทิตย์ดวงใหม่ ลดระดับลงมาเท่ากับความสูงของพระจันทร์สีแดงเข้ม กดทับจนบาเรียไร้รูป ส่งเสียงแตกร้าวเป็นรูปธรรม รอยปริแตกชัดเจนขึ้นทีละรอยสองรอย
พลังที่ค้ำจุนบาเรีย เริ่มไม่เพียงพออีกต่อไป
มิสเตอร์ฟูลที่เพิ่งทำให้ ‘พฤกษาเงา’ สลายจนเหลือเพียงราก ยังไม่ทันสังหารเซียอาและทิรีอาย ก็เงยศีรษะมองไปยังโลกดารา
ร่างทั้งหมดของพระองค์อันตรธานไปทันที ย้ายไปปรากฏที่นั่น แปรเปลี่ยนเป็นสัญลักษณ์หลากหลาย รวมถึงแนวคิดมากมาย
สัญลักษณ์เหล่านั้น บางตัวประกอบจากส่วนหนึ่งของ ‘ดวงตาไร้รูม่านตา’ และส่วนหนึ่งของ ‘เส้นเกลียว’ บางตัวเป็นประตูซ้อนทับ บางตัวเป็นนิ้วที่คล้ายเข็มนาฬิกา…
บาเรียไร้รูปที่กำลังโยกคลอนจึงเริ่มนิ่งสงบ
ณ ดินแดนเทพทอดทิ้ง ยอดเขาที่ทอดยาวแสนไกล
หลังจากดวงอาทิตย์สีมืดร่วงหล่น ความมืดที่นี่ก็หายไปด้วย
ข้างไม้กางเขนขนาดมหึมา ‘นักสร้างฝัน’ อาดัมที่สวมเสื้อคลุมขาวเรียบง่าย ไว้หนวดเคราสีทองดกหนา กลับคืนสู่สภาพปกติ ใต้เท้าของพระองค์คือเงาดำข้นที่มีห้าเศียร ดูชั่วร้ายอย่างยิ่ง
พระองค์และเงาดำของพระองค์ พร้อมใจกันมองไปข้างหน้า ตรงนั้นมี ‘มหาสมุทร’ ที่รองรับทุกสีทุกความเป็นไปได้ ทั้งลวงตาและเป็นจริง
ในส่วนลึกของ ‘ทะเลแห่งความโกลาหล’ เสมือนมีเสียงโบราณกำลังกล่าวว่า
“มาเถิด ลูกของข้า มาหลอมรวมกับข้าเถิด”
“เจ้าไม่มีเวลาแล้ว วันสิ้นโลกใกล้จะมาถึง ทางเลือกเดียวของเจ้าคือ เสี่ยงหลอมรวมกับข้า แล้วแย่งชิงอำนาจการนำอย่างยุติธรรม”
‘นักสร้างฝัน’ อาดัมและ ‘พระผู้สร้างแท้จริง’ กรีชา มองไปยังเชิงเขา มองไปยังภายนอก ‘ดินแดนเทพทอดทิ้ง’
พวกพระองค์เห็นทวีปเหนือและใต้ เห็นกรุงเบ็คลันด์ ทรีอาร์ เฟเนพ็อต นักบุญมิลลอม และมหานครอื่นๆ เห็นผู้คนที่ตื่นขึ้นเพราะดวงอาทิตย์ระเบิด เห็นภูเขา แม่น้ำ และทะเล
พวกพระองค์ดึงสายตากลับ ก้าวเข้าสู่ทะเลแห่งความโกลาหลที่รองรับทุกสีสัน
พวกพระองค์จมดิ่งลงไป
…………
ทรีอาร์ยุคที่สี่ ข้างพระราชวังทูดอร์ที่พังทลายไปกว่าครึ่ง
คุณนายปัวริสมองลูเมี่ยนและโอลัวร์ด้วยแววตาอาลัยอาวรณ์ ถอนหายใจพลางกล่าว
“สัญลักษณ์สำคัญสุดท้ายของโอมีเบล่าคือ”
“แต่ก่อนพระองค์ถือกำเนิดจาก ‘รังมารดา’ และ ‘พระเจ้าดั้งเดิม’”
“บัดนี้ พระองค์ถือกำเนิดจากฉันที่เป็นตัวแทน ‘องค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่’ และหลวงพ่ออธิการโบสถ์ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของ ‘สุริยันเจิดจรัส’”
“เมื่อสัญลักษณ์ที่บ่งบอกว่า ‘สุริยันเจิดจรัส’ เท่ากับ ‘พระเจ้าดั้งเดิม’ ถูกเสริมความแข็งแกร่ง สัญลักษณ์ที่บ่งบอกว่า ‘รังมารดา’ เท่ากับ ‘องค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่’ ก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงในทำนองเดียวกัน”
“อีกทั้ง ‘รังมารดา’ และ ‘องค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่’ เองก็มีความเชื่อมโยงทางศาสตร์เร้นลับอันแนบแน่น ใกล้เคียงกับการเป็นหนึ่งเดียวกัน”
“ภายใต้การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ ‘องค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่’ จะได้รับสิ่งใด?”
ลูเมี่ยนไม่ตอบ ด้วยเพราะถูกบางสิ่งดลใจ จึงแหงนหน้ามองไปยังที่สูง มองเปลวไฟไร้รูปไร้สี
ตรงนั้นกลายเป็นท้องฟ้ายามราตรีแล้ว พระจันทร์สีแดงเข้มพลันสว่างวาบ
ที่ใดสักแห่งในโลกกระจก ฟรังก้าที่เพิ่งทำลายร่างแท้และตัวตนในกระจกของ ‘นางมารดำ’ ก็เงยหน้าขึ้นเช่นกัน
ในโลกนี้ ครึ่งเทพทุกองค์ต่างแหงนมองไปบนท้องฟ้า
พระจันทร์สีแดงเข้ม ซึ่งแต่เดิมก็ดูเหมือนแขวนอยู่บนยอดหอนาฬิกาอยู่แล้ว พลันร่วงลงมาอีกช่วงหนึ่งโดยลางบอกเหตุ ราวกับทะลุผ่านบาเรียไร้รูป มาถึงหลังคาของทุกคน มาถึงบนต้นไม้ในทุ่งร้าง
แสงจันทร์ชั่วร้ายดุจผ้าโปร่งบาง ถึงคราวสาดสว่างไปทั่วทุกซอกมุมของแผ่นดินและมหาสมุทร
แดงฉานไปทั่วทุกทิศ ดุจดังโลหิตสดหยดย้อย
(จบภาคที่เจ็ด)
……………………………………………………..