ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 1117 ซากปรักหักพัง
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 1117 ซากปรักหักพัง
ตอนที่ 1117 ซากปรักหักพัง
ลูกาโนยืนนิ่งอยู่ ณ ขอบแดนหมอกสีเทาขาว ไม่กล้าก้าวเท้าไปข้างหน้าแม้แต่ครึ่งก้าว เพื่อเข้าสู่ทรีอาร์อันเงียบงันดุจความตาย สู่โลกที่ถูกทำลายล้าง
เขายึดมั่นในคำสั่งเสียของพระสันตะปาปาเสมอมา
นี่ก็เป็นทางเลือกที่ผุดขึ้นจากส่วนลึกจิตใจของเขาเองด้วยเช่นกัน
เขายังคงซ่อนตัวอยู่ในม่านหมอกสีเทาขาวเช่นทุกครา ด้วยความหวาดหวั่นระคนความอยากรู้อยากเห็น จับจ้องการเปลี่ยนแปลงของฝันร้าย
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเพียงใด ร่างหนึ่งโผล่ออกจากหลังสิ่งก่อสร้างที่พังทลาย
มันคือกวางป่าตัวหนึ่ง ฝีเท้าเบาหวิว มันแทะเล็มผลไม้สดจากต้นพืชพรรณสีเขียวอย่างเบิกบานใจ
ภาพนี้ดูปกติดี ราวกับเมืองบางแห่งที่มนุษย์ทิ้งร้าง แล้วธรรมชาติก็เข้ามายึดคืนอย่างรวดเร็ว
แต่ลูกาโนกลับเห็นว่า ขณะที่กวางป่าตัวนั้นกำลังกิน จากท้องของมันมีเนื้อก้อนหนึ่งหลุดร่วงลงมา
ไม่สิ ไม่ใช่ก้อนเนื้อ แต่เป็นลูกกวางชุ่มเลือด ลูกกวางแรกเกิด
ลูกกวางทั้งหลายลุกขึ้นยืนได้รวดเร็ว เบียดเสียดอยู่รอบแม่ ดูดกลืนน้ำนมของมัน
เพียงหนึ่งหรือสองนาที ฝูงกวางขนาดไม่เล็กก็ถือกำเนิดขึ้นแล้ว
พวกมันเดินอ้อมไปยังด้านหลังของซากสิ่งก่อสร้างที่พังทลาย หายลับไปจากสายตาของลูกาโน
ลูกาโนไม่รู้สึกแปลกใจกับภาพเช่นนี้เลย ในรอบปีที่ผ่านมา เขาได้เห็นการให้กำเนิดและชีวิตใหม่ที่คล้ายคลึงกันนี้มากมายนักในฝันร้าย จนจากความตกตะลึง งุนงง หวาดกลัว คลื่นไส้ กลายมาเป็นความชาชินในที่สุด
แต่ถึงแม้จะมีการให้กำเนิดและชีวิตใหม่มากมายและถี่ยิบเพียงนั้น ทรีอาร์ในฝันร้ายก็ยังคงเงียบงันดุจความตาย มีเพียงเสียงเล็กๆ น้อยๆ ดังแว่วเป็นครั้งคราว
สัตว์ที่เพิ่งถือกำเนิด ดูเหมือนจะหายไปอย่างรวดเร็ว
ลูกาโนอยากบังคับตนเองให้หันสายตากลับ เดินย้อนไปยังบริเวณที่หมอกหนาทึบกว่า เพื่อไม่ต้องเห็นภาพและฉากอันน่าสะพรึงกลัวอีก
นี่คือบทเรียนจากประสบการณ์ของเขา ฝันร้ายของเขา ทุกครั้งจะมีสิ่งน่ากลัวใหม่ๆ ปรากฏเสมอ ทำให้ความ ‘ไม่สงบ’ ในใจทวีความหนักหน่วงทีละน้อย
หากไม่แล้ว ลำพังแค่ทรีอาร์อันเงียบงันและแดงฉาน รวมถึงสัตว์ป่าที่คลอดลูกถี่ยิบด้วยวิธีอันน่าสยดสยอง คงไม่เพียงพอที่จะทำให้เขาค่อยๆ จิตใจแตกสลาย หากภาพหนึ่งและเหตุการณ์หนึ่งปรากฏซ้ำแล้วซ้ำเล่า วันแล้ววันเล่า และไม่ได้ทำอันตรายโดยตรงต่อผู้พบเห็น ผู้พบเห็นมักจะชาชินในที่สุด มิใช่หวาดระแวงทุกวัน
ลูกาโนยังคงไม่อาจทำตามเสียงใจ ที่เลือกจะผละจากขอบหมอกสีเทาขาวไป หรือกล่าวได้ว่า ส่วนลึกในใจเขาปรารถนาจะอยู่ที่นี่มากกว่า เฝ้าสังเกตทรีอาร์ในฝันร้ายต่อไป หวังจะค้นหาต้นตอของฝันร้ายอันไม่สิ้นสุดนี้
ในบางขณะ เขาถึงกับรู้สึกว่า ตัวเองที่จ้องมองภาพเช่นนี้ต่างหาก จึงจะยังมีชีวิตอยู่อย่างแท้จริง
ขณะจ้องมองอยู่นั้น สายตาของลูกาโนพลันแข็งค้าง
ณ ปลายสุดของถนนเส้นที่พังทลาย มีร่างห้าร่างเดินตรงมา
ร่างของมนุษย์!
ทั้งห้าร่างดังกล่าว ประดุจหลอมรวมเข้ากับราตรีไปกว่าครึ่ง ไม่ได้รับการส่องสว่างจากแสงจันทร์สีแดงเข้ม ดูทึมทึบ ไม่ชัดเจนพอ
ผู้นำคือชายสวมเสื้อโค้ตบางสีน้ำตาล ติดเข็มกลัดทองคำ เรือนผมสีทอง คิ้วสีทอง หนวดเคราสีทอง ในมือถือดาบตรง เสมือนควบแน่นจากแสงอาทิตย์อันบริสุทธิ์
ด้านหลังเขา ชายสองคนที่สวมเสื้อคลุมสีขาวปักด้ายทอง กำลังหามศพมนุษย์ศพหนึ่ง
มีร่างอีกสองร่าง รวมแล้วขนาบซ้ายขวา หน้าหลัง คอยระวังภัย
ลูกาโนเบิกตากว้าง พยายามมองให้เห็นรูปร่างหน้าตาแท้จริงของร่างเหล่านั้น มองให้เห็นว่าศพที่ถูกหามมีหน้าตาเช่นไร
ด้วยเหตุผลบางประการ ความสนใจของเขากลับจดจ่ออยู่ที่ใบหน้าของศพมากกว่า
เมื่อร่างทั้งห้าเข้าใกล้หมอกสีเทาขาวมากขึ้นทีละนิด ใบหน้าของศพก็ปรากฏชัดเจนในดวงตาของลูกาโน
ศพดังกล่าวมีโฉมหน้าเรียบร้อย คิ้วหนาตาโต
ไม่ใช่ใครนอกจากลูกาโนเอง!
รูม่านตาของลูกาโนขยายกว้างฉับพลัน ถอยหลังติดๆ กันโดยสัญชาตญาณ โครมเดียวล้มก้นจ้ำเบ้ากับพื้น
เป็นไปได้ยังไง?
เป็นศพของเราได้ยังไง?
เรายังมีชีวิตอยู่ชัดๆ!
ลูกาโนยันสองมือลงบนแผ่นหินที่มีน้ำซึมออกมา ดีดตัวลุกขึ้นยืนดุจสปริง
เขาวิ่งกลับไปยังขอบหมอกสีเทาขาวอีกครั้ง อยากยืนยันให้แน่ชัดว่าศพดังกล่าวเหมือนกับตัวเขาจริงๆ!
น่าเสียดาย คนทั้งห้าได้เปลี่ยนทิศทางแล้ว เดินไปยังอีกฟากของหมอกสีเทาขาว ลูกาโนจึงเห็นเพียงแผ่นหลังอันพร่ามัวซ่อนอยู่ในความมืด
…………
นักบวชผู้หนึ่งของศาสนจักร ‘สุริยันเจิดจรัส’ ที่กำลังหาม ‘ศพ’ พูดกับอ็องกูแลม·เดอ·ฟรองซัวที่เดินนำหน้า
“ท่านสังฆานุกร ร่างของเจ้าคนนี้วิ่งออกจากเขตคุ้มครองอย่างไร้สติมากว่าร้อยครั้งแล้ว ทุกครั้งเราต้องไปกู้คืนมา เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เขาสัมผัสกับความผิดปกติ”
“เหตุใดจึงไม่ชำระล้างไปเสียเลย? แถมเขายังเป็น ‘ดรูอิด’ ลำดับ 5 ของเส้นทาง ‘นักเพาะปลูก’ ด้วย!”
“ใช่แล้ว นี่ถือเป็นผู้วิเศษอันตรายเลยนะ” นักบวชอีกคนที่หาม ‘ศพ’ เอ่ยสนับสนุน
อ็องกูแลมหันมองลูกน้องของตน
“เขาคืออาร์ชบิชอปของนิกายโรค”
“อาร์ชบิชอปของนิกายโรคแล้วไง? นิกายโรคจะเปลี่ยนอาร์ชบิชอปคนใหม่ไม่ได้หรือ? ผู้วิเศษที่อันตรายแบบนี้ เหมาะที่จะกลายเป็นตะกอนพลัง ถูกปิดผนึกเก็บไว้มากกว่า” นักบวชที่พูดก่อนหน้านี้ นามว่าโอรูลอัน รู้สึกไม่พอใจอย่างยิ่งที่พวกตนต้องออกจากเขตคุ้มครอง ลึกเข้าไปในแดนซากปรักหักพัง เพื่อกู้คืนร่างของคนบางคนที่เดินเตร่ไปทั่ว
มันอันตรายเหลือเกิน
ชีวิตของผู้วิเศษอันตรายเหล่านั้นคือชีวิต แล้วของพวกเราไม่ใช่หรือ?
อ็องกูแลมอธิบายอย่างสงบนิ่ง
“เบื้องบนแจ้งว่า เขายังมีประโยชน์”
โอรูลอันได้ฟังดังนั้น จึงไม่โต้เถียงเรื่องนี้อีก
เขาอดไม่ได้ที่จะแหงนหน้ามองไปยังกลางอากาศ
แสงจันทร์สีแดงเข้มวิปริตและสว่างไสว ทำให้ดวงดาวทั้งหลายดูหม่นหมอง แต่ตัวพระจันทร์แดงเองกลับหายไปไหนไม่ทราบได้
“ทำไมจู่ๆ ถึงกลายเป็นแบบนี้…” โอรูลอันพึมพำอย่างสับสนและเจ็บปวด
คำถามนี้มีคนถามทุกวัน โดยผู้วิเศษที่ต้องเข้าไปในแดนซากปรักหักพังเพื่อแก้ไขปัญหา และด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงได้ทราบความจริงของเขตคุ้มครอง จนมันกลายเป็นประโยคที่ถูกเอ่ยมากที่สุด
อ็องกูแลมก็แหงนหน้ามองกลางอากาศเช่นกัน
เขาพลันหวนนึกถึงภาพเมื่อครั้งนั้น
จันทร์เพ็ญสีแดงฉานลอยต่ำลงเรื่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้นทุกขณะ เสด็จเยือนพื้นพิภพอย่างแท้จริง
ทรีอาร์ยุคที่สี่จึงพังทลายลงอย่างราบคาบ ไม่ว่าจะเป็นเปลวเพลิงไร้รูปไร้สีบนท้องฟ้า หรือหมอกสีขาวที่กระจายอยู่ในส่วนลึกของเมืองเก่า ต่างก็สลายหายไปในพริบตา
อาศัยสมบัติปิดผนึกสองชิ้นอย่าง ‘วันที่สี่’ และ ‘แดนสวรรค์ไร้ผู้คน’ ผนวกกับตัวเองไม่ใช่เป้าหมายที่ถูกจับตามอง อ็องกูแลมและแจ็ค·วอลตัน พร้อมคนอื่นๆ จึงรอดชีวิตจากคลื่นแรงกระแทกระลอกแรกมาได้อย่างหวุดหวิด
แต่ถึงกระนั้น พวกเขาก็ต่างสูญเสียเพื่อนร่วมงานไปฝั่งละคน ทำได้เพียงจ้องมองอีกฝ่ายกลายร่างเป็นสัตว์ประหลาดน่าขยะแขยง เสมือนได้รับชีวิตใหม่ ชีวิตที่เป็นตัวแทนของความชั่วร้าย
ต่อมา อาศัยความพิเศษของ ‘วันที่สี่’ พวกเขาโชคดีถูกดึงเข้าสู่เขตคุ้มครองทันเวลา ก่อนคลื่นแรงกระแทกระลอกที่สองจะมาถึง
ทำไมจู่ๆ ถึงกลายเป็นแบบนี้…อ็องกูแลมก็อยากถามคำถามนี้เช่นกัน
ในขณะนั้น สถานการณ์กำลังดำเนินไปในทิศทางบวกอย่างชัดเจน วิญญาณมงต์ซูรีถูก ‘วันที่สี่’ ละลายจนหมดสิ้นแล้ว ลูอิส·กุสตาฟถูกชำระล้าง เหลือเพียงร่องรอยของคุณนายปัวริสที่ยังไม่ถูกล็อกเป้า
ผลคือ ในชั่วพริบตา พระจันทร์แดงลงมาเยือนโลก จนโลกพังทลาย
อารมณ์ของพวกโอรูลอันพลันหม่นหมองลง จนกระทั่งแสงอาทิตย์ส่องสว่างวาบในความมืดมิดนี้ ขับไล่อาการหวาดหวั่นและความสับสนในใจพวกเขา
กระนั้น แสงอาทิตย์ก็มิได้ทะลุทะลวงความมืดที่สมบัติปิดผนึกสร้างขึ้น
นี่เป็นผลจากการควบคุมอย่างตั้งใจ มิเช่นนั้นจะเกิดความเสี่ยงสูงมาก
ขณะที่อารมณ์ของพวกโอรูลอันสงบลง เสียงระเบิดอึกทึกกึกก้องก็ดังมาจากที่ไกล แผ่นดินสั่นสะเทือนหนักหน่วง ราวกับจะทรุดตัวลงเสียให้ได้
โอรูลอันหันตัวไปโดยสัญชาตญาณ มองไปยังทิศที่เสียงดังแว่วมา
ณ ไกลออกไป หมอกสีขาวหนาทึบลอยคลุมอยู่ ในหมอกนั้นดูคล้ายมีสัตว์ประหลาดขนาดมหึมา มีสามเศียร กำลังเดินเตร็ดเตร่ไม่รู้จบ
เปลวไฟสีม่วงลุกโชนภายในหมอก สายฟ้าสีเงินขาวกะพริบวิบวับอยู่ภายใน รอยแยกของแผ่นดินแผ่ขยายมาจนถึงข้างตัวอ็องกูแลมและพวก ภายในรอยแยกมีหินหลอมเหลวสีแดงเข้มไหลเอื่อยๆ
แม้จะอยู่ห่างไกลมาก โอรูลอันกับพวกก็ยังสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแห่งการทำลายล้าง
นั่นแตกต่างจากอารมณ์ของซากปรักหักพังทรีอาร์ ซึ่งหมักหมมการเกิดใหม่และความตายในความเงียบสงบ มันทั้งฉูดฉาด โอ่อ่า ดุดัน
โอรูลอันเกิดความหวาดหวั่นในใจ เตรียมจะหันสายตากลับ แต่หางตาของเขาพลันเหลือบเห็น ณ ขอบของหมอกขาวหนาทึบ บนยอดหอระฆังที่พังทลายซึ่งถูกสายฟ้าสีเงินขาวส่องสว่าง
สตรีร่างหนึ่งกำลังนั่งนิ่งอยู่บนนั้น เท้าทั้งสองห้อยลงในอากาศ
ด้านหลังร่างสตรี สัตว์ประหลาดสามเศียรตัวเขื่องกำลังเดินเตร็ดเตร่ นำมาซึ่งภูเขาไฟระเบิด นำมาซึ่งพายุฝนฟ้าคะนอง นำมาซึ่งหิมะพายุที่แช่แข็งทุกสรรพสิ่ง นำมาซึ่งแผ่นดินทรุด นำมาซึ่งเปลวเพลิงสีม่วงที่พวยพุ่ง แต่กลับไม่กระทบกระเทือนเธอผู้นั้นแม้แต่น้อย
นี่มัน…โอรูลอันพลันนึกถึงเรื่องสยองขวัญบางเรื่อง ซึ่งตนเคยได้ยินตอนเด็ก
แม่มดและสัตว์ประหลาดที่เธอบงการ
“ท่านสังฆานุกร จะไปขัดขวางและกำจัดหรือไม่? ผมเป็นห่วงว่า หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ซากปรักหักพังทรีอาร์จะทรุดตัวลงทั้งหมด” โอรูลอันถามอ็องกูแลม
อ็องกูแลมดึงสายตากลับจากที่ไกล หันมามองโอรูลอันและพวก
“ไม่ต้อง”
“จำเอาไว้ นอกจากภารกิจที่ได้รับมอบหมาย อย่าทำอะไรในแดนซากปรักหักพัง นั่นไม่เพียงเป็นอันตรายต่อตัวเราเอง แต่ยังอาจคุกคามการดำรงอยู่ของแดนคุ้มครองด้วย”
“รับทราบ ท่านสังฆานุกร” ท่ามกลางเสียงกึกก้อง สีหน้าของพวกโอรูลอันพลันเคร่งขรึม
พวกเขาต่างก็เคยได้ยินเรื่องราว บ้างมากบ้างน้อย เกี่ยวกับเพื่อนร่วมงานบางคนที่หายตัวไปอย่างลึกลับ หรือกลายร่างเป็นสัตว์ประหลาดในแดนซากปรักหักพัง บางคนถึงกับเคยประสบพบเจอด้วยตัวเอง
ไม่มีใครทราบว่า มีกี่หน่วยปฏิบัติการที่หายสาบสูญไปตลอดกาลในแดนซากปรักหักพัง
“เอาละ ถึงช่องทางปลอดภัยแล้ว” อ็องกูแลมชี้ไปยังตำแหน่งหนึ่ง ณ ขอบหมอกสีเทาขาว
ผ่านตรงนั้น พวกเขาจะกลับสู่แดนคุ้มครอง
โดยไม่รู้ตัว พวกโอรูลอันหันกลับไปมองในจุดห่างไกลซึ่งมีหมอกขาวหนาทึบปกคลุมอีกครั้ง
ร่างสตรีที่นั่งนิ่งอยู่บนยอดหอระฆังที่พังทลาย เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์อันแปลกตาเหลือเกิน
…………
ฟรังก้านั่งอยู่บนยอดหอระฆังที่พังทลาย ปล่อยให้ความคิดกระจัดกระจายและล่องลอยไป
นาทีแล้วนาทีเล่าผ่านไปรวดเร็ว จนกระทั่งเสียงระเบิด เสียงฟ้าร้อง เสียงลมหวีดหวิวด้านหลังเริ่มเงียบหายไปตามลำดับ เธอจึงดึงสมาธิกลับมาสู่ร่างกาย รวบรวมให้จดจ่อ
“เสร็จแล้วหรือ?” เธอหันตัวไปถามลูเมี่ยนที่ยืนอยู่ข้างๆ ซึ่งกลับมามีขนาดมนุษย์ปกติแล้ว
ลูเมี่ยนที่ยังคงมีสามเศียรพยักหน้า
“ถึงเวลามีสติเป็นครั้งคราวอีกแล้ว แม้ว่าครั้งคราวนี้จะค่อนข้างยาวนาน”
“อีกอย่าง ในที่สุดฉันก็ควบคุมพลังของ ‘ผู้พิชิต’ และ ‘นางมารสิ้นโลก’ ได้อย่างสมบูรณ์”
“ไม่ใช่ว่าย่อยตะกอนพลังทั้งสองก้อนนี้สำเร็จไปนานแล้วหรือ โดยอาศัยร่างแบ่งภาคชีคและการหลอมรวมของอลิสต้า·ทูดอร์?” ฟรังก้าถามอย่างไม่เข้าใจ
“การย่อยตะกอนพลัง กับการทำให้พลังกลายเป็นของตัวเอง ถือเป็นคนละเรื่องกัน” ลูเมี่ยนยิ้มอย่างสงบนิ่ง “ยังไงฉันก็ไม่ได้ย่อยโอสถด้วยตัวเองนี่”
ฟรังก้ามองเขาแวบหนึ่ง แล้วหันไปมองใบหน้าของโอลัวร์กับจินนาที่เปื้อนเลือดและกำลังหลับตาแนบสนิทบนไหล่ขวา พลางถามหยั่งเชิง
“สภาพคุณยังดีอยู่หรือ?”
ลูเมี่ยนตอบพร้อมรอยยิ้ม
“เพื่อทำสิ่งที่ต้องทำต่อไป สภาพฉันต้องดี”
“อีกอย่าง ท้ายที่สุดแล้ว ทุกเรื่องย่อมต้องมีบทสรุป ดีกว่าถูกทรมานอย่างยาวนาน”
พูดถึงตรงนี้ น้ำเสียงของเขาเริ่มทุ้มต่ำลง
“ครั้งนี้ ฉันจะไม่ถูกจัดแจงอีกแล้ว จะทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ”
……………………………………………………..