ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 1118 สิ่งที่อยากทำ
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 1118 สิ่งที่อยากทำ
ตอนที่ 1118 สิ่งที่อยากทำ
ฟรังก้าแต่เดิมพยายามหลีกเลี่ยงการเอ่ยถึงคำบางคำอย่างระมัดระวัง แต่เมื่อลูเมี่ยนพูดถึงเรื่องนี้เองแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องใส่ใจมากนัก
เธอพึมพำด้วยน้ำเสียงเหน็บแนมตัวเอง
“จะไม่ถูกจัดแจงอีกแล้วจริงหรือ?”
หลังจากถูกพาเข้าไปในเขตคุ้มครอง และได้ทราบจากอ็องโตนีกับลุดวิกว่าเกิดอะไรขึ้นในตอนนั้น เธอก็รู้สึกว่าตัวเองมี ‘ภาวะ PTSD จากการถูกจัดแจง’ ด้วย พอได้ยินคำที่คล้ายๆ กันเมื่อไร หัวใจก็จะเจ็บแปลบ อารมณ์ดำดิ่งตามลงไป
อาการเช่นนี้ไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้นแม้เวลาจะล่วงผ่าน
ลูเมี่ยนเงียบไปสองวินาที ยกมือขวาขึ้นดีดกลางหน้าผากของ ‘หน้ากากประหลาดสีทองเข้ม’ ที่อยู่บนศีรษะซึ่งอยู่บนไหล่ซ้าย
ท่ามกลางเสียงดัง ใบหน้าของชีคและทูดอร์ต่างขมวดคิ้วตามสัญชาตญาณ
หลังจากปรับตัวและควบคุมมาเกือบหนึ่งปี เมื่อลูเมี่ยนอยู่ในสภาพตื่นตัว เขาสามารถส่งอิทธิพลต่อใบหน้าทั้งสองได้อย่างเป็นรูปธรรมแล้ว รวมถึงการควบคุมในเบื้องต้น
แน่นอนว่า รายละเอียดบางอย่างยังทำไม่ได้
ดีดหน้าผากหน้ากากสีทองเข้มเสร็จ ลูเมี่ยนพูดด้วยน้ำเสียงค่อนข้างต่ำ
“หลังจากหลอมรวมกับพระองค์แล้ว เว้นเสียแต่พระองค์ที่ ‘ชุมนุมแสงเหนือ’ ศรัทธาจะชนะอย่างสมบูรณ์ หรือพ่ายแพ้ราบคาบ จน ‘พระเจ้า’ ที่แท้จริงถือกำเนิด จะไม่มีใครมาจัดแจงฉันได้อีก”
“คุณดูสิ พวกเรามาถึงโลกซากปรักหักพัง สร้างความเคลื่อนไหวใหญ่โตขนาดนี้ อยู่นานขนาดนี้ ลำพังแค่อาศัยการปกปิดของ ‘หมอกสงคราม’ จะปิดบังไม่ให้ ‘องค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่’ รับรู้ จนพระองค์ไม่หันมามองได้เชียวหรือ?”
“พวกพระองค์เทียบเท่ากับ ‘พระผู้สร้างต้นกำเนิด’ ขนาดย่อม หรือไม่ก็ ‘พระเจ้าดั้งเดิม’ ที่ยังไม่ฟื้นคืน ช่วยยกระดับ ‘ศักดิ์’ ให้คุณได้มาก?” ฟรังก้าเข้าใจแล้วพยักหน้า
“หลายสิ่งที่ฉันจะทำต่อไป ตราบใดที่ไม่ถูกจ้องมองโดยตรง ล้วนจะเป็นความลับอย่างยิ่ง” ลูเมี่ยนยืนยันการคาดเดาของฟรังก้า นั่งลงข้างเธอบนยอดหอระฆังที่พังทลาย มองออกไปยังซากปรักหักพังทรีอาร์นอก ‘หมอกสงคราม’
ฟรังก้านิ่งเงียบไปสองสามวินาที แล้วหันหน้ามาถาม
“คุณคิดจะทำอะไรต่อไป?”
วินาทีถัดมา เธอเห็นลูเมี่ยนยิ้ม
รอยยิ้มนั้น ร่าเริงเบิกบาน แฝงนัยการแกล้งอำ เป็นสีหน้าที่ฟรังก้าไม่เคยเห็นบนใบหน้าของลูเมี่ยน
“ฉันจะช่วยโลกใบนี้”
ในความรางเลือน ฟรังก้าเหมือนกำลังฟังคนที่ชอบเล่นตลก กำลังคุยโม้โอ้อวดต่อหน้า
เธอไม่ได้ตั้งคำถาม เพียงแต่ย้อนกลับไป
“มีความหวังที่จะสำเร็จหรือ?”
ลูเมี่ยนมองไปข้างหน้า มองไปยังซากปรักหักพังซึ่งมองไม่เห็นขอบเขต ยิ้มพลางกล่าว
“ถ้าไม่ทำ รอจนกระทั่ง ‘องค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่’ ทำลายเจตจำนงของครึ่งร่างของพระองค์จนราบคาบ เสร็จสิ้นการหลอมรวม รอจนกระทั่งบาเรียบนฟากฟ้าไม่อาจรักษาไว้ได้อีกต่อไป ก็คงไม่เหลือความหวังที่จะชนะแล้ว”
“แต่ถ้าทำ อย่างน้อยความหวังจะไม่เท่ากับศูนย์ ยังจะเพิ่มขึ้นมาบ้าง”
“อีกอย่าง การช่วยโลกนี้ ไม่ใช่แค่ฉันที่เตรียมจะทำ ยังมีอีกหลายพระองค์ที่กำลังพยายามเช่นกัน”
พูดถึงตรงนี้ ลูเมี่ยนหันมามองฟรังก้า น้ำเสียงลอยล่องแผ่วเบา ราวกับตกอยู่ในความทรงจำบางช่วง
“เมื่อฉันเสียสติ ไม่หลงเหลือเหตุผลและปัญญาอีกต่อไป เคลื่อนไหวตามสัญชาตญาณของเทวบารมีล้วนๆ สัญชาตญาณนี้กลับทำให้ฉันมองเห็นแก่นแท้บางประการ หรือจะพูดว่าต้นตอก็ได้”
“ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ล้วนมาจากพระผู้สร้างต้นกำเนิด”
“ทุกสิ่งมีชีวิตเป็นแบบนั้น ตะกอนพลังเป็นแบบนั้น”
“กฎการดำเนินไปของสรรพสิ่ง และการพัฒนาอันมหัศจรรย์ของโชคชะตา ก็ล้วนเป็นแบบนั้น”
“นี่หมายความว่าอะไร? หมายความว่า เมื่อมีการแยกจาก ก็จะมีการรวมตัว”
“สิ่งหนึ่งมีด้านดี ก็จะมีด้านร้าย ในทางกลับกันก็เช่นกัน”
“นี่คือต้นกำเนิดของโลก เป็นสัญลักษณ์พื้นฐานที่สุดที่สรรพสิ่งทั้งปวงยึดถือ แม้แต่การดำรงอยู่ระดับ ‘องค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่’ ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้อย่างสมบูรณ์ ทำได้เพียงลดผลกระทบให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”
ฟรังก้าฟังแล้วงุนงงบ้าง
“หลักการเหรียญสองด้านฉันเข้าใจ แต่พูดเรื่องนี้ มันเกี่ยวอะไรกับสิ่งที่คุณจะทำ?”
ลูเมี่ยนหันกลับไปมองซากปรักหักพังอีกครั้ง
“การวางแผนก่อนหน้านี้ของ ‘องค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่’ แสดงให้เห็นอานุภาพและความมหัศจรรย์ของการดำรงอยู่ระดับพระองค์อย่างแท้จริง บรรลุจุดประสงค์หลายอย่างในคราวเดียว ทำให้การต่อต้านของพวกเราแทบกลายเป็นเรื่องตลก”
“แต่มีดีย่อมมีร้าย การวางแผนเหล่านั้นของพระองค์ ได้ทิ้งสิ่งที่พวกเราสามารถใช้ประโยชน์ไว้เช่นกัน สิ่งนี้ในภายหลัง อาจจะมีบทบาทสำคัญทีเดียว”
“เช่นอะไร?” ฟรังก้าเข้าใจสิ่งที่ลูเมี่ยนต้องการสื่อแล้ว
ลูเมี่ยนส่ายหน้า
“บางเรื่องคุณยังไม่อาจรู้ได้ เพราะยังไม่ใช่เทวทูต”
เขาหยุดชั่วครู่ แล้วเสริมว่า
“พูดง่ายๆ ก็คือ ‘องค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่’ นั้น เพื่อให้โอมีเบล่าถือกำเนิดอย่างแท้จริง ได้วางแผนไว้สารพัด บางอย่างใช้ได้ผล บางอย่างประสบความล้มเหลวในอดีต บางอย่างมีไว้เป็นไพ่สำรองล้วนๆ จุดร่วมของพวกมันคือล้วนทิ้งร่องรอยไว้ในระดับหนึ่ง แม้กระทั่งวัตถุ”
“ตัวอย่างเช่น ไข่นกในส่วนลึกของโลกแห่งความตาย หรือตัวอย่างเช่น ลูกาโน”
“ลูกาโน?” ฟรังก้าประหลาดใจในทีแรก แล้วก็เข้าใจ “คุณมองว่าเขายังมีประโยชน์อยู่สินะ?”
ลูเมี่ยนยิ้ม
“ตอนนี้ฉันเข้าใจกระจ่างแล้ว เขาถูกดึงดูดมาด้วยเศษวิญญาณจีดาสในตัวฉัน เพราะการมีเขาอยู่ ฉันจึงเข้าไปพัวพันกับบาทหลวงมอนต์เซอร์รัต ได้รับซากสายสะดือของโอมีเบล่า”
“หลังจากเหตุการณ์ล่าสุด อันที่จริง เขาไม่มีประโยชน์ต่อ ‘องค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่’ อีกแล้ว เพียงแต่เพราะมลทินของตะกอนพลัง ทำให้เขาได้รับความพิเศษบางอย่างในความฝัน”
“ฉันจะไม่จัดแจงให้เขาทำอะไร ตราบใดที่เขายังมีชีวิตอยู่ และยังคงยอมสยบต่อฉัน ในช่วงสำคัญบางช่วงในอนาคต ก็อาจแสดงบทบาทที่ฉันต้องการได้”
ฟรังก้าไม่ได้ซักถามลึกลงไป เพราะเธอยังไม่ใช่เทวทูต
เธอจ้องมองศีรษะตรงกลางของลูเมี่ยนอย่างเหม่อลอย พลางยิ้มขมขื่น
“แต่คุณเป็นแค่ราชาเทวทูตลำดับ 1 คู่…”
“ในสถานการณ์ปัจจุบัน ยังจะทำอะไรได้ล่ะ?”
ลูเมี่ยนหันหน้ามา มองดวงตาสีน้ำเงินอ่อนของฟรังก้า ยิ้มพลางกล่าว
“อดีตของฉันเป็นอย่างไร คุณรู้ทั้งหมด ฉันผ่านเรื่องอะไรมาบ้าง คุณก็รู้ดี”
“ฉันเป็นไอ้ขี้แพ้ พ่ายแพ้มาตลอด แม้ว่าเคยยืนอยู่กลางเวทีมาบ้าง ได้รับเสียงปรบมือ นั่นก็เพราะข้างหลังฉันมีเชือกหลายเส้นคอยบงการ”
“ไม่ต้องปลอบใจกันหรอก ฉันไม่ได้ท้อแท้”
“ฉันเคยเรียนรู้ประโยคหนึ่งในเมืองแดนฝัน คนโง่ที่สุด หากคิดหนึ่งพันครั้งหนึ่งหมื่นครั้ง ก็จะได้คำตอบที่ถูกต้องสักครั้ง”
“บัดนี้ คนที่เคยล้มเหลวมาหลายครั้งอย่างฉัน จะท้าทายอนาคตอีกครั้ง บางทีครั้งนี้อาจสำเร็จก็ได้?”
พูดไปพูดมา รอยยิ้มของลูเมี่ยนก็กลายเป็นสดใส ไม่ปิดบังความปรารถนาและความคาดหวังของตนเลย
เขาเหน็บแนมตัวเองต่อ
“ยังไงสำหรับฉันแล้ว ไม่ว่าอนาคตจะลงเอยเช่นไร มันก็ไม่มีทางแย่ไปกว่าสถานการณ์ตอนนี้”
ฟรังก้ามองรอยยิ้มบนใบหน้าของเขา นิ่งเงียบไปนาน
“ฉันยังอยากเห็นด้วยว่า การคืนชีพครั้งสุดท้ายของโอลัวร์และจินนาจะเป็นอย่างไร จะมีความบิดเบือนอย่างไร” แววตาของลูเมี่ยนมัวหม่นอีกครั้ง สะท้อนซากปรักหักพังที่เต็มไปด้วยพืชสีเขียวนอก ‘หมอกสงคราม’ “เมื่อตอนนั้น ย่อมเกิดหายนะล้างโลกแน่นอน สำหรับเหล่าคนโปรดและสาวกของ ‘องค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่’ นี่ถือเป็นหายนะอย่างแท้จริง”
“คุณเข้าร่วมในช่วงแรก อาศัยโอกาสนี้ประกอบพิธีกรรมให้สำเร็จ ดื่มโอสถ กลายเป็น ‘นางมารหายนะ’”
“หลังจากนั้น มาดามเมจิกเชี่ยนจะช่วยย้ายคุณไปขอบจักรวาล หรือกาแล็กซีที่ไม่มีใครสนใจ ที่นั่นสามารถดัดแปลงให้เป็นสภาพแวดล้อมที่เหมาะกับการอยู่อาศัยของมนุษย์ได้”
ฟรังก้าเงียบไปสองวินาทีแล้วกล่าว
“ตกลง”
“นึกว่าคุณจะปฏิเสธเสียอีก” ลูเมี่ยนมองไปยังฟรังก้า
ฟรังก้ามองไปข้างหน้า ดวงตาใสกระจ่าง กล่าวด้วยแววตาลึกล้ำ
“ทีแรกฉันก็ตั้งใจจะปฏิเสธ แต่พอคิดดูแล้ว แม้จะกลายเป็นนางมารลำดับ 2 ก็ดูเหมือนจะช่วยอะไรไม่ได้”
เมื่อครั้งพระจันทร์แดงมาเยือน นิกายนางมารไม่ได้รับการคุ้มครองที่ดีพอ สูญเสีย ‘นางมารหายนะ’ ไปสองนาง คือ ‘นางมารน้ำเงิน’ และ ‘นางมารม่วง’
จากหนึ่งในสอง ตะกอนพลังและองคาพยพของ ‘นางมารม่วง’ ตกเป็นของ ‘เทวทูตโชคชะตา’ โอโรเลอุส
ผ่านการแลกเปลี่ยนสองครั้ง มันมาถึงมือลูเมี่ยน มอบให้ฟรังก้า บัดนี้รอเพียงโอกาสที่จะประกอบพิธีกรรม
ฟรังก้าหยุดชั่วครู่ เผยรอยยิ้มเย้าแหย่ตัวเอง
“แต่ว่า คำตอบเมื่อกี้ของฉัน เป็นแค่การตอบแบบขอไปทีจริงๆ เพื่อไม่ให้คุณโน้มน้าวต่อ หรือทำให้คุณมีห่วงในใจ กระทบการแสดงฝีมือของคุณ”
“สรุปก็คือ จะไปหรือไม่ไป ตอนนั้นค่อยดูตามหน้างาน ตามพัฒนาการของเรื่องราว”
ลูเมี่ยนพยักศีรษะตรงกลาง พลางอมยิ้ม
“ถ้าไปไม่ได้จริงๆ หรือไม่อยากไป ก็ให้ทุกคนอยู่ด้วยกันตลอดไป อยู่ด้วยกัน หรือ ตายด้วยกัน”
“ฟังดูดีเลยนี่” ฟรังก้าตอบกึ่งซาบซึ้งกึ่งเย้าแหย่
ลูเมี่ยนไม่พูดอะไรอีก มองซากปรักหักพัง ความคิดไม่รู้ล่องลอยไปที่ใด
ผ่านไปครู่หนึ่ง ฟรังก้าที่จ้องมองไปข้างหน้าเช่นกัน ดวงตาขยับเล็กน้อย ใช้หางตาเหลือบมองเขา
“คุณกำลังคิดอะไรอยู่?”
ศีรษะตรงกลางของลูเมี่ยนเงยขึ้นเล็กน้อย มองทะลุผ่าน ‘หมอกสงคราม’ ไปยังแสงจันทร์สีแดงเข้มและดวงดาวที่มัวหม่นบนฟากฟ้า
“ฉันกำลังคิดว่า ในโลกที่หมู่บ้านกอร์ตูไม่ประสบหายนะ ไม่มีการจัดแจง ความทุกข์โศกและความทรมานทั้งหมดไม่เคยเกิดขึ้น”
“หากมีครูที่ดีเต็มใจสอนฉัน ร่วมกับโอลัวร์คอยชี้นำ บอกหลักในการใช้ชีวิตและหลักการเป็นคน”
“เมื่อเผชิญกับสถานการณ์แบบวันนี้ เผชิญวิกฤตที่เกี่ยวข้องกับมนุษยชาติ ฉันควร…ควรเต็มใจที่จะลุกขึ้นเผชิญหน้า โดยไม่มีแนวโน้มทำลายตัวเอง และเลือกเป็นผู้พิทักษ์ที่แท้จริง…”
ไม่รอให้ฟรังก้าตอบ เขาหัวเราะกับตัวเอง
“น่าเสียดาย ไม่มีคำว่าถ้า”
เขาลุกขึ้นยืนทันที ปัดฝุ่นบนตัว ยิ้มกับฟรังก้าที่ลุกตาม
“กลับกันเถอะ ถึงเวลาเริ่มขั้นแรกของแผนการแล้ว”
…………
กรุงทรีอาร์ ภายในคฤหาสน์หรู
ลูเมี่ยนกับฟรังก้าเพิ่งเข้ามาในห้องรับแขก ก็เห็นมาดามจัสติสนั่งบนโซฟาเดี่ยว คุยเรื่อยเปื่อยกับอ็องโตนี
คุณหญิงซูซี่ขนสีทองทั้งตัว สวมแว่นตากรอบทอง นั่งยองๆ ข้างโซฟา ท่าทางสุภาพ นิสัยอ่อนโยน
มาดามจัสติสหันมามองลูเมี่ยน
“เธอเรียกฉันมาหาผ่านผู้ส่งสาร มีอะไรหรือ?”
หลังจากได้รับตะกอนพลังและองคาพยพของเอิร์ดฟานา มาดามจัสติสที่ย่อยโอสถ ‘นักสานฝัน’ เสร็จนานแล้ว ได้ประกอบพิธีกรรมสำเร็จเมื่อหลายเดือนก่อน กลายเป็น ‘ผู้เห็นแจ้ง’ ลำดับ 2 ปัจจุบันเป็นเทวทูตแท้จริงแล้ว
ศีรษะตรงกลางของลูเมี่ยนแสดงรอยยิ้ม พูดด้วยน้ำเสียงจริงใจ
“มาดาม มีเรื่องที่ฉันอยากให้คุณช่วย”
……………………………………………………..