ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 1120 เจรจา
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 1120 เจรจา
ตอนที่ 1120 เจรจา
………………..
เขตทรีอาร์ ภายในปราสาทโบราณแห่งหนึ่ง
‘เทวทูตสีชาด’ เมดีซีนั่งบนบัลลังก์ที่ประกอบจากอาวุธสีดำเหล็กนานาชนิด จ้องมองท้องพระโรงที่ดูราวกับถูกสาดด้วยโลหิตสีแดงเข้ม ยกเท้าขวาวางพาดบนเข่าซ้าย
เบื้องหน้าพระองค์ ร่างของลูเมี่ยนสามเศียรปรากฏขึ้นอย่างรวดเร็ว
ลูเมี่ยนในชุดเชิ้ตสีขาว เสื้อกั๊กสีดำ กางเกงขายาวสีเข้ม เหลือบมอง ‘เทวทูตสีชาด’ เมดีซี กล่าวด้วยน้ำเสียงเย้าแหย่
“ฉันนึกว่าคุณจะหลบซ่อนก่อน รอยืนยันว่าทางนี้ไม่ได้พาคนมาด้วย ถึงค่อยกล้าออกมาพบ”
ขณะพูด เปลวเพลิงสีม่วงลุกโชนจากด้านหลังลูเมี่ยน มันแข็งตัวอย่างรวดเร็ว กลายเป็นเก้าอี้สีดำเหล็กตัวใหญ่ เปื้อนเปรอะรอยเลือดเล็กน้อย
“เจ้าไม่กลัวที่นี่มีกับดักมรณะบ้างหรือ?” ‘เทวทูตสีชาด’ เมดีซีแกว่งเท้าขวา ถามกลับด้วยเสียงหัวเราะเยาะ
ลูเมี่ยนนั่งลง พิงหลังกับพนักเก้าอี้ ตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก
“อยากเห็นกับดักมรณะของคุณเหมือนกัน บางที มันอาจเป็นเรื่องดีก็ได้”
‘เทวทูตสีชาด’ เมดีซี เจ้าของผมแดงเพลิงยาวสยาย วางฝ่ามือขวาลงบนที่เท้าแขนรูปดาบยาวของบัลลังก์เหล็ก ถามด้วยสีหน้าดูแคลน
“มาหาข้ามีธุระอันใด?”
ลูเมี่ยนตอบอย่างจริงใจยิ่ง
“เพื่อขอให้คุณยกตะกอนพลัง ‘ผู้พิชิต’ สองก้อนในตัวให้”
“ฮ่าๆ” ‘เทวทูตสีชาด’ เมดีซีหัวเราะลั่น “ข้ามีชีวิตมาหลายพันปี ไม่เคยได้ยินคำขอแบบนี้มาก่อน แม้แต่อลิสต้า·ทูดอร์ในอดีตยังไม่กล้าพูดแบบนี้เลย”
“พระองค์เข้าใจดีว่า สิ่งที่ได้ไม่ได้ในสงคราม ก็ไม่ได้ในการเจรจา”
ลูเมี่ยนราวกับไม่ได้ยินคำเยาะเย้ยของ ‘เทวทูตสีชาด’ เมดีซี ยังคงพูดต่อไปตามใจตนเอง
“ทวีปเหนือใต้ถูกทำลายอย่างแท้จริงแล้ว หากไม่ใช่เพราะผู้ที่ ‘ชุมนุมแสงเหนือ’ ศรัทธาบังคับรองรับ ‘ทะเลแห่งความโกลาหล’ เพื่อขวางกั้นแรงกระแทกที่ ‘เทวมารดาเสื่อมทราม’ สร้างขึ้นตอนเสด็จเยือน หากไม่ใช่เพราะพระองค์ร่วมมือกับ ‘เดอะฟูล’ สร้างเขตคุ้มครอง สังคมมนุษย์คงล่มสลายไปนานแล้ว ทุกคนรวมถึงพวกเราคงตายไป แล้วได้รับ ‘ชีวิตใหม่’ จากมารดา…”
ได้ยินถึงตรงนี้ ‘เทวทูตสีชาด’ เมดีซีขัดคำพูดของลูเมี่ยน
“สาเหตุสำคัญที่สุดไม่ใช่อาดัมกับ ‘เดอะฟูล’ ช่วยพวกเราไว้ เมื่อครานั้น พวกพระองค์แม้แต่ตัวเองยังปกป้องไม่ได้”
“ที่พวกเรายังมีชีวิตอยู่เพราะ ‘เทวมารดาเสื่อมทราม’ มุ่งเป้าไปยังทวีปตะวันตก ไปที่ ‘รังมารดา’ นั่น”
ลูเมี่ยนไม่ปฏิเสธคำพูดของ ‘เทวทูตสีชาด’ เมดีซี เพียงเอ่ยเสริมด้วยน้ำเสียงสงบ
“หากไม่ใช่เพราะ ‘เดอะฟูล’ อาศัยความปรารถนาตามสัญชาตญาณของ ‘เทวมารดาเสื่อมทราม’ หลอกล่อพระนาง ให้พระนางบุกเข้าไปในบาเรียของราชันสวรรค์ที่ผนึกทวีปตะวันตก แล้วอาศัยความเชื่อมโยงระหว่างตนกับบาเรีย ลงมือเสริมแกร่งให้บาเรีย หากไม่ใช่เพราะ ‘ปรมาจารย์สวรรค์’ และเหล่ายอดฝีมือแห่งทวีปตะวันตกเผาผลาญชีวิตตนเองอย่างต่อเนื่อง อาศัยพลังของแก่นแท้ต้นกำเนิดช่วยธำรงรักษาบาเรีย แม้ลำพังแค่พลังที่แผ่ซ่านออกมาตามธรรมชาติของ ‘เทวมารดาเสื่อมทราม’ และอิทธิพลของสัญลักษณ์ที่สอดคล้องกัน เขตคุ้มครองก็คงอยู่ไม่ได้จนถึงตอนนี้”
“แต่สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นก็ใกล้ถึงขีดจำกัดแล้ว สองเดือนก่อน ‘เทวมารดาเสื่อมทราม’ จับ ‘รังมารดา’ ได้ในหมอกสีเทาขาวที่ผนึกทวีปตะวันตก”
“จริงอยู่ ‘รังมารดา’ ปรารถนาให้โอมีเบล่าบุตรีคนโตในความหมายที่แท้จริงของตน กลับมาถือกำเนิดอีกครั้ง แต่ก็ไม่ยินดีที่จะกลับไปหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับ ‘เทวมารดาเสื่อมทราม’”
“พระนางเกิดจิตสำนึกในตนเอง ได้รับความสมบูรณ์และการเกิดใหม่ มีอายุเจ็ดแปดพันปีแล้ว หรืออาจนานกว่านั้น ย่อมไม่อยากสูญสลายไปเฉยๆ”
“เวลานี้ ‘เทวมารดาเสื่อมทราม’ กับ ‘รังมารดา’ กำลังดึงดันกันอยู่ โลกซากปรักหักพังและทวีปตะวันตกต่างได้รับความสงบที่ห่างหายไปนาน มีเพียงพลังที่แผ่ซ่านตามธรรมชาติและสัญลักษณ์ที่สอดคล้องกับ ‘มารดา’ ยังคงส่งอิทธิพลอยู่”
“นี่อาจเป็นช่วงเวลาสงบสุดท้ายของพวกเรา ไม่มีใครรู้ว่า ‘เทวมารดาเสื่อมทราม’ ต้องใช้เวลานานแค่ไหน กว่าจะบดขยี้เจตจำนงที่เกิดใหม่มาหลายพันปีของ ‘รังมารดา’ ได้อย่างสิ้นเชิง รองรับแก่นแท้ต้นกำเนิดนี้อีกครั้ง บางทีอาจมีเวลาอีกหนึ่งปี บางทีอาจเหลือแค่สองสามเดือน”
“พวกเราไม่มีเวลามากนักแล้ว ฉันถึงมาหาคุณ”
‘เทวทูตสีชาด’ เมดีซี ‘เฮอะ’ เสียงหนึ่ง
“พูดได้ยิ่งใหญ่ ศักดิ์สิทธิ์จริงๆ แต่ทำไมต้องเป็นข้าที่ให้ตะกอนพลัง ‘ผู้พิชิต’ สองก้อนแก่เจ้า?”
“ทำไมเจ้าไม่ส่งตะกอนพลัง ‘ผู้พิชิต’ ส่วนของเจ้ามา แล้วถอนตัวจากการแข่งขันตำแหน่ง ‘นักบวชสีชาด’ ไปล่ะ?”
“การเสียสละคือสิ่งที่พูดกับตัวเอง ไม่ใช่กับคนอื่น”
ลูเมี่ยนหัวเราะลั่น หัวเราะจน ‘เทวทูตสีชาด’ เมดีซีพลันตระหนักว่า ตนเผลอเหยียบกับดักเข้าแล้ว
ลูเมี่ยนยิ้มผ่อนคลายจากหางคิ้วหางตา
“ได้สิ! ตกลง!”
“ฉันจะมอบตะกอนพลัง ‘ผู้พิชิต’ แก่คุณเดี๋ยวนี้เลย แถมตะกอนพลัง ‘นางมารสิ้นโลก’ อีกหนึ่งก้อน”
“ถึงตอนนั้น ร่างกายฉันคงสูญเสียสมดุล ร่วงหล่นคาที่ คุณก็ไม่ต้องกังวลว่าจะมีคนมาแข่งเถลิงบัลลังก์ ‘นักบวชสีชาด’ อีก”
เขาพูดเร็วมาก ราวกับไม่อยากให้เมดีซีมีโอกาสเปลี่ยนใจ
‘เทวทูตสีชาด’ เมดีซีจ้องมองเขาอย่างจดจ่อ ราวกับกำลังประเมินความจริงใจและความจริงของคำพูด
ลูเมี่ยนทำตัวผ่อนคลายสุดขีด ยังคงกล่าวต่อไป
“ข้อเรียกร้องเดียวคือ คุณต้องสืบทอดโชคชะตา ตัวตน ร่างกายครึ่งนี้ และเศียรนี้ของฉัน”
พูดไปพลาง เขาก็ยกมือขวา ตบเบาๆ ลงบนหน้ากากประหลาดสีทองเข้มตรงกลางศีรษะด้านซ้าย
‘เทวทูตสีชาด’ เมดีซีกวาดสายตาไปมาระหว่างหน้ากากสีทองเข้ม กับใบหน้างดงามของอลิสต้า·ทูดอร์ และใบหน้าแบบมารดาของชีคหลายครั้ง พลางหัวเราะ ‘เฮอะๆ’
“เจ้าคิดว่าข้าจะรับหรือ?”
“ให้สืบทอดของชำรุดนี่ สู้ร่วงหล่นเมื่อวันสิ้นโลกมาถึงยังดีเสียกว่า”
“ความกล้าหาญของคุณหายไปไหน?” ลูเมี่ยนยั่วยุเมดีซี
“ความกล้าหาญกับสติปัญญาไม่ขัดแย้งกัน และไม่กระทบการตัดสินว่าอะไรดีหรือไม่ดีของข้า” ‘เทวทูตสีชาด’ เมดีซีเปลี่ยนท่านั่ง วางเท้าซ้ายพาดบนขาขวา ขยับไปมา ขยับไปมา
ลูเมี่ยนเยาะเย้ยด้วยสีหน้าผิดหวัง
“งั้นคุณยังจะแข่งเถลิงบัลลังก์ ‘นักบวชสีชาด’ ไปทำไม?”
“ไม่พึ่งพาความพิเศษของเศียรนี้ ร่างกายครึ่งนี้ คุณจะกลายเป็น ‘นักบวชสีชาด’ โดยไม่ต้องประกอบพิธีได้หรือ? คุณจะเติมเต็มข้อกำหนดพิธีกรรมเถลิงบัลลังก์เทพในเวลาสั้นๆ ได้หรือ?”
“ไม่พึ่งพาความพิเศษของเศียรนี้ ร่างกายครึ่งนี้ คุณจะค้นหา ‘นางมารต้นกำเนิด’ ชีคได้รวดเร็ว และเอาชนะพระนางได้หรือ?”
“ไม่พึ่งพาความพิเศษของเศียรนี้ ร่างกายครึ่งนี้ คุณจะปราบมังกรหายนะ รองรับ ‘นครภัยพิบัติ’ ได้อย่างสมบูรณ์ก่อนที่ ‘เทวมารดาเสื่อมทราม’ จะรองรับ ‘รังมารดา’ เสร็จได้หรือ?”
“ต่อให้คุณกลายเป็น ‘รากเหง้าแห่งภัยพิบัติ’ ‘หายนะล้างโลก’ ก่อนวันสิ้นโลกมาถึงจริง ถึงตอนนั้น บทบาทที่ทำได้ ก็ไม่อาจเทียบกับผู้ยิ่งใหญ่ที่แบกรับความพิเศษของเศียรนี้ ร่างกายครึ่งนี้ สุดท้ายก็ร่วงหล่นอยู่ดี”
“ปัจจุบัน พวกเราตกอยู่ในความเสียเปรียบอย่างสิ้นเชิง หากต้องการช่วยตัวเอง ช่วยทุกคน ช่วยโลกนี้ ต้องอาศัยความพิเศษทุกชนิดในมือให้ถึงขีดสุด”
“มีเพียงวิธีนี้เท่านั้น ถึงจะมองเห็นความหวังเล็กน้อยอยู่รำไร”
“เมดีซี คุณมันขี้ขลาด ฉันขอสบประมาทคุณ!”
‘เทวทูตสีชาด’ เมดีซีหัวเราะ ‘เฮอะๆ’
“ไม่ต้องยั่วยุ ไม่ต้องกระตุ้นข้า ของพรรค์นี้ไม่เคยส่งผลต่อการตัดสินใจของข้า”
พระองค์เงียบไปสองสามวินาทีแล้วกล่าวอีก
“เจ้าพูดมีเหตุผล หากต้องการเป็น ‘รากเหง้าแห่งภัยพิบัติ’ ก่อนที่ ‘องค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่’ จะรองรับ ‘รังมารดา’ เสร็จ ก็ต้องมีความพิเศษเพียงพอ”
“แต่หากเลื่อนลำดับแบบนี้แล้ว การดำรงอยู่อย่างมั่นคงของตัวเอง จะยังรักษาไว้ได้นานแค่ไหน?”
“ไม่ทราบเช่นกัน อาจสักสองสามนาที สองสามปี สิบกว่าปี หรืออาจอาศัยความช่วยเหลือบางอย่าง พึ่งพาวิธีพิเศษ รักษามันไว้ได้หลายพันหลายหมื่นปี หรือนานกว่านั้น” ลูเมี่ยนตอบอย่างจริงใจ
‘เทวทูตสีชาด’ เมดีซีจ้องมองลูเมี่ยนสลับเศียรนั้นอยู่พักหนึ่ง แล้วส่ายหน้า
“หากเป็นแค่จิตสำนึกหลายคนอยู่ร่วมกันในร่างเดียว ข้าเคยมีประสบการณ์ถมเถ ย่อมไม่ปฏิเสธแน่”
“แต่คิดว่าต้องอยู่กับคนบ้าอลิสต้า·ทูดอร์ตลอดไป แถมพระองค์ไม่ได้ดำรงอยู่ในรูปแบบตะกอนพลัง ข้ารับไม่ได้”
ศีรษะด้านซ้ายของลูเมี่ยนหมุนเล็กน้อย ใบหน้าหล่อเหลาผึ่งผายของอลิสต้า·ทูดอร์มองไปยัง ‘เทวทูตสีชาด’ เมดีซี
พระองค์ส่ายหน้าแผ่วเบา สีหน้าเปี่ยมไปด้วยการดูแคลน
“เจ้าคนขี้ขลาด ความกล้าหาญของแกหายไปไหน? เหลือแต่ปากที่ยังดีอยู่หรือไง?” ลูเมี่ยนพูดแทนคำที่ทูดอร์อยากจะพูด
‘เทวทูตสีชาด’ เมดีซี ‘เฮอะ’ เสียงหนึ่ง
“การสั่งถอยและยอมแพ้ก็ต้องใช้ความกล้าหาญเหมือนกัน”
ลูเมี่ยนถอนหายใจ หันไปถามแทน
“ถ้างั้น คุณตกลงแล้ว?”
นี่หมายถึงเรื่องหาทางแยกตะกอนพลัง ‘ผู้พิชิต’ สองก้อนออกมามอบให้ลูเมี่ยน
‘เทวทูตสีชาด’ เมดีซียกมุมปาก
“ยังไม่ ยังขาดอีกนิด”
“ข้ากำลังคิดว่า จะมาดวลตัวต่อตัวกับเจ้าดีไหม ใครแพ้ใครก็เดินบนเส้นทางนี้ต่อ หรือ…”
พระองค์หยุดชั่วครู่ กล่าวด้วยรอยยิ้มสดใส
“เจ้าขอร้องข้าสิ”
ลูเมี่ยนนิ่งไปวินาทีหนึ่ง แล้วลุกขึ้นยืน พูดอย่างขึงขังจริงจัง
“เทพแห่งสนามรบผู้ยิ่งใหญ่ สัญลักษณ์แห่งเลือดเหล็ก ผู้ครองความวุ่นวายและขัดแย้ง”
“ข้าวอนต่อพระองค์ ขอให้พระองค์ช่วยเหลือโลกใบนี้”
“ขอให้พระองค์ประทานตะกอนพลัง ‘ผู้พิชิต’ สองก้อนแก่ข้า…”
เมื่อได้ยินประโยค ‘ช่วยเหลือโลกใบนี้’ สีหน้าของ ‘เทวทูตสีชาด’ เมดีซีเปลี่ยนไปเล็กน้อย ดูเหมือนจะหัวเราะ แต่ก็ดูเหมือนนิ่งงัน ราวกับนึกขึ้นได้ถึงบางเรื่องในทันที
เมื่อลูเมี่ยนวอนขอเสร็จ ราชาเทวทูตองค์นี้ก็ยิ้มเยาะ
“ศักดิ์ศรีของเจ้าหายไปไหน?”
ไม่รอให้ลูเมี่ยนตอบ พระองค์เชิดคางเล็กน้อย
“ข้าตกลง แต่มีสามข้อเรียกร้อง”
“เชิญกล่าว” ลูเมี่ยนมีท่าทียินดียิ่ง
‘เทวทูตสีชาด’ เมดีซีไตร่ตรองครู่หนึ่ง
“ข้อแรก หากเจ้ากลายเป็น ‘รากเหง้าแห่งภัยพิบัติ’ จริง เมื่อวันสิ้นโลกมาถึง หากยังมีกำลังเหลือ ช่วยดูแลตระกูลไอน์ฮอร์นและตระกูลเซารอน และลูกหลานของข้าอย่างพวกอัลบัสด้วย”
“ไม่มีปัญหา” ลูเมี่ยนตอบตกลงอย่างไม่ลังเล
‘เทวทูตสีชาด’ เมดีซียิ้มออกมาอีกครั้ง
“ข้อสอง หลังกลายเป็น ‘รากเหง้าแห่งภัยพิบัติ’ แล้ว เจ้าใช้ตะกอนพลัง ‘ผู้พิชิต’ แค่หนึ่งก้อนพยุงตัวก็พอ ถึงตอนนั้น อย่าลืมแยกอีกสองก้อนออกมาคืนข้า”
การกลายเป็น ‘เหนือลำดับ’ หรือที่เรียกว่า ‘ผู้ปกครองแห่งวันวาน’ ต้องการเพียงแก่นแท้ต้นกำเนิดที่สอดคล้อง เอกลักษณ์ของเส้นทางที่เกี่ยวข้อง และตะกอนพลังลำดับ 1 ของเส้นทางนั้นๆ อย่างละหนึ่งก้อน
“ได้” ลูเมี่ยนไม่ใส่ใจ
‘เทวทูตสีชาด’ เมดีซีวางเท้าซ้ายลง บรรจงลุกขึ้น
“ข้อสาม ช่วยข้าต่อยอาดัมหนึ่งหมัด แล้วบอกพระองค์ว่า ‘อย่าโกรธกันเลย นี่เป็นการเสียสละที่จำเป็น’”
“ง่ายแค่นี้?” ลูเมี่ยนเลิกคิ้ว
เมดีซีหัวเราะ ‘เฮอะๆ’
“ไม่งั้นจะเอายังไง? สังหารพระองค์ แล้วฉิบหายด้วยกันหมด?”
“เฮ้อ…เมื่อครั้งนั้น หากพระองค์ยอมพูดกับข้าอย่างจริงใจ ก็ใช่ว่าทางนี้จะไม่ร่วมการทดลองของพระองค์ ไม่ใช่ว่าจะเสียสละก่อนไม่ได้”
“พวก ‘ผู้ชม’ ต้องกลายเป็นคนมืดมนแบบนี้หมดเลยหรือ ไม่เชื่อใจใครเลย?”
พูดจบ ‘เทวทูตสีชาด’ เมดีซีกล่าวด้วยน้ำเสียงล้อเลียน
“ข้าแยกตะกอนพลังลำดับสูงสุดของตัวเองไม่ได้ ต้องขอให้พ่อทูนหัวของเจ้าช่วยหน่อย แต่ข้าไม่อยากเอ่ยนามอันทรงเกียรติของทางนั้น”
ลูเมี่ยนพยักหน้า เอ่ยด้วยเสียงต่ำเป็นภาษาเฮอร์มิส
“เงาที่เตร็ดเตร่ท่ามกลางโชคชะตา เทพแห่งการหลอกลวงที่ดำรงอยู่ในอดีต ผู้มาโปรดที่ถูกลิขิต…”
……………………………………………………..