ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 1121 ฝากฝัง
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 1121 ฝากฝัง
ตอนที่ 1121 ฝากฝัง
………………..
หลังจากลูเมี่ยนท่องนามอันทรงเกียรติปัจจุบันของอามุนด์จบ แสงสว่างอันเปี่ยมด้วยความหมายแห่งการช่วยให้รอด ก็ส่องสว่างจากความว่างเปล่า จากสายธารแห่งชะตา รวมตัวกันเป็นอามุนด์ที่สวมหมวกปลายแหลมและแว่นตาขาเดียว
อามุนด์มองซ้ายขวา ยิ้มพลางกล่าว
“พวกเจ้าคุยกันเสร็จแล้ว? จะมาดวลกันสักตั้งไหม?”
“พวก ‘นักล่า’ นี่ความอดทนดีจริงๆ เรื่องที่ควรคุยตั้งแต่เดือนกันยายนปีกลาย ยังลากมาจนถึงตอนนี้ได้”
พูดไปพลาง อามุนด์ปรบมือเบาๆ เพื่อชื่นชมน้ำอดน้ำทนของนักล่าทั้งสอง
‘เทวทูตสีชาด’ เมดีซีหัวเราะเยาะทันที
“เจ้าเปลี่ยนเส้นทางแล้ว ทำไมยังร้องว้าๆ ไม่หยุดเหมือนอีกาอยู่อีกเล่า?”
“มาเถอะ อย่าเสียเวลาเลย”
การ ‘ขโมย’ ตะกอนพลังลำดับสูงสุดของผู้อื่นไม่ใช่เรื่องง่าย แม้เป้าหมายจะยอมจำนน ร่วมมือด้วยความเต็มใจ ก็ยังต้องใช้เวลาไม่น้อย ยังมีโอกาสล้มเหลวไม่น้อย และตัวเองยังต้องมีศักดิ์สูงมากด้วย
หลังเร่งอามุนด์แล้ว ‘เทวทูตสีชาด’ กลับไปนั่งบนบัลลังก์เหล็กของตน พิงพนักหลัง ไขว้ขาขวา แสดงท่าทางหยิ่งผยองตามปกติ
บนใบหน้าพระองค์ไม่มีความกลัว ไม่มีความผิดหวัง มีเพียงแววตาอันว่างเปล่า ราวกับกำลังหวนระลึก
“เจ้ากำลังคิดอะไร?” อามุนด์ถามยิ้มๆ
‘เทวทูตสีชาด’ เมดีซีหัวเราะ ‘เฮอะๆ’
“คิดถึงเรื่องก่อนเจ้าเกิด”
อามุนด์ส่ายศีรษะ ใช้มือขวาบีบแว่นตาขาเดียวที่หนีบอยู่ในเบ้าตา
มือซ้ายของพระองค์หยิบแอปเปิลสีแดงผลหนึ่งออกมา ยกขึ้นใกล้ปาก กัดเสียงกรอบ
“ข้ารอวันนี้มานานแล้ว” อามุนด์พูดพลางยิ้ม ขณะเดียวกัน แว่นตาขาเดียวบนใบหน้าก็สว่างวาบในบัดดล
พระองค์ยื่นฝ่ามือขวาไปทาง ‘เทวทูตสีชาด’ เมดีซี ข้อมือหมุนอย่างหนักหน่วงและเชื่องช้า
‘เทวทูตสีชาด’ เมดีซีถูกเผาทั้งเป็นทันที ทั่วร่างถูกคลอกด้วยเปลวไฟสีม่วงสว่างจ้า
พระองค์อดทนต่อความทุกข์นี้ ยังคงรอยยิ้มเย้ยหยันเอาไว้
ไหม้เป็นจุณในกองเพลิง ชั่วนิรันดร์ในกองเพลิง
…………
หลังจาก ‘ขโมย’ ตะกอนพลัง ‘ผู้พิชิต’ สองก้อนของ ‘เทวทูตสีชาด’ เมดีซีออกมาแล้วมอบให้ลูเมี่ยน อามุนด์ก็ออกจากเขตคุ้มครอง
พระองค์ยืนอยู่เหนือหุบเขาของแม่น้ำเซอเรนโซ่ที่ยังคงไหลเชี่ยว จ้องมองโลกที่อยู่ไกลออกไป
ต้นโอ๊กยักษ์ที่ราวกับจะเสียดแทงท้องฟ้า ตั้งตระหง่านบนผืนแผ่นดิน สีเขียวชอุ่มปกคลุมอารยธรรมที่มนุษย์ทิ้งไว้ เสียงร้อง ‘ว้า’ ‘ว้า’ ‘ว้า’ ดังขึ้นเป็นระยะ พร้อมกับเสียงบินเป็นฝูง
ทันใดนั้น จากในหมอกสีเทาขาวที่มองเห็นได้เลือนราง ร่างหนึ่งเดินโซเซออกมา
ร่างดังกล่าวหน้าตาหล่อเหลา สวมชุดทางการ ดวงตาสีแดงฉาน เห็นชัดว่าเป็นผีดูดเลือดลำดับไม่ต่ำนัก
หลังออกจากเขตคุ้มครอง ร่างกายของผีดูดเลือดตนนี้ก็เกิดการกลายพันธุ์อย่างรวดเร็ว
เขาพังทลายกลายเป็นก้อนเนื้อ งอกอวัยวะสืบพันธุ์มากมาย บางส่วนมาจากเพศชาย บางส่วนเป็นของเพศหญิง บางส่วนมาจากสิ่งมีชีวิตพิเศษ
พวกมันมีปฏิสัมพันธ์กันเอง และมีปฏิสัมพันธ์กับหิน ไม้ เถาวัลย์ ฯลฯ ในสภาพแวดล้อมรอบข้าง ให้กำเนิดชีวิตใหม่นานาชนิด
อามุนด์จ้องดูด้วยความสนใจอยู่ครู่หนึ่ง ยกมือขวาขึ้น ดีดเปลวไฟที่แทบจะไร้รูปไร้สีออกมา
เปลวไฟตกลงบนก้อนเนื้อที่ดิ้นพล่านอย่างบ้าคลั่งและให้กำเนิดชีวิตไม่หยุด จุดไฟเผาสิ่งหลังได้ในพริบตา มอดไหม้จนกลายเป็นเถ้าถ่านพร้อมกับชีวิตใหม่
อามุนด์หันไปมองขอบหมอกสีเทาขาว เห็นผีดูดเลือดสามตนกำลังจ้องมองพระองค์จากตรงนั้น ผู้นำคือมิสเตอร์ ‘มูน’ เอ็มลินที่สวมหมวกผ้าไหมทรงกึ่งสูง
อามุนด์อมยิ้มให้ แล้วหันกลับไปมองตำแหน่งที่ต้นโอ๊กมหึมาตั้งตระหง่าน
ในค่ำคืนนี้ พระองค์รับหน้าที่เฝ้ายาม
มิสเตอร์ ‘มูน’ เอ็มลินที่รีบมาจัดการผู้กลายพันธุ์ จ้องมองอยู่ครู่หนึ่ง เดินออกจากหมอกสีเทาขาว อดทนต่อแสงจันทร์สีแดงเข้มที่ส่องลงมา เก็บกู้ตะกอนพลังที่ปนเปื้อนมลทินรุนแรง
เขาและผีดูดเลือดอีกสองตนมองหน้ากัน กลับเข้าเขตคุ้มครองอย่างเงียบงัน
หลังจากผนึกตะกอนพลังนั้นเรียบร้อยแล้ว เอ็มลินกลับมายังที่พักของตนในกรุงเบ็คลันด์ นั่งลงข้างหน้าต่างบานใหญ่ จ้องมองพระจันทร์แดงบนท้องฟ้า
มีเพียงในเขตคุ้มครองเท่านั้น เขาจึงจะรู้สึกถึงความสงบที่แสงจันทร์สีแดงเข้มนำพา นำมาซึ่งการเติบโตของพลังวิญญาณ นำมาซึ่งความงดงามอันเป็นเอกลักษณ์ของยามราตรี
ส่วนแสงจันทร์สีแดงเข้มของโลกซากปรักหักพัง สำหรับเหล่าผีดูดเลือดแล้ว มันคือความทุกข์โศก ราวกับต้องการจุดไฟพวกเขา แผดเผาให้กลายเป็นพลังวิญญาณบริสุทธิ์
หวนคิดถึงประสบการณ์ในช่วงเวลาที่ผ่านมา เอ็มลินผู้มักรู้สึกดีกับตัวเองเสมอ ก็อดเกิดอารมณ์หนักอึ้งไม่ได้
แต่ก่อน เขามักพูดว่าตัวเองจะกลายเป็นผู้กอบกู้ของผีดูดเลือด และเต็มเปี่ยมด้วยแรงผลักดัน แต่นั่นเป็นตอนที่บรรพชนยังคงอยู่ วันสิ้นโลกของผีดูดเลือดยังหลงเหลือเพียงในคำทำนายเท่านั้น เพราะบัดนี้ วันสิ้นโลกของผีดูดเลือดมาเยือนอย่างแท้จริงแล้ว กำลังเกิดขึ้นอยู่ทุกลมหายใจ
เมื่อเทียบกับผู้วิเศษเส้นทางอื่น หลังพระจันทร์แดงปรากฏ ผีดูดเลือดและผู้วิเศษเส้นทาง ‘นักเพาะปลูก’ ได้รับผลกระทบลึกกว่า รุนแรงกว่ามาก
ในรอบปีที่ผ่านมา เอ็มลินไม่รู้ว่าได้เห็นเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์กี่คน กลายพันธุ์เป็นสัตว์ประหลาดหรือกลายเป็นศัตรูดุร้ายที่สุด และจัดการด้วยมือตนเองไปแล้วเป็นส่วนใหญ่
ทุกวันมีใบหน้าที่คุ้นเคยอำลาไป ทุกวันมีเรื่องน่าเศร้าเกิดขึ้น
นี่คือวันสิ้นโลก
จนถึงตอนนี้ เมื่อเทียบกับก่อนพระจันทร์แดงปรากฏ ประชากรผีดูดเลือดเหลือเพียงครึ่งหนึ่งจากของเดิม หรือน้อยกว่านั้นเล็กน้อย
“ข้าจะช่วยได้อย่างไร…” ‘มูน’ เอ็มลินหวนคิดถึงคำถามนี้อย่างจริงจัง ไม่ใช่ความเพ้อฝันอีกต่อไป ไม่ใช่ความเชื่อมั่นเต็มเปี่ยมอีกต่อไป
ได้รับผลกระทบจากการมาเยือนของพระจันทร์แดง บรรดาดยุกผีดูดเลือดถูกตีกรอบการเคลื่อนไหวอย่างยิ่ง ไม่กล้าใช้พลังส่งเดช ด้วยเกรงว่าจะคลุ้มคลั่งกลายพันธุ์ทันที เอ็มลินและเหล่ามาร์ควิสจึงเป็นกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่ผีดูดเลือดจะเคลื่อนไหวได้
เอ็มลินที่คาดเดาได้รางๆ ว่า เหตุใดการปรากฏของพระจันทร์แดง หรือก็คือ ‘องค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่’ จึงนำมาซึ่งผลกระทบใหญ่หลวงเช่นนี้ คิดต่ออีกทั้งคืน ยังคงคิดไม่ออกว่าควรช่วยเหลือเผ่าพันธุ์ของตนอย่างไร
พระอาทิตย์ขึ้นแล้ว กลางวันมาเยือน เขาดึงม่านปิด นอนลงบนเตียง เข้าสู่การหลับลึก ได้แต่ภาวนาว่าพลังวิญญาณที่กระตือรือร้นของตน จะมอบคำแนะนำบางอย่างผ่านแดนฝัน
ท่ามกลางอาการสะลึมสะลือ เอ็มลินพลันได้ยินเสียงสตรีที่คุ้นเคย
“เอ็มลิน…เอ็มลิน…”
เอ็มลินมองไปยังที่มาของเสียงอย่างงุนงง เห็นร่างอวบอิ่มนุ่มนวลรางๆ
เขาร้องออกมาตามสัญชาตญาณ
“ท่านบรรพชน!”
เสียงนั้นพูดด้วยน้ำเสียงลอย
“มีเรื่องหนึ่งต้องฝากฝังเจ้า”
หากเป็นแต่ก่อน เอ็มลินคงจะดีใจมาก ภูมิใจมาก เพราะนี่หมายความว่า ตนกำลังจะเป็นผู้กอบกู้ของผีดูดเลือดอย่างแท้จริง แต่บัดนี้ เขารู้สึกเพียงว่าไหล่ของตนหนักอึ้ง ร่างกายแทบจะรับไม่ไหว
เขานิ่งเงียบไปหลายวินาที ก่อนจะตอบด้วยเสียงต่ำทุ้ม
“ขอรับ ท่านบรรพชน”
ร่างอวบอิ่มนุ่มนวลกล่าวด้วยน้ำเสียงเปี่ยมรัศมีมารดา
“ข้าจะมอบตะกอนพลัง ‘เทพแห่งความงาม’ หนึ่งก้อนแก่เจ้า ในนั้นมีตราประทับทางจิตและเศษสติของข้าหลงเหลืออยู่”
“จงเก็บรักษามันไว้ให้ดี วันหนึ่งในอนาคต บางทีข้าอาจได้เกิดใหม่ผ่านมัน”
“มันยังมาพร้อมตะกอนพลัง ‘ผู้มอบชีวิต’ ส่วนเกินอีกหนึ่งก้อน ข้าจะแยกออกมาให้เจ้าล่วงหน้า ในภายหลัง เจ้าไปเอาวัตถุดิบเสริมในคลังสมบัติ พยายามเลื่อนลำดับให้สำเร็จโดยเร็ว”
“หลังวันสิ้นโลกมาเยือน จงปกป้องชาวผีดูดเลือดที่เหลืออยู่ให้สุดฝีมือ”
เอ็มลินไม่ได้ดีใจ ถามด้วยความสงสัยและกังวล
“บรรพชน…แล้วท่านล่ะ?”
ไฉนต้องเตรียมตัวคืนชีพและเกิดใหม่?
ร่างอวบอิ่มนุ่มนวลพูดพลางยิ้ม
“บางเรื่องต้องทำ ความหวังบางอย่างต้องแย่งชิง”
เอ็มลินนิ่งค้าง ได้ยินความเด็ดเดี่ยวที่ซ่อนอยู่ในน้ำเสียงของบรรพชนลิลิธ
ร่างอวบอิ่มนุ่มนวลไม่ได้อธิบายมากนัก เพียงพูดด้วยน้ำเสียงของมารดา
“ลูกของข้า ตราบใดที่พวกเจ้ายังอยู่ สายเลือดของข้ายังไม่ขาดสูญ ยังมีคนจดจำนามของข้า ข้าก็จะดำรงอยู่ชั่วนิรันดร์…”
เสียงนี้ค่อยๆ ลอยหวิว หายไปในแดนฝัน
…………
ร่างอวบอิ่มนุ่มนวลเดินออกจากประตูมายาที่หล่อด้วยแสงดาว เห็นพระราชวังบรรพกาลอันยิ่งใหญ่สง่างาม เห็นหมอกสีเทาขาวที่รองรับพระราชวังนี้
‘เดอะฟูล’ ที่สวมหมวกผ้าไหมทรงกึ่งสูง เสื้อคลุมยาวสีดำ นั่งตรงตำแหน่งหัวโต๊ะยาวสำริด รอคอยอย่างเงียบสงบ
นี่คือร่างแบ่งภาคหนึ่งของพระองค์ ภาพฉายหนึ่ง
“นี่น่ะหรือ ‘ปราสาทต้นกำเนิด’?” สตรีโฉมงามผู้เปี่ยมด้วยรัศมีแห่งมารดา นั่งลงบนเก้าอี้พนักพิง ณ ปลายสุดของโต๊ะยาวกระดำกระด่าง
พระนางคือ ‘พระแม่ธรณี’ ลิลิธ
“เป็นการสำแดงของ ‘ปราสาทต้นกำเนิด’” มิสเตอร์ฟูลตอบด้วยน้ำเสียงสงบ “เจ้าใช้แดนฝันหาข้าขณะหลับใหล มีธุระอันใด?”
‘พระแม่ธรณี’ ลิลิธราวกับกอดทารกในจินตนาการ พูดพลางยิ้มจางๆ
“ข้าอยากขอให้เจ้า…สังหารข้าเสีย”
“จุดประสงค์?” มิสเตอร์ฟูลถามด้วยจังหวะไม่เร็วไม่ช้า
‘พระแม่ธรณี’ ลิลิธพูดพลางยิ้มอ่อนโยนแต่เด็ดเดี่ยว
“เทวมารดาเสื่อมทรามอาศัยเรื่องที่ข้าเคยขโมยตัวตนและโชคชะตาของโอมีเบล่า ผ่านการดำเนินการเชิงสัญลักษณ์ ทำให้ข้าตกอยู่ในสภาพลำบากไม่ตายไม่เป็นเช่นนี้”
“เนื่องจากข้าเท่ากับโอมีเบล่า การสังหารข้าก็จะทำให้โอมีเบล่าตัวจริงตายตามไปด้วย และพระนางคือสายใยที่เชื่อม ‘เทวมารดาเสื่อมทราม’ กับ ‘รังมารดา’ การตัดสายใยให้ขาด ย่อมสามารถชะลอความคืบหน้าการรองรับ ‘รังมารดา’ ของ ‘เทวมารดาเสื่อมทราม’ ได้มาก ช่วยยื้อเวลาให้ทุกคนได้นานขึ้น”
“ในเมื่อเทวมารดาเสื่อมทรามสามารถใช้สัญลักษณ์ได้ ข้าเชื่อว่า ‘เดอะฟูล’ ก็ทำได้เช่นกัน เจ้าที่ครองอำนาจ ‘ปั่นหัว’ อาจเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ด้วยซ้ำ”
“สัญลักษณ์ที่เจ้าเท่ากับโอมีเบล่ายังคงมีอยู่จริง ยังคงดำรงอยู่” มิสเตอร์ฟูลพยักรับ “แต่การสังหารโอมีเบล่าตอนนี้ จะทำให้ ‘รังมารดา’ เกลียดชังพวกเรา จนเลือกกลับไปหา ‘เทวมารดาเสื่อมทราม’ แทน”
“สำหรับพระนาง โอมีเบล่าคือลูกคนแรกที่พระนางให้กำเนิดเองหลังมีจิตสำนึกใหม่ ไม่ใช่ให้คนอื่นคลอด เป็นธิดาคนโตที่มีความหมายทางศาสตร์เร้นลับ เหมือนกับที่ ‘เทวมารดาเสื่อมทราม’ เป็นธิดาคนโตของ ‘พระผู้สร้างดั้งเดิม’ พระนางให้ความสำคัญกับโอมีเบล่ามาก”
ไม่รอให้ ‘พระแม่ธรณี’ ลิลิธตอบ มิสเตอร์ฟูลใช้นิ้วเคาะขอบโต๊ะสำริดเบาๆ
“เรื่องนี้ถือเป็นไพ่ของฝั่งเราได้ แต่ยังไม่ถึงเวลา”
‘พระแม่ธรณี’ ลิลิธกลับมายิ้มอีกครั้ง
“ดีแล้ว อย่างน้อยข้ายังใช้ความตายทำประโยชน์ได้บ้าง”
“ข้าจะรอให้โอกาสนั้นมาถึง”
พูดจบ ‘พระแม่ธรณี’ องค์นี้ลุกขึ้นยืน เดินช้าๆ ออกจากมิติเหนือหมอกสีเทา
……………………………………………………..