ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 1128 อีกหนึ่งคำทำนาย
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 1128 อีกหนึ่งคำทำนาย
ตอนที่ 1128 อีกหนึ่งคำทำนาย
………………..
ไอซารา นครหลวงแห่งลุนเบิร์ก
หน้าประตูด้านข้างของหอคอยสีขาวอันตระหง่านยิ่งใหญ่ ครึ่งเทพแห่งศาสนจักรเทพแห่งปัญญาความรู้ที่ลูเมี่ยนเคยพบมาก่อนกำลังรออยู่แล้ว
หลังผ่านประสบการณ์ในเมืองแดนฝัน ลูเมี่ยนจำได้ไม่ยากว่าเธอเป็นใคร
เธอคืออดีตนายพลโจรสลัด ‘พลเรือโทธารน้ำแข็ง’ ปัจจุบันเป็นสังฆานุกรอาวุโสแห่งศาสนจักรความรู้ เอ็ดวิน่า·เอ็ดเวิร์ด
เอ็ดวิน่าที่แต่งกายเหมือนครูมืออาชีพมากกว่าโจรสลัดหรือนักบวช ทำท่าเชื้อเชิญโดยไม่พูดอะไร
ลูเมี่ยนก็ไม่ถาม เดินตามเธอผ่านประตูใหญ่ เลี้ยวเข้าสู่โถงทางเดินลึกลับที่มีตะเกียงแก๊สติดผนังหลายดวง
เดินเงียบๆ มาสักพัก ลูเมี่ยนจึงถามขึ้นมาลอยๆ
“ยิ่งรู้มาก ยิ่งมีความรู้มาก ยิ่งเป็นทุกข์ใช่ไหม?”
เอ็ดวิน่าตอบด้วยสีหน้าปกติ
“ฉันขอทุกข์เพราะความรู้ ดีกว่าสุขเพราะความโง่”
ลูเมี่ยนมองโถงทางเดินที่ดูเหมือนไม่มีทางสิ้นสุด หันไปถามอีก
“หากมีความรู้มากพอ มนุษย์จะทำอะไรได้ถึงไหน โดยไม่ต้องพึ่งพลังวิเศษ?”
เอ็ดวิน่าหันมามองลูเมี่ยนแวบหนึ่ง
“ศาสตร์เร้นลับก็คือความรู้เช่นกัน”
เธอหยุดชั่วครู่ แล้วกล่าวต่อ
“หากไม่รวมสิ่งเหล่านี้ บางทีวันหนึ่งในอนาคต มนุษย์อาจยังคงสามารถใช้วิธีอื่นในการแทรกแซงกฎ สัมผัสอำนาจ ส่วนระดับที่สูงกว่านั้นคงเป็นไปไม่ได้ นอกจากจะเพิ่มองค์ประกอบศาสตร์เร้นลับ”
“การให้มนุษย์ใช้พลังวิเศษโดยเสี่ยงน้อยลง คือสาขาที่ฉันกำลังวิจัย”
“ดีจัง…” ลูเมี่ยนทอดถอนใจ
เดินไปอีกระยะ พวกเขาหยุดที่ปลายโถงทางเดิน หยุดหน้าประตูทองเหลืองบานใหญ่ที่เปิดได้สองทาง
ลูเมี่ยนเอียงศีรษะ มองเอ็ดวิน่าสองครั้ง ถามอย่างครุ่นคิด
“คุณอยากกลับไปเป็น ‘พลเรือโทธารน้ำแข็ง’ อีกไหม?”
เอ็ดวิน่าส่ายหน้าทันทีโดยไม่ลังเล
“ฉันชอบชีวิตแบบนี้มากกว่า ที่ได้สัมผัสความรู้ใหม่ ได้รับสิ่งใหม่ๆ ทุกวัน”
ลูเมี่ยนไม่ถามอีก ภายใต้สายตาของเอ็ดวิน่า เขาผลักประตูทองเหลืองบานใหญ่
ภายในประตูเป็นห้องสมุดสว่างสะอาด เต็มไปด้วยชั้นหนังสือทองเหลือง
ชั่วขณะหนึ่ง ลูเมี่ยนเหมือนกลับไปตอนที่เพิ่งเข้า ‘เมืองเนรเทศ’ โมโรลา
เขาเดินเข้าไป ประตูทองเหลืองบานใหญ่ค่อยๆ ปิดลงจากด้านหลัง
เฮราเบเกอร์ถือหนังสือสองเล่ม สวมเสื้อคลุมยาวสีขาวประดับเส้นทองเหลือง เดินอ้อมออกมาจากชั้นหนังสือใหญ่ ดวงตาสีอำพันยังคงอ่อนโยนใสกระจ่าง ไม่มีความขุ่นมัวแม้แต่น้อย
ลูเมี่ยนไม่แปลกใจเลยที่ได้พบท่านผู้นี้ เขายิ้มค้อมตัวคำนับ
“ท่านเจ้าคุณอาร์ชบิชอป เราได้พบกันอีกแล้ว”
เฮราเบเกอร์พยักหน้ารับ
“สภาพของเจ้าตอนนี้ มีคุณค่าในการวิจัยมาก แต่ไม่มีเวลาแล้ว”
พระองค์ไม่ปิดบังความเสียดายของตน ไม่กังวลว่าคำพูดเช่นนี้จะทำร้ายจิตใจลูเมี่ยน พูดตรงไปตรงมา เหมือนกำลังพูดว่าอาหารเช้าวันนี้ก็ไม่เลว
“ใช่แล้ว ไม่มีเวลาแล้ว” ลูเมี่ยนเห็นด้วยกับคำพูดของเฮราเบเกอร์
เฮราเบเกอร์สังเกตเศียรบนไหล่ซ้ายของเขาสักพัก แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงสงบ
“ข้าได้ทำนายไว้แล้ว”
“เจ้าจะต้องเผชิญหน้ากับชีคในเร็ววันแน่นอน”
“เข้าใจแล้ว” ลูเมี่ยนยิ้ม
เขามองไปรอบๆ อย่างอาลัยอาวรณ์
“ท่านเจ้าคุณอาร์ชบิชอป ท่านเคยทำนายถึงสภาพปัจจุบันของฉันไหม?”
เฮราเบเกอร์มองเขา พูดด้วยจังหวะไม่เร็วไม่ช้า
“หากข้าบอกว่า ข้าทำนายถึงสิ่งที่เจ้าจะเจอในภายหลัง นั่นคงเป็นคำโกหกแน่”
“แต่หากข้าบอกว่า ข้าไม่ได้ทำนายอะไรเลย นั่นก็เป็นคำโกหกเช่นกัน”
“ข้าทำนายได้ว่า เจ้าจะได้รับสิ่งพิเศษ แต่ไม่รู้ว่าจะพิเศษอย่างไร ข้ายังไม่ใช่ผู้รอบรู้ทุกสิ่ง ดังนั้นในบรรดาผู้แย่งชิง ‘0-01’ ข้าเอนเอียงไปทางเจ้ามากกว่า เจ้าแสดงออกได้ดีมาก ตั้งใจเรียนรู้ มายืมหนังสือที่ห้องสมุดครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่เหมือนพวกอื่นๆ…”
พูดไปพูดมา เฮราเบเกอร์ส่ายหน้า
“พอดีเป็นคนรักการเรียนรู้น่ะ” ลูเมี่ยนหัวเราะ สีหน้าสงบ มีเค้าล้อเลียนตัวเองอยู่บ้าง
เฮราเบเกอร์กล่าวด้วยความชื่นชม
“หากเจ้ารู้จักเสน่ห์ของความรู้อย่างแท้จริง เข้าใจความสนุกของการเรียนรู้ แม้ต่อไปจะมีชีวิตที่ยาวนาน ก็จะไม่ทุกข์ทรมานเพราะความว่างเปล่า”
“ความรู้ห่อหุ้มทุกสิ่ง ความรู้คือทุกสิ่ง…”
พระองค์ชักนำอย่างอดทน ราวกับต้องการสอนลูเมี่ยนจริงๆ ว่า จะใช้ชีวิตในอนาคตอย่างไร
ลูเมี่ยนไม่ขัดจังหวะ ยังคงเงียบฟังแม้ว่านี่จะไม่สำคัญ
รอจนเฮราเบเกอร์พูดจบ เขาจึงถามด้วยน้ำเสียงค่อนข้างต่ำ
“ท่านยินดีที่จะสละวิถีชีวิตแบบนี้หรือไม่?”
เฮราเบเกอร์ถอนหายใจ
“หากยังมีทางเลือกอื่น แน่นอนว่าข้าไม่ยินดี”
“ลูกหลานเอ๋ย เจตจำนงของเราอาจเป็นอิสระ แต่ในโลกนี้ไม่ได้มีแค่เรา ในหลายครั้งของชีวิต มันคือการเลือกระหว่างแย่กับแย่กว่า ไม่มีตัวเลือกที่ดีกว่า”
“เมื่อเผชิญสถานการณ์ดังกล่าว บางคนจะยอมแพ้ทันที แต่ข้าโลภมาก ปรารถนาจะมีชีวิตต่อไป มหาสมุทรแห่งความรู้นั้นไร้ขอบเขต เส้นทางสำรวจความรู้เต็มไปด้วยความสนุก ข้ายังไม่อยากตายเพียงเท่านี้”
“มันคือเหตุผลพื้นฐานที่ผลักดันให้ข้าตัดสินใจหลายเรื่อง”
“บัดนี้ มีทางเลือกไม่มากนักอยู่ตรงหน้าข้า หากยังหวังที่จะมีชีวิตอยู่ต่อ ก็เลือกได้แต่อันที่ไม่แย่มากนัก”
“การอยากมีชีวิตไม่ใช่เรื่องน่าอาย”
พระองค์จ้องดวงตาลูเมี่ยน แล้วกล่าวท้ายสุด
“นี่คือความคิดและประสบการณ์ของข้า หวังว่าจะเป็นประโยชน์อ้างอิงสำหรับการเลือกในอนาคตของเจ้า”
“ขอบคุณ” ลูเมี่ยนกล่าวอย่างจริงใจ
เขาได้รับคำทำนายและคำตอบแล้ว กำลังจะลาจาก แต่นึกขึ้นได้อย่างหนึ่ง
“ท่านเจ้าคุณอาร์ชบิชอป ‘เมืองเนรเทศ’ โมโรลาอยู่ที่ไหนกันแน่?”
“มันและภูเขารอบๆ อยู่ในกระเพาะของข้า” เฮราเบเกอร์ไม่ปิดบัง
ลูเมี่ยนเข้าใจทันที
“เส้นทางเนรเทศนำไปสู่โลกดารา?”
เฮราเบเกอร์พยักหน้า
“ใช่”
พระองค์เผยรอยยิ้มบางๆ
“ตอนเจ้าเรียกอุกกาบาตทำลายโมโรลา ทำเอาท้องข้าปวดไม่เบาเลย”
ลูเมี่ยนตะลึงก่อน แล้วหัวเราะแห้งๆ
“นี่อาจเป็นการแกล้งครั้งใหญ่ที่สุดที่ฉันเคยทำ ถ้ามันนับเป็นการแกล้ง”
หลังออกจากไอซารา ลูเมี่ยนกลับมายังกรุงทรีอาร์
“เป็นไงบ้าง?” ฟรังก้าถามอย่างห่วงใย
ลูเมี่ยนเล่าคำทำนายของเทพแห่งปัญญาความรู้ เฮราเบอร์เก้น แล้วกล่าวปิดท้าย
“ฉันมีแนวคิดคร่าวๆ แล้ว กำลังจะเตรียมวางแผน”
ฟรังก้ามองศีรษะตรงกลางของลูเมี่ยนสองสามครั้ง พลางยกมือลูบคาง
“ทำไมฉันรู้สึกว่า อารมณ์คุณดีขึ้นไม่เบาเลย?”
ขณะพูด เธอมองซ้ายขวา พยายามหาอ็องโตนีมายืนยันการตัดสินของตน แต่น่าเสียดาย อ็องโตนีสังเกตเห็นความผิดปกติในทะเลจิตใต้สำนึกรวม จึงไปรายงานต่อศาสนจักรทางการ และมอบความช่วยเหลือที่จำเป็นไปแล้ว
นี่คืองานที่ครึ่งเทพเส้นทาง ‘ผู้ชม’ ทำกันมาเกือบหนึ่งปี ภารกิจหลักของพวกเขาคือ เฝ้าระวัง สังเกตการณ์ และช่วยเหลือ ห้ามผ่อนคลายแม้แต่ชั่วขณะ ห้ามประมาทแม้แต่นิด ส่วนการปราบปรามความผิดปกติและหายนะ ถูกยกให้ผู้วิเศษลำดับสูงคนอื่นรับผิดชอบไป แน่นอนว่า หากเผชิญสถานการณ์เร่งด่วน ก็คงไม่มีเวลามาคิดมากขนาดนั้น
ส่วนผู้วิเศษลำดับกลางถึงต่ำที่ไม่ใช่ทางการ รวมถึงมนุษย์ธรรมดา ต่างไม่รู้ว่าทวีปเหนือใต้ได้ถูกทำลายแล้ว ตนเองอยู่ในเขตคุ้มครอง พวกเขายังคงร้องเพลง ยังคงเต้นรำ ยังคงใช้ชีวิตแบบเดิม นี่คือการช่วยเหลืออันยิ่งใหญ่ที่สุดต่อทางการและเทพแท้จริง
ในสถานการณ์ปัจจุบัน หลักยึดเหนี่ยวต้องมั่นคง ยอมให้พวกเขามีความสุขลวงตา!
ลูเมี่ยนยิ้ม
“แค่ฟังผู้อาวุโสท่านหนึ่งเล่าประสบการณ์ชีวิตมังกรของพระองค์”
“ดีแล้ว” ฟรังก้าไม่ซักไซ้
เธอกระตือรือร้น รอไม่ไหวแล้ว เร่งพูดกับลูเมี่ยน
“เรามาวางแผนนำหายนะไปสู่นิกายนางมารกันเถอะ!”
เรื่องแก้แค้นให้จินนาและลูเมี่ยน เธอรอคอยอย่างอดทนมาเกือบหนึ่งปีแล้ว
เธอแทบจะควบคุมตัวเองไม่อยู่ ตนไม่ใช่สุภาพบุรุษ แค่หวังให้มันเกิดเร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้
เห็นฟรังก้าแสดงออกเช่นนี้ ลูเมี่ยนหัวเราะ
“ฉันต้องไปรายงานมิสเตอร์ฟูลก่อน”
…………
เหนือสายหมอกสีเทา ภายในพระราชวังโอ่อ่า
รอจนร่างของลูเมี่ยนหายไปจากตำแหน่งของไพ่ ‘แชเรียต’ มิสเตอร์ฟูลครุ่นคิดสองสามวินาที แล้วประกาศจัดชุมนุมชั่วคราวผ่านอากาศ
ชั่วพริบตา แสงหลายดวงพุ่งขึ้น กลายเป็นร่างต่างๆ นั่งในตำแหน่งต่างกัน
พวกเขาคือมาดามจัสติส มาดามเมจิกเชี่ยน มิสเตอร์สตาร์ และอาร์คาน่าใหญ่อื่นๆ
ไพ่สำรับใหญ่ทุกคนยกเว้นลูเมี่ยน
“‘แชเรียต’ จะนำหายนะไปสู่นิกายนางมาร พวกเจ้ารับผิดชอบช่วยเหลือ” เดอะฟูลสั่งการ
“รับทราบ มิสเตอร์ฟูล” เหล่าอาร์คาน่าใหญ่ลุกขึ้นตอบพร้อมกัน
เดอะฟูลพยักหน้ารับ ให้สัญญาณให้พวกเขานั่งลง แล้วพูดกับ ‘เดอะซัน’ เดอร์ริค
“ในเรื่องนี้ ข้าหวังให้เจ้าเดินตามหลักคุณธรรมของตัวเอง ย่อยโอสถให้หมด แล้วกลายเป็นเทวทูตโดยเร็ว”
หลังจาก ‘สุริยันเจิดจรัส’ ร่วงหล่น ภายใต้พรคุ้มครองของมิสเตอร์ฟูล ‘เดอะซัน’ เดอร์ริคได้รับตะกอนพลัง ‘ผู้แสวงประทีป’ หนึ่งก้อน
รอจน ‘เดอะซัน’ ตอบรับ เดอะฟูลหันไปมอง ‘เดอะสตาร์’ เลียวนาร์ด
“เจ้ากับพาลีสก็เข้าร่วมด้วย คงต้องรบกวนให้เจ้าขอเบิกสมบัติปิดผนึกจากศาสนจักรรัตติกาลชั่วคราว…”
“ข้าหวังว่า เจ้าจะได้รับสมบัติปิดผนึกระดับ ‘0’ หนึ่งชิ้น หรือตะกอนพลัง ‘นางมารหายนะ’ ในปฏิบัติการครั้งนี้ แล้วนำไปแลกเปลี่ยนตะกอนพลัง ‘บริวารอำพราง’ กับศาสนจักรรัตติกาล”
“จงนำความหวาดกลัวไปสู่ผู้วิเศษลำดับสูงของนิกายนางมารเถิด นี่จะช่วยให้เจ้าย่อยโอสถเสร็จสมบูรณ์”
‘เดอะสตาร์’ เลียวนาร์ดฟังออกว่า สองประโยคหลังที่มิสเตอร์ฟูลพูดไม่ใช่คำสั่ง ไม่ใช่คำกำชับ แต่เป็นคำอวยพร
เขารู้สึกซาบซึ้งอย่างบอกไม่ถูก จึงลุกขึ้นคำนับ
“รับทราบ มิสเตอร์ฟูล”
เดอะฟูลมองไปยังมาดามเท็มเพรนซ์
“เจ้ากับไรเน็ตต์ก็เข้าร่วมด้วย ฝ่ายปล่อยตัณหาอาจขัดขวางปฏิบัติการของ ‘แชเรียต’”
มาดามเท็มเพรนซ์ชารอนยกป้ายกระดาษที่เขียนไว้แล้ว
“รับทราบ มิสเตอร์ฟูล”
สั่งการอาร์คาน่าใหญ่เสร็จตามลำดับแล้ว มิสเตอร์ฟูลยุติการชุมนุมชั่วคราวครั้งนี้
…………
มหาวิหารสุขสงบ สำนักงานใหญ่ศาสนจักรรัตติกาล
‘เดอะสตาร์’ เลียวนาร์ดได้พบสันตะปาปาองค์ปัจจุบัน นักบุญดาโบมาคี
“เรียนองค์สันตะปาปา ผมขอเบิกใช้งานสมบัติปิดผนึกระดับ ‘0’ ชั่วคราว” เลียวนาร์ดแตะหน้าอกตามเข็มนาฬิกาสี่ครั้ง วาดเป็นรูปดวงดาว
“ชิ้นใด?” ดาโบมาคีเป็นผู้อาวุโสผมหนวดขาวโพลน ใบหน้าผอมเกร็ง พระองค์ถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลสงบ
‘เดอะสตาร์’ เลียวนาร์ดกล่าวเสียงต่ำ
“0-17”
……………………………………………………..