ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 1129 พบโดยบังเอิญ
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 1129 พบโดยบังเอิญ
ตอนที่ 1129 พบโดยบังเอิญ
………………..
อีกหนึ่งวันใหม่ ลูเมี่ยนออกจากเขตคุ้มครองที่ปกคลุมด้วยหมอกสีเทาขาว
โลกซากปรักหักพังไร้ดวงอาทิตย์ จมอยู่ในความมืดมิดตลอดกาล แต่อุณหภูมิก็มิได้ต่ำเกินไป แสงจันทร์สีชาดส่องสว่างทั่วทุกหนแห่ง นำมาซึ่งความรู้สึกราวกับฤดูใบไม้ผลิ อากาศอุ่นๆ หนาวๆ สลับกัน
บนท้องฟ้าเบื้องสูง จันทร์เพ็ญหายสาบสูญ มวลหมู่ดารากำลังมืดสลัว รัตติกาลถูกย้อมด้วยสีแดงฉาน
ลูเมี่ยนหันตัวมองฟรังก้าที่ยืนอยู่ขอบหมอกสีเทาขาว พยักหน้าเบาๆ ให้เธอ
ฟรังก้าตอบกลับด้วยรอยยิ้มสดใสแฝงความห่วงใย โบกมือให้ลูเมี่ยน ร่างของเธอก็หายลับไป
ลูเมี่ยนหันกลับมามองใบหน้าชีคทางด้านขวาของเศียรฝั่งซ้าย
ใบหน้าชีคที่งดงามเย้ายวน บริสุทธิ์สดใส เปี่ยมด้วยรัศมีแห่งมารดา ยิ้มหวานหยาดเยิ้ม
พระองค์ไม่ทรงรังเกียจสิ่งที่ลูเมี่ยนกำลังจะทำ หรืออย่างน้อยภายนอกก็ดูไม่ออก
“เธอก็ตั้งตารอเหมือนกันใช่ไหม?” ลูเมี่ยนยิ้มมุมปากถาม
ใบหน้าชีคยังพูดไม่ได้ แต่พระองค์ก็ไม่ทำท่าทางใดๆ ไม่ยืนยันหรือปฏิเสธ
ลูเมี่ยนไม่สนใจพระองค์อีก หันศีรษะไปมองใบหน้าโอลัวร์และจินนาอีกด้านหนึ่ง
พวกเธอยังคงหลับตาสนิท บนใบหน้ามีคราบเลือดเล็กน้อยที่ขจัดไม่ออก
ลูเมี่ยนถอนหายใจแผ่วเบา เดินมุ่งหน้าไปยังขอบซากปรักหักพังทรีอาร์ สู่ดินแดนสีเขียวที่มีต้นโอ๊กมหึมาตั้งตระหง่าน
เขาเดินไปอย่างไร้จุดหมาย ปล่อยให้กฎการรวมตัวของตะกอนพลัง และความเชื่อมโยงทางศาสตร์เร้นลับระหว่างร่างหลักกับร่างแบ่งภาค ทำงานไปตามครรลอง
นี่คือทิศทางที่คำทำนายก่อนหน้าล้วนชี้นำ
ยิ่งเดินออกไปนอกซากปรักหักพัง สภาพแวดล้อมยิ่งเงียบสงัด มีเพียงเสียงเด็กทารกร้อง ‘อุแว้’ ‘อุแว้’ ‘อุแว้’ และเสียงนกกระพือปีกบิน ดังมาจากดินแดนสีเขียวเป็นครั้งคราว
ทันใดนั้น ลูเมี่ยนเห็นฝูงกวางป่าเดินคึกคัก อ้อมออกมาจากด้านหลังอาคารร้างเรียงราย
ตุ้บ!
กวางป่าตัวหนึ่งล้มลง กระแทกพื้นดิน
ร่างของมันเน่าเปื่อยกะทันหัน ราวกับถูกสิ่งมีชีวิตเล็กๆ นับไม่ถ้วนกลืนกิน เพียงไม่กี่วินาที ก็กลับคืนสู่ผืนดินอย่างสิ้นเชิง รวมถึงกระดูกสีขาวโพลนเหล่านั้นด้วย
ในจุดที่มันล้มลง ไม่เหลือร่องรอยใดๆ ทิ้งไว้เลย
ตุ้บ ตุ้บ! กวางป่าทยอยล้มลงมากขึ้น
กวางป่าที่เหลือไม่แสดงความตื่นตระหนกหรือหวาดกลัวใดๆ ยังคงกินอาหารอย่างผ่อนคลาย พลางคลอดลูกกวางเปื้อนเลือดออกมาอย่างต่อเนื่อง
เมื่อพวกมันพ้นจากสายตาลูเมี่ยน ฝูงกวางก็เหลือเพียงลูกกวางแรกเกิด ลูกกวางเหล่านั้นโตเร็วมาก
“แบบนี้พัฒนาอารยธรรมไม่ได้หรอก…” ลูเมี่ยนนึกขึ้นมาฉับพลัน
เขาไม่รู้ว่านี่คือสิ่งที่ ‘เทวมารดาเสื่อมทราม’ ตั้งใจให้เป็น หรือเป็นอิทธิพลตามธรรมชาติต่อสิ่งแวดล้อมในสภาวะปกติของพระองค์ เขาเพียงนึกถึงที่มาดามเมจิกเชี่ยนเคยเล่าว่า เธอเคยท่องไปยังดาวดวงหนึ่งในห้วงลึกนภาดาว ดาวดวงนั้นบูชา ‘เทวมารดาเสื่อมทราม’ แต่ผู้ปกครองพวกเขาไม่ใช่แม้แต่เทวทูต หากแต่เป็นบุตรแห่งเทพสามองค์กับลูกหลาน ซึ่งเกิดจากการที่ ‘เทวมารดาเสื่อมทราม’ ร่วมเพศกับ ‘ดาว’ เมื่อครั้งอดีตสมัยที่เคยผ่านไป
ชาวดาวดวงนั้นนอกจากบูชามารดาและอวัยวะเพศอย่างสุดโต่งแล้ว ก็นับว่าพัฒนาอารยธรรมได้เอกลักษณ์เฉพาะตัว
บางทีรังของ ‘เทวมารดาเสื่อมทราม’ อาจเป็นแบบโลกซากปรักหักพังนี้ ไม่มีอารยธรรม แต่มีสัตว์ในตำนาน…กลับกัน ดาวดวงอื่นที่ศรัทธาพระองค์สามารถพัฒนาอารยธรรมได้ตามปกติ? ลูเมี่ยนเดินต่อไป
เดินไปอีกพักหนึ่ง ป่าโอ๊กอันกว้างใหญ่ไพศาลปรากฏต่อหน้าเขา
ขณะนั้น มีร่างสี่ร่างเดินออกมาจากป่าโอ๊ก
ร่างทั้งสี่แบกโลงศพหนักอึ้ง ทำจากไม้ซุงดิบไม่ได้ทาสี
ในจำนวนนั้น สามคนเป็นโกเลมที่ทำจากดินเหนียว มีมนุษย์เพียงคนเดียว สวมเสื้อคลุมสีน้ำตาลประดับ ‘ตราศักดิ์สิทธิ์แห่งชีวิต’ เคราบนใบหน้ารกรุงรัง สีหน้าเคร่งขรึม ราวกับกำลังประกอบพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์
ศาสนจักรพระแม่ธรณียังคงดำรงอยู่ในปัจจุบัน เหล่า ‘ข้ารับใช้’ อาศัยพลังขององค์กรผู้วิเศษทางการอื่นๆ ช่วยพยุงรักษาไว้อย่างยากลำบาก ไม่ให้พระแม่ธรณีสูญเสียหลักยึดเหนี่ยว เพราะหากเทพแท้จริงองค์นี้คลุ้มคลั่งหรือร่วงหล่นไป บาเรียโลกดาราจะถูกเหล่าเทพภายนอกทำลายทันที
ส่วน ‘คนโปรด’ ต่างกลายพันธุ์หรือคลุ้มคลั่งไปเป็นจำนวนมากในยามพระจันทร์แดงมาเยือน หลังจากนั้นก็ถูกโจมตีอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งสองเดือนที่ผ่านมานี้ จึงได้รับความสงบบ้าง ปัจจุบันจำนวนของพวกเขาเหลือไม่ถึงครึ่งหนึ่งของเดิม แม้แต่นายหญิงโรลังด์ก็ร่อนเร่อยู่ที่ใดสักแห่งในโลกซากปรักหักพัง กลายเป็นหุ่นเชิดของเทวมารดาเสื่อมทราม
“แบกโลงศพ? อดีตนักบุญของศาสนจักรพระแม่ธรณี ‘คนแบกโลง’ ลำดับ 3?” ลูเมี่ยนไม่แปลกใจที่ตนบังเอิญพบลูกของ ‘มารดา’ คนหนึ่ง
เขามองคนโปรดที่น่าจะเป็น ‘คนแบกโลง’ นั่น คิดอย่างสงสัย
“ชื่อลำดับ ‘คนแบกโลง’ น่าจะเป็นเพียงสัญลักษณ์ หมายถึงการส่งชีวิตกลับคืนสู่ผืนดิน เป็นส่วนประกอบสำคัญของเส้นทาง ‘มารดา’ สำหรับการสร้างวัฏจักรแห่งสัจธรรม”
“ลำดับนี้จึงเชื่อมโยงกับแนวคิดและพลังในขอบเขตความตายและการหวนคืน…”
“ไม่ได้บอกว่าต้องแบกโลงศพจริงๆ สักหน่อย แค่นำมาใช้ในความหมายเชิงสัญลักษณ์เอง…”
“ในฐานะการสวมบทบาท นี่ไม่มีปัญหาอะไร แต่นายกลายพันธุ์เป็นสิ่งชั่วร้ายแล้ว ยังจะสวมบทบาทไปทำไมอีก?”
“โลงศพที่แบกมีความพิเศษ? ข้างในบรรจุอะไรกันแน่?”
สำหรับเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ ‘เทวมารดาเสื่อมทราม’ ลูเมี่ยนยินดีหยุดดูและศึกษาสักหน่อย เขาตัดสินใจขวางทางเดินของ ‘คนแบกโลง’ นั่น
ขณะเดียวกัน ศีรษะบนไหล่ซ้ายของเขาเริ่มบิดหมุน ใบหน้างดงามของชีคมองไปยังเป้าหมาย
‘คนแบกโลง’ นั่นรู้สึกได้ หันกลับมายังตำแหน่งของลูเมี่ยน สายตาพลันชั่วร้ายและดุดัน
เขาเตรียมจะใช้พลังวิเศษของตน ร่างกายก็เกิดการเปลี่ยนแปลงกะทันหัน
ผิวหนังของเขาแตกออก ดินสีน้ำตาลไหลทะลักออกมาเป็นกองๆ ดินเหล่านั้นกลืนกินเขา หลอมรวมกับเขา งอกอวัยวะมากมายอันเป็นสัญลักษณ์ของ ‘มารดา’ ทั้งที่มาจากมนุษย์และไม่ใช่มนุษย์
‘คนแบกโลง’ รายนี้คลุ้มคลั่งในพริบตา เสียสติโดยสมบูรณ์แล้ว
นี่คือพลังที่มาจาก ‘นางมารสิ้นโลก’
หากกล่าวว่าเส้นทาง ‘เทพมรณา’ เป็นตัวแทนความตายและการหลับใหลชั่วนิรันดร์ เส้นทาง ‘รัตติกาล’ เป็นตัวแทนความเงียบงันและความมืดมิดนิรันดร์ เส้นทาง ‘คนยักษ์’ เป็นตัวแทนความเสื่อมโทรมและการผ่านพ้นของกาลเวลา เส้นทาง ‘นักบวชสีชาด’ เป็นตัวแทนการพิชิตและการทำลายล้างจากสงคราม ดังนั้น เส้นทาง ‘นางมาร’ ก็เป็นตัวแทนการมาถึงของวันสิ้นโลกและการกลับคืนสู่ปฐมกาล
การมาถึงของวันสิ้นโลกหมายความว่า ในบริเวณที่กำหนด ความขัดแย้งทั้งหลายจะระเบิดปะทุพร้อมกัน นี่ย่อมเกี่ยวพันกับการรวมเป็นหนึ่งในระดับโชคชะตา
วันสิ้นโลก ก็คือวันสิ้นสุดของโชคชะตา!
และลูเมี่ยนยังมีพรแห่งพลังชะตากรรม
แต่เดิม ‘คนแบกโลง’ ก็อยู่ในภาวะใกล้คลุ้มคลั่งเพราะการกลายพันธุ์อยู่แล้ว เมื่อ ‘วันสิ้นโลก’ มาถึง ความขัดแย้งด้านนี้จึงถูกโชคชะตาผลักดันโดยปริยาย จนระเบิดออกมา
กระนั้น การที่เขาคลุ้มคลั่งกลายเป็นสัตว์ประหลาด ก็ไม่กระทบต่อการบุกเข้าหาลูเมี่ยน เขาโยนโลงศพนั้นทิ้ง พาโกเลมดินเหนียว พุ่งไปทางลูเมี่ยนตามสัญชาตญาณ
พืชพรรณสีเขียวรอบข้าง รวมถึงต้นโอ๊กที่ยังไม่โตเต็มที่หลายต้น เหี่ยวเฉาอมเหลืองในพริบตา สูญสิ้นชีวิตไป
วิ่งได้เพียงสองก้าว ร่างของ ‘คนแบกโลง’ ก็ย้อมเป็นสีเทาขาวกะทันหัน
เพียงหนึ่งวินาที เขาก็หยุดนิ่งไม่ขยับ กลายเป็นรูปปั้นหิน
โกเลมดินเหนียวสามตัวที่เขาสร้างก็มีชะตากรรมไม่ต่างกัน
อย่างเงียบเชียบ ในตำแหน่งของพวกเขา ผืนดินแตกระแหง ลาวาเดือดพล่านทะลักออกมา กลืนกินพวกเขาอย่างสิ้นเชิง
ต่อจากลาวาคือการพังทลายของบริเวณชายขอบทั้งหมด ทั้งดิน พืช อาคารร้าง รูปปั้นหินที่หลอมละลาย ทุกสิ่งหายสาบสูญในความว่างเปล่าอันมืดมิด
‘วันสิ้นโลก’ ที่ลูเมี่ยนกำหนดไว้แค่บางพื้นที่เมื่อครู่ มาถึงอย่างสมบูรณ์แล้ว
เห็นแสงสีน้ำตาลเข้มใกล้ดำค่อยๆ แยกตัวออกมาในความว่างเปล่า ลูเมี่ยนก้าวเดียวมาถึงหน้าโลงไม้ซุงที่เขาตั้งใจไม่ใช้อิทธิพลกับมัน
เขาเตะฝาโลงกระเด็นออกไป
ในโลงมีก้อนเนื้อเน่าเปื่อย คล้ายทารกที่ยังไม่เจริญเต็มที่ หรือคล้ายสัตว์เล็กๆ สักชนิดที่ตายแล้ว
มันดูเหมือนไม่มีรูปกาย พอเจอแสงจันทร์สีชาด ก็ระเหยเป็นแก๊สสีน้ำตาลดำเป็นฝอยๆ
ลูเมี่ยนทำให้รอบข้างปกคลุมด้วย ‘หมอกสงคราม’ หนาทึบ กั้นแสงจันทร์สีชาด แต่การระเหยของก้อนเนื้อเน่ายังไม่หยุด กลับยิ่งเร็วขึ้น
ใบหน้าอลิสต้า·ทูดอร์บนเศียรที่ไหล่ซ้ายของลูเมี่ยนหันไปทางโลงศพ ดวงตาดำสนิทราวเหล็ก ทำให้คนอยากสยบยอมโดยไม่รู้ตัว
ความเร็วในการลอยขึ้นของก๊าซสีน้ำตาลดำช้าลงทันที แต่ย้ายไปหลอมรวมกับสิ่งแวดล้อมรอบข้างแทน แล้วสลายไปอย่างรวดเร็ว
ลูเมี่ยนลังเลอึดใจหนึ่ง ไม่ได้ถอดหน้ากากสีทองเข้มตรงกลางเศียรบนไหล่ซ้ายออก
ก้อนเนื้อเน่าระเหยเกลี้ยงในพริบตา เหลือเพียงรอยเปื้อนสีน้ำตาลดำสองสามจุดที่ก้นโลง พิสูจน์ว่ามันเคยอยู่ตรงนั้น
ลูเมี่ยนจ้องมองไม่กี่วินาที แล้วรายงานเรื่องนี้ต่อมิสเตอร์ฟูล
เขาไม่ได้เดินลึกเข้าไปในป่าโอ๊กอันกว้างใหญ่ไพศาล
ภายใต้แสงจันทร์สีชาด ท่ามกลางเสียงทารกร้อง ‘อุแว้ๆๆ’ ที่ดังเป็นระยะ เขาเดินตามขอบซากปรักหักพังทรีอาร์ไปทางอื่น
ถนนที่คุ้นเคย บ้านเรือนที่คุ้นเคย ปรากฏแก่สายตาเขาในลักษณะแปลกตา
ที่นี่คือเขตตลาด ถนนอลเวง
ลูเมี่ยนสอดมือเข้ากระเป๋ากางเกง ราวกับย้อนกลับไปในอดีต
เขาไม่ได้คาดหวังว่าจะ ‘บังเอิญพบ’ นางมารต้นกำเนิดชีค แต่คิดว่าน่าจะเจอนางมารระดับสูงคนใดคนหนึ่ง และหากนางมารทั้งหลายต้องการอยู่รอดในโลกซากปรักหักพัง ก็ขาดพรคุ้มครองจาก ‘นางมารต้นกำเนิด’ ไม่ได้ ซึ่งทำให้พวกเธอต้องรวมตัวกันในจุดเดียว หรือสองสามแห่งที่จำกัด การเจอหนึ่งคนย่อมหมายถึงเจอทั้งรัง
“ฉันนึกว่าเธอจะมาโจมตีฉันเอง ทำความฝันของเธอให้สำเร็จซะอีก…” ลูเมี่ยนเอียงศีรษะพูดกับใบหน้าชีค
ใบหน้าชีคตอบกลับด้วยรอยยิ้มหวาน ไม่มีท่าทีอื่น
เดินไปเดินมา ลูเมี่ยนชะงักฝีเท้ากะทันหัน
เขารู้สึกว่าตนไม่ได้ยินเสียงทารกร้อง ‘อุแว้ๆๆ’ จากในป่าโอ๊ก รวมถึงเสียงนกกระพือปีกบิน มานานพอสมควรแล้ว
ซากปรักหักพังเงียบสงัดอย่างผิดวิสัย เงียบงันจนน่ากลัว
……………………………………………………..