ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 1133 การผันแปรของสนามรบ
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 1133 การผันแปรของสนามรบ
ตอนที่ 1133 การผันแปรของสนามรบ
………………..
มาดามจัดจ์เมนต์ ซิล·เดียร์ชาที่สูงถึงหนึ่งเมตรแปดสิบกว่าเพราะสวม ‘หน้ากากโซโลมอน’ จนตัวขยาย ยกมือขวาแตะลงบนหน้ากากสีดำทองที่ไม่สมมาตรเลยสักนิดเดียว
หน้ากากสีดำทองพลันขยับดุจสิ่งมีชีวิต เสมือนกำลังฝังตัวลึกลงบนใบหน้าของมาดามจัดจ์เมนต์
บิดเบือน!
‘หน้ากากโซโลมอน’ สามารถ ‘บิดเบือน’ กฎเกณฑ์ได้ในระดับหนึ่ง
ครั้งนี้ มาดามจัดจ์เมนต์เลือกที่จะบิดเบือนกฎ ‘สนามรบต้องถูกแบ่งแยก’ ที่ ‘เสาหินโหดเหี้ยม’ ได้กำหนดไว้
ในฐานะ ‘จอมเวทกฎหมาย’ ผู้ช่ำชอง และ ‘นักล่ากลียุค’ มาหลายปี เธอมักจะคอยรักษาระเบียบ สร้างกฎเกณฑ์ เพื่อจำกัดศัตรู เสริมพลังตนเอง ดูเหมือนจะขัดแย้งกับการ ‘บิดเบือนกฎ’ อย่างสิ้นเชิง แต่บางที อาจเพราะความเข้าใจในกฎเกณฑ์อย่างถ่องแท้นี่เอง บัดนี้เธอจึงรู้แจ้งชัดเจนว่า ควรบิดเบือนไปในทิศทางใดจึงจะได้ผลสูงสุด บรรลุจุดประสงค์ของตน
กฎแฝงของ ‘สนามรบต้องถูกแบ่งแยก’ คือ ‘ยุติความวุ่นวาย สร้างระเบียบใหม่ บังคับให้สมดุล’ หากเป็นเพื่อความสมดุล ก็สามารถบิดเบือนความสมดุลให้สุดขั้วยิ่งขึ้นได้
พลังของทั้งสองฝ่ายรวมถึงสมบัติปิดผนึกล้วนไม่เท่าเทียมกัน จะเรียกว่าสมดุลได้อย่างไร?
ในเมื่อต้องการความสมดุล ทางนี้ก็จะมอบสมดุลยิ่งกว่าเดิมให้!
เพียงพริบตา ศึกประจัญบานในแต่ละสนามรบก็เปลี่ยนแปลงไป
มาดามจัดจ์เมนต์ ซิล·เดียร์ชา ถูกดึงเข้าสู่สนามรบของมิสเตอร์ซัน เดอร์ริคและ ‘นางมารทอง’ พร้อมกันนั้น คู่ต่อสู้เดิมของเธอ ‘นางมารส้ม’ ผู้ถือ ‘ไพ่แปรผันของทามาร่า’ ก็เข้าสู่สนามรบแห่งนี้ด้วย
2 ต่อ 2!
ด้วยความช่วยเหลือของมาดามจัดจ์เมนต์ มิสเตอร์ซัน เดอร์ริคในที่สุดก็สามารถใช้สมบัติปิดผนึกระดับ 0 ‘หลักฐานความรุ่งโรจน์’ ได้ พลังของทั้งสองฝ่ายจึงถูกปรับให้เท่าเทียมกัน บรรลุความสมดุลที่บิดเบือน
สนามรบอื่นๆ มีดังนี้
มิสเตอร์แฮงแมน อัลเจอร์ที่พกพา ‘0-02’ และไพ่ ‘ทรราช’ ประจันหน้ากับ ‘นางมารคราม’ ยาเรนนาที่มี ‘ระกาอัสดง’ ยืนอยู่บนไหล่
มิสเตอร์สตาร์ เลียวนาร์ดถือ ‘ไม้ตะพดดวงดาว’ ได้รับมอบหมายให้เผชิญหน้ากับ ‘นางมารแดง’ ผู้ควบคุม ‘เสาหินโหดเหี้ยม’
‘นางมารยุพนิรันดร์’ สามนางคือ ‘เงิน’ ‘น้ำตาล’ ‘เขียว’ ที่มีเพียงสมบัติปิดผนึกระดับ ‘1’ ร่วมมือกันต่อสู้กับ ‘สองถ้วย’ ฟรังก้าผู้ถือ ‘คัมภีร์วิวรณ์ภาคต่อ’ และสวม ‘ใบหน้าลึกลับ’
มาดามเท็มเพรนซ์ชารอนที่ถือ ‘กล่องวันวาน’ เผชิญหน้าตามลำพังกับ ‘นางมารดำ’ แคลริสผู้สวม ‘หายนะแดงฉาน’ และเทวทูตแท้จริง โรซายล์·กุสตาฟในกระจก
ในความสมดุลที่บิดเบือน ‘กล่องวันวาน’ ดูเหมือนต้องใช้เทวทูตหนึ่งองค์บวกกับสมบัติปิดผนึกระดับ ‘0’ หนึ่งชิ้น จึงจะเทียบเคียงได้ นี่อาจเพราะภายในกล่องชั้นที่ 3 ของมัน กักเก็บสิ่งที่น่ากลัวและอันตรายยิ่งยวด
เมื่อพบว่าตนตกอยู่ในสถานการณ์เสียเปรียบมหันต์ มาดามเท็มเพรนซ์ชารอนอดสะเทือนใจไม่ได้ แต่เธอคุ้นชินกับการควบคุมอารมณ์แรงกระหาย จึงไม่แสดงอาการตื่นตระหนกหรือกระวนกระวาย
เธอเปิดชั้นบนสุดของกล่องเครื่องประดับสีเงินดำโดยไม่ลังเล
จักรพรรดินีโรซายล์จ้องมองอย่างเย็นชา ไม่รู้ว่าไม่ทันตอบโต้หรือมีแผนการอื่น ไม่ได้ใช้พลังใดๆ เลย
‘นางมารดำ’ แคลริสเพิ่งดลบันดาลให้มงกุฎใสแวววาวที่ย้อมสีแดงเข้มเหนือศีรษะ ส่องแสงวิบวับ ก็พบว่าร่างกายของตนแข็งทื่อทันใด ขยับได้อย่างฝืนๆ เสมือนของเล่นไขลานที่ยังไม่ได้หมุนลาน
เธอสังเกตเห็นว่า ขอบโลกในกระจกที่แต่เดิมดำมืดว่างเปล่า บัดนี้มีความเป็นรูปธรรม สะท้อนแสงสีเงินดำ เต็มไปด้วยเม็ดละเอียด
ภายในชั้นแรกของ ‘กล่องวันวาน’ ในมือมาดามเท็มเพรนซ์ชารอน มิติที่สอดคล้องกับโลกในกระจกถูกย่อส่วนบรรจุเข้าไป กลายเป็นฉากประกอบแบบจำลอง
ในฉากนี้ ‘นางมารดำ’ แคลริสและจักรพรรดินีโรซายล์เหลือขนาดเพียงฝ่ามือ การเคลื่อนไหวติดๆ ขัดๆ ดุจของเล่นไขลานมีชีวิต
อึดใจถัดมา แสงแดงเข้มสว่างวาบ ‘บ้านของเล่น’ ทั้งหลังพังทลายลงในพริบตา ดึง ‘นางมารดำ’ และจักรพรรดินีโรซายล์ตกลงสู่ความว่างเปล่าชั้นแล้วชั้นเล่า
หายนะมาเยือน
ทันใดนั้น กระแสข้อมูลมหาศาลอันลวงตาและซับซ้อน พุ่งขึ้นจากความว่างเปล่า ทะยานออกมาจากชั้นแรกของ ‘กล่องวันวาน’ ที่ยังไม่ได้ปิด
มาดามเท็มเพรนซ์ชารอนเตรียมพร้อมไว้แล้ว ดวงตาสีครามสะท้อนร่างของคู่ต่อสู้
เธอกระชากมือขวาไปยังตำแหน่งดวงตาตัวเอง ควักลูกตาที่สะท้อนร่างของจักรพรรดินีโรซายล์ออกมา โลหิตชุ่มโชก
หลังกลายเป็นลำดับ 3 ‘บริวารใบ้’ เมื่อเธอใช้พลัง ‘รากเหง้าคำสาป’ การทำร้ายศัตรูจะไม่ทำร้ายตัวเองอีกต่อไป แต่เมื่อเผชิญหน้ากับเทวทูตที่อาจเป็นถึงลำดับ 1 เธอต้องทุ่มสุดกำลัง ใช้วิธีนี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของคำสาป
เธอไม่ได้หวังว่าจะจัดการเทวทูตได้ด้วยวิธีนี้ เพียงต้องการถ่วงเวลาเท่านั้น
ในสนามรบที่สมบัติปิดผนึกระดับ ‘0’ กองเป็นภูเขา ไม่มีใครรู้ว่าความสมดุลอันบิดเบือนนี้จะคงอยู่ได้นานแค่ไหน ไม่มีใครแน่ใจว่า จะมีคนสามารถหลบเลี่ยงข้อจำกัดเข้ามาช่วยได้หรือไม่ ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นตัวแปร ตัวแปรที่ต้องมีอย่างแน่นอน หากเป็นเช่นนั้น ภายใต้เงื่อนไขที่ตนมีพรแห่งโชคชะตา มีปาฏิหาริย์ของมิสเตอร์ฟูล ชารอนเชื่อว่า ตัวแปรที่จะมาถึงในภายหลัง น่าจะเป็นประโยชน์แก่ตน สิ่งที่ต้องทำตอนนี้คือถ่วงเวลา รอคอยการเปลี่ยนแปลง ไม่ให้ตนพ่ายแพ้อย่างรวดเร็วภายใต้การร่วมมือของเทวทูตอย่างจักรพรรดินีโรซายล์ กับ ‘นางมารดำ’ ผู้ถือสมบัติปิดผนึกระดับ ‘0’!
มาดามเท็มเพรนซ์ชารอนรีบโยนลูกตาที่ยังคงสะท้อนร่างของจักรพรรดินีโรซายล์เข้าสู่โลกวิญญาณ
ในโลกวิญญาณ วิหคยักษ์ที่ยากจะบรรยายรูปลักษณ์บินตรงมา จิกคาบลูกตานั้นไว้ พาบินไปยังส่วนลึกของโลกวิญญาณ บินสู่ ‘ที่สูง’ ซึ่งมีเจ็ดแสงพิสุทธิ์
สิ่งนี้จะส่งผลต่อร่างแท้ด้วย บรรลุผลคำสาปคล้ายการเนรเทศ และในระหว่างที่เป้าหมายถูกเนรเทศ ยังจะถูกสิ่งมีชีวิตอันตรายในโลกวิญญาณโจมตีอย่างไม่หยุดหย่อน
จักรพรรดินีโรซายล์มองเบ้าตาขวาของมาดามเท็มเพรนซ์ชารอน ซึ่งว่างเปล่าดำมืดและมีเลือดไหล แสดงความชื่นชมต่อการตัดสินใจและความมุ่งมั่นของเธอ
เทวทูตองค์นี้ไม่ได้ต้านทานคำสาป ปล่อยให้พลังไร้รูปลากตนเข้าสู่ส่วนลึกของโลกวิญญาณ หายไปจากสนามรบนี้
“…” ชารอนชะงักไป เข้าใจรางๆ ว่าจักรพรรดินีโรซายล์อาจไม่ต้องการมีส่วนร่วมในศึกนี้
บนใบหน้าซีดขาวดุจตุ๊กตาของเธอ เลือดสีแดงสดหยดติ๋งๆ จากเบ้ากลวงๆ ที่ขาดลูกตา ทำเอาเธอที่มีลักษณะดุจวิญญาณอาฆาตผีสาวอยู่แล้ว ดูน่าสะพรึงกลัวขึ้นอีกหลายส่วน
ขณะนี้ ‘นางมารดำ’ แคลริสที่คืนชีพด้วยตัวตนในกระจก เริ่มสวม ‘หายนะแดงฉาน’ พลางก้าวออกมาจากความมืดอีกครั้ง
เธอใช้วิธีทำลายตัวเองเพื่อหลุดพ้นจากอิทธิพลของ ‘กล่องวันวาน’
สนามรบอีกแห่ง มิสเตอร์แฮงแมน อัลเจอร์พบว่า การเปรียบเทียบกำลังฝั่งมาดามเท็มเพรนซ์มีปัญหาใหญ่ จึงรีบจะคลี่ ‘หนังสือทองเหลืองทรันซอสต์’ เพื่อเพิ่มกฎให้กับความสมดุลที่บิดเบือนในปัจจุบัน เพื่อเปลี่ยนสถานการณ์ที่เสียเปรียบนั้น
‘หนังสือทองเหลืองทรันซอสต์’ ถูกปลดผนึกแล้ว แต่ยังคงถูก ‘ปั่นหัว’ และ ‘หลอกลวง’ ให้เชื่อว่า ไม่มีที่ว่างให้เขียนกฎใหม่แล้ว ในสถานการณ์ดังกล่าว ระดับการมีชีวิตของมันจึงต่ำมาก ทำได้เพียงใช้งานขั้นพื้นฐาน แต่สำหรับมิสเตอร์แฮงแมน อัลเจอร์แล้ว เท่านี้ก็เพียงพอ
ขณะนั้นเอง ไก่ดำสามหัวบนไหล่ของ ‘นางมารคราม’ ยาเรนนาชูหัวตรงกลางที่มีหงอนสดใสขึ้น
“เอ้กอีเอ้ก!”
มันส่งเสียงปลุกรุ่งอรุณ แต่สิ่งที่นำมากลับไม่ใช่กลางวัน
มิสเตอร์แฮงแมน อัลเจอร์พลันพบว่า ดวงวิญญาณของตนกำลังดำดิ่ง ตกลงสู่ของเหลวดำหนืดในส่วนลึกของจิตใจ
เขาเกิดความอาฆาต ไม่พอใจ และความริษยาอย่างแรงกล้า อยากสงวนกำลังไว้รับมือกับภารกิจเท่านั้น
ทำไมพวกเขาถึงได้เป็นเทวทูตกันหมด ส่วนเรายังไม่มีแสงอรุณ?
อารมณ์เช่นนี้ส่งผลต่อการกระทำของอัลเจอร์ หัวอีกสองหัวของไก่ดำจึงหันมองเขาพร้อมกัน
หัวที่หงอนยังไม่งอก ยกปีกซ้ายขึ้นสูง ความว่างเปล่ารอบตัวอัลเจอร์กลายเป็นมืดมิดหนาทึบ โค้งเข้าด้านใน ก่อตัวเป็นลูกกลมจองจำเขาไว้
หัวที่หงอนไม่สดใสอีกต่อไป มีดวงตาดำสนิท ช่วยให้ ‘นางมารคราม’ ยาเรนนาควบแน่นดาบใหญ่ตรงบนมือซ้าย
ในเวลาเดียวกัน มือขวาของ ‘นางมารคราม’ ยาเรนนามีดาบตรงที่ลุกไหม้ด้วยเพลิงดำ เพลิงทมิฬเหล่านั้นล้วนผูกมัดความคลั่ง ความดุร้าย และการทำลายล้าง
เธอฟันดาบทั้งสองเล่มไปยังมิสเตอร์แฮงแมน อัลเจอร์ที่ถูกจองจำในลูกกลมอวกาศ
ทันใดนั้น ร่างของมิสเตอร์แฮงแมน อัลเจอร์สว่างวาบด้วยแสงสุริยันอันศักดิ์สิทธิ์เจิดจ้า มันรวมตัวกันในพริบตา ก่อเกิดเป็นเกราะเต็มตัว
ก่อนเข้าสู่โลกในกระจก ก่อนเข้าร่วมศึก มิสเตอร์ซัน เดอร์ริคได้เสกเกราะศักดิ์สิทธิ์อันเป็นคาถาในขอบเขตสุริยันให้กับพวกพ้องข้างกาย ยกเว้นมาดามเท็มเพรนซ์ ชารอนและมิสเตอร์มูน เอ็มลิน
ในสนามรบอื่น
เมื่อเผชิญกับการรุมโจมตีของ ‘นางมารเงิน’ ‘นางมารน้ำตาล’ และ ‘นางมารเขียว’ ฟรังก้าใช้ ‘กระจกตัวแทน’ ช่วยตนเองต้านการโจมตีระลอกแรก
ต่อมา ร่างของเธอปรากฏจากมุมหนึ่ง ‘คัมภีร์วิวรณ์ภาคต่อ’ ในมือพลิกเปิดไปยังหน้าหนึ่งทันที
ฟรังก้าใช้จิตใจของตนเขียน ‘คำทำนาย’ ลงบนแผ่นหนังแกะหน้านี้แล้ว
“ครึ่งเทพที่รุมโจมตีฉัน ด้วยความโชคร้ายส่วนตัว ทุกคนจะประสบผลย้อนกลับจากสมบัติปิดผนึกของตน”
เพล้ง!
ทันทีที่ ‘คำทำนาย’ ปรากฏ ฟรังก้าใช้ ‘กระจกตัวแทน’ หลบคำสาปของ ‘นางมารน้ำตาล’ โดยไม่รีรอ
…………
ภายในโลกกระจกพิเศษ
จันทร์เพ็ญสีแดงเข้มค่อยๆ ลอยสูง ทำเอาป่าดงดิบที่เกิดจากเส้นผมหยาบสีดำและหินสีเทาขาว ซึ่งกระจายอยู่ทั่วทุกมุม ถูกย้อมด้วยสีแดงจางๆ อันชั่วร้ายพิสดาร
เห็นภาพดังกล่าว ‘นางมารต้นกำเนิด’ ถึงกับหัวเราะร่วน ไม่ตื่นตระหนก ไม่โกรธเคือง
พระองค์สร้างภาพสะท้อนกระจกเงาหลายภาพ หลบหลีกการโจมตีของลูเมี่ยนและ ‘0-17’ พลางใช้ท่าทางสูงส่งกล่าวกับนายหญิงโรลังด์ อดีตนายหญิงศาสนจักร ‘พระแม่ธรณี’ ที่มีทารกกรงเล็บนกห้อยระโยงเต็มตัว
“ลูกสาวข้า ถึงกับส่งคนมาขัดขวางข้าเชียวหรือ?”
“ไม่อยากให้ข้าเป็นมารดาของพระองค์ขนาดนั้นเชียว?”
“คนเป็นมารดา จะขาดมารดาไปได้อย่างไร?”
“หรือว่าพระองค์รอให้ข้ากับอลิสต้ารวมกันอีกครั้ง คลอดพระองค์ออกมาใหม่?”
ได้ยินถ้อยคำดังกล่าว นายหญิงโรลังด์ที่แต่เดิมมีรอยยิ้มและสีหน้าเมตตา บรรยากาศพลันหม่นหมองทันที
……………………………………………………..