ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 1135 หลักปฏิบัติ
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 1135 หลักปฏิบัติ
ตอนที่ 1135 หลักปฏิบัติ
………………..
‘นางมารแดง’ พอแลเห็นไคลน์·โมเร็ตติ ผู้ก้าวออกจาก ‘บริษัทรักษาความปลอดภัยหนามทมิฬ’ ความหวาดผวาอันยากจะบรรยาย ผุดขึ้นจากสัญชาตญาณทันที รุนแรงเหลือล้น
กึกๆๆๆ! ฟันบนล่างกระทบกันถี่ยิบ
ชั่วพริบตาดังกล่าว ในสายตาเธอ ‘บริษัทรักษาความปลอดภัยหนามทมิฬ’ เสมือนวิหารมืดมิดลึกล้ำ คู่ต่อสู้คนเมื่อครู่คือบิชอปของวิหาร รับใช้สิ่งที่ไม่อาจหยั่งรู้ ลึกลับ วิปริต และน่าสะพรึงกลัว
บัดนี้ ความน่าสะพรึงกลัวยิ่งใหญ่ที่สุดนั่น ได้ก้าวออกมาแล้ว
‘นางมารแดง’ พลันส่งเสียงกรีดร้องแหลมสูง ท่วมท้นด้วยความผวา ผมทุกเส้นพลิกพลิ้วขึ้น กลายเป็นหนาและลื่นเหนียว ระเบิดออกดุจดอกไม้บาน เผยลูกตาขาวดำแจ่มชัด
เธอที่หวาดผวาถึงขีดสุด ได้คลุ้มคลั่งเรียบร้อยแล้ว
และการคลุ้มคลั่งจะลามไปถึงตัวตนในกระจกและกระจกที่หลับใหลของเธอด้วย!
วินาทีถัดมา ‘นางมารแดง’ ที่คลุ้มคลั่ง เคลื่อนกายแข็งทื่อ กระตุกๆ ติดขัด ทุกข้อต่อราวกับถูกอัดกาวหรือขึ้นสนิม
ดวงตาที่เปี่ยมด้วยความหวาดผวาอย่างแรงกล้า รวมถึงเสน่ห์ตามสัญชาตญาณ
‘สาปหิน’ และ ‘สุขสม’ ที่หวังจะส่งผ่านเส้นผมดำหนายาว ก็หยุดชะงักไปทันที
เธอกลายเป็นว่านอนสอนง่าย กลายเป็นหุ่นเชิดแน่นิ่ง
ร่างไคลน์·โมเร็ตติที่ ‘เดอะสตาร์’ เลียวนาร์ดร่างขึ้นผ่านความฝัน สามารถโจมตีได้เพียงครั้งเดียว เขาเลือกการทำให้เป็นหุ่นเชิด
จากนั้น เขาก็สลายหายไปจากหน้าประตู ‘บริษัทรักษาความปลอดภัยหนามทมิฬ’
ความฝันก็แตกสลายตามไปด้วย
มิสเตอร์สตาร์ เลียวนาร์ด ลืมตาขึ้น เห็น ‘นางมารแดง’ หุ่นเชิดตนนี้เมื่อไร้ผู้บงการ ชั่วพริบตาก็สิ้นชีพ ล้มลงสู่พื้น ตายสนิทโดยสิ้นเชิง ไม่มีทางคืนชีพได้อีก
โครม! ‘เสาหินโหดเหี้ยม’ ไม่มีใยแมงมุมล่องหนคอยดึงรั้งอีกต่อไป กระแทกตกลงสู่พื้นมืดดำว่างเปล่า
การเปลี่ยนแปลงของสนามรบนี้ รวมถึงการสำแดงเดชของ ‘เดอะสตาร์’ เลียวนาร์ด ทำเอา ‘นางมารยุพนิรันดร์’ อื่นๆ ต่างก็ยับยั้งความหวาดหวั่นในใจไม่อยู่
ต่างก็เป็นนักบุญลำดับ 3 บวกกับสมบัติปิดผนึกระดับ ‘0’ หนึ่งชิ้นเหมือนกัน เหตุใดเขาจึงจัดการ ‘นางมารแดง’ ได้รวดเร็วนักเล่า?
ทั้งยังเป็น ‘นางมารยุพนิรันดร์’ ที่พิสดารฆ่ายาก ช่ำชองการฟื้นคืนชีพ!
หากเขาใช้เวลาอีกนิดผนึก ‘เสาหินโหดเหี้ยม’ การแบ่งแยกสนามรบก็จะสิ้นผล เขาและ ‘จอมเวทท่องมิติ’ ผู้นั้นก็จะเข้าร่วมสนามรบใดก็ได้อย่างอิสระ!
‘นางมารส้ม’ ยิ่งรู้สึกถึงความเร่งด่วนของเวลา
เบื้องหน้าเธอ ไพ่ใบหนึ่งที่ดูเหมือนฝังเพชรผงลอยอยู่ ส่องประกายแวววาว หน้าไพ่หันไปทางมิสเตอร์ซันและมาดามจัดจ์เมนต์ เปลี่ยนแปลงตัวละครและฉากอยู่ตลอดเวลา สร้างผลกระทบนานาประการ
แต่ในเวลาอันสั้น พวกมันต่างไม่อาจทำลายบาเรียศักดิ์สิทธิ์ที่มงกุฎรุ่งอรุณสร้างขึ้น ยากที่จะให้ ‘นางมารส้ม’ ข้ามผ่านไปหาเป้าหมายด้วยการ ‘แฟลช’
‘นางมารส้ม’ ได้แต่หวังให้ ‘นางมารทอง’ ใช้ ‘เนตรเทวะ’ วิเคราะห์ความลับ จุดอ่อน หรือปัญหาของบาเรียศักดิ์สิทธิ์โดยเร็ว เพื่อโจมตีอย่างมีเป้าหมาย
นี่ไม่เพียงเพราะสนามรบของ ‘นางมารแดง’ จบเร็วเกินไป ทำให้เธอหวาดกลัวอย่างแรงกล้าว่า สถานการณ์จะพลิกผันกะทันหัน แต่ยังเพราะ ‘ไพ่ผันแปรของทามาร่า’ ยิ่งใช้นาน ผลข้างเคียงเชิงลบหนึ่งยิ่งอาจเกิดผลกับตัวเธอได้
เมื่อตัวละครหรือฉากด้านหน้าแปรเปลี่ยนไม่หยุด ลวดลายคงที่ด้านหลัง ‘ไพ่ผันแปรของทามาร่า’ จะเกิดการกลายพันธุ์บางอย่าง นำมาซึ่งผลข้างเคียงต่างๆ ที่จะสะท้อนกลับมายังผู้ถือ
‘นางมารส้ม’ ใช้หางตามองไปยัง ‘นางมารทอง’ พบว่าเพื่อนร่วมทางผู้นี้มีเหงื่อซึมออกมาตรงขมับ ยิ่งเน้นให้เครื่องประดับรูปดวงตาแนวตั้งบนหน้าผากส่องประกายเจิดจ้า
เห็นชัดว่า ‘เนตรเทวะ’ ไม่ใช่ของที่ใช้งานง่ายนัก
‘เดอะซัน’ เดอร์ริคที่อาศัยความช่วยเหลือจากมาดามจัดจ์เมนต์ เร่งกระตุ้นมงกุฎแห่งความรุ่งโรจน์จนสร้างบาเรียศักดิ์สิทธิ์สำเร็จ ในที่สุดก็มีโอกาสได้หายใจหายคอ
มองดู ‘นางมารทอง’ และ ‘นางมารส้ม’ นอกบาเรีย มองดูสนามรบอื่นๆ รวมถึงโลกในกระจกอันมืดมนลวงตา เขาพลันรู้สึกเคลิบเคลิ้มไปบ้าง
เขานึกถึงประโยคที่มิสเตอร์ฟูลกล่าวในการชุมนุมชั่วคราวรอบก่อน
“จงไปปฏิบัติตามคุณธรรมของเจ้า…”
คุณธรรมของเราคืออะไร?
คุณธรรมอันเป็นแก่นแกนที่สุดของเรา ที่เราอาจละทิ้งทุกสิ่งเพื่อมัน คืออะไรกันแน่?
ในใจ ‘เดอะซัน’ เดอร์ริคผุดคำถามที่รบกวนจิตใจตนตลอดหลายปีมานี้
หลังออกจากเมืองเงินพิสุทธิ์ ออกมาจาก ‘ดินแดนเทพทอดทิ้ง’ เขาได้เห็นวิถีชีวิตปกติ จึงได้รับข้อมูลด้านค่านิยมมากขึ้น
ความดีและความชั่ว
ดีและเลว
ร่ำรวยและยากจน
กดขี่และถูกกดขี่…
ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการแยกแยะว่า สิ่งใดคือคุณธรรม
‘เดอะซัน’ เดอร์ริคในชีวิตประจำวันก็คิดและปฏิบัติมาตลอด
แต่เขารู้สึกเสมอว่า พวกมันไม่ใช่หลักคุณธรรมอันเป็นแก่นแกนที่สุดของตน มีบางสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า
ความสับสนเช่นนี้ทำให้ ‘เดอะซัน’ เดอร์ริคหลายปีมานี้ไม่อาจสรุปกฎการสวมบทบาทข้อสุดท้ายได้เสียที ยากที่จะย่อยโอสถ ‘ผู้ชี้นำคุณธรรม’ ให้สมบูรณ์
ท่ามกลางกระแสความคิด ไตร่ตรองถึงความหมายและจุดประสงค์ของปฏิบัติการครั้งนี้ เบื้องหน้าเดอร์ริคพลันผุดภาพฉากแล้วฉากเล่า
จันทร์เพ็ญสีแดงฉานส่องทะลุบาเรีย ลงมาสู่พื้นดิน
ท้องฟ้าสูงมืดมิดนับแต่นั้น มีเพียงแสงจันทร์และดวงดาว
มนุษย์กองรวมกันเป็นลูกกลมๆ ลอยอยู่ในความขุ่นมัว
‘ดินแดนเทพทอดทิ้ง’ อาศัยความถี่ของสายฟ้าแยกกลางวันกลางคืน
เจ้าเมืองผลักประตูราชวังคนยักษ์ ให้แสงอาทิตย์ส่องผ่านเข้ามา…
ร่าง ‘เดอะซัน’ เดอร์ริคขยับ ราวกับกลับไปสู่ครั้งแรกเริ่ม
เขาเข้าใจแล้วว่า ‘ความยุติธรรม’ ที่ตนปรารถนาที่สุดคืออะไร
มันคือแสงสว่าง คือดวงอาทิตย์ คือการดำรงอยู่และสืบต่อของเผ่าพันธุ์มนุษย์!
เพื่อสิ่งนี้เขาอาจยอมสละละทิ้งทุกสิ่งอื่น!
‘หลักฐานความรุ่งโรจน์’ บนศีรษะเดอร์ริคพลันฉายแสงจ้า พลังมหาศาลถูกส่งต่อไปยังนักบุญอีกคนในบริเวณนี้ มาดามจัดจ์เมนต์ ซิล·เดียร์ชา
หน้ากากทองดำไม่สมมาตรบนใบหน้ามาดามจัดจ์เมนต์ดิ้นไหวอีกครั้ง เธอรีบถอนบาเรียศักดิ์สิทธิ์ เพื่อให้ดาบเล็กสีเงินขาวเล่มหนึ่งแฟลชเข้าไปในร่าง ‘นางมารส้ม’
ขยาย!
เธอใช้ ‘หน้ากากโซโลมอน’ ขยาย ‘ดาบเล็กสีเงินขาว’ ที่มิสเตอร์ซันส่งมา
ภายในร่าง ‘นางมารส้ม’ แสงสีเงินขาวพลันระเบิดออก
มันท่วมท้นไปด้วยเจตนาทำลายล้าง แต่กลับศักดิ์สิทธิ์เจิดจ้า
ณ สนามรบอีกแห่ง
เกราะศักดิ์สิทธิ์ทำให้เจตนาชั่วร้ายที่เสื่อมทรามในใจ ‘แฮงแมน’ อัลเจอร์หายไปชั่วคราว ส่งผลให้ ‘คมดาบเนื้อวิญญาณ’ ที่ ‘นางมารคราม’ ยาเรนนาฟันลงมา ยากที่จะเพิกเฉยต่อการป้องกันของเกราะเต็มตัวนี้
ต่อมา ‘คมดาบเนื้อวิญญาณ’ และ ‘ดาบประลัยกัลป์’ ได้ฉีกเกราะที่รวมตัวจากแสงอาทิตย์ศักดิ์สิทธิ์บริสุทธิ์ ทำลายมันจนสิ้นซาก
ในเวลาเดียวกัน บนหนังสือทองเหลืองในมือมิสเตอร์แฮงแมน กฎใหม่ถูกจารึกขึ้นแล้ว
“สิ่งมีชีวิตปกติจะมีได้เพียงหัวเดียว ผู้ไม่ปกติต้องถูกฆ่า!”
ไก่ตัวผู้สีดำสามเศียรบนบ่า ‘นางมารคราม’ ยาเรนนาพลันสั่นระริก ราวกับกำลังจะพบเจอเรื่องไม่ดี
ฉึบๆ สองเสียง เศียรที่ไม่มีหงอน และเศียรที่หงอนสีแดงคล้ำ สองหัวนี้หล่นลงมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ รอยขาดเรียบกริบ ราวกับถูกของมีคมสะบั้น
กระนั้น รอยขาดไม่มีเลือดพุ่งออก พวกมันหลอมรวมกับเนื้อและกระดูก ดิ้นรนจะงอกหัวใหม่ แต่ถูกพลังล่องหนกดทับไว้ ยากจะสำเร็จได้
หลังมิสเตอร์แฮงแมนพ้นจากสถานการณ์อันตราย ทางฟรังก้าก็เกิดการเปลี่ยนแปลง
ฟรังก้าที่ลงมือทำนายไปพลาง หลบหลีกการโจมตีไปพลาง แต่เดิมรอให้เคราะห์กรรมมาถึง รอให้ศัตรูสามคนถูกสมบัติปิดผนึกสวนกลับ ดันค้นพบโดยบังเอิญว่า ‘นางมารเงิน’ และ ‘นางมารเขียว’ เมื่อเผชิญกับ ‘เสน่ห์’ ที่ตนแผ่ออกมาตามธรรมชาติ กลับแสดงความอาลัยอาวรณ์ปนหลงใหลเบาๆ
นี่มัน…ฟรังก้านึกถึงความเป็นไปได้หนึ่ง
‘นางมารเงิน’ และ ‘นางมารเขียว’ คนเก่าอาจตายไปแล้วหลังพระจันทร์แดงเสด็จเยือน สองคนปัจจุบันเป็น ‘นางมารยุพนิรันดร์’ ที่เลื่อนลำดับขึ้นมาใหม่
และการย่อยโอสถ ‘ยุพนิรันดร์’ ปกติใช้เวลาเป็นร้อยปี ผู้เลื่อนลำดับใหม่อาจต้องใช้เวลาหลายปี หรือแม้แต่สิบกว่าปีอยู่ในสภาวะที่อารมณ์และความปรารถนาไม่มั่นคงพอ ยากจะต้านทาน ‘เสน่ห์’ ของนางมารระดับเดียวกัน
จนถึงตอนนี้ ยังไม่ผ่านไปหนึ่งปีนับจากพระจันทร์แดงเสด็จเยือน!
คิดถึงตรงนี้ ฟรังก้าจงใจยิ้มอย่างเย้ายวนใส่ ‘นางมารเงิน’ และ ‘นางมารเขียว’
‘เสน่ห์’ เต็มพิกัด!
เธอมองว่า ต่อให้ตนเดาผิด การใช้ ‘เสน่ห์’ ก็ไม่ใช่ทางเลือกที่แย่นัก ลองดูก็ไม่เสียหายอะไร
แววตา ‘นางมารเงิน’ และ ‘นางมารเขียว’ พลันลุ่มหลง อยากกราบแทบเท้ารองเท้าบู๊ตของฟรังก้า ใจของ ‘นางมารน้ำตาล’ ก็ถูกกระเพื่อมแรง แต่ยังคิดถึงคนรักปัจจุบันอยู่ จึงดิ้นหลุดจากเสน่ห์อันน่าสะพรึงได้
ด้านนอกของทุกสนามรบ สุดขอบของมิติ ในความมืดดำลึกล้ำ
ร่างหนึ่งแฝงตัวอยู่เงียบๆ
พระองค์ผมขาวโพลน สวมเสื้อคลุมยาวสีดำ นัยน์ตาเป็นความมืดลึกไร้แสง หาใช่ใครอื่นนอกจาก ‘ผู้ชี้นำปาฏิหาริย์’ ซาราธ
ซาราธมาตามคำสั่ง ‘องค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่’ นานแล้ว แต่ไม่รีบเข้าร่วมการต่อสู้ กลับซ่อนในความมืด อดทนรอโอกาส โอกาสที่จะเปลี่ยนทุกคนให้เป็นหุ่นเชิด ช่วงชิงสมบัติปิดผนึกระดับ ‘0’ จำนวนมาก
โอกาสนั้นมาถึงแล้ว
ในความมืดใกล้เคียง หุ่นเชิดของซาราธในปัจจุบันเตรียมลงมือ แต่ละตนสามารถใช้พลังของพระองค์ สามารถเปลี่ยนเป้าหมายให้เป็นหุ่นเชิด!
ทันใดนั้น ซาราธพลันเกิดลางสังหรณ์อันตรายอย่างแรงกล้า
พระองค์รู้สึกว่า มีบางสิ่งกำลังชอนไชเข้าสู่ร่างตน
พระองค์รีบสลับตำแหน่งกับหุ่นเชิดตนหนึ่ง
แต่มันไม่ได้ผล ไม่เพียงเพราะหุ่นเชิดทุกตนของพระองค์ต่างประสบกับ ‘การถูกชอนไช’ แต่ยังเป็นเพราะว่า ความพยายามที่จะสลับตำแหน่งของพระองค์ไม่ได้เกิดขึ้น ราวกับความคิดนั้นถูกใครขโมยไป
เบื้องหน้าซาราธปรากฏร่างหนึ่ง สวมหมวกปลายแหลมอ่อนนุ่ม แว่นตาขาเดียว
อามุนด์!
แว่นตาข้างเดียวของอามุนด์ยังคงส่องแสง พระองค์ยิ้มมุมปากพลางกล่าวกับซาราธ
“ข้ามาช้าไปหน่อย แต่คิดว่าเวลายังพอ จึงรออยู่ข้างนอกเผื่อว่าได้กินของหวาน”
“ช่างบังเอิญจริง…”
ขณะพูด อามุนด์แหงนหน้ามองที่สูง ยิ้มแล้วกล่าวเสริม
“ข้ารู้ว่าร่างของเจ้าในตอนนี้ เป็นเพียงภาพฉายประวัติศาสตร์ แต่สำหรับ ‘ข้อผิดพลาด’ แล้ว ภาพฉายประวัติศาสตร์ถูก ‘ปรสิต’ ก็เท่ากับร่างจริงถูก ‘ปรสิต’ ด้วยมิใช่หรือ? เจ้าในอดีตถูก ‘ปรสิต’ แล้ว เจ้าในปัจจุบันจะไม่ถูก ‘ปรสิต’ ได้อย่างไร? นี่คือชะตากรรม!”
แววตาซาราธแสดงถึงการดิ้นรนใกล้ตาย แต่การวางแผนอื่นนอกเหนือจากภาพฉายประวัติศาสตร์ต้องใช้เวลา
เพียงหนึ่งสองอึดใจต่อมา รูม่านตาพระองค์ดูเหมือนจะขยาย พร้อมความรู้สึกปลดปล่อยเล็กน้อย จากนั้น พระองค์ก็ยิ้ม
พระองค์รับแว่นตาข้างเดียวที่อามุนด์ยื่นมา สวมไว้เบ้าตาขวา
……………………………………………………..