ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 1141 อาณาจักรเทพ
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 1141 อาณาจักรเทพ
ตอนที่ 1141 อาณาจักรเทพ
………………..
ท้องฟ้าของโลกในกระจกพิเศษ ครึ่งหนึ่งย้อมด้วยสีแดงเข้ม อีกครึ่งหนึ่งถูกแบ่งเป็นสองส่วนด้วยวังวนปฐมกาลและเปลวไฟไร้รูปไร้สี ทั้งสามปะทะกันกลางอากาศ
เพียงชั่วพริบตา ที่นี่สูญเสียแสงสว่างทั้งหมด เสมือนมีบางสิ่งกำลังดูดกลืนทุกอย่างรอบข้างอย่างบ้าคลั่ง
ฟรังก้าและพวกพ้องในมิติซากปรักหักพังเพิ่งฟื้นจากโรคภัย เพศของแต่ละคนเพิ่งคงตัว ก็เห็นเปลวไฟลุกโชนบนท้องฟ้า เห็นอุกกาบาตพุ่งผ่านขอบฟ้า เห็นภูเขาพ่นควันและลาวา แล้วก็เห็นทั้งหมดอันตรธานหายไปจากสายตา
พวกเขาตกอยู่ในความมืดมิด โลกทั้งใบจมดิ่งในความมืดที่ไม่มีสิ่งใดดำรงอยู่ได้
ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าไร ความมืดเริ่มจางหาย แสงจันทร์สีแดงเข้มส่องสว่างทวีปเหนือใต้ ส่องสว่างห้าห้วงสมุทรอีกครั้ง ดวงดาวนับพันที่เปล่งแสงหลากสีสัน ต่างกลับคืนสู่สภาพปกติ
มิติซากปรักหักพังกลับมาเป็นดังเดิม
ภายในโลกกระจกพิเศษ ในสายตาของลูเมี่ยน ไม่มีพระจันทร์กลมสีแดงฉานนั่นอีกแล้ว ทุกอย่างกลับสู่ปกติ
เขาหัวเราะในลำคอ ปล่อยให้แขนที่งอกใหม่ทั้งสี่ข้างห้อยลง
จากนั้น เขาปั้นเปลวไฟก้อนหนึ่ง ทำให้มันแข็งตัวกลายเป็นกระจกโลหะบานหนึ่ง
ลูเมี่ยนมองเข้าไปในกระจก เห็นภาพสะท้อนเป็นร่างสองร่าง หันหลังชนกัน ร่างหนึ่งเป็นของโอลัวร์ อีกร่างหนึ่งคือจินนา พวกเธองดงามยิ่งกว่าเดิม ดวงตาก็ลืมขึ้นแล้ว เพียงแต่ว่างเปล่าไร้ชีวิตชีวา ไม่มีพลังวิญญาณ สิ่งที่ขับเคลื่อนพวกเธอยังคงเป็นจิตสำนึกของลูเมี่ยน
ลูเมี่ยนจ้องนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง มุมปากบรรจงยกขึ้น โอลัวร์และจินนาในกระจกก็ตอบรับด้วยรอยยิ้มเดียวกัน
ด้านหลังพวกเธอ ยังมีเงาร่างหนึ่งเลือนราง ไม่ใช่ใครนอกจากชีค
ใบหน้าชีคบนศีรษะฝั่งซ้ายของลูเมี่ยนเห็นดังนั้น พลันยิ้มหวานแล้วเตรียมจะพูดบางสิ่ง
ทันใดนั้น ลูเมี่ยนดึงหน้ากากประหลาดสีทองเข้มนั้นกลับมา กดทับลงบนใบหน้าวังวนปฐมกาลที่หมุนเชื่องช้า เข้าไปอย่างแรง
แสงดาวพราวพรายโปรยปรายลงมา ส่องสว่างทั่วทั้งหน้ากาก
ชีคอ้าปาก แต่พูดไม่ออกแม้แต่ครึ่งประโยค ร่างของพระองค์ในกระจกก็หายวับไปทันที
พระองค์ใช้สีหน้าแสดงความไม่พอใจต่อลูเมี่ยน
ลูเมี่ยนกวาดตามองรอบข้าง พบว่ากระเป๋านักเดินทางที่แลกมาจากฟรังก้า บัดนี้แตกสลายไปแล้วในมหาวินาศเมื่อครู่ สิ่งของด้านในเหลือรอดเพียงสองชิ้น ตกลงบนพื้น ชิ้นหนึ่งคือหน้ากากประหลาดสีทองเข้มที่ลูเมี่ยนเพิ่งใช้ อีกชิ้นหนึ่งคือไพ่ ‘นางมาร’ ตัวลูเมี่ยนไม่ได้พกของไว้ในกระเป๋านักเดินทางนี้มากนัก เพราะสิ่งที่ใช้ได้ในการต่อสู้ก่อนหน้า มีเพียงหุ่นทหาร หน้ากาก และไพ่เย้ยเทพเท่านั้น
ลูเมี่ยนควบคุมไพ่ ‘นางมาร’ ให้บินกลับเข้ามือ พบว่าพิธีกรรมเถลิงบัลลังก์เทพของ ‘นางมาร’ ซึ่งถูกพลังบางอย่างบดบังไว้ บัดนี้ได้ปรากฏออกมาแล้ว
“ดำดิ่งลงใต้พื้นดิน ค้นหา ‘ทะเลแห่งความโกลาหล’ รับมลทินจาก ‘ทะเลแห่งความโกลาหล’ ในระดับหนึ่ง แต่ยังรักษาตัวตนไว้ได้ ไม่เสื่อมทราม ไม่กลายพันธุ์”
ใจดีจังนะ เพราะเกี่ยวข้องกับชื่อของหนึ่งในแก่นแท้ต้นกำเนิด จึง ‘ปกปิด’ ไว้เพื่อความปลอดภัยของเรา? ใครจะคิดว่าพิธีกรรมสู่เทพของเส้นทาง ‘นางมาร’ จะเกี่ยวข้องกับแก่นแท้ต้นกำเนิดอีกชนิดหนึ่ง…ลูเมี่ยนคิดไปคิดมา ก็เริ่มสงสัยว่าพิธีกรรมนี้มีปัญหา
ศิลาเย้ยเทพแผ่นแรก ถือกำเนิดจากองคาพยพของพระเจ้าดั้งเดิม พระองค์อาจแอบแก้ไขความรู้ในประเด็นนี้ก่อนร่วงหล่น เปลี่ยนพิธีกรรมเถลิงบัลลังก์เทพของเส้นทาง ‘นางมาร’ ให้เป็นการสัมผัส ‘ทะเลแห่งความโกลาหล’ พระองค์จะได้ฉวยโอกาสคืนชีพผ่านสองเส้นทางแห่งภัยพิบัติในภายหลัง ทั้งยังควบคุมและใช้ประโยชน์จาก ‘ทะเลแห่งความโกลาหล’ ได้ดีหลังฟื้นคืน
ส่วนศิลาเย้ยเทพแผ่นที่สอง แม้มันจะถือกำเนิดจากองคาพยพของเทพสุริยันบรรพกาล แต่ใครจะบอกได้ว่าไม่มีอิทธิพลของ ‘พระเจ้าดั้งเดิม’ ปนเปื้อนเลยแม้แต่น้อย?
แต่ถึงอย่างนั้น การที่นางมารผู้ครองปฐมกาล ต้องสัมผัส ‘ทะเลแห่งความโกลาหล’ ล่วงหน้า ก็นับว่าสมเหตุสมผลแล้ว…ลูเมี่ยนส่ายหัว ไม่ไปสืบหาความจริงของปัญหา เนื่องจากไม่เกิดประโยชน์อันใด
สำหรับเขา พิธีกรรมนี้ไม่ต้องประกอบ แต่ก็เท่ากับสำเร็จแล้ว
ใบหน้าที่ถูกหน้ากากประหลาดสีทองเข้มผนึกไว้นั้น มาจาก ‘พระเจ้าดั้งเดิม’ มีความเชื่อมโยงแนบแน่นและพิเศษกับ ‘ทะเลแห่งความโกลาหล’ แข็งแกร่งยิ่งกว่ามลทินจาก ‘ทะเลแห่งความโกลาหล’ โดยตรงมากนัก!
“งั้นเจ้าก็เสียสติระหว่างประกอบพิธีกรรมเถลิงบัลลังก์เทพสินะ?” ลูเมี่ยนเอียงศีรษะเยาะเย้ยใบหน้าชีค
ใบหน้าชีคเบิกตากว้าง ราวกับกำลังพูดว่า “ข้าเสียสติเมื่อไหร่? สภาพจิตข้าดีมาตลอด”
ขณะนั้น โลกในกระจกพิเศษมั่นคงลงอย่างสมบูรณ์ สะท้อนสีเทาขาว สะท้อนเปลวไฟไร้รูปไร้สี สะท้อนบรรยากาศคลุมเครือเคลิบเคลิ้ม สะท้อนวังวนปฐมกาลที่บรรจุความเป็นไปได้ทั้งปวง
มันกำลังแปรเปลี่ยนเป็นอาณาจักรเทพของลูเมี่ยน
สำหรับ ‘นักบวชสีชาด’ อาณาจักรเทพมาจากการทำให้อำนาจ ‘พิชิต’ กลายเป็นนามธรรมลึกซึ้ง เมื่อ ‘พิชิต’ ผืนแผ่นดิน สนามรบ หรือมิติพิเศษได้อย่างสมบูรณ์ด้วยตัวเอง มันก็จะกลายเป็นอาณาจักรเทพของ ‘นักบวชสีชาด’ หากสิ่งมีชีวิตใดเข้าสู่อาณาจักรเทพ ถ้าไม่ได้รับการคุ้มครองอันเหมาะสม และมีศักดิ์ไม่สูงพอ สิ่งนั้นจะกลายเป็นทหารของ ‘นักบวชสีชาด’ ทันที
อาณาจักรเทพของ ‘นางมาร’ เชื่อมโยงแนบแน่นกับโลกในกระจก ก่อนหน้านี้ ‘นางมารต้นกำเนิด’ สร้างอาณาจักรเทพในสถานที่ลับแห่งหนึ่งของ ‘โลกในกระจก’
ณ ที่นั่น มีเพียงเพศหญิงเท่านั้นที่ดำรงอยู่ได้ แม้แต่เทพแท้จริงองค์อื่นย่างกรายเข้าไป ก็จะติดลักษณะสตรีอย่างชัดเจน
ณ ที่นั่น การเห็นสิ่งที่ไม่บังควรจะกลายเป็นหินทันที
ณ ที่นั่น หากไร้การคุ้มครอง จะประสบภัยพิบัติกับตนเองบ่อยครั้ง
ณ ที่นั่น บางครั้งบางคราวจะได้รับสุขสมสุดขีดอย่างไร้เหตุผล อาลัยอาวรณ์ไม่อยากจากไป…
ลูเมี่ยนในปัจจุบันสามารถ ‘พิชิต’ โลกในกระจกพิเศษ จนมันกลายเป็นอาณาจักรเทพที่ตอบสนองเงื่อนไขของทั้ง ‘นักบวชสีชาด’ และ ‘นางมารปฐมกาล’ ได้ในคราวเดียว
ลูเมี่ยนกวาดตามองรอบตัว แล้วดลบันดาลให้ภาพในโลกกระจกพิเศษเปลี่ยนไป กลายเป็นหมู่บ้านกอร์ตู ห้อมล้อมด้วยท้องฟ้าสีคราม เมฆขาว และทุ่งหญ้าเขียวชอุ่ม
ชายขอบหมู่บ้านกอร์ตูคือถนนอลเวง บ้านที่โอลัวร์สร้างอยู่ติดกับโรงแรมระกาทอง…
จ้องมองครู่หนึ่ง ลูเมี่ยนทำให้ภาพนี้หายไปอย่างช้าๆ
เขาอมยิ้มอ่อนโยน แล้วเข้าสู่โลกดาราที่ประกอบด้วยมโนคติและสัญลักษณ์ เพื่อหวนกลับสู่โลกความจริง
เขาผู้มีสามเศียรหกกร พยักหน้าให้ฟรังก้าและมาดามเมจิกเชี่ยน ซึ่งต่างก็กำลังมองมา
“ขอบคุณทุกท่าน ภารกิจเสร็จสมบูรณ์”
“กลับเขตคุ้มครองกันก่อนเถอะ”
“ตกลง” มิสเตอร์ซันและคนอื่นๆ ตอบรับต่อเนื่องกัน
…………
กรุงทรีอาร์ คฤหาสน์หรู
ฟรังก้าพินิจใบหน้าโอลัวร์และจินนา ซึ่งตอนนี้สะอาดสดใสขึ้น แล้วเอ่ยด้วยความคาดหวังที่ปิดไม่มิด
“ดูเหมือนจะคืนชีพได้จริงๆ ถ้าก้าวหน้าไปอีกขั้น”
ได้ยินประโยคนี้ อ็องโตนีด้านข้างเหลือบมองฟรังก้าอย่างไม่ประเจิดประเจ้อนัก
ลูเมี่ยนพยักหน้ารับ พลางหัวเราะเยาะตนเอง
“บางครั้งก็รู้สึกว่า มันไร้ความหมายแล้ว บางครั้งก็อดหวังและปรารถนาไม่ได้”
“แค่มีความหวังก็ดีแล้ว…ขอแค่มีความหวัง” ฟรังก้ายิ้มให้ลูเมี่ยน “ฉันเป็น ‘นางมารหายนะ’ แล้ว เป็นเทวทูตแล้ว บางเรื่องน่าจะรู้ได้แล้วใช่ไหม?”
ลูเมี่ยนอดหัวเราะไม่ได้
“จะรีบอะไรขนาดนั้น? รอให้สภาพตัวเองมั่นคงก่อนเถอะ”
“อา…ตอนนี้ข้าต้องไปรายงานมิสเตอร์ฟูลก่อน เกี่ยวข้องกับปฏิบัติการขั้นต่อไป รอข้ากลับมาแล้วจะเล่าให้ฟังคร่าวๆ”
“ได้” ฟรังก้าไม่ปิดบังความคาดหวังของตน พลางรู้สึกว่า สภาพของลูเมี่ยนดีขึ้นมากเพราะกำจัด ‘นางมารต้นกำเนิด’ ชีคได้ แก้แค้นสำเร็จครั้งหนึ่ง
รอลูเมี่ยนขึ้นไปบนห้อง เตรียมเข้าสู่เหนือหมอกสีเทา
ฟรังก้ามองไปทางอ็องโตนีด้านข้าง เอ่ยถามอย่างสงสัย
“เมื่อกี้คุณมองฉันทำไม?”
คงไม่ใช่เพราะฉันกลายเป็น ‘นางมารหายนะ’ แล้ว สภาพยังไม่มั่นคง ควบคุมเสน่ห์ไม่อยู่หรอกนะ?
ว่าด้วยความงามและเสน่ห์ ใบหน้าชีคของลูเมี่ยนเหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด!
อ็องโตนีอมยิ้มตอบ
“ผมแค่รู้สึกประทับใจ สภาพจิตใจของคุณดีกว่าที่คิดไว้มาก ความแข็งแกร่งทางจิตใจก็เกินความคาดหมายของผม”
ฟรังก้าฟังแล้วนิ่งไป รอผ่านไปสองสามวินาทีจึงถอนหายใจ
“ฉันได้แต่บังคับตัวเองให้อารมณ์มั่นคง บังคับตัวเองให้มองโลกในแง่ดี”
“เขาจะซึมเศร้าก็ได้ จะคลุ้มคลั่งก็ได้ แต่ฉันทำไม่ได้ แม้บางครั้งบางคราวฉันก็ซึมเศร้า แต่ส่วนใหญ่ยังต้องร่าเริงแจ่มใส ไม่งั้นจะไม่มีทางรอดจริงๆ…”
“นี่แหละความเป็นมนุษย์ของคุณ” อ็องโตนีพูดด้วยความซาบซึ้ง “ผมดีใจที่ลูเมี่ยนและจินนาได้พบคุณ และดีใจที่ตัวเองมีเพื่อนร่วมทีมอย่างคุณ”
ฟรังก้าหัวเราะอย่างภูมิใจเล็กน้อย พลางถามอย่างหูไว
“ฉันรู้สึกเหมือนคุณกำลังฉวยโอกาสบำบัดจิตให้เลยนะ?”
“ผมก็ไม่ได้จะปิดบังอยู่แล้ว” อ็องโตนียิ้มหันไปทางห้องครัว “ไม่คิดเงินด้วย”
…………
เหนือหมอกสีเทา ในพระราชวังอันยิ่งใหญ่
‘แชเรียต’ ลูเมี่ยนเล่ารายละเอียดการต่อสู้ครั้งก่อน รวมถึงฤทธิ์เดชของ ‘นางมารต้นกำเนิด’ เฉพาะประเด็นสำคัญ แล้วกล่าวทิ้งท้ายว่า
“การหลอมรวมครั้งนี้ ข้าเป็นคนนำ และเนื่องจากมีจิตสำนึกและจิตของชีคกับทูดอร์อยู่ในตัว ข้าไม่ต้องปรับตัวนานก็ควบคุมอำนาจของ ‘นางมาร’ และ ‘นักบวชสีชาด’ ได้ค่อนข้างดี หากสถานการณ์ทาง ‘เทวมารดาเสื่อมทราม’ ถึงคราวเร่งด่วนแล้ว ทางนี้สามารถทำพันธลับในเชิงลึก เพื่อท่องวิญญาณไป ‘นครภัยพิบัติ’ ได้เลยทุกเมื่อ”
“หากยังไม่เร่งด่วนนัก ข้าหวังว่าจะมีเวลาสักหนึ่งเดือนเพื่อปรับสภาพตัวเอง ให้ดุลยภาพที่เกิดใหม่มั่นคงขึ้นอีกนิด”
มิสเตอร์ฟูลผู้ถูกหมอกสีเทาห่อหุ้มพยักหน้ารับ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงลอยล่อง
“อย่างน้อยก็ยังมีเวลาอีกหนึ่งเดือน”
ไม่รอให้ลูเมี่ยนตอบ น้ำเสียงของพระองค์กลับมาอ่อนโยนอีกครั้ง
“สามเศียรหกกรของเจ้า เกิดจากการเปลี่ยนแปลงระดับรากฐาน แม้แต่ข้าก็ไม่อาจทำให้เจ้ากลับเป็นรูปลักษณ์ปกติ ได้แต่ใช้มายาปกปิด”
“แต่เมื่อเจ้ามีดุลยภาพมั่นคงเมื่อใด หลังจากวันสิ้นโลกผ่านพ้นไป ข้าจะใช้ ‘ขอพร’ และ ‘ปั่นหัว’ สร้างรูปแบบที่สองให้เจ้า”
“รูปแบบดังกล่าวสามารถสลับเปลี่ยนได้อย่างอิสระ สามเศียรหกกรในเชิงมิติพื้นที่ จะกลายเป็นสามเศียรหกกรในเชิงมิติเวลา”
“เศียรทั้งสาม รวมถึงร่างกายที่สอดคล้องกัน จะครอบครองช่วงเวลาในหนึ่งวันแตกต่างกันไป โดยเป็นอิสระจากกัน มีชีวิตของตนเอง แต่ถูกจิตสำนึกหลักของเจ้าควบคุม”
“ปัญหาใหญ่ที่สุดของรูปแบบนี้คือ เจ้ากับโอลัวร์และจินนาไม่อาจปรากฏพร้อมกันได้ พบหน้ากันไม่ได้…”
ฟังมิสเตอร์ฟูลพูดถึงสิ่งที่ทำได้หลังวันสิ้นโลกด้วยจังหวะไม่เร็วไม่ช้า ลูเมี่ยนเริ่มสัมผัสได้อย่างรางเลือน ว่าวันสิ้นโลกสามารถผ่านพ้นไปได้จริง ตนยังมีชีวิตอยู่ถึงตอนนั้นได้จริง
ลูเมี่ยนไม่ได้ตัดพ้อให้เสียบรรยากาศ เพียงเงียบฟังอย่างตั้งใจ
ทีละเล็กละน้อย เขาเริ่มเข้าใจว่า มิสเตอร์ฟูลกล่าวคำเหล่านี้ ไม่ใช่กำลังสัญญา ไม่ใช่กำลังปลอบโยน แต่กำลังแสดงความหวังของพระองค์ มอบพรจากใจจริง
พระองค์หวังอย่างจริงใจให้วันสิ้นโลกผ่านพ้นไป หวังให้ลูเมี่ยนรอดชีวิต และมีชีวิตที่ดีขึ้น
“…ถึงตอนนั้น สถานะของเจ้าคงไม่เหมาะจะเป็นไพ่ใหญ่ของ ‘ชุมนุมทาโรต์’ อีกแล้ว พวกเราไม่ใช่ ‘กุหลาบไถ่บาป’”
“แต่เจ้าสามารถให้ฟรังก้าถือไพ่อาร์คาน่าใหญ่แทนได้ โดยต้องจั่วใหม่ อย่างไรเสีย ไพ่ใหญ่ทุกใบใน ‘ชุมนุมทาโรต์’ ล้วนมีสองสถานะ หลายคนเป็นตัวแทนของกลุ่มอำนาจอื่น…” พูดถึงตอนท้าย น้ำเสียงของมิสเตอร์ฟูลแฝงอารมณ์ขบขันหลายส่วน
ลูเมี่ยนไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไร ใจกลับมาสงบนิ่งแล้ว ถึงกับหัวเราะตาม
“ขอรับ มิสเตอร์ฟูล”
มิสเตอร์ฟูลพยักหน้ารับ
“งั้นข้าจะเรียกชุมนุมฉุกเฉิน”
……………………………………………………..